Blog

คุยกับศิลปินผู้กำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

คุยกับศิลปินผู้กำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน อารยา ราษฎร์จำเริญสุข

14 มีนาคม 2562

ในตอนที่ผ่านมา เรานำเสนอเรื่องราวของศิลปินไทยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นในระดับสากลไปคนสองคนแล้ว ในตอนนี้เราเลยขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินไทยอีกคน ที่มีชื่อเสียงและผลงานโดดเด่นเป็นสง่าในแวดวงศิลปะระดับโลกอย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า

อารยา ราษฎร์จำเริญสุข (Araya Rasdjarmrearnsook)

ศิลปินผู้ถือกำเนิดในจังหวัดตราด เธอจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่สถาบัน Hochschule für Bildende Künste Braunschweig ที่เมือง เบราชไวค์ ประเทศเยอรมนี

ในช่วงแรกของการเป็นศิลปิน อารยาสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ที่ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ก่อนที่จะหันเหไปทำงานประติมากรรมและศิลปะจัดวางที่เข้มข้นหนักหน่วง ตามมาด้วยงานศิลปะภาพเคลื่อนไหวและวิดีโอบันทึกการแสดงสด ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำส่วนตัว ความสูญเสียของศิลปิน สถานภาพของผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่ และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและความตาย ผ่านกลวิธีที่ท้าทายจิตสำนึกและเส้นแบ่งทางศีลธรรมของผู้ชม ผ่านภาพและเรื่องราวที่ช็อคความรู้สึกและรบกวนจิตใจอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นในผลงาน “ทำไมจึงมีรสกวีแทนความรู้ทัน? (2002)” ที่เธอไปอ่านบทกวีให้ผู้ฟังที่เป็นร่างกายไร้วิญญาณในห้องดับจิต หรือการสอนหนังสือและสนทนากับศพคนตายในผลงาน “สนทนากับความตายบนถนนสายแรกของชีวิต (2005)” และ “The Class (2005)” หรือในผลงาน “ถ้อยความจากห้วงเวลาพิเศษ เรื่องของนักเล่าแห่งเมือง ผู้ป่วยทางจิตสตรี (2006)” ที่เธอทำการสัมภาษณ์ผู้ป่วยโรคจิตเพศหญิงตัวต่อตัวและทำการบันทึกเป็นวิดีโอเอาไว้ รวมถึงผลงาน “ในความพร่ามัวของปรารถนา (2007)” ที่เธอนำกล้องวิดีโอไปถ่ายภาพวัว ควาย และหมูที่กำลังจะถูกเชือดในโรงฆ่าสัตว์ เพื่อบันทึกห้วงความรู้สึกก่อนตายของสัตว์เหล่านั้นเอาไว้และถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้ หรือการลดความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของศิลปะ ด้วยการหยิบเอาภาพวาดของศิลปินชั้นครูระดับตำนานและผลงานของศิลปินชื่อดังของโลก (ของจำลอง) ออกไปวางไว้ในพื้นที่ชนบท ชุมชน เรือกสวนไร่นา วัดวาอาราม ให้ชาวบ้านร้านตลาด ชาวไร่ ชาวนา พระภิกษุสงฆ์ ได้ดูชมและวิพากษ์วิจารณ์กันในผลงาน “The Two Planets (2008)”

ผลงานของอารยามักเป็นการสำรวจปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม หากแต่ก็มีขอบเขตที่เหลื่อมซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตและความตาย มนุษย์และสัตว์ เสรีภาพและกฎเกณฑ์ เธอกระตุ้นให้ผู้ชมขบคิดและหาความหมายใหม่ๆ ของขอบเขตและเส้นแบ่งของคู่ตรงข้ามเหล่านี้

ผลงานของเธอได้แสดงในนิทรรศการทั้งเดี่ยวและกลุ่มทั้งในประเทศและนานาประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในการแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เจ้าฟ้า หลายต่อหลายครั้ง ทั้งในปี 1987, 1992, 1994, 1995 และ 2002, และร่วมแสดงในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 51 ในปี 2005 ที่เมืองเวนิส อิตาลี, หรือมหกรรมศิลปะ Documenta ครั้งที่ 13 ในปี 2012 ที่เมืองคาสเซล ประเทศเยอรมัน รวมถึงมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวย้อนหลังที่ SculptureCenter ที่นิวยอร์กได้รับโหวตให้เป็นนิทรรศการเดี่ยวระดับท้อปจากสองสำนักพิมพ์ในปี 2015 และเข้าร่วมในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Singapore Biennale ในปลายปี 2016

นอกจากเป็นศิลปิน อารยายังเคยเป็น (อดีต) อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดำรงตำแหน่งทางวิชาการในระดับศาสตราจารย์อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนอาจไม่ทราบว่า นอกจากบทบาทศิลปินและอาจารย์ในโลกศิลปะแล้ว เธอยังมีอีกบทบาทในโลกวรรณกรรม ในฐานะนักเขียนอาชีพ ที่เขียนทั้งนิยาย เรื่องสั้น และมีผลงานรวมเล่มออกมาแล้วหลายเล่ม รวมถึงเขียนบทความและเรื่องสั้นให้กับนิตยสารอีกหลายต่อหลายเล่ม ซึ่งที่ผ่านมา เธอก็สวมบทบาททั้งการเป็นศิลปินและนักเขียนควบคู่กันไปอย่างแยกไม่ออก สังเกตได้ง่ายๆ จากชื่องาน เนื้อหาประกอบนิทรรศการ ไปจนถึงองค์ประกอบทางภาษาในงานศิลปะของเธอ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยลีลาทางวรรณกรรมและรสแห่งความเป็นกวีอย่างเต็มเปี่ยม จนในช่วงสองสามปีให้หลังที่เธอค่อยๆ ร้างราจากบทบาทนี้ไป

กระทั่งล่าสุด เมื่อไม่นานมานี้ อารยามีนิทรรศการแสดงเดี่ยวในประเทศไทยอีกครั้งที่หอศิลป์ 100 ต้นสน ในชื่องานว่า “ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน” นั่นแหละ ที่ทำให้เราเกิดความสนใจและสงสัยว่าเธอจะหวนกลับคืนมาสู่โลกวรรณกรรมอีกคำรบหนึ่งหรือไม่

ในฐานะที่เราเป็นแฟนผู้ติดตามทั้งงานศิลปะและงานเขียนของเธอมาอย่างยาวนาน เราจึงไม่ยอมพลาดที่จะไปเยี่ยมชมนิทรรศการนี้ เพื่อเสพรับงานศิลปะยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติของสุนทรียะแห่งบทกวี และเนื้อหาอันท้าทาย ลุ่มลึกแหลมคม สมศักดิ์ศรีที่เป็นงานของเธออย่างไม่เสื่อมคลาย ยิ่งไปกว่านั้น เรายังถือโอกาสขอสัมภาษณ์พูดคุยกับศิลปินเจ้าของงานอย่าง อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เพื่อไขข้อข้องใจสงสัยเกี่ยวกับทั้งตัวงาน ความรู้สึกนึกคิด รวมถึงบทบาทและก้าวย่างต่อไปในชีวิตของเธอ เรามาร่วมกันรับฟังคำตอบของเธอไปพร้อมๆ กันเถอะ

นิทรรศการ ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน หอศิลป์ 100 ต้นสน

WURKON:

แรกเริ่มขอยกประเด็นอะไรที่น่าสนใจหน่อยนะครับ คือก่อนหน้าที่จะมาคุยกับอาจารย์ พอดีได้ไปดูงานนิทรรศการศิลปะของนักเขียน อุทิศ เหมะมูล* ก็เลยรู้สึกว่ามันมีความบังเอิญอยู่หน่อยนึง ตรงที่นิทรรศการของอาจารย์ชื่อ “ศิลปินอยากกลับไปเป็นนักเขียน” แต่นิทรรศการของอุทิศดูเป็นประมาณ นักเขียนที่อยากกลับไปเป็นศิลปิน ผมว่ามันมีนัยยะตรงกันข้ามที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน

*นิทรรศการ ภาพร่างของปรารถนา (19 สค. - 30 กย. 2017 ที่ Artist + Run Gallery โดย อุทิศ เหมะมูล นักเขียน/ศิษย์เก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

อารยา:

อ๋อ มิน่า เขาเลยมาดูงานของอาจารย์แล้วเอาไปเขียน เขาคงสงสัยว่ามันกลับกันยังไง น่ารักจัง (หัวเราะ)

WURKON:

ผมว่ามันเป็นความบังเอิญที่มีนัยยะน่าสนใจนะ กลายเป็นว่าต่างคนต่างพลิกบทบาทการทำงานของตัวเอง มันเป็นอะไรที่สนุกดี

อารยา:

ของอาจารย์เป็นอุบายน่ะ พอดีอาจารย์ต้องหาอุบายอะไรบางอย่างเพราะว่าอาจารย์เกษียนอายุเมื่อสิ้นกันยายนนี้เอง ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยก่อนหน้าจะหยุดเพราะวัยและสังขารนี้อาจารย์ตั้งหลักสูตรปริญญาโททัศนศิลป์  เป็นหลักสูตร 2 ปี (หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ / MASTER OF ARTS PROGRAMME IN VISUAL ARTS) เสร็จแล้วหลักสูตรนั้นบริหารเสร็จ อาจารย์ก็มาทำหลักสูตรปริญญาตรีสหศาสตร์ศิลป์ (หลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาสหศาสตร์ศิลป์ BACHELOR OF FINE ARTS PROGRAMME IN MULTIDISCIPLINARY ART) เป็นหลักสูตร 4 ปี คืออาจารย์อยู่ในราชการแบบที่ไม่ค่อยเป็นราชการ คือ ถ้าเป็นราชการอาจารย์ก็สอนไปใช่ไหม แต่นี่อาจารย์ก็ลุกขึ้นมาทำหลักสูตรที่ไม่มีใครเห็นด้วยเลย

WURKON:

ฟังแล้วนึกไปถึงตอนที่ มาร์เซล ดูชองป์ ทำงาน Fountain เพื่อขบถกับวงการศิลปะ เขาก็โดนผลกระทบอะไรเยอะเหมือนกัน

อารยา:

ดูชองป์มีสำนวนว่า “เป็นศิลปินต้องขบถ” อาจารย์มีหนังสือที่เขาให้สัมภาษณ์ภาษาเยอรมัน เพียงแต่ว่าพอขบถซ้ำๆ มันก็กลายเป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วใช่ไหม ก็ต้องว่า เอ๊ะ ขบถอย่างไหน ขบถในแนวไหน

WURKON:

แล้วอาจารย์เชื่อไหมครับ ว่าเป็นศิลปินต้องขบถ

อารยา:

มันเป็นไปเอง อาจารย์ก็แหลกรานมากับเรื่องศพ เรื่องคนบ้า เรื่องอะไรต่างๆ มันไม่ได้เป็นความเชื่อ แต่อาจารย์ว่ามันเป็นไปเอง และอาจารย์คิดว่าคนที่เข้าใจอาจารย์มากที่สุด คือครั้งแรกที่อาจารย์แสดงงานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปเจ้าฟ้า เป็นวีดีโอ มีศพ มีอะไร ก็มีอาจารย์ที่สอนเราไปดูหลายคน แล้วก็ได้รับจดหมายจากอาจารย์ท่านหนึ่งโดยที่ไม่นึกไม่ฝัน มีอาจารย์สองท่านเขียนจดหมายมา แต่มีประโยคนึงท้ายจดหมายของอาจารย์ท่านนั้น บอกว่า “ขอให้อารยาทำศิลปะต่อไปทั้งด้วยความรักและความจำเป็น” มันสะกิดเราว่าเขาเห็นลึกกว่าที่จะเห็นว่าคนคนนึงจะยุ่งเกี่ยวกับอาชีพหนึ่งหรืองานชนิดหนึ่งเพราะอะไร เขาเห็นอะไรลึกไปถึงข้างหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ความจำเป็น” ความรักนี่เรายังอ้างได้บ่อยๆ นะ เรารักที่จะทำงาน รักที่เขียนอะไรแบบนี้ แต่พอเป็นคำว่า ความจำเป็น แล้วอาจารย์สะกิดใจว่าเขาอ่านขาด เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เป็นสูตรว่ามันต้องขบถ แต่มันเป็นไปเอง (หัวเราะ)

WURKON:

โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้?

อารยา:

ใช่ๆ มันมีกลไกที่ต้องเป็นอย่างงั้นค่ะ

WURKON:

อย่างงานของอาจารย์เราเคยดูตั้งแต่สมัยที่แสดงที่ หอศิลป เจ้าฟ้า ที่เป็นประติมากรรมและศิลปะจัดวางเกี่ยวกับเรื่องมะเร็ง ส่วนใหญ่เหมือนกับว่าได้แรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ในชีวิต ทั้งเรื่องความเจ็บป่วย ความตาย เรื่องอะไรต่างๆ

อารยา:

คือ มันมีนิทรรศการนึงที่อาจารย์แสดงที่ซิดนีย์ในปี 2014 แล้วอาจารย์ต้องพูดตอนเปิดงาน มันมีประโยคนึงที่พออาจารย์พูดออกมา โดยไม่ได้เตรียมอะไรนะ อาจารย์บอกว่า “ศิลปะกับชีวิตมันกลืนเข้าหากันจนฉันคิดว่าไม่ต้องทำศิลปะอีกต่อไปก็ได้ คือใช้ชีวิตอย่างเดียว” (หัวเราะ) ผู้จัดคือศาสตราจารย์ จอห์น คลาร์ก ได้ฟังก็หัวเราะเลย ก็จริงๆ นะไม่ต้องทำศิลปะต่อไปก็ได้ คือใช้ชีวิตอย่างเดียวก็ได้ ตอนนี้น่ะนะ อาจารย์เลยกลับมาเขียนหนังสือ

WURKON:

สนใจคำที่อาจารย์บอกว่าการเขียนเป็นอุบายอย่างหนึ่ง มันเป็นยังไงเหรอครับ

อารยา:

อาจารย์กลัวอาจารย์โหวง เพราะว่าอาจารย์ทำงานแบบบู๊มาตลอดน่ะ ที่ไปตั้งปริญญาโท คนก็หัวเราะเยาะ คนก็ไม่ยอม คนก็ทุบโต๊ะว่า ทำอะไรเนี่ย! แต่พอเปิดหลักสูตรปริญญาโทขึ้นมาคนก็ชอบนะ นักศึกษาเข้าเรียนเยอะ ตอนนี้กลายเป็นสาขาของ VISUAL ARTS (ทัศนศิลป์) ที่ทำเงินให้ภาควิชามากที่สุด แล้วพอเปิดหลักสูตรปริญญาโทเสร็จ อาจารย์ก็ลาออกจากการบริหารปริญญาโท แล้วก็เขียนหลักสูตรใหม่ คือสหศาสตร์ศิลป์ แต่อันนี้จริงๆ รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม (อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ตอนที่แกยังไม่เสีย ก็คุยกับแกว่าจะย้ายสหศาสตร์ศิลป์ไปอยู่ภาควิชา Media Art แล้วแกก็หยิบกระดาษมาเตรียมเซ็นเลยนะ อาจารย์ก็ชะงัก บอกแกว่าอย่าๆๆ สมเกียรติ ถ้าหลักสูตรนี้เกิดเพราะการแยกกันของทุกสาขา มันต้องอยู่ที่นี่ ใช่ไหม มันจะอยู่อย่างเสียดทาน ทิ่มแทง หรือว่าเป็นกระจกสะท้อน มันจะทำงานมากกว่าไปอยู่ที่อื่น เพราะว่า พอเข้าที่ประชุม อาจารย์ทำหลักสูตรเสร็จแล้วอาจารย์นำเสนอให้อาจารย์ในภาคฟังทั้งภาค แล้วก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า เอาไปไว้ที่อื่นได้ไหม (หัวเราะ) แล้วจริงๆ อาจารย์มีคำตอบแล้วตั้งแต่ตอนที่เบรค รศ.สมเกียรติ แล้วว่า ไม่ได้ ต้องอยู่ตรงนั้น

WURKON:

อยู่เป็นเสี้ยนหนาม?

อารยา:

ใช่ๆ ต้องสะท้อนกันและกัน

WURKON:

หน้าที่ของศิลปะอย่างหนึ่งก็เป็นอย่างนั้นนะครับ คือเป็นกระจกสะท้อน

อารยา:

ใช่ๆ การทำงานสอนมันก็มีบทบาทคล้ายๆ ศิลปินเหมือนกัน คือการทำหลักสูตรให้เป็นกระจกส่องสะท้อนให้เห็นกันและกันน่ะ ไม่ใช่แบบ... นักวิชาการคนหนึ่งเคยบอกว่า เวลานักเขียนคุยกันเอง ชมกันไปชมกันมา แล้วก็กินเหล้า ตอนหลังก็เป็นโรค แล้วก็ป่วยตาย (หัวเราะ) คือเหมือนกับโลกมันไม่กว้างไปกว่านั้น อาจารย์อยากให้มองเห็นมุมต่างๆ กัน

WURKON:

ที่อาจารย์บอกว่าสาขาวิชาใหม่มีเด็กชื่นชอบกันมาก สมัครเข้ามาเรียนเยอะ อาจารย์คิดว่าเป็นเพราะอะไรครับ

อารยา:

จริงๆ ก็ไม่เชิงชื่นชอบนะ จากที่ตอนแรกอาจจะไม่ครบเพราะว่าเขาก็ไม่เข้าใจ ตอนนี้ก็มีเด็กสมัครเข้ามาครบตามจำนวนที่ต้องการแล้ว คือถ้าอยู่เมืองไทย ศิลปะคือการวาดรูป เป็นอันดับหนึ่ง เด็กทุกคนที่เข้ามาก็นึกว่า โอ้ ได้เรียนทุกอย่างเลยเพ้นต์ก็เรียน ปั้นก็เรียน (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วไม่ได้เรียนเหรอครับ

อารยา:

ไม่ อาจารย์ตั้งฐานหลักสูตรอยู่บน Time Space Place (กาล เทศะ และพื้นที่) อาจารย์ไม่ยอมรับงานประเภทที่ใช้เทคนิคนำ เพราะฉะนั้นพอมันเกี่ยวกับ กาล เทศะ พอมันเป็นเวลาปุ๊บ คุณจะเขียนหนังสือเป็นศิลปะก็ได้ คุณจะทำวีดีโอหรือเสียงก็ได้ และก็พอเป็น Space มันจะต้องมีสภาพการณ์ขึ้นมาใน Time พอสภาพการณ์ขึ้นมาใน Time มันอาจจะเป็น Embodyment เป็นการใช้ ร่าง รูปกาย  พอเป็น Place มันออกเป็น Communal Cultural art (ศิลปะเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชุมชน) มันออกไปยังพื้นที่ มันออกไปยังท้องถิ่น มันออกไปยังชนบทได้หมด ใช่ไหมคะ มันกินไปหมด เพราะฉะนั้นหลักสูตรอาจารย์จะซ้อนกับชีวิตมากเลย ชีวิตก็กินความอย่างนี้ กินกาล เทศะ กินพื้นที่ ศิลปะก็ต้องกินอย่างเดียวกับชีวิต

WURKON:

ถ้าอย่างงั้นสิ่งที่อาจารย์ท่านอื่นกังวลอาจเป็นเพราะสิ่งที่อาจารย์สอนมันลากศิลปะให้ลงมาอยู่กับชีวิตประจำวัน ทำให้ศิลปะไม่สูงส่ง ไม่ศักดิ์สิทธ์อีกต่อไป

อารยา:

ใช่ มันไม่สูง ไม่เลิศลอย ไม่เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ คือถ้าเขาคิดว่าการทำงานศิลปะเป็นเรื่องอะไรที่เหมือนการเป็นพระเจ้า เขาก็จะถูกสลายอย่างรุนแรง (หัวเราะ)

WURKON:

กลายเป็นว่าศิลปินถูกลดทอนบทบาทให้กลายเป็นคนธรรมดา?

อารยา:

ตรงจุดนี้เขาอาจจะคิดไม่ถึง แค่คิดว่าถูกสั่นคลอนความคิดว่ารู้เดิมก็แย่แล้ว แต่ว่าจริงๆ มันก็เกิด พอมันมีหลักสูตรแบบนี้ มันก็เกิด เพราะว่าปริญญาโท อาจารย์ทำสัมมนาโดยการอาบน้ำหมาคณะ ปริญญาโทในชั้นเรียนอาจารย์น่ะ (หัวเราะ) แล้วอาจารย์ก็อาบกับเขาด้วยเราก็นั่งอาบน้ำหมาไปสัมมนาไปกันทั้งชั้นเลย แล้วส่วนใหญ่นักศึกษาผู้ชายก็ไปอาบน้ำให้หมาตัวเมีย แล้วอาจารย์ก็อำหมาตัวเมียด้วยว่า โอ้โห! เป็นนาทีทองของมันเลย (หัวเราะ) อาจารย์จิตรกรรมคนหนึ่งซึ่งเขาก็เป็นคนรุ่นใหม่นะดูเฮ๊วๆ ทำเพอร์ฟอร์มานซ์ เขาก็เดินลงมาเห็นแล้วบอกว่าอาจารย์สอนอะไรกันเนี่ย? มันเป็นขนาดนี้แล้วเหรอ? เขารำพึงขึ้นมา เดี๋ยวนี้เขาสอนศิลปะโดยการอาบน้ำหมาแล้วเหรอ? (หัวเราะ) ซึ่งนักศึกษาเขาดีไซน์ตัวเองนะ มีนักศึกษาคนหนึ่งแต่งเป็นเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีนุ่งสั้นมาอาบน้ำหมา แล้วเขาก็เหวี่ยงสายยางเป็นท่าเต้น (หัวเราะ) คือมันก็กลายเป็น การแสดงที่ได้ประโยชน์น่ะ วันนั้นหมาคณะสะอาดหมดเลยนะคะ อาจารย์จะเป็นคนนำจับหมา เพราะว่าอาจารย์จับได้ อาจารย์ให้ข้าวเขาอยู่ (หัวเราะ)

WURKON:

ถึงว่า ทำไมถึงมีคนรู้สึกว่ามันเป็นการสั่นคลอนอะไรบางอย่าง

อารยา:

มันสั่นคลอนทุกลมหายใจ (หัวเราะ) เหมือนอย่างกลอนของวานิช (จรุงกิจอนันท์) “ขยับตัวผิดจังหวะจะวายปราณ” ประมาณนั้นเลยน่ะ

WURKON:

ย้อนกลับไปในตอนแรกเริ่มที่เรียนศิลปะ ทำไมอาจารย์ถึงเลือกเรียนทางสายนี้ครับ

อารยา:

ตอนนั้นก็ชอบวาดรูปน่ะค่ะ คือพอท้าวความไปตอนเด็ก มันจะมีช่วงที่มีผู้หญิงสาวคนหนึ่งมาพักอยู่ที่บ้าน ตอนอาจารย์อยู่ประถมหนึ่ง แล้วเขาก็สอนอาจารย์วาดรูป เขาซื้อสีเทียน ซื้อกระดาษมาให้ พออาจารย์อยู่ระดับมัธยม ถ้าไม่ไปเรียน อยู่บ้านก็จะวาดรูป พออาจารย์เรียนจบมัธยม ก็ไปเข้า (วิทยาลัย) ช่างศิลป์ คือป้าน่ะเห็นแวว ป้าเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ประสานมิตร ป้าเลยรู้ว่าต้องพาหลานไปติวที่วัดสามพระยานะ จากวัดสามพระยา วรวิหาร ก็ไปลองสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป์ดู ก็สอบได้ ก็เลยอยู่ช่างศิลป์ พอจบช่างศิลป์ออกมา ก็ต้องไปสอบที่เพาะช่างกับคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ก็ไปสอบทั้งสองที่ค่ะ กลัวไม่มีที่เรียน แล้วก็ได้ไปอยู่ที่คณะจิตรกรรมฯ

WURKON:

เคยอ่านในนิยายของอาจารย์ว่าตอนเรียนอาจารย์ก็มีความยากลำบากอยู่เหมือนกัน

อารยา:

อ๋อ ตอนนั้นอาจารย์ไปสมัครเรียนปั้น แล้วอาจารย์ปั้นก็เห็นสารรูป ตอนนั้นอาจารย์ผอมมาก อาจารย์ปั้นก็บอกว่าคุณไปเลือกอย่างอื่นจะดีไหม (หัวเราะ) แต่อาจารย์เป็นคนทำปั้นที่แบบ ถ้านอนคณะแล้วตีสี่อาจารย์ยังตื่นมาทำอยู่นะ จนมีอาจารย์คนหนึ่งเดินมาข้างหลังเหมือนทหาร แล้วบอกว่า นี่คุณ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียวนะ คืออาจารย์อาจจะเป็นประเภทหมกมุ่นน่ะ

WURKON:

แต่ตอนจบนี่ก็เรียนจบภาพพิมพ์ใช่ไหมครับ

อารยา:

จบภาพพิมพ์ทั้งตรีและโทค่ะ

WURKON:

เหมือนในยุคสมัยนั้น ภาควิชาภาพพิมพ์มันจะดูเป็นอะไรที่ใหม่และแปลกไปจากภาควิชาอื่นใช่ไหมครับ

อารยา:

มันก็ใหม่ที่สุดเลยนะ เพราะว่ามันมีการใช้เคมี อุปกรณ์นานาใช่ไหม แต่อาจารย์คิดว่าในยุคนั้นเราไม่ได้แบ่งกันด้วย เก่า หรือ ใหม่ นะ อาจารย์ว่าไอ้คำเชิงเปรียบเทียบสองขั้ว มันมาผุดเอายุคหลังๆ ที่มันนอกลู่นอกทางเยอะ แต่ยุคก่อนมันไม่ใช่ พวกภาพพิมพ์จะถูกกล่อมว่าเป็น Intellectual (ปัญญาชน) กว่า เพราะว่ามันต้องใช้อุบาย ต้องใช้เคมี แล้วก็ไม่ทำโดยตรงน่ะ ปั้นก็เหมือนมันสัมผัสมือลงไปตรงๆ จิตรกรรมก็แตะพู่กันไปตรงๆ แต่ภาพพิมพ์นี่มันไม่ตรง มันมีกระบวนการถ่ายโอนซับซ้อน อาจารย์ศรีวรรณ (เจนหัตถการกิจ) เขาจะกล่อมเราในฐานะที่เป็นเด็กเรียนภาพพิมพ์รุ่นหลังว่า คนเรียนพิมพ์เนี่ย จบออกไปแล้วจะหาอุบายหาอะไรทำได้ดีกว่า

WURKON:

แล้วเป็นอย่างนั้นไหมครับ

อารยา:

อืมม์… อาจารย์ได้ทุนไปเยอรมัน (ทุน German Academic Exchange Service (DAAD) องค์กรแลกเปลี่ยนทางวิชาการของเยอรมนี) อาจารย์ก็ยังไปทำภาพพิมพ์นะ จนประโยคของโปรเฟสเซอร์ กับเทคนิเชียนที่นั่นบอกว่า เธอไม่สามารถจะทำเทคนิคเดิมได้ดีไปกว่าที่เธอเคยทำที่เมืองไทย นั่นแหละค่ะ มันเลยถึงจุดที่เราต้องทบทวนแล้ว คือเราถูกสอนให้เกาะประเภทของงานและเทคนิค เราไม่ได้ถูกสอนให้คิดแบบแผ่กว้าง เราถูกสอนเป็นเส้นแนวดิ่งแบบคงมั่นน่ะ

WURKON:

สอนให้ยึดติด?

อารยา:

ใช่ พอเราไปเจอประโยคแบบนั้น อาจารย์ก็ยังไม่แน่ใจ อาจารย์โทรทางไกลมาหาอาจารย์ชลูด (นิ่มเสมอ) อาจารย์ชลูดก็พูดไปในทำนองเดียวกัน แต่ว่าเป็นธรรมชาติกว่า ก็บอกว่า “ฉันว่ามันต้องปรับไปตามสภาพ” อาจารย์ไม่ได้สอนให้ยึดติด มันต้องปรับไปตามสภาพแวดล้อมอะไรที่เปลี่ยนไป มันก็ไปตรงกับประโยคที่โปรเฟสเซอร์บอกว่า ทำไปมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

WURKON:

เลยหยุดทำภาพพิมพ์เหรอครับ?

อารยา:

ก็ทำภาพพิมพ์แหละค่ะ เพราะเราตั้งค่าด้วยภาพพิมพ์ ก็ต้องจบด้วยภาพพิมพ์ พออาจารย์ได้ทุนรอบสอง อาจารย์ก็ไปเรียนปั้น อยู่ชั้นเรียนปั้น ก็ไม่ใช่ว่าอยากทำปั้นอะไรนะ ตอนนั้นมันก็ไม่เป็นปั้นแล้วล่ะ มันนอกลู่นอกทางไปแล้ว เป็นวัสดุเป็นอะไร แต่โปรเฟสเซอร์ดุ และปากจัดมาก อาจารย์ก็เลยอยากเจอ ผลปรากฏว่าเรียนด้วยน้ำตาจริงๆ โดนวิจารณ์ทีไร ก็กลับมาร้องไห้ทุกหน ใครจะรู้ว่าศิลปะต้องเรียนด้วยน้ำตา (หัวเราะ)

WURKON:

ตอนนั้นงานก็ไม่ได้เป็นปั้นตามแบบแผนใช่ไหมครับ

อารยา:

ใช่ค่ะ โปรเฟสเซอร์ยังบอกเลยว่าอาจารย์ไม่ได้ทำปั้น งานเป็นอ่างไม้ใส่น้ำ ใส่ฟิล์มเอ็กเรซ์ ใส่ผม อย่างชิ้นโสเภณี ที่เป็นผ้าดำ เป็นช่องแล้วก็วาดด้วยเลือด เจาะรูใส่น้ำมันตรงกลาง ก็สนุกค่ะ สนุกมาก แล้ว จากที่โปรเฟสเซอร์กังขาตอนแรกเนี่ย พอแกไปเจอชิ้นโสเภณี ชิ้นอ่างไม้ แกก็จะชมแปลกๆ คือแกจะไม่ได้ชมว่างานดี แต่แกจะบอกว่า ฉันสามารถดื่มน้ำในอ่างไม้นั้นได้ ก็แปลว่าแกชอบ (หัวเราะ) ต้องตีความ

WURKON:

แล้วอะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อาจารย์เปลี่ยนแนวทางในการทำงานครับ

อารยา:

อาจารย์ก็คิดว่า จุดเปลี่ยนอันหนึ่งที่ถอนเรามาจากความฝังใจว่าเราจะต้องยึดติดอยู่กับเทคนิคกับประเภทอะไรเนี่ย ก็คือการไปอยู่เยอรมันสองช่วงเวลา ช่วงแรกก็เห็นแล้วล่ะ เพียงแต่ว่าเราไปเริ่มที่ภาพพิมพ์ก็ต้องให้จบพิมพ์ตามเงื่อนทุน เพราะฉะนั้น พอช่วงที่สองก็กลับไปใหม่โดยที่ไปทำอย่างอื่น แต่พอหมดช่วงที่สองอาจารย์ยังกลับไปที่นั่นเป็นระยะช่วงปิดเทอมไปอยู่สองสามเดือนเนี่ย อาจารย์ก็ยังทำงานภาพพิมพ์ ฝึกเทคนิคเฮลิโอกราฟัวร์ทำเป็นหนังสือทำมืออะไรแบบนั้น ยังสนุกกับพวกนั้นอยู่ค่ะ

WURKON:

แล้วกลับมาที่เมืองไทยนี่มาสอนเลยไหมครับ

อารยา:

ก่อนจะไปเยอรมันครั้งแรกเนี่ย อาจารย์ย้ายไปเชียงใหม่ได้สามเดือน คือย้ายไปเดินเล่นอยู่เชียงใหม่ฤดูหนาวสามเดือน โอนย้ายจากที่สอนอยู่ช่างศิลป์ ไปสอนที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือเราสอบทุนเอาไว้แล้ว ก็ต้องแจ้งทางต้นสังกัดว่า ถ้าทุนเรียกอาจารย์ก็ต้องไป พอกลับมา ก็มาสอน สอนเสร็จ แล้วก็มีทุนอีกทุน อาจารย์ก็ไปสอบ แล้วเขาก็ให้ ให้ง๊ายง่าย (หัวเราะ) อาจารย์ก็เลยกลับไปเรียนอีก อาจารย์ว่าเพื่อนร่วมงานคงเริ่มหงุดหงิด (หัวเราะ) ว่าย้ายมายังไง มาแล้วอีกปี เดี๋ยวไปอีกแล้ว พอมองย้อนกลับไปจากวัยขณะนี้ 60 ปี อาจารย์คิดว่ามันเป็นช่วงที่ดีแล้ว เพราะว่าเรายังแข็งแรง เรายังมีฮอร์โมนของความอยากรู้อยากเห็น ความกระตือรือร้นของการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นมันก็เหมาะแล้ว

WURKON:

พอไปอยู่ที่เยอรมัน สภาพสังคมที่โน่นทำให้วิธีคิดหรือว่ากระบวนการทำงานของอาจารย์เปลี่ยนไปไหมครับ

อารยา:

อาจารย์เปลี่ยนนิสัยไปเยอะเลยค่ะ คำพูดว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เนี่ย อาจารย์ไปเจอที่เยอรมันนะอาจารย์ไม่ได้เจอในสังคมไทย เพราะว่าเราอาจจะอยู่เป็นกลุ่ม ต้องเอื้อต่อกัน ต้องดูแลกัน แต่ว่าที่โน่นน่ะ คำนี้ใช้ได้จริงๆ เพราะว่าตอนที่ติดตั้งงานชิ้นโสเภณี เพดานมันเป็นคอนกรีตที่แข็ง อาจารย์ก็ต้องปีนเอง เจาะสว่าน ขันน๊อต อะไรเพื่อที่จะแขวนงานเอง เจาะหลุมคอนกรีตเสริมเหล็กใส่น้ำมัน อาจารย์ก็ต้องใช้เครื่องมือทำเอง เหมือนกับช่างก่อสร้างหน่อยๆ แล้วพอเสร็จแล้วเศษปูนเศษอะไรก็อยู่ในตาหมดเลยค่ะ ตาแดงก่ำ อักเสบ ปั่นจักรยานตาแดงไปหาหมอตา ให้เขานั่งเขี่ยออก อาจารย์คิดว่า ตรงนั้นมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ไม่นึกพึ่งพิงคนอื่นมากเกินไป ไม่ใช้ความเป็นผู้หญิงผอมๆอีก

WURKON:

เคยอ่านนิยายของอาจารย์ เห็นว่าเวลาลืมเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ทำงานหมดแล้วไปยืมคนอื่น เขาก็ไม่ให้ด้วย

อารยา:

อ๋อ อันนั้นคือ วันนั้นหิมะตกหรือไงไม่รู้ แล้วเคมีที่ใช้ล้างรูปทำฟิล์มมันหมด อาจารย์ก็เดินไปถาม เทคนิเชียน ซึ่งปกติเขาต้องมีของพวกนี้ติดสตูดิโออยู่แล้ว แต่เขาก็สอนเราด้วยประโยคที่ว่า “จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่คุณต้องเตรียมมาเอง” มันก็จริง แต่เราจะไปรู้เหรอว่ามันหมด (หัวเราะ) คือบางทีมันมีการใช้งานร่วมกันในบางจุด คำว่าเตรียมมาก็อาจจะเป็นนักศึกษาในกลุ่มที่คุณทำงาน

WURKON:

เหมือนมีความเถรตรงมาก

อารยา:

เถรตรง! วันหนึ่งนัดเจ้าหน้าที่ที่ทำฟิล์มไว้ แล้วอาจารย์ก็ไป คืออาจารย์ก็ท่องไว้เลย เยอรมันตรงเวลา อาจารย์ก็ตรงยิ่งกว่าเขาอีกค่ะ แล้วพอไปถึงปั๊ปเขาไม่อยู่ อาจารย์ก็ยืนงง โปรเฟสเซอร์ก็เดินลงมา ถามว่า “อารยาเธอทำอะไร?” อาจารย์ก็บอกว่า ฉันนัดมันเฟร็ดว่าจะทำฟิล์ม โปรเฟสเซอร์ก็บอก อ้าวแล้วมันเฟร็ดไปไหน? โปรเฟสเซอร์ก็เขียนกระดาษติดที่หน้าห้องมันเฟร็ด บอกว่า “จะไปไหนแจ้งด้วย ว่าจะกลับกี่โมง” (หัวเราะ) คือเราได้เรียนรู้ว่ามันต้องชัดกันขนาดนั้นเลยนะ คือไม่ใช่ว่าคุณหายไป แล้วเราต้องเข้าใจกันเอง ว่าคุณไปกินข้าวแล้วมันอาจจะต้องกลับมาเลทสักหน่อย อะไรอย่างนี้ แต่วันนั้นมันเฟร็ดไม่ได้ไปเที่ยวไหน เขาไปทำงาน ต้องไปซื้ออะไรสักอย่างในเมืองค่ะ เพียงแต่ เขาแจ้งไม่ละเอียดถี่ถ้วน ว่าเข้าไปในเมือง ไปซื้ออะไร? แล้วจะกลับกี่โมง?

WURKON:

กระบวนการและวัฒนธรรมแบบนี้มันหล่อหลอมอะไรอาจารย์บ้างไหมครับ

อารยา:

โอ้โห! ก็หล่อหลอมตรงที่เราคิดว่าอะไรมันเป็นประโยขน์ อะไรที่มันอยู่ในเนื้อหาในเนื้อความ เราก็จะทำตรงนั้น ไม่ต้องดูดินฟ้าอากาศทำเลย จนบางทีอาจจะกระด้างเกินไป เช่น ถ้าอาจารย์คิดถึงกลุ่มคิดถึงพวกสักหน่อย อาจารย์จะไม่ทำหลักสูตรสองหลักสูตร เพราะว่ามันกระทบเขาแน่ๆ ใช่ไหม กระทบเพื่อนร่วมงานแน่ๆ เพราะว่าเขาอยู่กันดีๆ เป็นช่างปั้นกันดีๆ เป็นช่างพิมพ์กันดีๆ คุยภาษาเดียวกัน แล้วอาจารย์ทำให้เขาต้องมาอยู่ในพื้นที่กลาง แล้วมาสอน แล้วมาคุยอะไรกันประหลาดๆ แต่อาจารย์คิดว่านั่นเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่พิเศษมากนะ ใช่ไหมคะ คุณเชี่ยวชาญในแต่ละอย่าง แล้วคุณมาแบ่งปันกันน่ะ มันน่าจะทำให้องค์กรเราแข็งแรง แล้วนักศึกษาที่คุณผลิต เขาก็ต้องไปเผชิญความหลากหลายข้างนอกอยู่แล้ว ใช่ไหม เขาต้องเลือก เขาจะเจอทางเลือกเยอะแยะ อย่างงั้น

WURKON:

เหมือนการไปอยู่ที่โน่นทำให้อาจารย์กล้าทำอะไรที่ขัดใจคนอื่นได้

อารยา:

เออ เป็นนิสัยประจำตัวเลย (หัวเราะ)

WURKON:

ไม่ประนีประนอม ทั้งๆ ที่โดยปกตินิสัยคนไทยเรามักจะประนีประนอม

อารยา:

แต่ที่มันเหนื่อยก็คือ เวลาเราลงมือเรายังอยู่ในพื้นที่ไทยๆ อยู่ วันนั้นเขาเลี้ยงลามุฑิตาจิตอาจารย์ ซึ่งอาจารย์จั๊กกะจี้กับงานแบบนี้มาก แล้วอาจารย์ก็สับสนอยู่นาน เพราะเราไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะว่าจริงๆ ที่เราทำงานเราก็กินเงินเดือนใช่ไหม มันมีการแลกเปลี่ยนไปเสร็จแล้ว มันไม่ต้องมีการเฉลิมฉลองวาระเกษียณอายุการทำงานอะไร เพราะว่านั่นก็เป็นการตอกย้ำว่าฉันแก่ และฉันก็จะไม่ได้เงินเดือนเต็มอัตราอีกต่อไป (หัวเราะลั่น) แต่คุณก็ต้องมาจัดงานเฉลิมฉลองที่โรงแรม เพียงแต่อาจารย์ไม่ไปไม่ได้ เพราะว่าอีกคนที่เขาเกษียณพร้อมอาจารย์เนี่ย เป็นเจ้าหน้าที่ราชการ แล้วเขาจริงจังกับงานนั้นมาก เขาไปตัดเสื้อผ้าไหมสีทองตัวใหม่ ถ้าอาจารย์ไม่ไป อาจารย์อายเขา คือเราต้องเข้าใจเขานะ เพราะว่าเขาอยู่โดยไม่กังขากับวัฒนธรรมหรือเงื่อนปมอะไรตรงนั้น เขาสะอาดเกลี้ยงเกลากว่าอาจารย์เยอะ มันสวยนะ

WURKON:

เขาเชื่อในวัฒนธรรมองค์กรแบบนั้นจริงๆ ?

อารยา:

เขาเชื่อ เขาไปในชุดผ้าไหมเขาติดดอกกล้วยไม้ที่หน้าอก ส่วนอาจารย์ก็ไปในแบบของอาจารย์ ก็ไปสาย ซึ่งคนก็เริ่มมองแล้วว่า ไม่ไปแน่ๆในฐานะคนชอบถือขวาน (หัวเราะ) อาจารย์ก็เดินเข้าไป เขากำลังกล่าวอะไรบนเวที เสร็จแล้วอาจารย์ก็ต้องขึ้นไปกล่าวบนเวทีด้วย โดยนิสัยของอาจารย์ ก็ลืมอีกแล้วว่ามันเป็นวาระโอกาสที่ต้องพูดหวานๆให้จับใจ ขอบคุณทุกคนที่อยู่ร่วมทำงานกันมาอะไรอย่างนี้ อาจารย์ก็ขึ้นไปแล้วอาจารย์ก็บอกว่า “แปลกใจมากเลยที่องค์กรนี้มีคนเยอะขนาดนี้” คือมันเต็มห้องโรงแรมเลยค่ะ “เพราะว่าปกติเวลาไปสอนหนังสืออาจารย์เจอแต่หมาคณะ” (หัวเราะ) พอพูดเสร็จอาจารย์ก็เริ่มเห็นสีหน้าของแต่ละคนว่าเขาเป็นยังไง...

WURKON:

พูดบนเวทีเลยเหรอครับ ว่าเจอแต่หมาคณะ?

อารยา:

เอ้อ! ก็อาจารย์จอดรถนี่หมาคณะวิ่งมารับทั้งฝูงเลย อาจารย์เลี้ยงไว้ จริงๆ ไม่ได้เลี้ยงหรอกค่ะ มันจรจัดมา มีอยู่ 8 ตัว อาจารย์ก็ให้อาหาร ฉีดวัคซีน ฉีดยาเห็บหมัด ทำหมัน ป่วยไข้ ผ่าตัดอะไร อาจารย์ดูแลหมด คืออาจารย์ดูแลจนแบบ นักศึกษาบอกว่าเกิดชาติหน้าหนูขอเป็นหมาอาจารย์ (หัวเราะ) เพราะว่าเขาเห็นว่าเราดูแลมันดีมาก …แล้วอาจารย์ก็เริ่มเห็นสีหน้าแขกเหรื่อต่างๆ ว่าเขาเริ่มกระอักกระอ่วนกับสุนทรพจน์ที่ไม่ไพเราะของเรา (หัวเราะ) ก็เป็นแบบนี้แหละ ก็เหมือนเริ่มเขียนหนังสือน่ะ ใช่ไหม มีขึ้นเรื่อง แล้วก็ไปไหนต่อไหน แล้วตอนจบ ก็ลืมอวยพร ‘คุรพระศรีรัตนตรัยอะไร’ อาจารย์ก็ขอให้เขารักโลกและสิ่งแวดล้อมให้มากกว่าที่เป็นอยู่ (หัวเราะกันลั่น)

WURKON:

เขาไม่งงเหรอครับ?

อารยา:

แขกที่มาเขาเริ่มนั่งแบบไม่เป็นสุขกัน เขาเริ่มขยับ เริ่มถูคางตัวเอง แล้วเขาก็เบิ่งตามอง คือเราคิดอย่างงั้นจริงๆ เพราะว่าตอนอาจารย์เข้าชั้น อาจารย์ขอให้นักศึกษาอย่าถือแก้วพลาสติก อย่าถือขวดน้ำพลาสติก ขอให้เอาแก้วมาเอง แล้วเรามาชงชาในชั้นเรียนได้ คืออาจารย์อยากให้ชั้นเรียนศิลปะนี้ ไม่เป็นแบบที่ว่า พอคุณไปทำงานศิลปะแล้วคุณอ้างว่าคุณทำงานศิลปะกับสิ่งแวดล้อม แต่ว่าจริงๆ โดยการใช้ชีวิต คุณไม่ใช่

WURKON:

อาจารย์เชื่อว่าศิลปินต้องเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำใช่ไหม

อารยา:

คือ อาจารย์เคยเจอที่มันไม่ใช่ไง

WURKON:

เป็นยังไงเหรอครับ?

อารยา:

เวลาศิลปินใส่อะไรลงไป เนื้อหาเขาอาจจะจริงจังนะ เพราะว่าเขาต้องจ่ายเงินค่าวัสดุแล้วโฆษณาชวนเชื่อสักหน่อยใช่ไหม แล้วเขาคิดว่ามันต้องดูดี ต้องสมบูรณ์ แต่ตรงส่วนของเนื้อหาเนี่ย สมัยก่อนมั้ง บางทีมันเหมือนกับสูตรของพระเจ้า ที่มันสำเร็จรูป ที่มันดีงาม โดยที่มันไม่ต้องจริงในส่วนนั้นก็ได้ แต่อาจารย์คิดว่าส่วนนั้นมันสำคัญค่ะ แต่ถ้าทำเป็นงานแบบ Paradox ย้อนแย้งไม่ให้จับอยู่ว่าอยู่ตรงไหน เล่นเกมส์ล้อ ก็อาจจะไม่ต้องยืนยันตัวเองนัก แต่ว่ามันก็ต้องทุ่มเทใช่ไหม งานศิลปะมันต้องทุ่มเทสักหน่อย

WURKON:

เหมือนถ้าศิลปินทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกันถ้าเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างนั้น มันก็ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ

อารยา:

ถ้างานเขาดี คนก็เชื่อนะ (หัวเราะ) ขึ้นอยู่กับว่า โดยกระบวนการทั้งหมด เขาสามารถทำให้มันน่าเชื่อได้ไหม

WURKON:

แต่ก็ไม่จำเป็นว่าตัวเขาต้องเป็นอย่างเดียวกับงานที่เขาทำ?

อารยา:

จะสบายใจกว่าไหม ถ้ามันใช่ไปทั้งหมด

WURKON:

ไม่ต้องเสแสร้ง?

อารยา:

เออ คือมันไม่ใช่เรื่องที่ปรุงขึ้นน่ะคะ จะสบายใจกว่าไหม สำหรับอาจารย์ อาจจะสบายใจกว่าค่ะ

WURKON:

อยากถามเกี่ยวกับงานเพอร์ฟอร์มานซ์ที่อาจารย์เคยแสดงเป็นคนท้อง** ที่เชียงใหม่หน่อยครับ ว่ามันมีที่มายังไง

**การท้องเก้าวันของรองศาสตราจารย์วัยกลางคนผู้เป็นโสด Nine-Days Pregnancy Of A Single, Middle-Aged Associate Professor (2005)

อารยา:

อ๋อ อาจารย์ลาสอนปีหนึ่ง คืออาจารย์มหาวิทยาลัย มีสิทธิว่าไม่ต้องสอนหนึ่งปี โดยเงินเดือนไม่ขึ้น แล้วต้องทำวิจัย ต้องเสนอโปรเจ็ควิจัย แล้วอาจารย์ก็ทำ แล้วทุนเยอรมันเนี่ย ก็มีพันธะ พันธะที่เป็นของขวัญนะคะ ว่าเธออยากกลับไปเมื่อไหร่ เธอก็เขียนแจ้งว่าเธอจะไปทำอะไร เขาจะให้เธอไปอยู่กี่เดือนก็ว่าไป อาจารย์ก็ใช้สิทธิอันนั้น อาจารย์ก็เลยไปอยู่ที่เยอรมันระหว่างไม่สอน แล้วพอมองบ้านจากที่ไกลๆ เนี่ย เราก็เอ๊ะ? ทำไมความเป็นผู้หญิงที่บ้านเรามันดูอึดอัด ถูกจับจ้องด้วยเรื่องที่อาจจะไม่เป็นเรื่องน่ะ ความเป็นผู้หญิงที่บ้าน ในวัฒนธรรมของเราเองมันดูอึดอัดกว่าความเป็นผู้หญิงที่อยู่ไกลบ้าน อาจารย์ไม่ได้ทำอะไรผิดและเสียหายนะ เพียงแต่ว่าความคิดนี้มันผุดขึ้นมา เลยคิดว่า น่าจะลองเล่นอะไรสนุกๆ ดู คิดว่า เอาล่ะ พอฉันกลับไปสอนคณะเนี่ย ฉันจะท้อง ก็ท้องในระดับที่ไม่น่าเกลียด เพราะว่ามันไม่จริง ก็ให้นักศึกษาช่วยเย็บชุดใส่ให้ดูเหมือนท้องอ่อนๆ และก็ต้องไปซื้อชุดชั้นในสำหรับคนท้อง กางเกงก็ต้องเป็นรูดๆ หลวมๆ น่ะค่ะ แล้วอาจารย์ก็ไปสอน โดยที่มีคนถือกล้องวีดีโอในระยะห่าง เพื่อที่จะเก็บปฏิกิริยาของผู้คน ซึ่งมันก็อาจจะถูกตีความด้วยว่าเราเห่อลูก เราเห่อความเป็นแม่

WURKON:

แสดงว่าคนอื่นก็เห็นคนถือกล้องด้วยใช่ไหมครับ

อารยา:

บางคนก็เห็นแหละ แต่ว่ามันไกลหน่อย คือคนจะเห็นอาจารย์ก่อนกล้องแน่นอน โดยสภาพที่เกิด คือมันช็อคน่ะ เพราะตอนนั้นอาจารย์อายุนับดูก็เกือบ 50 แล้วนะ 40 กว่า แล้วก็ตำแหน่งตอนนั้นคือรองศาสตราจารย์ แล้วก็เป็นโสด

WURKON:

ก็คือเขาไม่รู้ที่มาที่ไป

อารยา:

เขาไม่รู้ อยู่ดีๆ อาจารย์ก็เดินท้องเข้าไปในที่ทำงาน

WURKON:

แล้วมันเกิดผลกระทบอะไรจากตรงนั้นพออาจารย์เฉลยว่ามันเป็นงานเพอร์ฟอร์มานซ์อาร์ต

อารยา:

มันแปลกมาก เพราะมีอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งงานแล้ว อยากมีลูกแต่ว่ายังไม่มี เขาดีใจมากที่อาจารย์ท้องเพราะว่ามันเป็นความปรารถนาของเขา เจ้าหน้าที่ผู้หญิงอีกคนหนึ่งเป็นรักสามเส้าอยู่ ซึ่งไม่ควรจะท้องลูกคนที่สองแต่กลับท้อง ทั้งๆ ที่ยังคาราคาซัง เขาก็ดีใจอีกเหมือนกัน เพราะว่าเขาไม่ได้แต่งงาน เขาก็รู็สึกดี ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีสถานภาพในสังคมหน่อย ก็ทำแบบนี้เหมือนกันกับเขา คือหลายคนก็มาฝากความหวังไว้กับการท้องของอาจารย์ อ๋อ แล้วก็มีนักศึกษาที่ลังเลใจ ว่าควรจะแสดงความยินดี หรือแสดงความเสียใจ ที่คุณท้องในวัยนี้ เพราะเดี๋ยวคุณก็จะตายแล้ว แล้วใครจะเลี้ยงลูกคุณ (หัวเราะ) แล้วคุณก็ยังไม่ได้แต่งงานอีก คือนักศึกษาคนนี้รวบรวมความกล้ามาก กว่าจะลุกขึ้นยืนพูดในชั้นว่า “ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์” แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็เดินตัวเปล่า เลิกทำเป็นท้อง ขับรถไปสวนกุหลาบแต่เช้าเลยนะ เอาดอกกุหลาบใส่ตะกร้าหวายหิ้วไปแจกให้ทุกคน เพื่อขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิด นักศึกษาที่เคยลุกขึ้นแสดงความยินดีก็โยนดอกกุหลาบไปที่โต๊ะเรียนแรงมาก เขาโกรธ เขาบอก “คราวนี้จะเอายังไงอีก? คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกครับ!” (หัวเราะ) อาจารย์ก็เจื่อนน่ะนะ วันนั้นเป็นวันจ๋อย อาจารย์คนที่ไม่มีลูกนี่ไม่พูดกับอาจารย์ไปเดือนหนึ่งน่ะ เพราะเขาขอเวลาทำใจที่จะสื่อสารกับอาจารย์ ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่ท้องโดยไม่ได้แต่งงานก็ใส่ชุดดำมา ทั้งที่ปกติเขาจะใส่ชุดมีสีสัน พอเป็นแบบนั้น อาจารย์ก็เลยใส่ตัวหนังสือคำพูดลงไปในวีดีโอเพอร์ฟอร์มานซ์อันนี้  ว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติของความรักความใคร่ แล้วทำไมใครๆ เอาอะไรมาฝากกับมันเยอะจังเลย ไม่น่าเชื่อ แต่ที่ตลกก็คือ มีอาจารย์ศิลปากรมาเชียงใหม่ แล้วก็คงได้ยินคนเม้าธ์กันในวง วงเหล้าของพวกผู้ชาย พอเขากลับไปที่คณะเขาก็ไปยืนใต้ต้นจันทร์แล้วตะโกนว่า “ข่าวดี น้องอ้อย (ชื่อเล่นอาจารย์อารยา) ท้องแล้ว!” ประกาศให้ดังทั่วถึงกันทั้งคณะ แต่พอตอนคนรู้ว่ามันไม่จริง แกก็โดนล้อแทน ส่วนอาจารย์อีกคน พออาจารย์ลงไปเยี่ยมแก แกบอกว่า “ลูกสบายดีหรือเปล่า?” อาจารย์ก็งง มองหน้าแก แกก็เลยพูดอย่างสุภาพมาก กลัวเราจะกระทบกระเทือนใจหรือไงไม่รู้ว่า “ก็ปีนึงที่ผ่านมา ได้ข่าวว่าอ้อยท้อง” อาจารย์ก็บอกว่า “อาจารย์คะ นั่นมันเพอร์ฟอร์มานซ์” (หัวเราะ) คือมันเป็นเรื่องที่ยาวมากน่ะ

WURKON:

แล้วพอเขารู้ความจริงแล้วเขาทำยังไงครับ

อารยา:

คือศิลปินด้วยกันคงขำน่ะ แต่คนที่ไม่ใช่ศิลปินนี่เขาก็คงไม่ขำ แต่คนที่ไปซุบซิบนินทาไว้เยอะน่ะ อันนั้นเป็นเป้าหมายอาจารย์นะ

WURKON:

เหมือนที่อาจารย์พูดตอนแรกเลยว่า สภาพของสังคมของผู้หญิงในวัฒนธรรมมันอยู่ยากใช่ไหมครับ

อารยา:

ใช่ นั่นแหละ เป็นเป้าหมาย อาจารย์ที่ไปนินทาน่ะ เป็นเหยื่อเต็มๆ แล้วพวกที่ตั้งวงเมาธ์แล้วฮาเฮแบบขบขันน่ะ อาจารย์ก็ถือว่างานเราบรรลุแล้ว (หัวเราะ)

WURKON:

อาจารย์ทำงานที่ท้าทายแบบนี้มากมันมีความสุ่มเสี่ยงไหมครับ

อารยา:

มีความเสี่ยง ก็คือ การขอตำแหน่งศาสตราจารย์ของอาจารย์ครั้งแรกเนี่ย เสียงข้างมากให้ เสียงข้างน้อยไม่ให้ แต่เสียงข้างน้อยเอาสูจิบัตรเล่มที่มีศพไปให้บอร์ดระดับสูง คือ ระดับแพทย์กับนักวิทยาศาสตร์ดู ว่าเราเอาร่างที่เอามาใช้ในทางการแพทย์มาใช้ทำงานศิลปะ แล้วก็มีหมอในบอร์ดนั้นเออออ บอกว่า  ถ้าผู้หญิงคนนี้ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ผมจะฟ้อง เพราะว่าร่างมีไว้สำหรับการแพทย์เท่านั้น บอร์ดก็ล้มการขอตำแหน่งไปทั้งๆ ที่เสียงข้างมากให้ไปแล้วตั้งแต่แรก กรรมการโทรมาแสดงความยินดีแล้วด้วยซ้ำ แล้วอาจารย์ก็ตะลึงอีกหนว่า กรรมที่ทำไว้มันหวนคืนมา (หัวเราะ) อีกไม่กี่ปีให้หลัง

WURKON:

มันเป็นกรรมเหรอครับ

อารยา:

ก็คงเป็นกรรมแหละ ที่ทำให้คนเขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ พออาจารย์ไม่ได้ตำแหน่งศาตราจารย์ อาจารย์ก็ต้องขอใหม่ครั้งที่สอง พอขอใหม่อีกรอบ อาจารย์ก็โดนเรื่องไปเอาผู้ป่วยโรคจิตผู้หญิงมาไว้ในงาน ไม่รู้ไปขออนุญาติหรือป่าว คือข้อสังเกตุแบบนี้มันไม่ฉลาดนะ เพราะว่ามันถ่ายทำมาตั้งเป็นเดือนๆ และสัมภาษณ์คนเป็น 20 - 30 คน แล้วมาคัดเลือกที่ใช้ได้ออกมา แล้วอาจารย์จะไปปีนรั้วเข้าไปหาผู้ป่วยโรคจิตตอนดึก ไปตั้งกล้องได้ยังไง

WURKON:

มันต้องขออนุญาติเข้าไปเป็นทางการ?

อารยา:

อาจารย์ขออนุญาติสองปี โดยต้องบินมากรุงเทพฯ แล้วมาพูดคุยสัมภาษณ์เกี่ยวกับการประเมินการวิจัยในคนกับกรรมการหมอระดับอธิบดี บินไปมาสองรอบ ส่งเอกสารโทรศัพท์ตามสักสิบหนแล้วในที่สุดอาจารย์ก็ได้ทำงานชุดนี้ เขาก็ไปตั้งข้อสังเกตุกันเอาเอง แล้วก็เอาไปบวกกับชิ้นที่แสดงเป็นคนท้องว่า เราเอาเรื่องของความเป็นเพศแม่มาเล่นตลก มาทำแบบนี้ในสังคมที่เป็นชีวิตจริงใน Time Space จริงๆ เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็โดนแบนเป็นรอบที่สอง ผู้ชายทั้งนั้นที่จัดการกับอาจารย์ ครูบาอาจารย์ทั้งนั้นเลย (อาจารย์อารยาได้ตำแหน่งศาสตราจารย์สำเร็จจากการยื่นขอตำแหน่งครั้งที่สาม)

WURKON:

เหมือนอาจารย์ไปสั่นคลอนสถานภาพ และความเป็นอำนาจนิยมของเขา

อารยา:

คุณใช้สำนวนแบบนี้ คุณต้องตอบเองว่ามันไปสั่นคลอนยังไง อาจารย์อยากรู้

WURKON:

อย่างเรื่องการท้องเนี่ย ผู้หญิงตั้งท้องเองคนเดียวไม่ได้ใช่ไหมครับ เขาก็ต้องอยากรู้ว่าใครเป็นคนทำให้ท้อง แล้วการที่อาจารย์เกิดท้องขึ้นมาโดยไม่มีสามี ไม่มีพ่อของเด็ก มันก็เหมือนกับเป็นการหยามน้ำหน้าเพศชายเหมือนกัน ว่าไม่มีความสำคัญขนาดที่จะต้องมาบอกให้ใครรู้ว่าใครเป็นพ่อ เพราะผู้ชายส่วนหนึ่งก็มองว่าการทำให้ผู้หญิงท้อง การเป็นพ่อ มันเป็นหน้าที่ของผู้ชาย

อารยา:

แล้วศพล่ะ เป็นหน้าที่ที่ผู้ชายต้องดูแลศพเหรอ (หัวเราะ) เป็นหน้าที่ที่ผู้ชายต้องปกป้องผู้ป่วยโรคจิตหญิงที่โรงพยาบาลบ้าเหรอ? คือผู้ชายเข้ามาก้าวก่ายในฐานะผู้ตัดสิน

WURKON:

เอ อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ (หัวเราะ)

อารยา:

อาจารย์คิดว่า มันเป็น อุตริศิลป์ น่ะ เขาทนอุตริศิลป์ไม่ได้ แล้วคนที่ทำอุตริศิลป์ดันเป็นผู้หญิงด้วย ใช่ไหม? เราก็จบศิลปากรมาด้วยกัน อย่างงาน “อำมหิต (2017)”*** ตอนจบอาจารย์ใส่เพลง ศิลปากรนิยม น่ะ แล้วมีคนเขียนวิจารณ์ว่าอาจารย์ใช้การส่อเสียดด้วยเพลง แต่ตอนอาจารย์ตัดต่อ อาจารย์น้ำตาไหลนะ เพราะว่าเราก็เป็นลูกหม้อจากศิลปากร เราเกิดมาจากที่นั่น เป็นคนตัวสูงยืนหัวแถวผู้หญิงคณะจิตรกรรมฯ เดินนำนักศึกษารุ่นเดียวกันทั้งมหาฯลัยเลย มันเป็นอะไรที่มากกว่าการส่อเสียดน่ะค่ะ

***อำมหิต (2017) ผลงานวิดีโอที่ต่อเนื่องจากผลงานชุด The Two Planets (2008) ของอารยา โดยเป็นวิดีโอที่แสดงภาพชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังสวมบาทบาทศิลปินแห่งชาติกำลังวิพากษ์วิจารณ์ผลงานศิลปะของอารยาให้ชาวบ้านร้านตลาดและพระภิกษุสงฆ์ที่ล้อมวงฟังอยู่อย่างเผ็ดร้อน ผลงานวิดีโอชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน

WURKON:

อย่างถ้าเราเปรียบเทียบศิลปินที่ทำงานที่มีประเด็นเกี่ยวกับเซ็กส์แรงๆ อย่าง เจฟ คูนส์ ที่เป็นเพศชาย กับ แอนเดรีย เฟรเซอร์ ที่เป็นเพศหญิง ผลกระทบจากการทำงานระหว่างศิลปินสองเพศจะออกมาไม่เหมือนกัน คือพอเป็นผู้ชายทำผลกระทบและแรงต่อต้านจากสังคมจะไม่รุนแรงเท่ากับที่ผู้หญิงทำ

อารยา:

เหมือนว่าผู้ชายจะได้สิทธิของการเล่นสนุกหรือโลดโผนมากกว่าผู้หญิง ใช่ไหม? ตอนเขียนลงมติชนคอลัมน์ “ผมเป็นศิลปิน” อาจารย์โดนจดหมายวางบนโต๊ะนะคะ เขียนมาว่า คุณไม่ปกติหรือเปล่า อยู่ดีๆ คุณไปเอาคนไข้โรคจิตมาทำเป็นงานศิลปะ แล้วคุณก็เรียกแทนตัวเองเป็นผู้ชายในพื้นที่สาธารณะในหนังสือที่คุณกำลังเขียน แล้วด่าหยาบค่ะ ภาษาหยาบคายมาก ในจดหมาย คือขับรถจะกลับบ้านแล้วต้องจอดรถน่ะ คือหมดแรงขับรถกลับบ้าน เออหนอเราอ่อนแอแฮะ (หัวเราะ) ไอ้วันที่ไปอ่านหนังสือให้ศพกลับมายังมีแรงขับรถ แต่ไม่กล้ากลับบ้าน กลัวผี (หัวเราะ) เออ ขับอยู่ในเชียงใหม่กลางคืนดึกดื่น ทิ้งหมาไว้อยู่ที่บ้านตัวนึง สงสารมัน ว่าเจ้าของไม่กล้ากลับบ้าน เพราะเจ้าของกลัวผี เออ แล้วเจ้าของก็ขับวนแบบ เอายังไงดี กลับไปจะเจออะไรเนี่ย เจอหมาตัวเอง แล้วเจออะไรอีก (หัวเราะ)

WURKON:

เดี๋ยวนะ อาจารย์ทำงานกับศพแต่กลัวผีเนี่ยนะ

อารยา:

เออ! (หัวเราะ) คือมันก็มีอะไรไทยๆ ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กเนอะ แต่พอได้รับจดหมายหยาบคายเนี่ย ต้องจอดรถข้างทาง แล้วนั่งทำใจอยู่พักนึงเลย ถึงจะขับต่อได้ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วอย่างงานที่ใช้ศพเนี่ย อาจารย์ได้แรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทำ

อารยา:

ถ้าตอบอย่างตื้นที่สุดก็คือ เวลาเราทำภาพพิมพ์มันจะเป็นสีดำๆ ใช่ไหม ส่วนใหญ่งานภาพพิมพ์มันจะมีน้ำหนัก คือเราจะสนุกกับบรรยากาศ อากาศขรึมๆ มีค่าเทาๆ อะไรอย่างนี้ แล้วผลปรากฏว่าตอนสอนอยู่ที่วิจิตรศิลป์ ตอนเย็นเลิกงานก็เดินผ่านวงเหล้าของอาจารย์สอนปั้น เขาก็ตะโกนล้อว่า “เหงา หม่นหมอง ดำ มืดหม่น!” อะไรอย่างนี้ คือเขาตะโกนด้วยความสนุกแหละ เขาเอ็นดู อันนั้นมันไม่ใช่สาเหตุนะ แต่มันเป็นอะไรที่ อ้าว! แล้วทำไมศิลปะเหงาไม่ได้ หม่นไม่ได้เหรอ? มันก็มีสิทธินี่นา?

ตอบจริงๆหน่อยคือวันที่คิดงานชิ้นนี้ คืออาจารย์ขับรถจะไปซื้อของ แล้วอาจารย์เป็นคนชอบบทกลอน เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็จะร้องกลอนขึ้นมาอยู่กับตัวเอง แล้วก็คิดถึงยาย (ที่ล่วงลับ) ไปด้วย คิดถึงสภาวะเคว้งไปด้วย อิ่มเอิบและทรมาณกับสภาวะเคว้ง ก็เลยคิดงานนี้ขึ้นมา แล้วก็มีเหตุสำคัญอีกอย่างก็คือ ตอนนั้นอาจารย์อยู่ทาวน์เฮ้าส์กับหุ่นปั้นสี่ตัว ซึ่งอาจารย์ปั้นให้เขาเป็นเพื่อนอาจารย์ ตัวหนึ่งอยู่ตรงประตู รออาจารย์กลับบ้าน ตัวหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว รอเรากินข้าว เราจะได้ไม่ต้องกินคนเดียว

WURKON:

ปั้นเป็นคนเลยเหรอครับ

อารยา:

ปั้นเป็นคนเลยค่ะ เป็นงาน Installation (ศิลปะจัดวาง) เลย เป็นดิน ปั้นขนาดเท่าจริง ให้เป็นเพื่อนกัน แล้วตัวหนึ่งนอนอยู่กลางเตียง  อาจารย์เลยย้ายไปนอนบนพื้น อีกตัวหนึ่งนอนตรงเก้าอี้ดูทีวี อาจารย์ก็ต้องลงมานั่งตรงที่พื้นข้างเก้าอี้เวลาดูทีวี คืออาจารย์ยกที่ทางให้เพื่อนหมดเลยค่ะ เพื่อว่าเขาจะได้อยู่กับอาจารย์นานๆ  แล้วก็ต้องคอยฉีดน้ำหล่อ แล้วก็ห่อผ้า เพราะว่ามันเป็นดิน

WURKON:

อ้าว ไม่ได้เอาไปหล่อเป็นปูนเหรอครับ

อารยา:

เปล่าค่ะ โครงเหล็ก แล้วก็ปั้นดิน ดินมันมีสัมผัส อาจารย์ก็ต้องคอยฉีดน้ำห่อผ้าก่อนจะไปทำงาน กลับมาก็มาถอดผ้าแล้วก็ฉีดน้ำก่อนนอน ที่นอนกับหมอนอาจารย์ขึ้นราเต็มไปหมดเลย (หัวเราะ) อาจารย์ก็เลยคิดว่า นี่มันเหมือนกับการทำงานกับศพเลยน่ะ

WURKON:

แต่นี่คือทำโดยไม่ได้แสดงที่ไหน คือทำอยู่ที่บ้านจริงๆ เลย

อารยา:

ไม่ได้แสดงค่ะ ทำเพื่อให้ตัวเองมีเพื่อน แล้วมันไปประจวบเหมาะกับการท่องกลอนตอนที่อาจารย์ขับรถ คือมันโหวงเหวงพอๆกัน อาจารย์ก็เลยนึกว่า ทำไมไม่เอามาปนกันล่ะ?  ร่างที่ไม่ได้ยินกับการสนทนา ร่างที่ไม่ได้ยินหรือรับรู้การเคลื่อนไหวของคนในบ้านก็เหมือนศพ ประติมากรรมมันก็เหมือนศพ อาจารย์ก็เลยไปเขียน Proposal ยาว ไปขออนุญาติโรงพยาบาล ไปเข้าที่ประชุมให้เขาประเมินว่าทำได้ไหม

WURKON:

ขออนุญาตินานไหมครับ

อารยา:

ขอคนไข้โรคจิตนานกว่าค่ะ คนเป็นนานกว่าคนตาย

WURKON:

จริงๆ การศึกษาศิลปะก็มีการนำศพมาใช้เหมือนกันนี่ครับ ในการศึกษากายวิภาคอะไรแบบนี้

อารยา:

กายวิภาคมันก็อยู่ในขอบเขตของการแพทย์ นี่ไปขอเอามาอีกเขต

WURKON:

อย่างงานที่เล่นกับศพหรือผู้ป่วยโรคจิตนี่อาจารย์ต้องการจะสื่ออะไรเหรอครับ

อารยา:

คิดว่า ไม่มีคำตอบว่ามันคืออะไรกันแน่? ความฟั่นเฟือนก็ดี ความตายก็ดีผ่านงานนี้ คือการเลือกที่จะเผชิญหน้ามากกว่าที่จะเลี่ยง ถ้าใครคนหนึ่งมีคำถามเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ ที่เคยสมบูรณ์อยู่ดีๆ แล้วถูกทำให้ตายไป หรือว่าเคยสมบูรณ์อยู่ดีๆ แล้วก็มาฟั่นเฟือน เสียสติไป

ข้อสงสัยแบบนี้เนี่ย คือการเลือกที่จะเผชิญหน้า เข้าไปหา ไปพินิจดู แล้วการเป็นคนทำงานศิลปะเนี่ย มันก็ช่วยให้เข้าไปหาความต้องห้ามในมุมที่แตกต่างจากคนอื่น ด้วยวิธีการที่แตกต่างจากคนอื่น วันที่ไปทำงานกับศพอยู่เสาร์อาทิตย์นึง อาจารย์เจอผู้หญิงคนหนึ่งเขาไปปลง เขาแต่งตัวเรียบมาก หน้าตาไม่ได้แต่งเลย แล้วเขาก็ถามว่าอาจารย์ไปทำอะไร อาจารย์ก็อธิบายลำบากว่าอาจารย์เข้าไปทำอะไร แต่เขาอธิบายสั้นมากว่า เขาไปปลง

WURKON:

ดูศพเพื่อปลง?

อารยา:

ใช่ เขาก็เลยมาอยู่ในนิยายที่อาจารย์เขียน ว่าเขาจะปลงยังไง แล้วเขาก็ไปเจออีกคนหนึ่งกำลังปลุกปล้ำศพอยู่ เขาจะปลงยังไง (หัวเราะ) คือเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเขาน่ะ

WURKON:

จะว่าไป การทำงานศิลปะด้วยศพแม้แต่ในต่างประเทศเอง มันก็มีความสุ่มเสี่ยง ท้าทาย

อารยา:

แต่ว่าอาจารย์ไปแสดงงานศิลปะที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์ นิทรรสการว่าด้วยความตายทั้งตึกเลย แล้วก็ไม่ใช่ไม่ใช้ศพ เขาใช้กัน ถ่ายรูปสยองกว่าของอาจารย์อีก คือเขาถ่ายไปถึงตัวบาดแผล เด็กที่อยู่ในโลง คือนิทรรศการนั้นช่วยอาจารย์เยอะมากนะ ทำให้เห็นว่า โอ้โห อาจารย์มีเพื่อนจากอดีต ลากเส้นมาถึงปัจจุบันเป็นศตวรรษ เต็มไปหมด แล้วก็ทุกเชื้อชาติสัญชาตินานาประเทศเลยค่ะ

WURKON:

ผลกระทบจากงานพวกนี้มันสร้างความลำบากในชีวิตแบบอื่นอีกไหมครับ นอกจากเรื่องการขอตำแหน่งศาสตราจารย์

อารยา:

สร้างความลำบากไหม ก็ที่กลับบ้านไม่รอดน่ะ (หัวเราะ) แล้วก็เป็นอาทิตย์เลยนะ กลิ่นที่ตามมา อาจารย์ตื่นเช้ามาชงกาแฟก็ได้กลิ่นศพ คิดว่ามันเป็นการรับรู้ของสมอง มันเป็นกลไกอะไรที่มันเป็นอยู่เองอยู่เดิมน่ะ มันไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจะได้กลิ่น ไม่รู้มันฝังอยู่ส่วนไหน

WURKON:

ตอนทำอยู่ตรงนั้นก็ได้กลิ่นใช่ไหมครับ

อารยา:

โห เต็มๆ เลย หัวหูนี่ยังกับไปหมูกะทะแล้วออกมา คือเรื่องเดียวกัน แต่มันคนละกลิ่น แล้วพอชงกาแฟ แทนที่จะเป็นกลิ่นกาแฟ มันก็เป็นกลิ่นศพ แต่ว่าก็ดีนะ อาจารย์คิดว่าก็แปลกดี มันทำให้เรารู้ว่า ร่างกายมันเป็นยังไง นี่ไม่ใช่สำนึกของฉัน สำนึกของฉันฉันกำกับได้

WURKON:

พื้นที่ที่แสดงเพอร์ฟอร์มานซ์ก็คือในโรงพยาบาลใช่ไหมครับ

อารยา:

ใช่ค่ะ เขาห้ามเอาศพออกไปข้างนอก อาจารย์ทำงานกลางคืน เพราะว่ากลางวันเสียงรถแล่นผ่านดัง แล้วอาจารย์ก็สยองมาก เพราะว่าผู้ช่วยทุกคนเป็นผู้ชาย แล้วเวลาเข้าห้องน้ำเขาก็ไปห้องเดียวกัน แล้วอาจารย์ต้องไปห้องน้ำผู้หญิงคนเดียว (หัวเราะ)

WURKON:

ผมนึกว่าอาจารย์ไม่กลัวผีซะอีก

อารยา:

ตอนนี้ก็ดีขึ้นๆ

WURKON:

แต่ตอนที่ทำตอนนั้นนี่กลัวผีใช่ไหมครับ

อารยา:

โอ้โห ก็ตอนไปเข้าห้องน้ำ ก็เพิ่งอยู่กับศพ เพิ่งแตะเขามา

WURKON:

แล้วตอนอยู่กับศพนี่ไม่กลัวกว่าเหรอครับ

อารยา:

ไม่กลัวเพราะมันอยู่ในบทศิลปิน มันอยู่ในพล๊อต ไม่กลัว อาจารย์เปลี่ยนชุดอยู่ตรงข้างศพน่ะ อาจารย์ต้องแสดงแล้วอาจารย์ต้องเปลี่ยนชุด แล้วอาจารย์ก็หันมามอง โอ้โห ผู้ชายทั้งนั้นเลยที่เรียงรายอยู่ข้างๆ คือถ้าเป็นตอนปกติ นี่ไม่ได้เลยนะ เธอไม่ได้เห็นฉันหรอก (หัวเราะ)

WURKON:

แสดงว่าตอนทำงานเราก็สวมบทบาทศิลปินอยู่ ถูกไหมครับ

อารยา:

ใช่ค่ะ ต้องอยู่ตรงนั้น ต้องรู้ว่าเรากำลังทำศิลปะน่ะ

WURKON:

ต้องข่มความรู้สึกส่วนตัว

อารยา:

ใช่คือต้องเล่นให้จริง ต้องไปให้ได้ อย่างอาจารย์ทำเพอร์ฟอร์มานซ์สอนศพที่ตูริน ทางมิวเซียมที่ตูรินเชิญไป แล้วเขาก็เอานักเรียนที่ตายแล้วมาให้อาจารย์สอน แล้วเนื่องจากศาสนาของเขาห้ามใช้ร่างกายมนุษย์ เขาก็ต้องนำเข้ามาจากอเมริกา แต่เนื่องจากการแพทย์ตอนนั้นเขาต้องการแต่ส่วนหัว เขาก็นำเข้าแต่หัวมา นักเรียนในชั้นอาจารย์ก็เลยมีแต่หัว อาจารย์ก็เลยออกแบบห้องทำงานที่ใต้ถุนโรงพยาบาล แล้วก็เลือกห้องที่เป็นห้องกระจก แล้วอาจารย์ก็สอนศพในห้องกระจก แล้วคนดูก็จะมาดูอยู่ข้างนอกห้อง ห้องกระจกมันปิด ต้องต่อลำโพงเพื่อให้คนดูฟังเสียงการบรรยายไปข้างนอก รอบๆห้องกระจก

จัดทำมาทั้งวันหลายวัน จะสอนนักเรียนละ ผลปรากฏว่าเกิดเรื่อง นักข่าวเขามาทำข่าวพรีวิวลงหนังสือพิมพ์ใหญ่ก่อนแสดง คาร์ดินัลที่นั่นไปอ่านเจอก็ไม่ยอม จึงติดต่อมาที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็เรียกหัวหน้ากายวิภาคศาสตร์ว่าทำไมเธอยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ กายวิภาคศาสตร์ก็โยนไปที่ผู้อำนวยการของมิวเซียมที่อยู่บนภูเขาว่าเขาจัดโครงการศิลปะ แล้วเอาศิลปินคนนี้มาจากเมืองไทย แล้วก็ดันมาประชุมกันตอนจะแสดงน่ะ อาจารย์ตั้งงานแล้วนะ มันเหนื่อยมากนะคะ ที่เอาหัวมาวางอยู่ที่โต๊ะ ตั้งบอร์ดเตรียมสอน งานชื่อ The Class II และ III (2005) คนมาดูก็มาเข้าแถวแล้วนะ แต่ก็ยังประชุมกันไม่เสร็จ คนดูยืนรอกันนานเหมือนกันนะ พอประชุมเสร็จ เขาให้รื้อชั้นเรียนอาจารย์เพราะว่าเขาห้ามให้วัตถุที่ตายแล้วอยู่ในตำแหน่งแบบแนวตั้ง วัตถุตายต้องอยู่ในแนวนอนตามแรงโน้มถ่วงและสภาพความตาย แล้วห้ามไม่ให้ไม่มีร่าง ห้ามมีแต่หัวต้องมีร่างด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาโต๊ะ เอาอะไรที่จัดไว้เป็น Installation ออกหมดเลย แล้วก็เอาเตียงพยาบาลเข็นเข้ามาในห้องกระจกเล็กๆ มาเบียดเรียงกันเต็มไปหมด แล้วหัวก็ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมือนกับนอนอยู่ แล้วหัวต้องมีร่างทั้งๆ ที่เขาไม่มีร่าง

WURKON:

แล้วไปเอาร่างมาจากไหนครับ

อารยา:

ก็ขนผ้าปูที่นอนทั้งโรงพยาบาลมาทำร่าง แล้วห่มผ้า คือเครียดมาก เพราะว่าจะแสดงอยู่แล้ว ไม่นิ่งเลย โกลาหลอีกต่างหาก จะไม่ได้อ่านตำราสอนนะ จะสอนสด แล้วเป็นภาษาอังกฤษ แล้วอยู่ดีๆ มารื้องานตอนนั้นน่ะ แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปมาก คนก็รอดูกัน หลังแสดงเสร็จก็มีบทความตามมาที่โต้จากบทความแรก บทความแรกนี่ยังไม่เห็นงาน คือพรีวีวก่อน ชักชวนให้คาร์ดินัลที่ไปอ่านตระหนกตาเหลือกแล้ว แต่ถ้ามาเห็นงานก็ตาเหลือกอยู่ดีนั่นแหละ คือยังไงก็เหลือก (หัวเราะ) บทความที่ตามมาใช้ชื่อชุดงานที่แสดงในเมืองไทยว่า ทำไมจึงมีรสกวีแทนความรู้ทัน คนเขียนถามกลับฉลาดว่า ก็ ศิลปินบอกแล้วไง ว่ารสกวีนำความรู้ทัน เขาถามในบทความถึงการใช้เหตุผลกับงานชนิดนี้

WURKON:

นี่ขนาดไปแสดงอยู่ต่างประเทศก็ยังต้องต่อสู้กับความคิดของคนกันขนาดนี้เลยนะครับ

อารยา:

ต่างประเทศก็มี ล่าสุดงานที่ไปแสดงที่ Singapore Bienale มีฉากควายที่ไม่สิ้นใจสักที เพราะเขาเปลี่ยนคนฆ่า คนใหม่กินหล้าย้อมใจมาเขาแทงไม่ถูกที่ ก็ถูกคิวเรเตอร์บอกว่าให้ลดฉากอันนี้ให้สั้น อาจารย์บอกอาจารย์ลดไม่ได้ เพราะก็แมตซ์กันทุกฉากน่ะเชื่อมกันตั้งห้าฉาก

แล้วพอแสดงก็ต้องติดป้ายว่างานอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจ มีความรุนแรง พออาจารย์จะเข้าไปในห้องแสดง คนเฝ้าหน้าห้องก็บอกว่า ขออธิบายก่อนว่างานเป็นยังไง อาจารย์ก็บอกว่านี่งานฉันเอง ฉันรู้แล้วว่ามันเป็นยังไง

WURKON:

อย่างล่าสุดที่ หวงโหย่วหมิง ที่เขาเอาสัตว์เลื้อยคลานมาขังในกรงแล้วให้มันต่อสู้กันเอง

อารยา:

อันนั้นก็โหดไป (หัวเราะ) คืออาจารย์เป็นพวกรักสัตว์ แต่อาจารย์ก็เข้าใจอุบายของเขานะคะ

WURKON:

อาจารย์คิดว่างานศิลปะมันควรจะมีขอบเขตไหม มันควรจะมีเส้นที่เราไม่ควรจะก้าวข้ามไปไหม

อารยา:

อาจารย์ว่าคนที่ตัดสินมันก็มีอยู่สองกลุ่ม คือ ตัวเจ้าของงานกับสังคม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นในพื้นที่แสดงนะ ว่ามันสร้างปฏิกิริยาและทำให้ขบคิด นั่นคือประโยชน์ของมัน ไม่ว่ามันจะดูอุตริในแง่ไหนก็ตาม มันก็สร้างแง่มุมความคิดอะไรที่ทำให้คนฉุกใจและก็สร้างประเด็นขึ้นมาถกเถียงกัน หลังจากนั้นมันอาจจะเกิดอะไรต่อ กับใครก็ตาม แต่อาจารย์เลี่ยงเรื่องการทำร้ายสัตว์ อาจารย์ยกเขาขึ้นหิ้งไว้ เพราะว่าอาจารย์คิดว่าสัตว์เขาแย่กว่าเราเยอะ

WURKON:

แล้วอย่างงานที่ทำเกี่ยวกับเรื่องควายที่ถูกเชือดนี่อาจารย์เสนอมุมมองในแง่ไหน

อารยา:

ไม่ใช่ฉากเดี่ยวนะ เป็นฉากเชื่อมกับอีกสี่ฉาก มีคนเดินตลาด มีวงเหล้าข้างเมรุ มีชายหญิงข้ามเพศนั่งดินเนอร์กันในโรงฆ่าสัตว์ มีหมาตัวเล็กกำลังเคี้ยวข้าวเหนียวติดคออยู่บนโต๊ะทีวีจอแบนซึ่งฉายหนังเอ๊กซ์ราคาถูก ฉากควายทำงานร่วมกับฉากอื่น

คือควายที่ถูกฆ่าในงานคืนวันที่ฆ่าเสร็จเขาเพิ่งรู้ว่ามันท้องนะ ทั้งเจ้าของ ทั้งคนฆ่า เขามารู้ว่าท้องทีหลัง เขาเสียดายจะแย่ ในขณะที่วัวตัวหนึ่งสีขาวขนปุยจมูกสีน้ำตาลดูแล้วเหมือนฝรั่งหน่อยๆ คือมันถูกมัดอยู่กับเสาแล้วหัวมันตั้ง แล้วก็มัน In a Blur of Desire ในความพร่ามัวของปรารถนา (ชื่องาน) จริงๆ น่ะ เพราะว่าหน้ามันไม่มีความรู้สึก หน้าขณะจะสิ้นใจเหมือนคนที่บรรลุไปแล้ว เหมือนนักบุญอะไรสักอย่าง มันมีอะไรที่มันพิเศษอยู่ อันนี้พูดในเชิงสุนทรีย์นะคะ คืออาจารย์ไปบอกให้เขาเลิกกินสัตว์ เลิกกินวัวควาย เลิกฆ่าไม่ได้นะ แค่เอามาให้เห็นเฉยๆ ไม่ได้จงใจไปสร้างฉากนั้นเอง

WURKON:

แค่ไปบันทึกมาเพื่อแสดงให้เห็น

อารยา:

ใช่ๆ เราไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่า เราไม่ได้ฆ่าเพื่องาน ไม่ทำทารุณกรรมเพื่องาน มีอยู่แล้ว

WURKON:

อย่างฉากที่ควายถูกฆ่าในงาน อาจารย์ต้องการแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายหรือเปล่าครับ

อารยา:

เปล่า อยากทำร้ายมากกว่า ถ้าความโหดร้าย เหี้ยมโหดสามารถทำร้ายใครได้ก็ใช่ เป็นการกวนสำนึก

อาจารย์ว่าตัวเองมีความเกลียดชังมนุษย์อยู่ลึกๆ แล้วจะเอาคืนได้เมื่อมีโอกาส (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ฉากของมนุษย์ที่ต้องนั่งกินลาบเลือดอยู่หน้าควายที่ถูกเชือด เขาก็อร่อย แต่เขาก็ขมขื่นน่ะ

WURKON:

คือการกินเป็นการจัดฉากของอาจารย์ใช่ไหมครับ

อารยา:

ขนกันไปสองคันรถนะคะ ขนของขนกล้อง โต๊ะ ทีวีจอแบนกันไปในโรงฆ่าสัตว์บนเขากลางคืน

WURKON:

งานของอาจารย์มันมีความคาบเกี่ยวระหว่างชีวิต ความตาย และศิลปะ จนแยกกันไม่ออก

อารยา:

ใช่ค่ะ อาจารย์ถึงบอกว่า เออ เลิกทำงานก็ได้ เพราะว่าชีวิตมันไม่จบมันก็ต้องเดินของมันต่อไปนะ ถ้าตอนนี้อาจารย์จุดธูปบอกอาจารย์ชลูดว่า อาจารย์คะ ตอนนี้ศิลปะกับชีวิตมันเกยกันแล้วนะ หนูเลิกทำศิลปะแล้วนะ “ความจำเป็น” ตรงนั้นในจดหมายเนี่ย มันยังจำเป็นอยู่หรือป่าว อะไรคือความจำเป็น น่าสนใจนะ ความจำเป็นที่ไม่ปรากฏ เพราะเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด เกี่ยวกับจิตใจ เกี่ยวกับส่วนนามธรรมนะคะ ที่มองไม่เห็นเยอะกว่า ซึ่งมันต้องถูกชดเชยด้วยกระบวนการทำงานศิลปะที่ไปแตะชีวิต ถ้าอาจารย์ทำศิลปะที่แยกส่วนออกจากชีวิต อาจารย์คิดว่ามันไม่สนองความจำเป็นนั้นน่ะค่ะ

WURKON:

อย่างนี้ศิลปินบางคนที่ทำงานศิลปะ เพื่อบำบัด หรือที่ผู้หญิงไปดูศพเพื่อปลง อาจารย์ทำงานศิลปะในลักษณะนั้นด้วยไหมครับ

อารยา:

เออ ในขณะที่บำบัดมันก็ทำร้ายเรานะ ถ้าจะใช้คำว่าบำบัด อาจารย์ไม่ได้เป็นคนใช้คำนี้นะ คุณเป็นคนยกขึ้นมาเอง แต่อาจารย์คิดว่ามันทำร้ายอาจารย์ เหมือนอาจารย์เพิ่งเจอจากการเขียนนะ ว่าถ้าผู้หญิงที่ป่วยทางจิตเขาไม่บ้า เขาจะเจ็บยิ่งกว่านี้อีก เพราะฉะนั้นความบ้าของเขาที่ทำร้ายเขาเพราะทำให้เขาไม่ปกติ เพราะว่านับแต่บ้าเขาไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตปกติอย่างผู้อื่นได้ นั่นคือการเยียวยาของจิต ที่บรรเทาการไม่สามารถปรับตัวได้ ในขณะที่ใครๆมองว่าเขาบ้า ความบ้าก็เยียวยาเขา เพราะว่าพอเขาบ้าแล้วเขาสวยมหัศจรรย์น่ะ โลกเขาสวย เขาเป็นราชินี เขาเป็นผู้วิเศษ บ้านเขากลายเป็นสวนสัตว์เลย แมมมอธยังมาผสมพันธ์ุแล้วออกลูกบนหัวกะไดบ้านเขาน่ะ วันนั้นอาจารย์ขำท้องคัดท้องแข็ง เพราะตอนแรกเขาเริ่มด้วยนกยูงกับปลาซึ่งมันจริงใช่ไหม อยู่ในรั้วบ้านได้ พอถึงยีราฟอาจารย์นึกว่าบ้านเขาอยู่ติดกับรั้วสวนสัตว์ของจังหวัด แต่ตอนหลังพอแมมมอธมาจากสหรัฐมันไม่จริงไง ทั้งๆ ที่อาจารย์เชื่อเขามาตั้งครึ่งเรื่องแล้ว

WURKON:

แสดงว่าศิลปะเป็นการหลีกหนีไหมครับ เพราะสำหรับผู้ป่วยทางจิต ความบ้าก็น่าจะเป็นการหลีกหนีโลกแห่งความจริงเหมือนกัน เพราะโลกมันโหดร้ายกับเขา

อารยา:

เมื่อวานซืนมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ เขาใช้คำว่า Save Zone (พื้นที่ปลอดภัย) เขาบอกว่าที่อาจารย์ไปนอนกับหมาเนี่ย เขารู้สึกตามชื่องานว่าเป็นมดลูก เป็นรังไข่ แต่จริงๆ อาจารย์ก็นึกถึงโลงศพ นึกถึงเปลเด็กนะ เขาบอกว่ามันเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย แล้วพื้นที่ศิลปะคือพื้นที่ที่ปลอดภัยเนี่ย เป็นหัวข้อตอนหนึ่งในบทความชุด ผมเป็นศิลปิน ด้วย แต่อาจารย์เนี่ย รู้สึกว่าเจออันตรายเต็มไปหมดจากศิลปะ (หัวเราะ) ทำเอาเหนื่อยเลยนะ

WURKON:

พื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เกิดอันตราย? เพราะพอเราปลอดภัยเสร็จแล้วเราจะเจอความอันตรายจากความปลอดภัยอันนั้น

อารยา:

ใช่ๆ ถ้าคุณเขียนต้องต่ออีกหน่อยหนึ่ง คือตอนนั้นยังเขียนไม่จบ (หัวเราะ) บทความชุด ผมเป็นศิลปิน เนี่ย ก็ทำให้เกิดอันตรายกับอาจารย์นะ อาจารย์โดนไวรัส โดนอีเมลด่าตลอด ว่า “You are a bad writer.” แล้วก็ส่งไวรัสมา จนทำให้เรื่องที่เขียนส่งต้นฉบับมติชนหายไปเลย ต้องเขียนใหม่ แล้วเขียนใหม่นี่ขมขื่นมากเลยนะ เพราะว่าต้องเขียนซ้ำเดิมน่ะ โหดมาก

WURKON:

ที่อาจารย์พูดว่าตอนนี้ไม่ต้องทำศิลปะก็ได้แล้ว พอมีนิทรรศการก็ตั้งชื่อว่า ศิลปินอยากกลับไปเป็นนักเขียน ด้วย การ “อยากกลับไปเป็นนักเขียน” นี่มันเป็นอุบาย หรือว่ามันเป็นชีวิตจริงกันแน่ครับ

อารยา:

อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ค่ะ จริงๆ แกลลอรี่ไปทาบทามว่าให้มาทำ ซึ่งจริงๆ อาจารย์เคยนึกในใจว่าจะไม่แสดงงานในเมืองไทยอีกแล้ว เพราะว่าอาจารย์ทำเยอะมากนะ ในเมืองไทยแสดงเดี่ยวเป็น 10 กว่าครั้ง อาจารย์ก็คิดว่าน่าจะหยุดได้แล้ว เพราะว่ามันซ้ำ แต่พอแกลลอรี่คุยกับอาจารย์ในช่วงก่อนอาจารย์เกษียณ อาจารย์นึกว่า เออ คนสอนศิลปะเขาชอบทำงานนิทรรศการเกษียณอายุกันใช่ไหม แต่อาจารย์จะทำให้มันเป็นอาชีพหน่อย คือไม่ไปทำที่หอิลป์มหาลัยตัวเอง แล้วก็มีพวกเพื่อนร่วมงานมาเปิดงาน มีเจ้านายมากล่าวอะไรอย่างนี้ อาจารย์ก็เลยบอกว่า ถ้างั้นก็ดีนะ คือไหนๆ มันมีธรรมเนียมอะไรก็ถือครองเอาไว้ แต่เราก็ฉีกออกมาด้วย ก็เลยตบปากรับคำ แต่ตั้งพล๊อตนี้ไว้ เพราะว่า อาจารย์คิดว่าถ้าเลิกสอนหนังสือ แล้วไม่ทำอะไรจริงจังต่อเนื่อง อาจารย์อาจจะโหวง เพราะอาจารย์บู๊ไว้เยอะ ไม่มีใครให้บู๊อีก เพราะหมาที่บ้านส่วนใหญ่ก็กลมเกลียวกันดี อาจารย์ก็คิดว่าต้องตั้งอุบายการเขียนที่หนัก ก็คือการเขียนหนังสือนิยาย ตอนนี้ก็ได้ครึ่งเรื่องแล้วค่ะ

WURKON:

พูดว่าเป็นเหมือนอุบาย แต่นี่เล่นทำจริงเลยนี่ครับ

อารยา:

เป็นอุบายที่จริง ใช่ๆ (หัวเราะ)

WURKON:

เป็นอุบายที่ต้องทำงานหนัก ต้องเหนื่อยจริงๆ

อารยา:

หนักมาก เขียนทุกวัน นอนตื่นไม่เป็นเวลาเลยค่ะ เพราะว่าบางทีเรื่องมันไปต่อไม่ได้ก็กระโดดไปนอน เพื่อปิดสมอง ไม่งั้นมันคิด หยุดไม่ได้ แล้วแกลลอรี่ก็ยังไม่รู้ว่าอาจารย์ทำจริง

WURKON:

นึกว่าเป็นอุบาย?

อารยา:

ใช่ ตอนตั้งงานหนุ่มน้อยในแกลอรีเขาบอกว่าตกลงอาจารย์เขียนเล่นๆ ใช่ไหมครับ อาจารย์ก็บอกว่ายังไม่รู้ แต่พออาจารย์กลับไปเชียงใหม่ปั๊ป ก็เริ่มเขียน มันน่ะ คือตอนแรกๆ ก็งง ก็ไปไม่เป็น เพราะว่าไม่มีพล๊อต อาจารย์เขียนแบบไม่มีพล๊อตนะ มันไปตรงไหน จะต่อตรงไหน มันมีข้อปล้องไปทางไหน ก็ค่อยๆตามสัญญาณของเรื่องไป ตามสัญญาณตัวเอง ซึ่งถ้ามีพล๊อตแล้วยังจะวางใจได้ว่ามันจะคุมอยู่ ใช่ไหม

WURKON:

ปกติเวลาอาจารย์เขียนอาจารย์มีพล๊อตไหมครับ

อารยา:

ส่วนใหญ่ใช้สัญญาน แต่ว่าก็จะมีอะไรอย่างเช่น คอนเซ็ปต์ของงาน แต่เที่ยวนี้ไม่มีเลย ปกติเวลาทำงานศิลปะ ส่งงานอาจารย์ยังต้องส่งคอนเซ็ปต์ใช่ไหม สมมุติว่าคอนเซ็ปต์ของการทำงานศิลปะคือพล๊อตของการเขียน สมมุตินะ อุปมา เที่ยวนี้อาจารย์ไม่มีเลย

WURKON:

คือด้นสดขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ

อารยา:

ไปไหนไปกันเลย (หัวเราะ) ท้าทาย แล้วเครียดนะ แต่พอลงมือเขียนแล้วถ้าต่อไปได้ก็สนุก แต่พอติดขัดก็เครียด แล้วอาจารย์ยังงงว่า โอ้โห นี่มันเล่นหนักนะเนี่ย เล่นตัวเองหนักไปหน่อย ไอ้เกมส์นี่ (หัวเราะ) แล้วตอนนี้แกลลอรี่ก็เริ่มรู้สัญญานแล้วเพราะว่ามันมาครึ่งเล่ม คือเขาเริ่มรู้ว่า เอาจริงแล้วนี่หว่า (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วสุดท้ายนิยายนี้จะมีการตีพิมพ์ไหมครับ

อารยา:

แกลลอรี่ต้องพิมพ์ เพราะว่ามันอยู่ในโปรเจ็ค ตอนนี้เขาก็ต้องอยากจะได้รูปงานที่แสดงใช่ไหม เหมือนสูจิบัตร สุดท้ายแล้วตอนนี้รูปงานมันกลายเป็นเรื่องที่ไมีระยะห่างนะ เพราะว่าจะมีนิยาย แล้วก็ต้องถกกันหนักเลยนะ ว่าหนังสือจะออกมาเป็นยังไง

WURKON:

นี่มันเป็นอะไรที่ Multidisplinary (สหศาสตร์) มากเลยนะครับ เพราะมันข้ามจากทัศนศิลป์ไปสู่วรรณกรรมแล้ว

อารยา:

ในฐานะเป็นคนทำอุตริหลักสูตรนี้ อาจควรพิสูจน์ให้ได้น่ะคะ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น แกลลอรี่ก็ต้องถกกัน ว่าหน้าตาหนังสือจะเป็นยังไง ซึ่งสนุกมาก ซึ่งอาจารย์เพิ่งคิดออกตอนมาคุยกันกับคนที่จะมาทำหนังสือ ว่าเป็นไปได้ไหมที่เนื้อหาตัวหนังสือมันจะละลายเข้าไปในรูปแล้วรูปมันก็เจือตัวหนังสือ จะโดยการวางหน้า หรือการจัดวางมันจะไหลไปหากัน ไม่ได้อยู่แบบแยกส่วนกัน ไม่หันหลังให้กัน ก็เหมือนกับชีวิตกับศิลปะอย่างนั้นน่ะค่ะ ก็เป็นงานที่ท้าทายดี เพราะว่าเราไม่เคยที่จะเอามาไว้ในสถานการณ์แบบนี้ พิมพ์หนังสือมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สนุกน่ะ สนุก สนุกอย่างไม่ได้ตั้งใจ

WURKON:

แล้วพอพูดถึงการทำงาน รายละเอียดในงานนิทรรศการนี้บ้างครับ พออาจารย์มีตัวตั้งต้นแล้ว องค์ประกอบอย่างเช่นตัวประติมากรรมขนาดเล็กจากเครื่องสแกนสามมิติ หรือประติมากรรมคนกับหมานี่มันผุดขึ้นมาจากไหน

อารยา:

อ๋อ จริงๆ มันเป็นชีวิตอาจารย์เลยนะ เป็นคนส่วนน้อยที่อยู่ในฝูงหมาสิบกว่าตัว บางคราวเก็บมามากก็ถึงยี่สิบเอ็ด เคยมากสุดยี่สิบเอ็ด เมื่อวาน ที่เอาชิ้นใหม่มาตั้ง แกลอริสม์บอกว่า แกลลอรี่ผมเหมือนสวนสัตว์ไปทุกทีแล้ว (หัวเราะ) ประโยคนี้ทำให้อาจารย์กลับไปที่บ้านแล้วก็คิดว่า เออ มันชีวิตฉันนี่นะ ฉันอยู่กับหมาเยอะ อาจารย์เป็นชนส่วนน้อยในบ้านเลยน่ะเพราะฉะนั้น มันก็คล้ายๆ กัน

WURKON:

อย่างชิ้นที่คนฮือฮามาก คือชิ้นที่เป็นประติมากรรมรูปนู้ดของอาจารย์ อันนี้สแกนสามมิติจากตัวอาจารย์เลยใช่ไหมครับ

อารยา:

ค่ะ อาจารย์ไม่รู้ว่าเขาฮือฮานะ (หัวเราะลั่น) เพราะอายุ 60 แล้ว แล้วแบบเปลือยร่าง ว้าย! พูดจา (หัวเราะร่วน)

WURKON:

แต่หุ่นก็ดูเฟิร์มนะครับ

อารยา:

อาจารย์ให้เขาเอาลงแล้วนะ อาจารย์ไปกำกับให้เขาเอาลงตามแรงโน้มถ่วงให้เยอะกว่าปกติ เพราะว่าเพื่อนเกาหลีบอกว่าตอนแรกมันดูเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ มันแข็งไปหมด อะไรอย่างงี้ เออ งั้นเธอตบแรงโน้มถ่วงลงอีก ให้มันสมจริงหน่อย (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

เวลาสแกนนี่สแกนยังไงเหรอครับ

อารยา:

แพงมากนะ สแกนเนี่ย พอดีมีศิลปินหญิงอเมริกันคนหนึ่งเขาขอทุนมาทำงานอยู่กับอาจารย์ปีหนึ่ง แล้วเขามีเครื่องสแกนเล็กๆ แต่เครื่องสแกนเขาทำละเอียดแบบนี้ไม่ได้ แต่นั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่เขายกเครื่องสแกนมาสแกนผลไม้เป็นงานของเขาน่ะ แล้วมันทำให้อาจารย์คิดว่า เออ เจ้าเทคโนโลยีสแกนสามมิตินี่มันน่าสนใจ คือเขาเป็นคนที่จุดประกายเทคนิคนี้

WURKON:

ก่อนหน้านี้ไม่เคยใช้เหรอครับ

อารยา:

ไม่เคยใช้ค่ะ ปกติใช้ช่างฝีมือ คราวนี้อาจารย์ก็เลยสนุก สแกนสามมิติตัวเอง อาจารย์ก็บินมากรุงเทพฯ ก็เป็นเทคนิคใหม่ที่สนุก แต่แพงไปหน่อย โหดมาก แค่สองตัวนี่มันแสนกว่าบาทแล้ว ทั้งสแกนและพิมพ์สามมิติออกมา แล้วยังมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ต้องดัดตน ใส่กระดูก เค้าเรียกว่าใส่กระดูก ให้ร่างทำอะไรก็ได้ ใส่แม้กระทั่งข้อกระดูกนิ้ว

WURKON:

ระหว่างการทำงานที่ใช้ช่างฝีมือ กับเทคโนโลยีนี่ อาจารย์ชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ

อารยา:

อาจารย์ชอบแบบเดิมมากกว่านะ ถ้าถามตัวเอง เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าประติมากรรมสามมิตินี้ก็จะมีการเล่นกับโครงสร้างไม้กับผ้าด้วย

WURKON:

คือตัวพิมพ์สามมิติต้องถูกเอาไปประกอบกับส่วนอื่นๆ ด้วย

อารยา:

ใช่ ถ้าโดยลำพัง อาจารย์เห็นคนชอบไปสแกนตัวเองแล้วเอาไว้ในบ้านน่ะ แล้วมันจะแข็งๆ อาจารย์ชอบตัวปั้น สวยกว่า แต่ก็อ่อนไหวมาก ด้วยเทคนิคน่ะ ยิ่งชิ้นหลังที่เป็นหมาหางแลบออกมา ขาก็พิการ แล้วต้องเกาะเท้าคนเหมือนสัมผัสกันอยู่ แล้วตอนขนมาหางก็หัก ต้องโทรจองตั๋วด่วนให้ช่างปั้นขึ้นมาซ่อม หาที่นอนให้เขาฉุกเฉิน ก็ดีที่อาจารย์อยู่หลายวัน ยังพาเขาไปนั่งดื่มเบียร์ได้ตอนเย็น ปลอบใจกันและกัน งานพัง (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วอย่างประติมากรรมเปลือยกลับหัว กับประติมากรรมที่เต้นบัลเล่ต์นี่มันมีความหมายยังไงเหรอครับ

อารยา:

อย่างนี้ค่ะ อาจารย์คิดว่างานเขียนก็ดี งานศิลปะก็ดี มีฐานอยู่ตรงจุดที่ หนึ่ง การพูดความจริง พูดให้จริงที่สุด สองก็คือความฝัน อาจารย์คิดว่าเวลาขณะที่เราพูดความจริงที่สุด คือขณะตอนที่เราใกล้จะตาย ทำให้อาจารย์ได้ไอเดียของการกลับหัว การแขวนตัวเองแบบหมดสภาพ ส่วนตัวที่เต้นบัลเล่ต์ก็เหมือนฝั่งของความฝัน จินตนาการ เพราะในความจริงอาจารย์เต้นบัลเล่ต์ไม่เป็นน่ะค่ะ ให้มันดู ‘เริง’ เพราะฉะนั้นก็เอามาไว้ด้วยกัน อาจารย์คิดว่านี่คือฐานของชื่องานที่ว่า “ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน” เพราะฉะนั้นฐานของมันก็ คือคุณจริงได้แค่ไหน แล้วคุณฝันฟุ้งกระเจิงได้แค่ไหน ก็เลยออกมาเป็นตัวสองตัวนี้ จริงๆยังมีคราบไคลของส่วนอื่นที่ไม่เปิดเผย

WURKON:

ก็สนุกดีเหมือนกันนะครับ มันเหมือนเป็นการล้อเลียนความเป็นอุบายของอาจารย์เหมือนกัน

อารยา:

เอ่อ อาจารย์คงต้องบอกคุณอีกอย่างว่าตอนนี้อุบายกับความจริงมันแยกไม่ออก (หัวเราะ)

WURKON:

สุดท้ายมันคืออะไรกันแน่?

อารยา:

แต่มันเป็นอุบายจริงๆ เมื่อเริ่มคิดนะ คือต้องตั้งค่าว่าจะทำอะไร

WURKON:

แต่ตอนคิดก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเลยเถิดขนาดนี้ใช่ไหมครับ

อารยา:

ใช่ๆ (หัวเราะ)

WURKON:

อย่างในวันเปิดอาจารย์ก็ไม่ได้มาเปิดงาน แต่ให้นึกศึกษาหลายคน ใส่วิกและแต่งตัวเหมือนอาจารย์มาเดินในงาน อันนี้เป็นอุบายเหมือนกันไหมครับ

อารยา:

คืออาจารย์เป็นคนไม่ชอบงานเปิดศิลปะน่ะค่ะ แต่ถ้าไม่ไปวันเปิดเลยก็เกรงใจเขา อาจารย์ก็เลยส่งตัวแทนมา

WURKON:

ดูๆ ไปแล้ว งานทุกอย่างของอาจารย์นี่ค่อนข้างยุ่งยากมากเลยนะครับ ต้องผ่านกระบวนการอะไรต่างๆ มากเลย

อารยา:

ใช่ถึงได้นั่งตะบี้ตะบันเขียนนิยายไง หลบมานั่งนิ่งๆ เพราะว่าทำศิลปะมันเคลื่อนไหวน่ะ ใช่ไหม ต้องเดินทาง แล้วก็ไปถกกัน แล้วต้องไปคุยกันว่า คุณจะให้ฉันทำได้ไหม อันนี้เป็นไปได้หรือเปล่า อะไรอย่างนี้ แต่งานเขียนนี่อยู่กับตัวเองเลยค่ะ

WURKON:

อย่างงานชิ้นที่อาจารย์พูดกับศพ หรือสอนศพนี่ อาจารย์ได้รับอิทธิพลจากงานของ โจเซฟ บอยส์ (Joseph Beuys) ที่สอนหนังสือให้กระต่ายตาย (How to Explain Pictures to a Dead Hare, 1965) มาบ้างไหมครับ

อารยา:

อ๋อเปล่าเลยค่ะ ไม่เลย อาจารย์ค่อนข้างไม่มีแหล่งมูลจากศิลปิน แต่มาจากความเคล้ากันไปเคล้ากันมาแล้วมันก็ใช่ อย่างงานของบอยส์นั้นอาจจะถามเสียดในความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะ แต่อาจารย์ไม่ได้ถากเสียดใครเลย อย่างงานหมานี่ก็ไม่ได้ถากเสียดใคร งานหมานี่จริงใจมากเลย

Niranam Yummayooshi (2015) ผลงานวิดีโอที่แสดงในนิทรรศการ ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน

WURKON:

แต่ชิ้นท้องนี่ไม่เป็นอย่างงั้นนะครับ ดูออกจะถากเสียดเอาการอยู่

อารยา:

(หัวเราะลั่น) ชิ้นท้องนี้ตั้งใจเลยค่ะ เอาแน่ๆ นะฮะ สักหน่อยเถอะ แบบเกินไปแล้ว อะไรทำนองนั้น ซึ่งมันที่สุดเลย เพราะว่า โอ้โห ข่าวว่อนไปหมด

WURKON:

ที่อาจารย์บอกว่าหลังจากนี้จะไม่แสดงนิทรรศการในเมืองไทยแล้วนี่ยังคิดแบบนั้นอยู่ไหมครับ

อารยา:

น่าจะ คิดไว้นานแล้ว แล้วอาจารย์ก็ตระบัดสัตย์ตอนที่แกลลอรี่ไปทาบทามเนี่ยค่ะ (หัวเราะ)

แต่ว่าฉันควรจะเป็นอื่นบ้างนะ ไม่ใช่เป็นศิลปินตะบี้ตะบัน

WURKON:

แล้วหลังจากนี้จะมีนิทรรศการอีกไหมครับ

อารยา:

ถ้าเขียนหนังสือ แล้วแฮปปี้มากนะ หมายถึงผลลัพธ์คือภวังค์พิเศษออกมาแล้วน่าพึงพอใจ แต่ขณะนี้ก็มีความสุขมาก แล้วก็เกิดหากไม่พอใจในเล่มนี้ อาจารย์อยากทำต่อ ก็คิดว่าจะวางตัวห่างจากศิลปะสักหน่อยน่ะค่ะ เพราะว่า คงจะต้องทุ่มเทกับงานเขียนค่ะ

WURKON:

อย่างในตอนช่วงสมัยก่อนที่เขียนเรื่องสั้น อาจารย์ก็ทำงานศิลปะควบคู่ไปด้วยใช่ไหมครับ

อารยา:

ทำค่ะแต่ตอนนั้นยังสาว นี่คุณกำลังคุยกับคนแก่นะ ตอนนั้นเป็นคอลัมนิสต์ที่เขียน 7 บทต่อเดือน มติชนรายสัปดาห์ 4 บท ดิฉัน รายปักษ์ 2 บท กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย เดือนละหน 7 บทต่อเดือนนะ คิดว่าอาจารย์ตื่นกี่โมงล่ะ ตีสี่นะ ตื่นตีสี่แล้วก็ทำงานถึง 10 โมง ถ้าวันที่ไม่ไปสอน กินข้าวเสร็จ งีบพักสมองนิดนึง ทำต่ออีกตลอดบ่าย แล้วเย็นไปเดินรอบหมู่บ้าน ต่ออีกตอนค่ำ นอนสี่ทุ่ม คือเขียนเยอะกว่าใช้ชีวิตนะ เขียนเยอะกว่าใช้เวลาในชีวิตประจำวันธรรมดา

WURKON:

คือตอนเขียนมันเป็นหน้าที่ไหมครับ หรือเขียนเพราะว่าอยากเขียน

อารยา:

ก็มันเริ่มไปแล้วไง ก็เริ่มแล้วจะหยุดยังไง (หัวเราะ) ก็เท่ากับไม่รับผิดชอบ ตอนนั้นการเขียนคือความรับผิดชอบที่น่าหลงไหลน่ะค่ะ

WURKON:

นี่ใช่ไหมครับ ที่เรียกว่า “ความจำเป็น” ที่ว่า

อารยา:

(หัวเราะ) อันนี้ไม่เกี่ยวกับอุบาย เป็นความอยากที่พอเริ่มไปแล้วไม่รู้ว่ามันจะจบยังไง มันก็คาอยู่เป็นปี เขียนเจ็ดบทต่อเดือนอยู่สองปีน่ะค่ะ นานเลยที่มีชีวิตแบบนั้น ไม่รู้ทำได้ยังไง ไปทำตอนนี้มันไม่ได้ คิดว่าตัวเองตายแน่ๆ

WURKON:

ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็สอนด้วย และก็ทำงานศิลปะด้วย

อารยา:

ใช่ อาจารย์ก็สอนด้วย ทำศิลปะด้วย ที่ผ่านมาอาจารย์ไม่ได้หยุดทำศิลปะเลยนะคะ เดือนหน้าอาจารย์ต้องหนีไปติดตั้งงานที่ญี่ปุ่น เขาเอาชิ้นความตายไปแล้วก็โดนแบน

WURKON:

ชิ้นไหนครับ ชิ้นศพหรือ

อารยา:

ชิ้น Thai Medley ชิ้นที่นั่งร้องเพลง เล่านิทานให้ศพฟังน่ะค่ะ

WURKON:

โดนแบนอีกแล้ว

อารยา:

(หัวเราะ) โดนแบนตั้งแต่โปสเตอร์เลยค่ะ แล้วเขาก็จะถอนงานออกจากมิวเซียม คิวเรเตอร์ก็ต้องไปต่อรองว่าจะซ่อนมันที่สุด คืองานอาจารย์ต้องไม่เฉิดฉายน่ะ ต้องถูกซ่อน งานมันก็นานแล้วนะ แปลกที่ตอนแก่พอเจอเรื่องพวกนี้ แล้วสะเทือนใจนะ อย่างที่สิงคโปร์ที่โดนเซ็นเซอร์หนังเอ๊กซ์ในจอแบบที่เป็นโต๊ะกินข้าวเนี่ย คือตอนสาวๆ เวลาเจอเรื่องนี้อาจจะอึ้ง ตั้งหลักสักหน่อยแต่แล้วก็ขำ เจอแล้วยังสู้น่ะ พอเจอตอนแก่แล้วรู้สึกสะเทือนใจ รู้สึกว่าทำไมฉันต้องเผชิญผลกรรมที่ทำไว้ยาวนานอย่างนี้ ทำไมมันไม่หมดสักที กรรมในฐานะคนทำอุตริศิลป์

WURKON:

มันเหมือนพอศิลปินทำงานที่ท้าทาย ก็จะต้องทำงานอย่างลำบากในช่วงชีวิต

อารยา:

ไม่รู้นะ ในแง่หนึ่งมันก็บรรลุอะไรที่ตัวเองอยากได้ เช่นหลักสูตร เช่นการเปลี่ยนวาทกรรมของศิลปะร่วมสมัยในระบบการศึกษาที่เคลื่อนได้ยาก ส่วนใหญ่ในทางการศึกษาศิลปะความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาจากนักวิชาการ แต่มาจากคนทำงานศิลปะเอง คือคนทำงานศิลปะเป็นคนเปลี่ยนโจทย์เช่น ศิลปะสามารถเปลี่ยนแนวการวิจารณ์ ไม่ใช่วรรณกรรมจำยอมที่ว่านอนสอนง่ายต่อการวิจารณ์ แต่เป็นตัวกำกับความเห็นเสียเอง

WURKON:

ใช่เพราะการเกิดขึ้นของภาควิชา Multidisciplinary มันก็เป็นก้าวหนึ่งที่น่าสนใจในวงการศึกษาศิลปะของบ้านเรา

อารยา:

รวมทั้งงานในแบบที่สังคมไม่เอาด้วย นะคะ เราก็จุดอะไรเล็กๆไปเรื่อย

WURKON:

สุดท้าย อาจารย์คิดว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ไหมครับ

อารยา:

อืมม์..มีศิลปินคนไหนฟันธงได้บ้าง เห็นมีแต่หมอดู ได้บ้างนะ  ถ้าเขาไปแตะใครที่มีกลไกสำคัญที่มีพลังที่จะเคลื่อนตัวเองหลังจากจุดที่แตะกัน สัมผัสกัน อย่าคิดว่าต้องเปลี่ยนใหญ่ มันต้องมาจากจุดเล็กๆ น่ะ อาจารย์ก็เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงจุดที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องนะคะ ไม่ใช่อำนาจบนสั่งลงล่าง ชอนไชจากจุดนิดหน่อยโน่นนี่ แทรกรากส่งอาหารรสแปลก หล่อเลี้ยง. (ยิ้ม)

นิทรรศการ “ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน” จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2017 – 14 มกราคม 2018

อนึ่ง ในวันที่ 18 มกราคม 2018 เวลา 14-16.00 น. จะมีงานเปิดตัวหนังสือ “ผุดเกิดมาลาร่ำ” โดย อารยา ราษฎร์จำเริญสุข วิพากษ์นิยายของศิลปะ เมื่อศิลปะถมเติมนิยาย เมื่อความตายถมเติมชีวิต โดยมี นักเขียน ศิเรมอร อุณหธูป, ภัณฑารักษ์นักวิชาการ เม อดาดล อิงควณิช, นักอ่านนักแปล แมท ช่างสุพรรณ ร่วมสนทนาถึงศิลปะกับนิยายของอารยา งานจัดที่ 100 ต้นสน แกลเลอรี, ซอยต้นสน, ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าชิดลม, สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02 0105813 หรืออีเมล info@100tonsongallery.com

ภาพถ่ายบุคคล (และนิทรรศการบางส่วน) โดย อักษร สุดเสนาะ

ขอบคุณภาพผลงานศิลปะจาก 100 ต้นสน แกลเลอรี

#WURKON #art #contemporaryart #arayarasdjarmrearnsook #อารยาราษฎร์จำเริญสุข #venicebiennale #documenta #ศิลปินกำลังพยายามกลับไปเป็นนักเขียน #หอศิลปร้อยต้นสน #visualart #literature #ทัศนศิลป์ #วรรณกรรม #ศิลปิน #อาจารย์ #นักเขียน #multidisciplinaryart #สหศาสตร์ศิลป์ #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัย www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30