Blog

ART by Film Directors เมื่อผู้กํากับริทําศิลป์

ART by Film Directors เมื่อผู้กํากับริทําศิลป์

14 มีนาคม 2562

ในวงการศิลปะ มีศิลปินหรือจิตรกรจํานวนไม่น้อย ที่หลงใหลและใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อในการแสดงออกและถ่ายทอดแรงบันดาลใจของพวกเขา เท่าที่รู้ก็มีเจ้าพ่อป็อปอาร์ตอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล์ เซอร์เรียลลิสตัวพ่ออย่างซัลวาดอร์ ดาลี และบิดาแห่งคอนเซ็ปต์ช่วลอาร์ตอย่าง มาร์เซล ดูชองป์ เป็นอาทิ นอกจากนั้นยังมีจิตรกรชื่อดังอย่าง จูเลียน ชนาเบล ที่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งหลงรักสื่อแขนงนี้จนถอนตัวไม่ขึ้น และกลายเป็นคนทําหนังแบบเป็นล่ำเป็นสันไปเสียแล้ว ในทางกลับกัน มีผู้กํากับหนังที่ริหันมาลองนําเสนอความคิดผ่านสื่อที่ดูจะนิ่งกว่า หวือหวาน้อยกว่า อย่างทัศนศิลป์ (Fine Arts) อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่เรากลับไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นผลงานของพวกเขากันนัก ในตอนนี้เลยขอหยิบยกงานเหล่านั้น มาให้ท่านผู้อ่าน ได้ดูชมกัน ว่าพวกเขาทํางานอะไรและแบบไหนกันบ้าง


1. Akira Kurosawa จักรพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น

ภาพเขียนสตอรี่บอร์ดของ อากิระ คูโรซาว่า จากหนัง Akira Kurosawa’s Dreams

คําว่า ‘จักรพรรดิแห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น’ คงไม่ได้เป็นคํายกย่องที่เกินเลยนัก ในการนิยามความสามารถและสถานภาพของผู้ชายอย่าง อากิระ คูโรซาว่า

เกิดในโตเกียวปี 1910 คูโรซาว่าในวัยเยาว์มีความใฝ่ฝันอยากเป็นจิตรกร พรสวรรค์ในการวาดรูปของเขาได้รับการค้นพบและผลักดันโดยครูสมัยประถม ซึ่งเขายกย่องให้เป็นครูทางจิตวิญญาณคนแรก บวกกับแรงสนับสนุนของบิดา ทําให้หนุ่มน้อยมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อในสาขาศิลปะ แต่น่าเศร้าท่ีความใฝ่ฝันของเขาไม่อาจเป็นจริงได้ ซึ่งในยามที่คูโรซาว่าถูกถามในการสัมภาษณ์หลายๆ ครั้งว่าทําไมเขาไม่ยึดอาชีพจิตรกร เขามักตอบเหมือนเดิมทุกครั้งว่า “ง่ายๆ ก็ผมสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดน่ะสิ!”

อย่างไรก็ตาม หลังถูกปฏิเสธอย่างราบคาบจากสถาบันศิลปะอันทรงเกียรติที่เขาใฝ่ฝันจะเข้าเรียน หนุ่มน้อยคูโรซาว่าก็ยังไม่ละทิ้งความฝันท่ีจะเป็นศิลปิน เขาเลือกที่จะฝึกฝนและหาความรู้ด้วยตัวเอง และ อุทิศเวลาทั้งหมดในวัยรุ่นไปกับการหมั่นเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการศิลปะในหอศิลป์ต่างๆ อย่างหลงใหล และในเวลานั้นเอง ที่เขาแบ่งปันความหลงใหลมายังศิลปะอีกแขนงที่เรียกว่า ‘ภาพยนตร์’ ด้วย

ชีวิตในฐานะศิลปินอาชีพ ดูจะเป็นช่วงชีวิตที่ล้มเหลวที่สุดของคูโรซาว่าสองสามปีหลังจากที่ย่ำต๊อก อยู่กับงานวาดภาพประกอบในนิตยสาร 2-3 ฉบับ เขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ ซึ่งนั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสําคัญในชีวิตของเขา (อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังได้ทักษะชั้นเยี่ยมในการวาดรูปติดตัวมา ซึ่งมันจะถูกแสดงออกในภาพร่างสําหรับหนังเรื่องต่างๆ ของเขา)

ในปี 1935 คูโรซาว่าวัย 25 ได้ตอบรับงานผู้ช่วยผู้กํากับฝึกหัด และฝึกงานภายใต้การดูแลของ ไคจิโร่ ยามาโมโต้ ซึ่งที่นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นสู่ความยิ่งใหญ่ของเขา

นอกจากจะเป็นผู้กํากับท่ีย่ิงใหญ่ท่ีสุดในยุคของเขาแล้ว คูโรซาว่ายังเป็นนักออกแบบงานสร้างที่เก่งฉกาจ ภาพยนตร์ของเขาอย่าง Rashômon (1950), Seven Samurai (1954), Kagemusha (1980), Ran (1985) ฯลฯ ถูกยกย่อง ให้เป็นภาพยนตร์ท่ียิ่งใหญ่ของโลก เปี่ยมไปด้วยคุณค่าประหนึ่งงานศิลปะชั้นเยี่ยม สวยงามราวกับ จิตรกรรม และหลอมรวมจิตวิญญาณตะวันตกเข้ากับตะวันออกได้อย่างกลมกลืน และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กํากับชั้นนําของโลกหลายต่อหลายคนจวบจนปัจจุบัน

Villages of Windmills ภาพเขียนสตอรี่บอร์ดจากหนังAkira Kurosawa’s Dreams (1990) ที่ถ่ายทอดความลุ่มหลงของ อากิระ คูโรซาว่า ที่มีต่อจิตรกรเอกอย่าง วินเซนต์ แวนโก๊ะห์ ลงบนแผ่นฟิล์ม

ภาพเขียนสตอรี่บอร์ดของ อากิระ คูโรซาว่า จากหนัง Kagemusha

นอกจากผลงานภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมของเขาแล้ว ผลงานเบื้องหลังการทําหนังของเขาหลายต่อหลายเรื่องยังก่อให้เกิดผลงานศิลปะในรูปแบบของภาพร่างสําหรับภาพยนตร์ และสตอรีบอร์ดอันสวยงามจาก สีน้ํามันและพาสเทลมากมายนับ 1,000 ภาพ ที่ถูกนําไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ช้ันนําหลายต่อหลายแห่งท่ัวโลก


2. Takeshi Kitano ยากูซ่าแห่งวัฒนธรรมป็อป

หากเอ่ยชื่อผู้กํากับหนังร่วมสมัยจากแดนอาทิตย์อุทัยที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่จับตาของชาวโลก และเปี่ยมไปด้วยสไตล์เฉพาะตัวอย่างหาใครเหมือนได้ยาก ช่ือของ ทาเคชิ คิตาโน่ คงไม่ตกหล่นไปเป็นแน่

เกิดในโตเกียว ปี 1947 พ่อของเขาเป็นจิตรกร และนักออกแบบภายในที่ชอบใช้ความรุนแรงต่อ ครอบครัว ส่งผลให้วัยเด็กของคิตาโน่ไม่น่าอภิรมย์นัก (ว่ากันว่าตัวละครในหนังเรื่อง Kikujiro ได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อของเขานี่เอง) หลังจากเรียนจบไฮสคูล เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเมอิจิ ในสาขาวิศวกรรม แต่กระแสของยุคแสวงหาทําให้เขาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน และวิ่งไล่ตามความฝันในการเป็นนักแสดงตลกหน้าไมค์ ด้วยการทํางานเป็นคนขับรถแท็กซี่ กรรมกร เพี่อหาเลี้ยงชีพไปพลางๆ พร้อมกับตั้งคณะตลกดูโอกับเพื่อนซี้ในนาม ‘The Two Beats’ (ซึ่งช่ือที่ใช้บนเวทีอย่าง Beat Takeshi ก็เป็นชื่อที่คิตาโน่ยังใช้ อยู่จนปัจจุบัน) จนประสบความสําเร็จโด่งดังเป็นท่ีกล่าวขานและได้รับการชักนําให้เข้าสู่วงการโทรทัศน์ในที่สุด

คิตาโน่ได้รับโอกาสจากผู้กํากับชั้นครูอย่าง นางิสะ โอชิม่า ให้แสดงหนังเรื่อง Merry Christmas Mr. Lawrence (1983) ก่อนจะจับพลัดจับผลูได้ทําหน้าท่ีเป็นผู้กํากับหนังใน Violent Cop (1989) ท่ีมีเนื้อหารุนแรงขัดกับภาพลักษณ์ดาวตลกของเขามาก หลังจากน้ันเขาก็ค่อยๆ พัฒนารูปแบบเฉพาะตัวในหนังเรื่องต่อๆ มาอย่าง Boiling Point (1990), Sonatine (1993), A Scene at the Sea (1991) และ Getting Any? (1994)

จุดเปลี่ยนท่ีย่ิงใหญ่อีกคร้ังหนึ่งในชีวิตของคิตาโน่ เกิดขึ้นในคืนวันที่ 2 สิงหาคม 1994 เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจากการขับรถจักรยานยนต์จนกะโหลกศีรษะร้าว ภายหลังจากที่เขาฟื้นจากการสิ้นสติ ก็พบว่าตัวเองเกิดแรงบันดาลใจใหม่ขึ้นมา “ผมคิดว่าอุบัติเหตุคราวนั้นทําให้โครงสร้างสมองของผมเปลี่ยนไป มันทําให้ผมเกิดความเป็นศิลปินขึ้นมา มันกระตุ้นให้ผมอยากวาดรูป”

ภาพวาดของ ทาเคชิ คิตาโน่ ในหนังเรื่อง Hana-Bi เป็นการดัดแปลงภาพดอกทานตะวันของ แวนโก๊ะห์ ให้ออกมาในแบบตลกขบขัน

ภาพวาดของ ทาเคชิ คิตาโน่ ในหนังเรื่อง Hana-Bi

ซึ่งส่ิงนี้เองท่ีส่งผลต่องานชิ้นเอกในชีวิตอย่าง Hana-bi (1997) ท่ีเล่าเรื่องราวความขัดแย้งอันงดงามในชีวิต ของตํารวจปลดเกษียนคนหน่ึงที่ด้านหนึ่งเปี่ยมไปด้วยความรุนแรง ในขณะที่อีกด้านหน่ึงก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยนท่ีมีต่อภรรยาที่ป่วยหนัก และเพื่อนคู่หูผู้แสนอาภัพของเขา ซึ่งผลงานจิตรกรรมที่เห็นในเรื่องท้ังหมดล้วนเกิดจากฝีมือที่เขาฝึกฝนด้วยตัวเอง

ผลงานจิตรกรรมเหล่านี้ยังปรากฏในหนังเรื่องต่อมาของเขาอย่าง Kikujiro (1999), Brother (2000) และอยู่ในทุกอณูของบรรยากาศในหนังที่เปี่ยมไปด้วยความงดงามทางสัญลักษณ์และการออกแบบงานสร้างอย่าง Dolls (2002) เป็นต้น


3. Terry Gilliam ตลกหลวงแห่งดินแดนมหัศจรรย์

Salvador Dali Meets Todd Freaks จิตรกรรมคอลลาจ

ถึงแม้ว่าเราจะแกล้งมองข้ามความสําเร็จของ เทอร์รี่ กิลเลี่ยม ในฐานะคนทําหนังไปเสีย ความยิ่งใหญ่ ในฐานะศิลปินผู้เปี่ยมพรสวรรค์ของเขาก็ยังคงเปล่งประกายฉายแววเด่นออกมาให้เราเห็นอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการเป็นส่วนหนึ่งของรายการโทรทัศน์ยอดนิยม Monty Python อันเป็นเบ้าหลอมที่หล่อสไตล์การสร้างงานอันแปลกประหลาด ซึ่งกลายมาเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่สร้างช่ือเสียงให้กับเขาในเวลาต่อมา

เกิดในมินนิโซต้า ปี 1940 สิ่งแรกที่เขาจําได้ในวัยเด็กก็คือ ฉากอันตระการตาในนิทานอย่าง สโนวไวท์กับคนแคระท้ังเจ็ด หรือ พิน็อกคิโอ และ จอมโจรแบกแดด ซึ่งเป็นภาพยนตร์การ์ตูนในดวงใจ และหล่อหลอมให้เขารักการวาดภาพและศิลปะ เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ผมจําไม่ได้เลยว่ามีช่วงไหนในชีวิตที่ผมไม่ได้วาดรูป” หลังจากเข้าเรียนศิลปะที่ Occidental College ในแคลิฟอร์เนีย กิลเลี่ยมได้ฝึกฝนการทํางานเป็นนักวาดภาพการ์ตูน โดยมีแรงบันดาลใจมาจากนิตยสาร Mad ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น และภายหลังจากจบการศึกษา ก็ได้ทํางานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสาร Help! (ซึ่งก่อตั้งโดยอดีต บ.ก. Mad นั่นเอง) ท่ีนั่นเองท่ีเขาได้พบกับนักแสดงตลกชาวอังกฤษอย่าง จอห์น คลีส ที่ชักนําให้เขาได้ทํางานในฐานะแอนิเมเตอร์สําหรับรายการโทรทัศน์ ซึ่งผลงานออกแบบของเขาท่ีเป็นการตัดแปะรูป ที่นํามาจากภาพเขียนคลาสสิก รูปถ่ายสมัยโบราณให้รวมกันเป็นรูปอันพิลึกพิลั่นและแปลกประหลาดจนได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลานั้น

Stream of consciousness จิตรกรรมคอลลาจ

สัญลักษณ์ของ Monty Python ที่วาดโดย เทอร์รี่ กิลเลี่ยม

หลังจากเข้าร่วมกับคณะ Monty Python’s Flying Circus อิสระในการสร้างสรรค์ของกิลเลี่ยมก็พุ่งกระฉูด ไอเดียที่ทั้งแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นอารมณ์ขันอันทะเล้นหลากหลาย ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกายและกํากับศิลป์ของเขา และสิ่งเหล่านี้เองที่ถูกถ่ายทอดผ่านโลกส่วนตัวอันพิสดารและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ในภาพยนตร์ของเขาในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็น Monty Python and the Holy Grail (1975) (ร่วมกํากับ) Jabberwocky (1977) หรือแม้แต่ผลงานมาสเตอร์ พีซของเขาอย่าง Brazil (1985)

“ผมเขียนสคริปต์หนังด้วยการวาดรูป เพราะการวาดรูปช่วยผมเล่าเรื่อง มันท้าทายความคิดว่าผมกําลังทําอะไรอยู่ และมันเป็นสิ่งท่ีมหัศจรรย์มาก”


4. Jean Cocteau พหุศิลปิน

ภาพวาดตัวเองของ ฌอง ก็อกโต ซึ่งเป็นปกหนังสือรวมเล่มบทกวี Clair-Obscur ของเขา

หากเราจะหาคําจํากัดความผู้ชายอย่าง ฌอง ก็อกโต ว่าเป็นศิลปินแขนงไหน หรือประกอบวิชาชีพอะไร คงเป็นเรื่องยากและเปลืองหน้ากระดาษเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเขาจะเป็นผู้กํากับภาพยนตร์แล้ว เขายังเป็นกวี, นักปาฐกถา, ผู้กํากับ/นักเขียนบทละครเวที, คีตกวี, นักเขียนนวนิยาย, เจ้าของสํานักพิมพ์, นักข่าว, นักออกแบบท่าเต้น, มือกลอง, นักวิจารณ์, นักออกแบบโปสเตอร์, นักวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง, นักปั้นเซรามิกซ์, จิตรกร และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากตัวเขาจะเป็นศิลปินที่มีช่ือเสียงแล้ว เขายังมีสหายสนิทเป็นไอคอนแห่งวงการศิลปะในยุคศตวรรษที่ 20 มากมาย อาทิ ปาโบล ปิกัสโซ่, จอร์จ บราก, ออกุสต์ โรแดง, อองรี มาตีส, แมน เรย์ หรือแม้กระทั่งนักสร้างสรรค์ในแวดวงอื่นๆ อย่าง ชาร์ลี แชปลิน, ดยากิเลฟ, สตราวินสกี้, เกอร์ทรูด สไตน์, อีดิต เพียฟ และ ที เอส เอลเลียต เป็นต้น

Souffle de vie (1889-1963)

รายละเอียดของจิตรกรรมฝาผนังในวิหาร Chapelle de Saint-Pierre des Pecheurs (Chapelle de Cocteau)

ผลงานแรกๆ ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือ การออกแบบโปสเตอร์ให้กับอุปรากรของดยากิเลฟในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการทํางานเป็นเจ้าหน้าที่พยาบาลฉุกเฉิน ควบคู่ไปกับการทํางานศิลปะร่วมกับศิลปินชั้นนําในยุคนั้นหลายต่อหลายคน หลังจากเผชิญหน้ากับประสบการณ์ตกต่ำจากความเครียด และปัญหาส่วนตัวจนห่างหายจากการทํางานศิลปะอยู่ระยะหนึ่ง ฌอง ก็อกโต ก็หวนกลับมาสร้างผลงานมาสเตอร์พีซขึ้นอีกหลายต่อหลายชิ้น อาทิเช่น Les Enfants Terribles (1950) และผลงานภาพยนตร์ช้ินเอกของเขาอย่าง La Belle et la bête (1946) และ Orphée (1950) ความงดงามท้ังในภาษาของภาพและเรื่องราว ทําให้เขาถูกยกย่องให้เป็นกวีเอกแห่งวงการภาพยนตร์ท่ีสํารวจและเปิดเผยโฉมหน้าอันลึกลับมหัศจรรย์ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะ

ในช่วงท้ายของชีวิต เขาหันเหมาสร้างสรรค์ศิลปวัตถุในรูปแบบประติมากรรมต่างๆ ที่เขาให้นิยามว่าเป็น กวีวัตถุ (Poem Objects ) และเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตามศาสนสถานต่างๆ อาทิ Villa Santo Sospir หรือ Saint John Cap Ferrat และ Chapelle de Saint-Pierre des Pecheurs (Chapelle de Cocteau) เป็นต้น


5. Peter Greenaway ศิลปินในร่างทรงคนทําหนัง

The Third Wave (2009) สีอะครีลิกและชอล์ก

สําหรับคนดูหนังฮอลลีวูดทั่วไปชื่อของ ปีเตอร์ กรีนอะเวย์ คงไม่สดับสําคัญอะไรนัก บางคนอาจจะถึงขั้นสงสัยว่าหมอนี่เป็นใครกันฟะ? แต่สําหรับนักดูหนังอาร์ตท่ีหลงรักศิลปะทั้งหลายแล้วไซร้ ชื่อนี้จะเปรียบได้ดั่งเทพ!

เกิดในปี 1942 ท่ีเวลส์ และเติบโตข้ึนในแวนสตีดทางตะวันออกของกรุงลอนดอน เขาเข้าเรียนในสถาบันศิลปะ Walthamstow Art School และได้ค้นพบตัวเองที่นั่นว่า “การได้เรียนศิลปะสําหรับผมแล้ว เหมือนกับการได้สูดอากาศบริสุทธิ์” หลังจากน้ันไม่ก่ีปี เขาก็ได้พบกับหนังที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง หนังเรื่องนั้นคือ The Seventh Seal ของ อิงมาร์ เบิร์กแมน

ต่อมากรีนอะเวย์ก็เบนเข็มทิศชีวิตเข้าสู่วงการศิลปะภาพยนตร์ เขาเข้าทํางานในสถาบันภาพยนตร์แห่งชาติ และเก็บเก่ียวประสบการณ์จากที่นั่นด้วยการทําหนังสั้น หนังทดลอง และรวบรวมทุนในการทําหนังของตัวเองจน กระท่ังปี 1980 ผลงานเรื่องแรกของเขาคือ The Falls (1980) ก็เสร็จสมบูรณ์ออกมา และประสบความสําเร็จในแง่คําวิจารณ์และกลายเป็นใบเบิกทางสําหรับหนังเรื่องต่อๆ มา อาทิ ผลงานชิ้นเอกช่ือยาวเหยียดอันลือลั่นของเขาอย่าง The Cook, the Thief, His Wife & Her Lover (1989) รวมถึง Prospero's Books (1991) และ The Pillow Book (1996) แต่การประสบความสําเร็จในการทําหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่าก็ไม่ได้หมายความว่าผลงานของเขาจะจํากัดวงแคบอยู่แค่การถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม เขาทํางานศิลปะหลายแขนงบนหลากสื่อ ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม วาดเส้น ศิลปะจัดวาง หนังสือ นิทานภาพ ฯลฯ เขาเคยกล่าวไว้ว่า

Fukushima 2011 (2011)

Three Mile Island 1979 (2011) ปีเตอร์ กรีนอะเวย์

“ผมถือว่าตัวเองเป็นจิตรกรที่บังเอิญต้องมาแสดงออกในรูปแบบของหนัง ก็เท่าน้ันเอง”


6. Apichatpong Weerasethakul (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) นักรังสรรค์แสงในที่มืด

มรกต (Emerald) (2007), วิดีโออินสตอลเลชั่น (ไทย/ญี่ปุ่น) ภาพโดย Victor และ Patricia Ocampo

คงไม่ต้องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอีกว่า อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือในชื่อเล่นว่า เจ้ย (หรือที่ต่างประเทศเรียกว่า Joe) นักทำหนังชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด (แต่ไปเติบโตที่ขอนแก่น) ผู้นี้ มีความสำคัญต่อวงการหนังอาร์ตบ้านเราแค่ไหน

อภิชาติพงศ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และปริญญาโทด้านวิจิตรศิลป์ สาขาภาพยนตร์ จาก The School of Art Institute of Chicago เขาเป็นหนึ่งในคนทำภาพยนตร์ไม่กี่คนใประเทศไทยที่ทำงานนอกระบบสตูดิโอ

ภาพยนตร์ของเขามักจะเป็นการทดลอง ท้าทาย ยั่วล้อ บิดขนบและระบบคิดในการทำภาพยนตร์ โดยยึดหลักโครงเรื่องที่อิงมาจากละครวิทยุ โทรทัศน์ การ์ตูน ภาพยนตร์เก่าๆ บวกกับความเชื่อและตำนานท้องถิ่น เขามักได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองเล็กๆ ในชนบท เรื่องราวคนชายขอบที่ไม่มีความหมายในสังคม ความเป็นไทยในแบบธรรมชาติที่ไร้การเสริมแต่ง (และไม่ได้เอาแต่ขายความเป็นอดีต ช้าง มวยไทย และรำไทยอยู่ร่ำไป) และมักจะใช้นักแสดงที่ไม่ใช่มืออาชีพ ไม่มีประสบการณ์ ใช้บทสนทนาด้นสด และใช้เวลาจริง (Real Time) ในการถ่ายทำภาพยนตร์

สำหรับความเป็นคนทำหนัง อภิชาติพงศ์คงไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ตัวเองอีกแล้ว จากรางวัลต่างๆ ที่ได้รับจากงานเทศกาลหนังระดับโลกหลายต่อหลายรางวัล ไม่ว่าจะเป็นจากรางวัล Un Certain Regard จากหนังเรื่อง สุดเสน่หา (Blissfully Yours) (2002) รางวัล Jury Price จากหนังเรื่อง สัตว์ประหลาด! (Tropical Malady) (2004) จากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกที่เมืองคานส์ (Cannes Film Festival) และ แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) (2006) ก็ได้รับเลือกเข้าชิงรางวัลสิงโตทองคำ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองเวนิส อิตาลี และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเป็นผู้กำกับชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ปาล์มทองคำ (Palm d'or) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 63 ในปี 2010 จากภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) อีกด้วย

ด้วยความที่หนังของอภิชาติพงศ์ใช้ประโยชน์จากศักยภาพในความเป็นภาพยนตร์อย่างถึงที่สุด ทั้งการใช้ภาพ แสง สี เสียง ระดับของความมืดสว่าง และจัดวางทัศนธาตุ (Visual Elements) อย่างละเอียดอ่อน พูดอีกอย่างก็คือ สมควรอย่างยิ่งที่จะดูหนังของเขาในโรงภาพยนตร์

นอกจากการทำหนังแล้ว เขายังสวมอีกบทบาทหนึ่งในการเป็นศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย ผ่านสื่อภาพยนตร์หรือภาพเคลื่อนไหวและทัศนศิลป์อย่างจริงจัง ต่อเนื่องและยาวนาน จนได้รับการยอมรับในระดับสากล และแสดงผลงานในหอศิลป์และสถาบันทางศิลปะชั้นนำมาแล้วทั่วโลก อันที่จริงเขาก็มักจะเรียกตัวเองว่าเป็น "ศิลปินที่ทำงานศิลปะในสื่อหนัง" มากกว่าจะเป็นคนทำหนังเสียด้วยซ้ำ

อภิชาติพงศ์ ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งในศิลปินที่เข้าชิงรางวัล Hugo Boss Prize ประจำปี 2010 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศที่มอบให้กับศิลปินร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ผลงานอันโดดเด่นให้กับวงการศิลปะโลก ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่าง โซโลมอน อาร์. กุกเกนไฮม์

Primitive (2009) (วิดีโออินสตอลเลชั่น, (ฝรั่งเศส) ศิลปะติดตั้งจัดวางสื่อผสม จัดแสดงที่มูลนิธิเพื่อศิลปะและการสร้างสรรค์ ลิเวอร์พูล, อังกฤษ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ปารีส

นิทรรศการ คนกินแสง (THE SERENITY OF MADNESS) (2016) พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม ภาพโดย Namfah Boon

เขาแสดงนิทรรศการศิลปะในบ้านเราหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือนกรกฎาคม ปี 2016 ที่ผ่านมา อภิชาติพงศ์ได้จัดแสดงนิทรรศการแสดงศิลปะครั้งใหญ่ขึ้นในประเทศไทย ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จังหวัดเชียงใหม่ โดยนิทรรศการนั้นมีชื่อว่า “คนกินแสง” (THE SERENITY OF MADNESS) ที่มีการรวบรวมผลงานของอภิชาติพงศ์ มาจัดแสดงด้วยกันในหลากสื่อหลายประเภท ทั้ง ภาพยนตร์ทดลอง, วิดีโอจัดวาง, ภาพถ่าย ภาพพิมพ์ ภาพร่างการทำงาน ฯลฯ ซึ่งการชมผลงานศิลปะในนิทรรศการนี้ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากการชมภาพยนตร์ของเขาโดยสิ้นเชิง ในปีที่ผ่านมาไปจนถึงปีหน้า นิทรรศการ คนกินแสง ได้เดินทางไปสัญจรไปแสดงในอีกหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์, ชิคาโก และรัฐโอกลาโฮมา สหรัฐอเมริกา.

การเดินเข้าไปดูงานศิลปะของอภิชาติพงศ์ แทบไม่ต่างอะไรกับการหลุดเข้าไปผจญภัยในดินแดนมหัศจรรย์ มันเป็นการรับรู้ความทรงจำส่วนตัวของศิลปินที่ถูกประกอบสร้างขึ้นด้วยสื่อหลากชนิด ในหลายมิติ นับเป็นความรู้สึกอันแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจ และเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าสำหรับคนรักศิลปะและภาพยนตร์อย่างแท้จริง

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ข้อมูลประกอบการเขียน : หนังสือ Art by Film Directors ของ Karl French, http://www.kickthemachine.com/ , https://goo.gl/dXYDat

#WURKON #art #movie #artbyfilmdirectors #akirakurosawa #takeshikitano #terrygilliam #WURKON #art #movie #artbyfilmdirectors #akirakurosawa #takeshikitano #terrygilliam #jeancocteau #petergreenaway #apichartpong #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ #แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่  www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30