Blog

คุยกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ ผู้หันมาชิมลางโลกศิลปะ

คุยกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ ผู้หันมาชิมลางโลกศิลปะ

13 มีนาคม 2562

ถ้าพูดถึงชื่อของ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ในนาทีนี้คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักเขา ผู้กำกับหนุ่มมาดแนวผู้เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงหนังอินดี้จากผลงานหนังสั้นทดลองและหนังสารคดีสั้นอันโดดเด่นอย่าง  บทบันทึกสนทนา MSN ในค่ำคืนวันรัฐประหารปี 2549 (2006), SEE (2006), ฝรั่งเศส (2009) และ เชอร์รี่เป็นลูกครึ่งเกาหลี (2009) ที่ได้รับรางวัล รัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 14 และได้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดาม (International Film Festival Rotterdam) ในปี 2011 หรือหนึ่งในหนังสั้นบันทึกกรรมเรื่อง มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนเกลียดเมธาวี ที่ตีแผ่แง่มุมหนึ่งของสังคมออนไลน์อย่างเปี่ยมสไตล์ แหวกขนบละครทีวีดาษดื่นทั่วไป จนโดนใจวัยรุ่นและโด่งดังเป็นอย่างยิ่ง

ในปี 2555 ผลงานหนังยาวเรื่องแรกที่เขากำกับ เขียนบท ลงทุนผลิตและจัดจำหน่ายเองอย่าง 36 ได้รับรางวัล New Current Award สำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ และรางวัล Fipresci ของสมาคมนักวิจารณ์ จากเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลี ในปี 2012 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากคอหนังนอกกระแสบ้านเรา หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากผลงานอย่าง MARY IS HAPPY, MARY IS HAPPY. (2013) รวมถึงการชิมลางกับการทำหนังกับค่ายหนังกระแสหลักอย่างจีทีเอช ในเรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย... ห้ามพัก... ห้ามรักหมอ... (2015) ซึ่งทั้งสองเรื่องได้รับรางวัลจากเวทีประกวดภาพยนตร์ทั้งในบ้านเราและในระดับนานาชาติ รวมถึงได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี

แต่แฟนๆ ของเขาบางคนอาจไม่ทราบว่า นวพลก็ทำงานศิลปะด้วย โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา เขามีนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ I WRITE YOU A LOT . ที่ หอศิลป์ บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ ซึ่งเป็นนิทรรศการศิลปะที่ผสมผสานศิลปะภาพถ่าย ศิลปะจัดวาง ศิลปะอินเตอร์แอคทีฟ ศิลปะการแสดงสดแนวทดลอง และการเขียนบทหนังเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างสนุกสนาน แปลกใหม่ และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยหลังจากจบนิทรรศการ ผลงานชุดนี้ของเขาก็ได้เดินทางสัญจรไปแสดงที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU Art Center) อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เราจึงเดินทางมาเยี่ยมเยือนเขาถึงหอศิลป์ บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่ เพื่อพูดคุยสนทนากับเขาในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับหนังสักเท่าไหร่ แต่เน้นหนักไปในเรื่องศิลปะเสียมากกว่า มาร่วมกันล้อมวงฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับการชิมลางในโลกศิลปะของผู้กำกับหนุ่ม เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ คนนี้กันเถอะ

I WRITE YOU A LOT . BANGKOK CITYCITY GALLERY, 18.06 - 07.08.2016

WURKON:

ปกติเต๋อเป็นผู้กำกับหนัง ทำไมถึงได้มาทำงานศิลปะได้

นวพล:

ถ้าถามตอนนี้มันไม่ได้คิดว่าจะทำงานประเภทไหนเลยน่ะครับ  พอดีพี่ลูกตาล (ศุภมาศ พะหุโล) ชวนให้มาทำครั้งแรก เราก็แค่รู้สึกว่าเราเป็นคนทำ Storytelling เราก็เปลี่ยนสื่อเฉยๆ อ๋่อ คราวนี้เป็นห้องว่ะ คราวนี้มีจออย่างงั้นว่ะ แขวนรูปอย่างงี้ว่ะ จะทำยังไงดี ก็เลยไม่ได้คิดว่ากำลังทำศิลปะอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าคิดว่ากำลังทำศิลปะ ผมอาจจะบอกพี่ลูกตาลว่าไม่ทำดีกว่า มันจะนอยด์น่ะ เพราะอย่างที่รู้ว่าศิลปะมันจะมีธรรมเนียมโน่นนี่นั่นของมันอยู่ แล้วเราไม่คุ้นเคย เราเป็นคนดูเฉยๆ เราไม่รู้ว่าสังคมของคนทำศิลปะมันมีอะไรยังไงบ้าง บางทีเห็นโน่นนี่แบบ นี่เป็นศิลปะ นั่นไม่เป็นศิลปะ เราไม่รู้อะไรขนาดนั้น เราก็เลยคิดว่า ถ้าเกิดเราจะทำ เราทำในฐานะที่มันเป็นการเล่าเรื่องผ่านสื่ออื่นๆ แค่นั้นเอง ส่วนถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ สิ่งที่เราทำจะเรียกว่าเป็นศิลปะก็ได้ แต่จะไม่เรียกว่าเป็นศิลปะก็ได้ แล้วแต่คนดูไปเลย

WURKON:

เพราะจริงๆ ภาพยนตร์ก็เป็นงานศิลปะประเภทหนึ่ง เป็นศิลปะภาพเคลื่อนไหวเหมือนกัน เต๋อคิดแบบนั้นไหม

นวพล:

ผมแค่รู้สึกกับมันในแง่ของฟังก์ชั่นมากกว่า เหมือนสมัยก่อนดูหนังสั้นพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) คือปกติเราดูหนังฮอลลีวูด แต่วันนึงเราดูหนังทดลอง อย่างหนังสั้นของพี่เจ้ยชื่อ มาลีกับเด็กชาย (Malee and the Boy, 2542) ที่เสียงไม่ซิงค์กับภาพเลย ภาพไปทาง เสียงไปทาง ตอนที่เราดูเรารู็สึกว่ามันพิเศษทางความรู้สึก เรารู้สึกว่า เฮ้ย สนุกดี! อธิบายไม่ได้หรอกว่าเพราะอะไร แต่รู้สึกว่า เสียงไม่เข้ากับภาพ ภาพตัดไปตัดมาแบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ใช่สวย แต่เรารู้สึกดีกับมัน มันทำให้เราสนใจในฟังก์ชั่นของมันมากกว่า มันคือ ภาพและเสียง เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ให้เรารู้สึกอยากทำหนังด้วย เพราะเรารู้สึกว่าเราเล่นแบบนี้ได้กับคนดู เราผสมมันเข้าไปได้ เราฉายภาพนั้นอยู่ เราข้ามมาอันนี้ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกขณะที่ดู คิดถึงฟังก์ชั่นที่เราใช้เล่าเรื่องที่เราอยากเล่า โดยพื้นฐาน การเล่าเรื่องผ่านหนังมันก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นในหัวของผมมากที่สุด มันมีภาพ มีเสียง อย่างเวลาเขียนหนังสือเราอาจจะต้องรู้คำศัพท์เยอะพอให้คนคิดต่อ แต่บางทีสิ่งที่เราอยากนำเสนอเป็นสิ่งที่เราไปเห็นมา วันนั้นท้องฟ้าเป็นสีนั้น หรือปฏิกิริยาของคนเวลาเกิดเหตุอะไรสักอย่างแล้วทำหน้าเหวอแบบนี้ เราอยากเห็นอะไรแบบนั้นมากกว่า เราเลยเลือกสื่อหนัง ที่เรารู้สึกว่ามันตรงกับที่เราอยากจะนำเสนอมากที่สุด แต่ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ได้คิดว่าอันนี้คือศิลปะหรืออะไร อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้เรียนมาด้วยมั้ง พอไปกำหนดเดี๋ยวมันผิดน่ะ เราแค่จะทำหนัง 15 นาที เราแค่จะทำภาพถ่ายที่มีสคริปต์ แสดงในห้อง เราแค่จะเขียนบทสด ที่มีจอดิสเพลย์ไปด้วย

WURKON:

มันก็เป็นแค่วิธีการนำเสนออย่างนึง

นวพล:

ใช่ ส่วนที่เหลือแล้วแต่พี่ๆ ที่แกลเลอรี่ว่าจะจัดการกันยังไง เพราะเวลาเราทำเราก็มีหลักการประมาณนึง แต่เราไม่ได้รู้เยอะขนาดนั้น บางทีเวลาพี่ๆ บางคนเขามาดูตัวงานแล้วเขาบอกว่า นี่มันเป็นการเล่นกับพื้นที่แบบนั้นแบบนี้ เราก็เพิ่งรู้จากตอนนั้นแหละ ว่าอ๋อ มันเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ไอ้ที่เราทำไปมันเป็นแบบนั้น มันเหมือนต่อยอดมาจากอีกงานนึง คล้ายๆ กับอีกงานนึงที่เคยมี อะไรแบบนี้ แต่ว่าตอนทำน่ะ เราไม่ได้คิดแบบนั้น เราแค่คิดว่า พอเปลี่ยนสื่อปุ๊บ เราจะนำเสนอกับคนดูยังไง จะเล่นอะไรกับเขาได้บ้าง เพราะจริงๆ พอเราโตมากับหนัง เราก็สนใจเรื่อง ความเป็นจริง ความไม่เป็นจริง เบื้องหน้าเบื้องหลัง การจัดฉากกับความจริง อะไรพวกน้ี นี่คือส่ิงที่เราสนใจ แล้วเราก็เอามาเล่นกับงานที่เราจะทำมากกว่า แค่นี้เอง

WURKON:

เมื่อกี้พูดถึงหนังคุณเจ้ย นี่ได้ดูตั้งแต่เมื่อไหร่

นวพล:

โอ้ ยุคแรกเลยครับ ผมทันดู ดอกฟ้าในมือมาร (Mysterious Object at Noon, 2000) ตอนที่เขาฉายเมเจอร์รัชโยธิน รอบแรกรอบเดียว แล้วก็หนังสั้น มันอยู่ในโปรแกรมเดียวกัน ผมจำชื่อเทศกาลไม่ได้ แต่เขาจะฉายหนังพี่เจ้ยทุกเรื่อง ตอนนั้นนิตยสาร Cinemax แล้วก็ เว็บบอร์ด bangkok cinema ก็เขียนถึงหนังพี่เจ้ยบ้างแล้ว เราก็ได้เข้าถึงข่าวสาร ก็เลยได้ไปดู

WURKON:

สมัยก่อนคนดูหนังทั่วๆ ไปจะดูหนังทดลองแบบของคุณเจ้ยไม่รู้เรื่อง ถึงขนาดกล่าวหาว่าเขาทำหนังไม่เป็นด้วยซ้ำไป แล้วทำไมเต๋อถึงดูรู้เรื่องล่ะ

นวพล:

คือตอนนั้นผมดูด้วยความที่ไม่มีหลักการอะไรมากมาย ไม่ได้มีความรู้อะไรเยอะขนาดนั้น ที่จะรู้ว่านี่คือใช่หรือไม่ใช่ ก็แค่มีคนเขียนถึงพี่คนนี้ อ่านๆ ดู วิธีทำหนังเขาก็สนุกดี ก็ลองไปดูเฉยๆ ว่าเป็นยังไงบ้าง ไม่ได้คิดว่าจะชอบหรือไม่ชอบ อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนั้นพี่เจ้ยเขาทำหนังเรื่องแรกๆ ด้วยมั้ง ไม่ได้มีสตอรี่อะไรมาก่อนว่าเขาได้รางวัลอะไรมา ดูก็ได้มั้ง ลองดู ก่อนไปดูไม่รู้ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมัน หนังสั้นของเขาที่เอามาฉายมันก็มีหลายเรื่อง เราก็อาจจะไม่ได้ชอบทุกเรื่อง เราชอบบางเรื่อง แล้วเราก็พยายามจะหาเหตุผลมาอธิบายตัวเองว่าทำไมเราถึงชอบ สัมผัสอันไหนในตัวงานที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย คลิกว่ะ! หรือไปดู ดอกฟ้าฯ สิ่งไหนที่มันคลิกกับเราเราก็จำไว้ ประมาณนั้นมากกว่า ก็เลยไม่ได้คิดว่าอันนี้เป็นหนังหรือไม่เป็นหนังหรืออะไร เพราะเวลาเราดูแล้วมันทำปฏิริยากับเรา เรารู้สึกเราก็โอเคแล้ว ก็ไม่รู้จะไปเถียงกับคนอื่นไปทำไมเหมือนกัน (หัวเราะ)

WURKON:

แสดงว่าช่วงนั้นก็หันมาดูหนังอาร์ตหนังทดลองแล้ว

นวพล:

ช่วงนั้นก็เริ่มๆ น่ะครับ แต่ผมไม่ได้เป็นคนที่จะสามารถดูหนังทดลองหนักๆ ได้ เราเริ่มดูทดลองที่มันป๊อปหน่อยมั้ง เอาจริงๆ หนังของพี่เจ้ยก็ไม่ได้ดูยากมากนะ ตอนนั้น หนังสั้นของเขามีลูกเล่นโน่นนี่ ที่เราดูแล้วรู้สึกว่าไม่ได้เข้าใจยาก อาจจะชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่ แต่มันก็ไม่ได้เก็ตยากขนาดนั้น ตอนนั้นก็เริ่มดูหนังอินดี้ หนังร้านพี่แว่น พวก Run Lola Run (1998) อะไรแบบนี้ เราก็เห็นวิธีการว่า อ๋อ มันไม่ต้องเล่าแบบปกติก็ได้นี่หว่า เราเล่าเรื่องเดียวสามรอบก็ได้นี่หว่า มันค่อยๆ เรียนรู้จากตรงนั้นมากกว่า ก็รู้สึกดีที่เราเจออะไรพวกนั้นก่อน คิดว่าถ้าเจอหนังของ (ฌอง-ลุค) โกดาร์ด หรืออะไรที่มันยากๆ ก็อาจจะบายเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็เลยรู้สึกว่าโชคดีที่เจอที่มันดูง่ายหน่อย เพราะฉะนั้นบางทียุคนี้เวลาเราเจอน้องๆ หัดดูหนัง แล้วไปเริ่มจากหนังอะไรสักอย่าง แล้วโดนบอกว่า ทำไมไปเริ่มจากเรื่องนั้น มันไม่ใช่ของจริง แต่ผมน่ะรู้สึกว่า ให้เขาเริ่มจากที่เขาโอเคก่อน เดี๋ยวเขาชอบเขาจะไปหาของจริงเอง ไปหาสิ่งที่มันเป็นประวัติศาสตร์เอง โดยธรรมชาติ จริงๆ ก็เหมือนตัวเอง พอถึงจุดนึงเราชอบอะไรมากๆ เราก็จะเริ่มไปหาหนังเก่าๆ มาดู ช่วงหลังย้อนกลับไปดูหนังเก่าๆ เยอะ ว่ากว่ามันจะเป็นหนังปี 2010 กว่าเนี่ย บางทีมันมีรากมาจากอะไรบ้าง มันจะไปหามาดูโดยอัตโนมัติ ก็คิดว่าเป็นการเรียนรู้แบบนึง

WURKON:

แล้ว Visual Art (ทัศนศิลป์) ล่ะ เต๋อได้ดูบ้างไหมครับ

นวพล:

จริงๆ ก็ดูอยู่เรื่อยๆ ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกภาพถ่ายกับวิดีโอ อีกอันนึงที่อาจจะชอบคือพวก Installation (ศิลปะจัดวาง) ที่เชื่อมโยงกับเราเยอะๆ ก็พวกงานของพี่ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ อะไรพวกนี้ ความ "วิชญ์ พิมพ์" มันสนุกด้วยแหละ มันมีความเป็นของเล่น บางอันก็ทำเป็นวิดีโอ เรารู้สึกว่าเราดูแล้วเราเชื่อมโยงได้ มันเหมือนเป็นงานที่ไม่รู้ว่าเราเข้าใจสารของเขาได้เต็มที่แค่ไหน แต่ในขณะที่ดู เรารู้สึกว่าสนุกกับมันได้

WURKON:

มันตอบสนองกับเรา

นวพล:

ใช่ๆ ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในยุคนั้น พูดถึงเรื่องราวที่มันร่วมสมัย เวลาเราทำงานของเราก็รู็สึกว่าอยากทำให้มันเชื่อมโยงกับคนดู อยากให้คนดูสนุกได้ด้วย ก็ได้มาจากตอนที่ช่วงเราเริ่มดูงานเขา ซึ่งก็คือช่วงเรียนมหาวิทยาลัย

WURKON:

เวลาทำหนังมันเป็นการสื่อสารทางเดียว คนทำก็ฉาย คนดูก็ดูไป มันสามารถมีปฏิกิริยาตอบได้ พอมาทำงานศิลปะ โดยเฉพาะงาน Interactive ที่เป็นการสื่อสารสองทางนี่มันแตกต่างกันมากไหม

นวพล:

ผมว่าไอ้งานที่เพิ่งทำไป รู้สึกว่าต่าง เพราะปฏิกิริยามันเกิดขึ้นตรงหน้า เพราะมันไลฟ์น่ะครับ หนังมันทำเสร็จในช่วงเวลานึง แล้วก็เอาของที่ทำเสร็จแล้วมาฉาย แล้วตอนไปฉายเนี่ย คนดูเราก็ไม่เจอ หรืออยู่ในความมืดก็ไม่รู้ว่าหน้าตาคนดูเป็นยังไงบ้าง แต่งานที่เพิ่งทำไป มันไลฟ์ พอไลฟ์เสร็จแล้วเราก็เห็นปฏิกิริยาเลย แล้วเราก็เล่นไปกับมัน บางทีเราอยากให้คนดูไปทางซ้าย แล้วเขาไปทางขวา เราก็ แล้วกูจะเอายังไงดีวะ? (หัวเราะ)

WURKON:

ควบคุมไม่ได้?

นวพล:

ใช่ มันก็ต่างจากหนังมาก เพราะหนังมันควบคุมได้ เรากำกับได้ทุกอย่าง จะให้ดูอะไรก่อน เราบอกให้นักแสดงทำอะไรได้หมด แต่นี่มันไม่ได้ไง ที่วางแผนมาว่าจะทำอย่างโง้นอย่างงี้ แม่งก็ใช้ไม่ได้ ตอนแรกก็แค่วางแผนว่าเราจะไม่แคร์คนดู หรือตัวละครที่อยู่ในห้องหรอก เพราะว่าเราวางตัวว่าเราเป็นคนเขียนบทให้ห่้องแสดงงานอันนั้น เราไม่เห็นต้องแคร์ใครเลย ปรากฏว่าเอาเข้าจริงๆ พลังของความสด ของความที่คนอยู่ตรงนั้นจริงๆ มันแรงมาก (หัวเราะ) เอาง่ายๆ สมมติว่า เราตั้งใจว่าเราตอนนี้จะไม่พิมพ์อะไร แต่พอเราไม่พิมพ์จริงๆ คนร้อยสองร้อยคนจ้องอยู่ แม่ง กูต้องพิมพ์ใช่ไหม กูต้องพิมพ์อะไรก็ได้ใช่ไหม

WURKON:

มีแรงกดดัน

นวพล:

ใช่ๆๆ มันแบบ เขายืนรอ แล้วคนมันเยอะน่ะ บางวันมันเยอะมาก สามสี่ร้อยคน มันกลายเป็นเหมือนกับว่า เราโดนเขาควบคุมอีกทีด้วยซ้ำ

WURKON:

สุดท้ายเรากลายเป็นฝ่ายถูกควบคุมแทน

นวพล:

ใช่ๆ เรารู้สึกว่าไอ้ความรู้สึกนี้ใหม่ กับการทำหนัง เป็นความรู้สึกที่เอาจริงๆ เราไม่มั่นใจ อย่างที่บอกว่าเวลาทำหนังเราควบคุมอะไรเสร็จหมดแล้วเราได้งานที่เราพึงพอใจ เราได้ดราฟต์ที่ดีที่สุดให้คนดู อันนี้มันเหมือนกับว่า พอถึงตรงนั้นแล้ว ต้องเขียนก็ต้องเขียน เราไม่รู้ว่าดีที่สุดหรือเปล่า

WURKON:

นี่มันเหมือนการแสดงสดเลยนะ

นวพล:

ใช่ๆ ตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนั้น แต่ไปๆ มาๆ บางวันมันเหมือนคอนเสิร์ตเลยครับ คนดูอยู่ข้างล่าง เราอยู่ข้างบน เราต้องทำเหมือนพูดหรือร้องเพลงอะไรสักอย่างเพื่อจะให้เขาฟัง มันยากกับเรา แต่เรารู้สึกว่าเป็นความรู้สึกใหม่ ลองดูก็ได้ เพราะว่าไม่เคยทำ พอได้ทำสื่อใหม่ก็รู้สึึกดี ตรงที่เราได้ทำอะไรที่เราไม่เคยทำบ้าง เพราะเราก็ทำหนังมาสี่ห้าปีแล้ว ก็รู้สึกว่า ถ้าได้ลองทำอะไรอื่นๆ บ้างก็ดี ไม่รู้ว่ามันจะออกมาดีหรือเปล่า แต่ในเชิงกระบวนการทำงาน เราได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น หรือว่าได้ลอง ได้เข้าใจอะไรใหม่ๆ บ้างก็ดี

WURKON:

เคยฟังคุณเจ้ยให้สัมภาษณ์ว่า การทำหนังมันทำให้ผู้กำกับรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจมาก ในการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง การดูหนังในโรงก็คล้ายกับการสะกดจิตให้คนดูมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับหนัง การทำหนังมันเลยทำให้ผู้กำกับมีอีโก้สูง แต่การทำงานศิลปะช่วยให้คนทำหนังลดอีโก้ลง เพราะมันเป็นการสื่อสารสองทาง มันควบคุมอะไรไม่ค่อยได้ เต๋อคิดว่ามันจริงไหม

นวพล:

คือตอนช่วงผมออกไปทำหนัง ผมรู้สึกว่าผมควบคุมได้จำนวนนึง พอถึงเวลาเอาเข้าจริงๆ แล้ว เราเจอธรรมชาติของจริงเราก็แพ้อยู่ดี ต่อให้เราเวิร์คช็อปกับนักแสดงมาแล้ว ถึงวันนึง บางทีเราไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางทีเราไม่ได้มีเวลา ทรัพยากร หรือเงินเยอะพอที่จะควบคุมทุกอย่างได้จริงๆ ผมรู้สึกว่ายิ่งผมทำ ผมยิ่งอีโก้ลด เพราะผมรู้สึกว่าจริงๆ แล้วผมควบคุมไม่ได้ ในทางหนึ่ง แต่ก็ควบคุมได้มากกว่าการไลฟ์ในหอศิลป์นะ แต่ไม่ได้หมายความว่าอยู่ในกองเราจะควบคุมได้ทุกอย่าง เพราะพอเจอของจริง สมมติไปถ่ายเอาท์ดอร์ ถ้าแสงมันไม่ได้มันก็ถ่ายไม่ได้เลย จัดไฟก็พอทำได้ แต่มันไม่ได้ในแบบที่เราต้องการ มันก็ต้องแก้ปัญหาไป ส่วนตอนทำฉายให้คนดู ส่วนตัวผมรู้สึกว่าต่อให้เราเรียงภาพมาให้เขาดู เขาก็มีทัศนคติ วิธีคิดของตัวเอง ควบคุมได้ไหม ก็ได้จำนวนนึง ก็อย่างที่ว่า ครึ่งครึ่ง ที่เหลือมันก็เป็นอิสระ แล้ว เหมือนงานเราเสร็จแล้ว เขาจะคิดอะไร เขาจะเขียนอะไรมา เขาอาจจะชอบมันมากกว่าที่เราชอบมัน หรือเขาอาจจะเกลียดมันมากว่าที่เราคิดไว้ ที่เหลือมันควบคุมไม่ได้เลย

WURKON:

ยิ่งสมัยนี้มีโซเชียลมีเดียที่การตอบสนองมันมาเร็วมาก

นวพล:

ใช่ เร็วมาก แล้วมาถึงตรงมาก ผมไม่รู้สมัยก่อนเขาเป็นยังไงกันบ้าง มันก็มีอินเตอร์เน็ต เว็บบอร์ด แต่มันไม่รวดเร็วหนักหน่วงเท่าวันนี้ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องรอปากต่อปาก แค่ออกมาจากรอบสื่อก็จบแล้ว คนแฮซเท็กกันพรึ่บ ก็รู้เลยว่าหนังเป็นยังไงภายในสองชั่วโมง ฉายสองทุ่ม หนังจบสี่ทุ่มครึ่งก็รู้แล้ว มันเร็วมาก ก็เลยรู้สึกว่ายิ่งทำก็ยิ่งควบคุมไม่ได้ เราแค่ทำยังไงก็ได้ให้มันออกมาได้ผลที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

WURKON:

แต่ในขณะเดียวกัน งานศิลปะกลับไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเหมือนกับที่หนังโดน

นวพล:

ผมว่าเท่าผมที่เจอ หรือเท่าที่อ่านมา คือความเป็นศิลปะมันยังคลุมอยู่ไง มันทำให้คนก็ยังรู้สึกว่า ถ้าเกิดเขาไม่เก็ต เขาจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นออกมา ตอนนี้สถานการณ์มันดีกว่าแต่ก่อนมากๆ แล้วนะ เพียงแต่เราว่ามันยังมีอยู่ แต่กับหนังเขารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเป็นหนังอะไรก็ตาม เขาจะถือว่ามันเป็นความบันเทิงน่ะ เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขา แล้วเขาก็จะมีสิทธิ์แสดงความเห็นอะไรก็ได้ ต่อให้มันเป็นหนังอาร์ตก็ตาม บางทีเวลาเขาวิจารณ์หนังอาร์ต เขาก็วิจารณ์ในกรอบของหนังตลาด เขาเลยบอกว่ามันดูไม่รู้เรื่องไง เพราะเขาดูด้วยกรอบของหนังเล่าเรื่องปรกติ คนที่ดูเขาก็เลยกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น แต่พอมันเป็นงานศิลปะมันจะมีความแบบ เอ๊ะ เราจะพูดดีหรือเปล่านะ เราดูไม่รู้เรื่อง เพราะเราไม่ฉลาดหรือเปล่านะ มันมีบรรยากาศแบบนี้อยู่ แม้จะลดน้อยลง แต่ว่าก็ยังรู้สึกได้ ทุกครั้งที่ทำงาน ถ้าตัวเองทำได้ เราก็ยอมรับทุกความเห็นน่ะ แม้คนที่ไม่ชอบงานเราก็ให้เขาพูดได้ ใครที่ดูไม่รู้เรื่องเลย เราก็บอกว่า เฮ้ย ไม่เป็นไร รอบหน้ามาดูใหม่ละกัน เราอยากให้เขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เขาสามารถแตะต้องได้ โอเค วันนี้คุณอาจจะไม่ได้เก็ตอะไรกับมัน แต่ก็ไม่แน่อีกสามปี อาจจะเก็ตก็ได้ เพราะถ้าเทียบกับตัวเองตอนเด็ก มันก็มีหนังบางเรื่องที่เราดูไม่รู้เรื่อง หนังบางเรื่องที่ไม่เห็นสนุกเลย แต่พอเวลาผ่านไปสักสามสี่ปีกลับมาดูก็ อ๋อ เข้าใจละ เรารู้สึกว่าบางทีมันต้องใช้เวลา แล้วบางคนก็เด็กจริงๆ นะ เราไม่อยากจะไปปิดกั้นเขาน่ะ เขายังมีเวลาเรียนรู้อีกเยอะ ถ้าเกิดเราไปตำหนิเขาว่าทำไมมึงดูไม่รู้เรื่อง เขาก็จะ ไม่ดูก็ได้เว้ย เพราะจริงๆ มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นของชีวิตเลย กลายเป็นว่ากูจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว เพราะกูรู้สึกว่าถ้ากูปฏิบัติตัวผิด กูจะอับอายและโดนคนมอง ผมรู้สึกว่าไม่ควรเกิดบรรยากาศนี้ทั้งในการดูหนังและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในนิทรรศการศิลปะ คืออย่างน้อยก็มาดู ชอบไม่ชอบ ก็ว่ากันไป อยากให้เป็นฟิลลิ่งนี้มากกว่า เพราะฉะนั้นงานตัวเองก็พยายามทำอะไรแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับเด็กๆ งานของผมเด็กๆ จะมาดูเยอะ ก็พยายามให้กำลังใจเขา ทำให้เขารู้สึกว่าจะคิดยังไงก็ได้ ให้เรียนรู้จากกันและกันมากกว่า

WURKON:

คนที่มาดูงานศิลปะของเต๋อส่วนใหญ่นี่เป็นแฟนคลับใช่ไหมครับ

นวพล:

ผมว่าแก๊งนี้จะมาประมาณวันแรกๆ แต่ที่เหลือ กับงาน I WRITE YOU A LOT . ผมรู้สึกว่ามันเข้าไปถึงคนนอกเหนือกว่านั้นเยอะมากๆ แล้วมันค่อนข้างปากต่อปาก เพราะจริงๆ บางครั้งคนจะรู้สึกว่างานเรามีคนมาดูเพราะว่าเขาเป็นกลุ่มแฟนหรืออะไรก็ตาม แต่ผมในฐานะคนทำ เรารู้ว่า เฮ้ย จริงๆ มันไม่เกี่ยวว่ะ บางทีเราโพสต์ลงโซเชียลมีเดียหรืออะไร มีคนกดแชร์กดไลค์อะไรก็ว่าไป แต่พอถึงสถานการณ์จริง แม่งอยู่ที่ว่างานมันเกี่ยวกับอะไร เพราะมันก็มีงานที่โพสต์ไปแล้วมันโอเคมาก กับงานที่โพสต์ไปแล้วไม่ค่อยโอเค เราก็รู้สึกว่าจริงๆ มันอยู่ที่ว่าเราผลิตงานอะไรออกมามากกว่า คือถ้าคนเขาจะมาดูจริงๆ เขาก็ต้องเสียเวลาเดินทางโน่นนี่ มันมีค่าใช้จ่ายที่เขาต้องจ่าย มันไม่ง่ายขนาดนั้น มันมีพลังงานที่เขาต้องใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเขาก็จะพิจารณาแหละว่างานไอ้นี่มันคืออะไรวะ แล้วกูจะไปดูไหม คนที่ติดตามมากๆ เขาก็อาจจะมาในวันแรกๆ สัปดาห์แรกๆ แต่สุดท้ายก็จะหมด เพราะจริงๆ ผมก็ไม่ได้มีแฟนคลับเยอะขนาดนั้นน่ะ (หัวเราะ)

WURKON:

จริงดิ? ออกจะป๊อปปูล่าร์

นวพล:

แต่ก็ไม่ได้มีเป็นล้านคนไง เราก็มีจำนวนนึง ถ้ามันจะแพร่กระจายออกไป ก็ต้องอยู่ที่ว่างานนั้นเป็นยังไงบ้าง เพราะ I WRITE YOU A LOT . เนี่ย ช่วงหลังๆ มันจะเป็นคนที่เราไม่คุ้นอีกแล้วน่ะ แล้วจำนวนคนมันก็เสถียรอยู่ นึกออกไหม ถ้าเป็นงานที่แฟนๆ ดูกันเอง ผมว่าคนก็ต้องลดลงอย่างรวดเร็ว แต่นี่จำนวนคนเข้ามันค่อนข้างเสถียร

I WRITE YOU A LOT . LAST LIVE SCREENWRITING, BANGKOK CITYCITY GALLERY, 07.08.2016, ชมวิดีโอบันทึกการแสดงสด LAST LIVE SCREENWRITING ได้ที่นี่ https://vimeo.com/178713131

WURKON:

คิดว่าคนดูเขาสนใจอะไรถึงมาดูงานเต๋อ

นวพล:

ผมว่าสำหรับเขามันอาจจะดูไม่ยากมาก หรือว่า ก็ลองมาดู เห็นเขาพูดกัน อะไรแบบนี้ มันอาจจะเป็นสื่อที่ดูง่ายสำหรับคนดู เป็นภาพถ่าย เป็นบทหนัง ภาพยนตร์ มันมีความเป็นอะไรที่คนทั่วไปอาจจะคุ้นเคย ก็เลยลองมาดูซะหน่อย ชอบไม่ชอบ เดี๋ยวค่อยว่ากัน คิดว่ามันน่าจะมีอะไรที่ใกล้ตัวเขา ประมาณนั้น

WURKON:

อย่างตอนไปดูนิทรรศการของอภิชาติพงศ์ที่พิพิธภัณฑ์ ใหม่เอี่ยม งานศิลปะหลายๆ ชิ้นของเขาเป็นเหมือนการทดลองเพื่อนำไปต่อยอดหรือใช้งานกับหนังยาวของเขาอีกทีหนึ่ง งานศิลปะของเต๋อเป็นอะไรแบบนั้นด้วยไหม

นวพล:

ไม่ได้มุ่งหมายว่าจะต่อยอดหรือเป็นขั้นตอนหนึ่งของหนังยาวนะ เพียงแต่ว่า แค่พอถึงจุดนึงเราอยากทำอะไรที่เราไม่เคยทำมากกว่า ทั้งในกระบวนการ คือการเรียนรู้ความรู้สึกใหม่ๆ ขณะที่ทำ ไม่ใช่เป็นแบบ ออกไปถ่าย กลับมาตัด เอาไปฉาย อันนี้มันต้องเตรียมตัวอีกแบบนึงเลย แบบ คนเข้ามาขนาดนี้เราจะจัดการยังไง เราจะเขียนอะไร ไม่เขียนอะไร หรือคนดูส่งอันนี้มา เราจะเขียนยังไง มันจะเป็นอีกวิธีิคิดนึง อีกอย่างมันคือการพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ การพาตัวเองไปเจอคนใหม่ๆ เจอคนหรือเหตุการณ์ที่เราไม่คาดฝัน เจอโน่นเจอนี่ มันเป็นในเชิงการหาอะไรใหม่ๆ มากกว่า เพราะพอหมดจากทำหนัง ฟรีแลนซ์ (ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ) เราก็รู้สึกว่ามันหมดแล้วเหมือนกัน หมายถึงทรัพยากรที่จะเอามาใช้ทำหนังน่ะ เพราะว่าเราทำถี่ด้วยมั้งครับ คือเอาจริงๆ ทำทุกปีเลยน่ะ ปีละเรื่อง สี่ห้าปีติดกัน 36, The Master, Mary (Is Happy, Mary Is Happy) แล้วก็ ฟรีแลนซ์ มันถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วน่ะ

WURKON:

แต่จริงๆ หนังแต่ละเรื่องของเต๋อมันก็คนละหัวข้อเลยนะ

นวพล:

ใช่ มันคงเป็นสี่เรื่อง สี่ธีม ที่เราสนใจในช่วงอายุ 22 - 30 คือสมมติว่าถ้าเกิดผมได้ทำหนังสองปีเรื่อง มันคงอาจจะยืดออกไป จากสี่ปี ก็จะกลายเป็นแปดปี แต่เผอิญมันทำปีละเรื่องก็เลยเป็นสี่ปีสี่เรื่อง เลยแบบ หมดเลย แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเราก็อยากลองทำหัวข้ออื่นๆ บ้าง

WURKON:

พอมาทำนิทรรศการศิลปะแล้ว รู้สึกว่าตัวเองได้แนวคิดหรือกระบวนการอะไรใหม่ๆ จากมันบ้างไหม

นวพล:

อันนึงที่ผมรู้สึกว่าแจ๋วดี เพราะว่าไม่เคยได้ลอง คือการเล่าเรื่องผ่านสื่ออื่น ซึ่งรู้สึกว่าแปลก แล้วก็สนุก บางทีเราทำหนังเยอะๆ แล้วเราก็จะคุ้นชินน่ะ พอมาทำในแกลเลอรี่ ในห้องแสดงงานอะไรแบบนี้ ก็รู้สึกว่า อ๋อ ทำแบบนี้ก็ได้นี่หว่า! คือแต่ก่อนเราก็คิดว่าอยากจะทำ แต่เราก็ไม่รู้ว่าผลมันจะเป็นยังไงได้บ้าง คนจะโอเคไหม แต่ก็กลายเป็นว่า พอทำแล้ว ในขณะที่ทำงานก็รู้สึกว่าใหม่ดี กับอีกทางนึงคือ เฮ้ย คนมาดูนี่หว่า แสดงว่าคนไม่ได้มายด์หรอกว่ามันจะเป็นอะไร ผมก็เลยรู้สึกว่า เชี่ย นี่แม่งเป็นการพิสูจน์ประมาณนึงเหมือนกันนะ ว่าจริงๆ แล้วคนไม่ได้กลัวศิลปะ

WURKON:

ขนาดนั้น?

นวพล:

ใช่ ผมว่ามันอยู่ที่ท่าทีน่ะ ว่าเราจะเชิญเขาเข้ามาแบบไหน ถ้าเกิดเราตั้งกำแพงให้เขาต้องปีนต้องกระโดดเข้ามา บางคนเขาขี้เกียจ เขาก็ไม่เข้ามา แต่ถ้าเราทำทางเข้าง่ายๆ ให้เขาเข้า คือผมแค่รู้สึกว่า ถ้าเป็นผม ผมจะเปิดให้คนเข้ามาก่อน ถ้าใครสนใจเพิ่มเติมก็ค่อยเข้าไปให้ลึกลงไปอีกชั้นนึงก็ได้ ผมแค่คิดว่าอย่างน้อยก็ลองมาดูก่อนก็ได้ เผื่อบางคนที่ไม่เคยคิดว่าจะดูอะไรแบบนี้ได้ เหมือนที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะดูหนังสั้นพี่เจ้ยได้ ก็ลองสักทีนึง สำหรับผมมันเหมือนลองชิมอาหารเลยน่ะครับ เหมือนลองชิมอาหารอินเดีย อาหารที่เราไม่คุ้นน่ะ ก็ลองสักคำก่อนก็ได้ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องกิน ไม่ต้องดูต่อ

WURKON:

บางคนอาจจะจินตนาการไปก่อนว่ามันเป็นอย่างโง้นอย่างงี้ไปก่อน

นวพล:

ใช่ๆๆ ผมก็เลยรู้สึกว่ามันอยู่ที่เราจะเปิดให้เขาเข้ามาได้ยังไง พวกวิธีการสื่อสารต่างๆ นาๆ หรือคอนเทนต์เรา มันก็เป็นคอนเทนต์เดิมอยู่แล้วแหละ แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องเขียนหลอกล่อ ว่าสนุกแน่ๆ มันคือการพูดเหมือนเดิมแหละ แต่พูดด้วยท่าทีที่เปิดกว้าง ก็ลองมาดูสิ มากกว่าจะบอกว่า เฮ้ย มันสุดยอดมาก! เราก็แค่ เฮ้ย ลองมาดูกัน ไม่ชอบไม่เป็นไร อะไรอย่างงี้มากกว่า ก็เลยรู้สึกว่า เออ เราน่าจะทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่แค่หนัง แต่จริงๆ เราก็ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่หนังด้วยอยู่แล้ว เขียนหนังสืออะไรก็ว่าไป ก็เลยรู้สึกว่า ยิ่งถ้ามีโอกาสหรือว่าคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็อยากจะคิดจากสิ่งที่มันไม่ใช่หนัง อาจจะคิดจากของ คิดจากอะไรแบบนี้ได้มากขึ้น

WURKON:

ศิลปะมันก็เป็นสื่ออย่างนึงที่เราใช้นำเสนอความคิด

นวพล:

ใช่ แล้วมันทำให้เราได้ไปอยู่ในกระบวนการทำงานแบบใหม่มากขึ้น สมมติว่า เราไม่เคยคิดว่าขนาดของห้องจะมีผลต่องานเรา แต่พอมาทำจริง โห ห้องกว้างจัง แล้วเราต้องพรินต์กี่รูป เขาจะมองเห็นตัวหนังสือไหม หรือเขาเดินเข้ามาแล้วจะเดินไปทางซ้ายหรือขวาก่อนเราก็ไม่รู้ ไอ้พวกนี้เป็นความรู้สึกใหม่หมด

WURKON:

เพราะตอนดูหนังเราก็นั่งมองจออย่างเดียว

นวพล:

ใช่ บังคับคนให้นั่งอยู่ที่เดียว แล้วก็ดูในสิ่งที่เราอยากให้ดู แต่อันนี้มันเป็นอีกแบบเลย บางคนก็ไปดูย้อนกลับหลัง งานชิ้นที่หนึ่งอยู่ทางซ้าย พี่ไปดูงานชิ้นสุดท้ายทางขวาก่อน

WURKON:

แล้วเราทำอะไรได้ไหม

นวพล:

ไม่ได้ครับ เนี่ย ก็ต้องคิดเผื่อไว้เลย ซึ่งเราก็คิดได้สองแบบว่า เราจะบังคับให้เขาดูเรียง หรือเราจะเรียงภาพกึ่งๆ ว่า ดูฝั่งไหนก่อนก็ได้ จริงๆ เริ่มหนึ่งก่อนก็ดี แต่ดูอันท้ายก่อนก็ไม่เป็นไร ก็เลยทำเผื่อๆ ไว้ คือสุดท้ายมันต้องมีหลักการในการติดงานสักอย่างแหละ เราเป็นคนทำ เราก็ติดแบบกึ่งๆ เรียงความรู้สึกไว้ให้แหละ แต่พอเรามาเดินดูย้อนกลับ มันก็โอเค ไม่ได้ขัดอะไร แต่ถ้าเกิดต้องบังคับดูตามเรื่องจริงๆ ผมคงต้องทำเป็นทางเดินบังคับไปเลย อะไรพวกนี้ตอนทำหนังไม่ต้องคิดเลย (หัวเราะ) มันจะเป็นเรื่องตัดต่อแทน

WURKON:

มันเป็นการเล่นกับพื้นที่

นวพล:

ใช่ หรือกระทั่งวัสดุหรือของที่เอามาใช้ ตอนแรกคุยกับพี่ลูกตาลว่าเราจะแสดงภาพถ่ายยังไง จะพรินต์ลงกระดาษ หรือจะใส่กรอบไหม มันมีหลายวิธี มันมีหลายวัสดุเต็มไปหมด แล้วแต่ละวัสดุมันก็มีภาษาของมัน ถ้ากระดาษอาจจะหมายถึงโน่นนี่ ถ้าเป็นภาพถ่ายอาจจะหมายถึงตั้งพื้น หมายถึงแขวนผนัง ซึ่งไม่เคยคิดเลย (หัวเราะ) ก็มาลองคิดดูว่ามันควรจะเป็นยังไง หรือเราอยากจะให้มันเป็นยังไง เราก็คิดว่า เออ เราอยากให้มันรู้สึกเป็นหนังเหมือนกัน แล้ว Light Box (กล่องไฟ) เนี่ย มันดูเป็นเหมือนกับตู้โปสเตอร์ในโรงหนัง แล้วมันเป็นเหมือนแสงออกมาจากจุดนึง อะไรแบบนี้ อย่างงั้นเราก็เอา Light Box ละกัน  เนี่ย มันทำให้เราได้ฝึกคิดอะไรแบบนี้ด้วย

WURKON:

ซึ่งเป็นสิ่งใหม่สำหรับเต๋อเลย

นวพล:

ใช่ๆ คือพี่เขาก็บอก อยากแสดงยังไง เราก็แบบ มันมีแบบไหนบ้างอ่ะพี่? (หัวเราะ) ตอนแรกยังงงๆ อยู่นิดนึงว่ามันจะต้องยังไงวะ? เออ มันมีความแบบ อันไหนถูก อันไหนผิดอยู่ แต่พอคุยกัน ได้ฟังคำอธิบาย เราก็ไปเริ่มใหม่ว่า ความคิดเบื้องต้นของงานนี้มันคืออะไร เราอยากให้ความรู้สึกไหน แล้วค่อยคิดวัสดุ หรือคิดวิธีโชว์ขึ้นมา

WURKON:

เออ ลืมถามไปเลยว่า อยู่ๆ เต๋อเริ่มต้นมาแสดงงานชุดนี้ได้ยังไง

นวพล:

พี่ลูกตาลชวนก่อน

WURKON:

แล้วเขาบอกไหมว่าเขาเห็นอะไรในตัวเราถึงได้ชวน

นวพล:

พี่เห็นอะไรเหรอพี่ (หันไปถามลูกตาลที่นั่งอยู่ใกล้ๆ)

ลูกตาล:

ตอนเปิดแกลเลอรีเนี่ย เราก็นั่งคุยกับอ๊อป (อรรคพล สุทัศน์ ณ อยุธยา - ผู้ร่วมก่อตั้ง BANGKOK CITYCITY GALLERY) ว่าเราอยากทำงานร่วมกับใครบ้าง แล้วเราคิดว่า ใครสำคัญกับเรา แล้วก็เหมือนกับนั่งคุยกันว่า ศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์คนไหนที่เราอยากร่วมงานด้วย ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้มีแค่คนทำ Visual Art อย่างเดียว มันก็มีคนทำภาพยนตร์ คนทำดนตรีด้วย มันไม่ได้จำกัดประเภท แล้วพอเราพูดกันถึงภาพยนตร์ คือเรากับอ๊อฟตามงานเต๋อมาตั้งนานแล้ว จริงๆ ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวนะ แต่ทุกครั้งที่เขามีหนังออกใหม่ หรือมีอะไรออกมา เราก็มักที่จะไปดู

WURKON:

แล้วอะไรทำให้เชื่อว่าเต๋อจะทำงานศิลปะร่วมสมัยได้

ลูกตาล:

อ๊อปเชื่อจากเรื่อง Mary is Happy (Mary is Happy) ตอนนั้น เขาดูแล้ว เหมือนกับเขาบ้าไปเลย เดินออกมาแล้วบอกว่า โห น้องคนนี้แม่งโคตรเก่งเลยว่ะ เขารู้สึกว่ามันมีความหลุดกรอบหลายๆ เรื่อง ในวิธีการเล่าเรื่องเชิงโครงสร้างอะไรของเขา แต่เราน่ะ ชอบหนัง ฟรีแลนซ์ มาก เพราะเรารู้สึกว่าเขาคิดประเด็นที่เหมือนเป็นประเด็นเล็ก แต่จริงๆ แล้วมันเป็นประเด็นที่ใหญ่มากๆ เราว่าคนที่ทำต้องมีความเข้่าใจเรื่องนี้มากพอที่จะนำเสนอมัน เรื่องบางเรื่องที่ยาก ถ้าเราไม่เข้าใจ ยิ่งพูดมันก็จะยิ่งยาก แต่ถ้าเราเข้าใจ ยิ่งพูดมันจะยิ่งง่าย เราก็เลยชวนเขามาแสดงงาน ตอนแรกเขาไม่ยอมเลย ไม่ทำ ชวนยากมาก เพราะเราไม่รู้จักเขา ตอนแรกจะไปคุยกับโปรดิวเซอร์ พอดี นาว (นันท์นรี พานิชกุล) รู้จักกับเต๋อ ก็ให้นาวโทรไป ใช้เวลาสักพักนึง ตอนนั้นแกลเลอรียังไม่เปิดไง เราก็เลยไม่มีอะไรไปนำเสนอให้เขาว่าที่ที่เรากำลังจะทำคืออะไร แล้วน้องเขาค่อนข้างมีงานที่แข็งแรงแล้วตอนนั้น

นวพล:

ที่ไม่แน่ใจตอนแรก เพราะเราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกศิลปะ ก็กลัวๆ นิดนึงน่ะ เพราะเหมือนเรารู้สึกว่าเป็นคนนอกวงการศิลปะ ยิ่งทำงานออกมาเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกว่าโดนถีบออกไปมากขึ้นเท่านั้น ในความรู้สึกของตัวเองนะ ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นเขามองยังไง อย่างตอนเราทำ 36 แล้วเราโปรโมท ซึ่งคือห้าปีก่อน ที่ไม่เคยมีใครทำโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดียเลย สำหรับวงการหนังมันใหม่มาก แล้วยิ่งทำหนังอาร์ตหรือหนังอินดี้อะไรแบบนี้ มันเหมือนพอทำแล้วโดนเมาธ์โดนว่า ว่าแแบบ นี่มันพาณิชย์นี่ เป็นศิลปินทำไมถึงมาโปรโมทงานเองวะ

ลูกตาล:

ตรงจุดนั้นเราว่าเขาเจ๋งดีออก วิธีคิดอะไรแบบนั้น

นวพล:

แต่ตรงนั้นด้วยแหละ ที่เรารู้สึกว่าเหมือนโดนผลักออกมา แล้วยิ่งเราทำหนังมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าง Mary is Happy มันเข้าถึงเด็กๆ มากมาย เราจะยิ่งรู้สึกว่า คนฝั่งอาร์ตจะยิ่งรู้สึกว่า ไอ้เชี่ยนี่มันพาณิชย์นี่หว่า!

ลูกตาล:

ฝั่งอาร์ตก็บอกว่าเต๋อป๊อปจัง ฝั่งป๊อบก็บอกว่าเต๋อโคตรอาร์ต

นวพล:

เออๆ เหมือนโดนถีบน่ะครับ แต่หลังๆ กับฝั่งคนทั่วไปเรารู้สึกว่าเราเริ่มคลี่คลายได้มากขึ้น แต่ยิ่งคลี่คลายฝั่งนี้ได้มากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่าเราโดนถีบออกมาเรื่อยๆ แล้วหลังๆ ก็เอาเถอะ กูเป็นอะไรก็ได้แล้ว ซึ่งเป็นที่มาที่ผมบอกว่า เราไม่รู้สึกว่าเราจะต้องเป็นอะไรอีกแล้วน่ะ กูเป็นแบบนี้ไม่ได้เหรอวะ? กูทำหนังแล้วกูโปรโมทเองไม่ได้เหรอวะ? ไม่งั้นก็ไม่มีคนมาดูสิวะ! ตังค์ก็ลงไปแล้ว ซึ่งสุดท้ายทุกคนทำตามกันหมดเลยครับ จบ (หัวเราะ) ตอนนั้นบอก อ้าว ทำไมกูโดนด่าวะ? ที่เราทำแบบนั้นเพราะเราไม่ได้รู้สึกว่ามันอาร์ตหรือไม่อาร์ตไง มันเป็นแค่หนังเรื่องนึง ตอนทำ 36 คิดแบบนั้นเลยครับ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่ส่งเทศกาลก่อนเลย ผมทำเพื่อจะฉายเองเลยด้วยซ้ำ เพราะถ้าเกิดผมจะไปเทศกาลผมจะฉายเองก่อนไม่ได้ เพราะมันจะเสียสิทธิ์โน่นนี่ แต่ตอนนั้นเราทำออกมาแล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย ควรจะทำงานที่มันไปถึงคนดูได้เลยว่ะ ทำไมต้องไปวนที่โน่นที่นี่มาก่อนเพื่อจะกลับมา ทำไมเราไม่สามารถทำชิ้นงานที่ทำเสร็จแล้ว อ่ะ เฮ้ย มาดูกัน ไม่ดูก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าดูก็จ่ายเงินมาดูกันตามปกติ ก็ว่ากันไป อะไรแบบนี้ โปสเตอร์ก็ไม่ได้มีตราเทศกาลอะไร ทำออกมาเพียวมากๆ สื่อสารเอาตามเนื้อที่มันเป็นจริง

WURKON:

เพราะวงการมันแยกกันชัดเจนว่า หนังแมส หนังอินดี้ หนังอาร์ต พอคนทำหนังอาร์ตหนังอินดี้มาทำหนังที่เข้าถึงคนดู หรือมาทำโปรโมทเอง ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่คนมองว่าแม่งไม่ใจ แม่งขายตัวนี่หว่า

นวพล:

ใช่ ในยุคห้าปีก่อนมันมีบรรยากาศแบบนั้นอยู่ ซึ่งยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่เข้าไปก็ได้ ไม่เป็นไรน่ะ (หัวเราะ) ผมไม่ได้มายด์อยู่แล้ว ผมทำอะไรก็ได้ แค่อยากทำในสิ่งที่อยากทำเฉยๆ

WURKON:

แล้วอะไรทำให้เต๋อตัดสินใจมาแสดงนิทรรศการศิลปะ

นวพล:

โอ้โห คุยกับพี่ลูกตาลเยอะมาก แบบ เราเข้าใจศิลปะตรงกันใช่ไหมครับพี่ (หัวเราะ) คือด้วยความที่ไม่รู้จักกันนั่นแหละ เรากลัวจะไปทำให้เขาผิดหวังหรือเปล่า หรือว่าเดี๋ยวเราทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่า กับวงการศิลปะ เพราะเราไม่รู้อะไรเลย แล้วเหมือนกับว่า ก่อนหน้านั้น เวลามีคนชวนไปทำอะไรแบบนี้มันก็จะมีบรรยากาศแบบนั้น เพียงแต่ว่า งานที่เราไปแสดงมันอาจจะเล็กมากๆ งานคนอื่นเขาใหญ่กว่า ก็ลองดู หนุกๆ ซึ่งพอเราไปแสดงกับคนอื่น เรารู้สึกว่า งานเขาเป็นงานศิลปะจริงๆ แล้วงานเรามันดูก็อกๆ แก็กๆ ยังไงก็ไม่รู้ แต่เราก็คิดว่า ก็กูทำได้แค่นี้อ่ะ (หัวเราะ) ก็เลยพยายามคุยกันว่า นี่เราเข้าใจตรงกันหรือเปล่า ผมทำได้แค่นี้นะพี่ ผมรู้เท่านี้ ผมจะทำประมาณนี้นะพี่ มันอาร์ตไหม? ไม่รู้เหมือนกันน่ะ ถ้าเกิดพี่โอเค ผมก็โอเค ซึ่งเขาก็โอเค ก็ดีใจที่เขาโอเค เพราะว่าไม่งั้นมันจะไม่ได้เข้ามาทำเลย ซึ่งสุดท้ายก็รู้สึกว่าจูนตรงกันจริงๆ เพราะเราก็เข้าใจอะไรเท่าๆ กันจริงๆ ไม่ใช่คุยตอนแรกเป็นอย่างนึง พอมาทำจริงๆ โหย เครียดมากเลย ต้องรับมือกับคนในวงการศิลปะโน่นนี่อะไรอย่างงี้ คือเราไม่ได้อยากรู้สึกเครียดขนาดนั้นน่ะ แค่อยากโชว์ในสิ่งที่เราทำอยู่ เพราะจริงๆ ภาพทั้งหมดที่แสดงในนิทรรศการเนี่ย ถ้าเกิดพี่ลูกตาลไม่ได้มาชวน ผมว่าจะทำเป็นโฟโต้บุ๊กอยู่ แต่พอเขามาชวนก็เลยแบบ เรากำลังทำงานนี้อยู่ เป็นภาพถ่าย ก็เลยลองเอามาใช้ แล้วก็ลองพัฒนาต่อ เขียนเรื่องจากหน้าต่าง เขียนเรื่องไลฟ์ อะไรแบบนี้ คิดต่อ เพราะมันเป็นภาพที่ถ่ายมาหลายปี แล้วอย่างที่ว่า เราไม่ได้รู้สึกว่าใครจะมาชวนแสดงงานศิลปะ ยิ่งกูถูกถีบมา กูไม่มีวันเข้าไปที่นั่นได้แน่ๆ ใครจะมาชวนวะ! พอเขามาชวนก็แปลกใจ เฮ้ย! แน่ใจเหรอพี่ พี่เข้าใจถูกใช่ไหม ว่าผมทำประมาณไหน ก็คุยกันอยู่สักพัก สองสามรอบ ก็เออ ถ้าเกิดโอเค เข้าใจตรงกันก็ลองดู

WURKON:

เอาจริงๆ ตั้งแต่เต๋อทำหนังเรื่องแรกๆ ก็เป็นโมเดลแบบธุรกิจอยู่แล้ว ตั้งแต่ลงทุนเอง ฉายเอง ทำดีวีดีเอง ทุกเรื่อง (ยกเว้นฟรีแลนซ์) ดูๆ ไปเต๋อก็ไม่ได้รังเกียจความเป็นพาณิชย์นี่นะ

นวพล:

ผมไม่ได้รังเกียจ เพราะผมถือว่ามันเป็นเหมือน พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวขายก๋วยเตี๋ยว แต่ของเราคือก้อนภาพยนตร์ เป็นงานชิ้นนึง เราแค่รู้สึกว่าจะทำยังไงก็ได้ให้เราสามารถทำงานนี้ไปได้เรื่อยๆ มันก็ต้องมีรายได้ เพียงแต่่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะครอบงำคนดูทุกคน ไม่ถึงขนาดนั้น เราแค่มีอันนี้ เล่าเรื่องประมาณนี้ นักแสดงประมาณนี้ ดูไหม อยากดูก็มาดู เราตรงไปตรงมากับมันให้มากที่สุด

WURKON:

เหมือนเป็นสินค้า Niche Market (ตลาดเฉพาะกลุ่ม) อย่างนึง

นวพล:

ใช่ๆๆ เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่อาหารหรืออะไร ผมว่าพอยิ่งโตขึ้น ทุกๆ คน หรือคนทำศิลปะ เอาจริงเขาก็มีโมเดลธุรกิจของเขาแหละ แต่ว่าเด็กๆ บางทีเขายังไม่รู้ เพราะยังไม่ได้เข้ามาจริงๆ อย่างพี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์) ตอนหาทุนเนี่ย ผมว่าเขามีแผนของเขาอยู่ แล้วเอาจริงๆ หนังพี่เจ้ยเองก็แพงเหมือนกันน่ะ เท่าที่เคยได้ยินน่ะ เรารู้สึกว่าเราต้องมีโมเดลธุรกิจ แต่เราก็แค่หาโมเดลธุรกิจที่มันโอเคกับเรา ที่ทำยังไงให้มันอยู่รอดไปได้ แต่เราไม่ได้แบบ เอาธุรกิจแบบไหนที่ทำแล้วรวยสุด โดยที่งานแม่งเป็นยังไงก็ได้ แบบนี้ไม่เอา

WURKON:

อยากทำในสิ่งที่เป็นตัวเองแล้วอยู่รอดได้?

นวพล:

ใช่ๆ คือผมจะคิดอยู่ตลอดว่า ผมจะอิจฉาร้านก๋วยเตี๋ยวที่เขาดังๆ น่ะ คือเขาก็ผูกสูตรอะไรของเขาเอง แล้วก็มีคนมากิน เราก็แบบ เอ๊ะ เราจะทำอย่างงั้นกับงานเราได้ไหมวะ? โอเค อาจจะมีทำตามสั่งบ้าง แต่ถ้าเกิดเราสามารถทำงานที่เกิดขึ้นมาจากเรา แล้วมีคนมากิน มาดู ในจำนวนที่เยอะพอที่เราจะสามารถทำงานชิ้นต่อไปได้ สามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้ เราก็จะได้ทำแบบนีิ้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปหาอย่างอื่นทำ

WURKON:

แล้วตอนนี้เต๋อเอาตัวรอดแบบที่ว่านี้ได้หรือยัง

นวพล:

ได้ๆ คืออย่างตอนไม่มีหนังทำ ก็ทำโฆษณา แต่ก็เหมือนกัน โฆษณาผมไม่ได้ทำทุกอัน ผมทำที่เราทำมันได้ หรือลูกค้าโอเคในแบบที่เราทำ ให้เราไปกำกับโฆษณารถ หรือโฆษณาบางอย่างที่มันต้องขำมากๆ เราก็ทำไม่ได้

WURKON:

แต่โฆษณาที่เต๋อทำมันก็มีความเป็นตัวตนของเต๋ออยู่สูงนะ

นวพล:

เออ แต่มันผ่านการคุยกันมาเยอะ แล้วเอาจริงๆ งานผมไม่ได้เยอะมาก เราพยายามรับชิ้นที่เราโอเค ชิ้นที่มันยังเป็นการขายผลิตภัณฑ์อยู่ แต่ในขณะที่ทำเราได้ลองโน่นลองนี่ ได้ลองทำสคริปต์แบบนี้ ได้ลองกำกับคนที่เราเคยสนใจ ได้ลองอะไรไปด้วยในระหว่างที่ทำโฆษณา อะไรแบบนี้จะเรียกว่าโมเดลธุรกิจก็ได้มั้ง แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำยังไงก็ได้ให้คนจำงานเราได้นะ พอมันเป็นโฆษณาเราก็รู้สึกว่าต้องขายของก่อน เพราะเราเห็นโฆษณาที่ผู้กำกับเมืองนอกบางคนทำ อย่าง สไปค์ จอนซ์ ทำ อะไรอย่างเงี่ย มันก็ โอ้โห มันก็ซูเปอร์ขายของเลย แต่แม่งก็บันดาลใจมากเลย เราคิดว่าอันนี้มันดีว่ะ แต่มันทำยากนะ เพราะว่า มันต้องถือสองอัน คือทำงานด้วยสายตาของเรายังไงให้มันขายของให้เขาได้ด้วย ซึ่งนี่มันเพิ่งเป็นปีที่สองที่ผมเริ่มทำ ก็ยังหัดทำอยู่ เพราะว่ามันยากเหมือนกัน

WURKON:

กลับมาพูดเรื่องศิลปะบ้าง เต๋อคิดว่ามันมีความเป็นไปได้หรือลู่ทางในการที่การทำงานศิลปะจะเป็นธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ไหม เพราะเอาจริงๆ เต๋อก็แสดงงานในแกลเลอรีพาณิชย์ด้วย

นวพล:

ผมดูจากพี่ๆ มากกว่า นี่เพิ่งไปสตูดิโอพี่นาวิน (ลาวัลย์ชัยกุล) มา โอ้โห โคตรใหญ่! เออ นี่ไง อยู่ได้ (หัวเราะ)

WURKON:

เขาเปิดเป็นบริษัทศิลปะจำกัดเลยนะ มีพนักงานมีอะไรครบวงจรเลย

นวพล:

มันทำได้นะ มันทำได้ เพียงแต่คราวนี้มันอยู่ที่ว่า งานเรามันจะขายได้ไหม อันนี้ไม่รู้แล้ว เราก็แค่ทำให้มันดีที่สุด แต่เราจะไม่พยายามแบบ ทำยังไงให้มันขายได้ แค่จะพยายามทำงานให้เป็นตัวของตัวเองโดยที่เชื่อมโยงกับคนได้เยอะขึ้น

WURKON:

แสดงว่าต่อไปเราจะเห็นเต๋อทำงาน Visual Art มากขึ้น?

นวพล:

จริงๆ ก็อยากนะ

WURKON:

นี่ก็เห็นว่าเพิ่งไปแสดงงานที่เชียงใหม่มานี่ เป็นงานชุดเดียวกันกับที่แสดงที่ BANGKOK CITYCITY หรือเปล่า

โปสเตอร์ i write you a lot ดราฟท์ 2 , เชียงใหม่

นิทรรศการ I WRITE YOU A LOT . หอศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาพถ่าย : CAC - Chiang Mai Art Conversation

นิทรรศการ I WRITE YOU A LOT . หอศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

SCENE 136 (2017) วิดีโอดิจิทัลยาว 8 นาที (ไม่มีเสียง) บนกระดาษ เอ 4 หนีบคลิป, 21 × 29.7 × 0.5 ซม ผลงานวีดิทัศน์บทภาพยนตร์ชุดใหม่ขนาดความยาวประมาณ 8 นาที โดย นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จัดแสดงเฉพาะที่เชียงใหม่ © นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ / บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์, เฉิน และ จางลี่, 2559, ฟิล์มโปร่งแสง; กล่องไฟเหล็ก, สิ่งพิมพ์ดิจิตัลบนกระดาษ; แผ่นรองไม้, คลิปสเตนเลส, ภาพ 54 x 80.5 ซม; กล่องไฟ 57.5 x 84 x 11 ซม, บทภาพยนตร์ 21 x 15 ซม; แผ่นรองไม้ 25 x 17 ซม ต่อชิ้นงาน © 2559 นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ / บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี่

นวพล:

ใช่ครับ เป็นงานชุดเดียวกัน ทั้งหมดของห้องใหญ่ แต่ห้องเล็กไม่ได้เอาไป ที่ไม่พอ ที่นั่นเล็กกว่านิดหน่อย แล้วก็ทำไลฟ์จริงๆ ไม่ได้ เพราะว่าไม่มีอุปกรณ์ ก็เอาไปไม่หมด แล้วก็ทำงานใหม่ชิ้นนึง แค่นั้น พวก Visual Art ก็อยากลองทำอีกที จริงๆ ก็อยากลองทำหลายๆ แบบ ก็แล้วแต่ว่าเราจะคิดยังไงกับมันได้บ้าง เพราะพอเราทำเรื่องภาพถ่าย เรื่องสเปซ เรื่องพิมพ์เขียนบทสดอะไรไปแล้ว อันต่อไปเราก็อยากจะทำอะไรที่ไม่ใช่แบบเดิม อยากจะเปลี่ยน ทำอย่างอื่นได้บ้างไหม ที่อาจจะไม่ใช่รูปถ่ายกับวิดีโอเลย หรือทำงานแบบ Installation มากขึ้นไหม ก็แล้วแต่ว่าจะคิดอะไรได้ออกมา แต่เรื่องที่ว่า งานศิลปะจะเป็นโมเดลธุรกิจได้ไหม ผมก็ไม่แน่ใจ แล้วแต่ความถนัด คนเราธรรมชาติเกิดมาไม่เหมือนกัน เอาจริงๆ ถ้าผมเทียบกับผู้กำกับรุ่นพี่ทั่วๆ ไป เราก็เป็นงานเล็กน่ะ แต่กูก็ทำได้แค่นี้แหละ (หัวเราะ) สิ่งที่เราสนใจ เนื้อหาที่เราทำ มันมากสุด ณ เวลานี้ คือ ฟรีแลนซ์ ซึ่งก็ทำได้แค่ 90 ไม่ถึง 100 แต่นี่คือ ณ เวลานี้ทำได้แค่นี้ ซึ่งต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะทำได้เยอะกว่านี้หรือเปล่า แต่ก็ถือว่าเป็นขอบเขตที่โอเค ซึ่งจริงๆ ผมคิดว่างานของทุกคนมันสามารถไปถึงจุดที่มันโอเคได้ เพียงแต่ว่ามันต้องหาทาง แต่มันไม่ใช่การที่แบบ เฮ้ย เราทำหนังเราให้ฮาขึ้นดีกว่า หรือทำงานด้านภาพให้มันโน่นนี่ขึ้น คนจะได้มาสนใจ แต่เราพยายามจะทำให้สิ่งที่เราสนใจมันเข้าถึงและสัมผัสคนได้มากขึ้น โดยที่มันยังเป็นตัวตนเราอยู่มากกว่า แต่บางทีเราก็รู้สึกว่า ถ้าทำสุดแล้ว ได้แค่นี้ ก็แค่นี้แหละ ก็ได้แต่รองานต่อไปว่า ถ้ามันได้มากขึ้นก็ดี แต่บางทีมันยังได้แค่นี้อีก ก็กูสูงแค่นี้ ทำได้แค่นี้แหละ (หัวเราะ) ประมาณนี้มากกว่า

WURKON:

ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าแรงบันดาลใจเริ่มหมดๆ ไปแล้ว พอมาทำอะไรแปลกๆ อย่างการทำงานศิลปะ เต๋อได้อะไรเป็นวัตถุดิบในการทำหนังไปบ้างไหม

นวพล:

จริงๆ ผมว่าเราเริ่มเปลี่ยนหัวข้อความสนใจมากขึ้น... (คิดนาน) อย่างตอนทำ I WRITE YOU  น่ะ ตอนแรกมันเริ่มจากเรื่องวัยรุ่นในโรงเรียน แล้วก็ค่อยๆ ขยับมาเป็นเรื่อง ความจริง กับ ไม่จริง แล้วพอทำงานชิ้นใหม่ๆ ก็จะเริ่มไปสู่เรื่องอื่นๆ บ้าง ซึ่งตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นเรื่องอะไรบ้าง แต่คิดว่ามันน่าจะโตขึ้น หรือว่าเป็นเรื่องไกลตัวออกไปมากขึ้น คือเวลาทำงานออกมาวนๆ ก็จะรู้สึกไม่ค่อยดีน่ะ มันจะทำคล้ายๆ ของเดิมไปอย่างงี้เรื่อยๆ เหรอวะ เรารู้สึกว่าอยากลองหัวข้อใหม่ๆ หรือเรื่องอะไรใหม่ๆ มากขึ้น ตอนนี้อาจจะยังไม่ชัดมาก วันก่อนได้ดูตัวอย่างหนัง สองคอน (MARTYRS) เรารู้สึกว่า โห อันนี้แหละ! คือตอนแรกเรายังนึกไม่ค่อยออกว่าเราจะทำอะไรต่อ พอเห็นตัวอย่างหนังเรื่องนี้ เรารู้สึกว่า อ๋อ รู้แล้ว! เราอยากทำหัวข้อที่มันไม่ใกล้ตัวกูบ้าง แค่นี้แหละ อันนี้มันเป็นเรื่องแม่ชีในสมัย 1940 แค่ถ่ายภาพแม่ชีคนไทยกลางป่าก็ใหม่แล้วน่ะ เราก็เลยรู้ว่า อ๋อ เราอยากทำอะไรที่มันออกไปจากตัวเองมากขึ้น เป็นเนื้อหาที่โตขึ้นมากกว่าเดิม

WURKON:

อยากทำหนังย้อนยุคเหรอ

นวพล:

ก็สนใจนะ คือเดี๋ยวนี้เวลาทำอะไรเราชอบดูของเก่า เรารู้สึกว่ายุคสมัยก่อนมันน่าสนใจ มันมีเงื่อนไขพิเศษเต็มไปหมดเลย ซึ่งยุคนี้เงื่อนไขหลายเงื่อนไขมันถูกทำลายไปหมดแล้ว แต่พอกลับไปยุคนั้นน่ะ มันยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่เหมือนกับตอนนั้นมันยังไม่มีเทคโนโลยีอันนี้ มันเลยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ตัวอย่างเช่น เหมือนเคยอ่านเจอ ไม่เป๊ะนะครับ ว่าสมัยก่อนเรายังไม่มีการบันทึกเสียงจริงๆ เพราะฉะนั้นเวลาคนอยากดูวงดนตรีอะไรสักวง เราก็ต้องไปตามดูว่าเขาไปเล่นที่ไหนน่ะ มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีวันเกินในยุคนี้ได้ แล้วมันดูสนุกดี สมัยก่อนมันมีเงื่อนไขพิเศษเยอะ อย่างช่วงนี้จะกลับไปดูหนังเก่าๆ มากขึ้น เรารู้สึกว่าดูงานเก่าๆ ศึกษามากขึ้น เราจะได้กลับไปที่แกนสำคัญของเทคนิคนั้นๆ ซึ่งพอเราไปถึงแกนพวกนี้ได้ เราก็จะเอาไปต่อยอดได้อีก มันต่อยอดได้มากกว่าสิ่งที่เขาคิดมาเสร็จแล้วอีก ถ้าเราย้อนกลับไปทำความเข้าใจวิธีการเหล่านั้นว่า อ๋อ ที่เขาใช้ภาพอย่างงี้เพราะยุคนั้นอุปกรณ์นั้นมันฮิต หรือยุคนั้นไม่มีอุปกรณ์นี้ เขาเลยต้องทำแบบนี้

WURKON:

เรียนรู้จากข้อจำกัด?

นวพล:

เออ รู้สึกได้เรียนรู้เยอะมาก ซึ่งมันคือเรื่องไกลตัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ

WURKON:

หลังจากนี้จะมีผลงานอะไรให้แฟนๆ ติดตามไหมครับ

นวพล:

เดี๋ยวปีนี้มีหนังอินดี้ครับ กำลังจะเริ่มทำ ถ้าไม่มีอะไรพลาดก็อาจจะฉายปลายปี ก็เป็นหนังเล็กๆ เหมือนกลับไป 36 เลย แต่ระหว่างปีนี้ก็มีอีกงานคือ พัฒนาบทอยู่ที่ GDH ก็คิดว่าปีนี้น่าจะมีหนังเสร็จเรื่องนึง และเป็นไปได้ว่าบทจะเสร็จอีกเรื่อง แล้วก็ถ่ายปีหน้า ส่วนระหว่างนี้ก็มีทำโฆษณา แล้วก็ปีหน้า ไม่แน่ ถ้าเกิดคิดอะไรออกก็อาจจะมีโครงการศิลปะมาเสนอที่แกลเลอรีนี้ใหม่

WURKON:

เริ่มติดใจแล้วใช่ไหม

นวพล:

(หัวเราะ) ใช่ๆๆ เพราะรู้สึกว่าสนุกมากเลย มันทำแบบโน้นแบบนี้ได้ แล้วก็ทำอะไรหลายแบบมากขึ้นกับพื้นที่จริงๆ เพราะเราก็ชอบดูงานแบบนี้ งานที่ไปติดตั้งอยู่บนที่จริงๆ ของอะไรสักอย่าง พอไปยืนที่เดิมพร้อมกับวัตถุบางอย่าง มันทำให้เรารู้สึกเปลี่ยนไปกับสถานที่จริงๆ ซึ่งพอพูดอย่างงี้มันก็ดูมีความเป็นเรื่องของ ความเป็นจริง กับ การทำความเข้าใจมัน ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เราสนใจอย่างนึง แต่เราก็พยายามจะหาเรื่องราวหรือรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น

WURKON:

อย่างงี้เต๋อเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปินหรือยัง

นวพล:

ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) สุดท้ายผมก็คงถูกจำกัดความจากใครสักคน แต่ข้างในเราแค่รู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่งั้นมันจะทำงานยาก ไม่งั้นจะเป็นแบบ ไอ้นี่ได้ไหมวะ อันนี้ถูกไหมวะ ไอ้นี่เขาจะว่าไหม อันนี้เขาจะว่ายังไง สุดท้ายแล้วเหมือนกับ กูไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นน่ะ กูก็แค่ทำขวดนี้ (หยิบขวดน้ำเปล่ามาวาง) ว่างๆ ก็มาดู ชอบก็ซื้อไป จบ (หัวเราะ) คิดแบบตรงไปตรงมามากเลย แต่รู้สึกว่าทำแบบนี้แล้วมันสบายใจกว่ามากๆ แล้วพอแก่ขึ้นก็รู้สึกว่าเสียเวลาที่จะไปกังวลกับเรื่องอะไรที่บางทีมันไม่ใช่เรื่องจำเป็น ไม่เกี่ยวกับการผลิตงานอะไรเลย แค่คิดงานให้ออก ว่ารอบนี้จะเป็นยังไงมันก็เครียดพอแล้ว มันก็หมดเวลาแล้ว ประมาณแหละนี้ครับ.

ขอบคุณภาพจาก BANGKOK CITYCITY GALLERY

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ขอบคุณ BANGKOK CITYCITY GALLERY เอื้อเฟื้อสถานที่ในการสัมภาษณ์

#WURKON #art #movie #นวพลธำรงรัตนฤทธิ์ #bangkokcitycity #artexhibition #IWRITEYOUALOT #แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ #แรงบันดาลใจจากศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30