Blog

ภาพพิมพ์ ศิลปะแห่งความเงียบงัน ในหนังโรแมนติกแฟนตาซีแดนอาทิตย์อุทัย

ภาพพิมพ์ ศิลปะแห่งความเงียบงัน ในหนังโรแมนติกแฟนตาซีแดนอาทิตย์อุทัย

09 สิงหาคม 2559

องค์ประกอบที่สำคัญในหนังเรื่องหนึ่งๆ นอกจากจะประกอบด้วย สามสิ่งสำคัญอย่าง บท นักแสดง และฉากแล้ว รายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆ น้อย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่แม้จะไม่ถึงกับขาดไม่ได้ แต่ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ทำให้หนังเรื่องนั้นๆ มีความสมบูรณ์และเสน่ห์เพิ่มขึ้นได้ไม่ยาก

รายละเอียดอันหนึ่ง ที่มักถูกมองข้ามไปในหนังหลายเรื่อง (โดยเฉพาะหนังไทย) นั่นก็คือรายละเอียดในอาชีพการงานของตัวละครในหนังเรื่องนั้นๆ นั่นเอง หนังบางเรื่อง ดูไปตั้งแต่ต้นจนจบ เรายังไม่ทราบเลยว่า ตัวละครในหนังอย่างพระเอกหรือนางเอกในเรื่อง ที่นอกจากจีบผู้หญิง (หรือนั่งรอคนมาจีบไปวันๆ) แล้ว วันนึงๆ เขาทำมาหารับประทานกันยังไง หรือประกอบอาชีพอะไรกันแน่ 

หรือแม้จะมี แต่เราก็ไมค่อยรู้อยู่ดีว่าอาชีพเหล่านั้นเขาทำงานกันอย่างไร มีรายละเอียดและกระบวนการในการทำงานแบบไหน แค่เต๊ะท่าว่าเป็นโน่นเป็นนี่ให้เห็นไปแกนๆ งั้นๆ โดยหารู้ไม่เลยว่า การใส่รายละเอียดเหล่านี้ให้แก่ตัวละครในหนัง นอกจากจะทำให้เนื้อหาของหนังเรื่องหนักแน่น สมจริง และน่าเชื่อถือสำหรับคนดูแล้ว ชนิด ประเภท หรือรายละเอียดของอาชีพเหล่านั้น ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถแสดงออกถึงบุคคลิก นิสัยใจคอ และความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้เป็นอย่างดี มีชั้นเชิง โดยที่ไม่ต้องมานั่งเล่ากันโต้งๆ ให้เป็นที่เสียอารมณ์

และอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วว่า นอกจากหมอ ตำรวจ นักธุรกิจ (เอะอะอะไรก็ให้เป็นนักธุรกิจๆ อยากรู้จริงว่าทำธุรกิจอะไรกันฟระ!) อาชีพยอดฮิตอีกอย่างที่คนทำหนังมักจะให้ตัวละครในหนังสวมบทบาทนั่นก็คือ ‘ศิลปิน’ นั่นเอง ประมาณว่าเป็นแล้วเท่!

ซึ่งที่ผ่านๆมา หนังหลายเรื่องมักจะละเลย หรือไม่ให้ความใส่ใจกับผลงานของศิลปินเหล่านั้น บางเรื่องดูเหมือนสักแต่ว่ายัดใส่ๆ เข้าไปในหนัง โดยไม่ใส่ใจว่าผลงานที่หยิบยัดเข้ามาเหล่านั้นจะมีความสมจริงหรือเข้ากับเนื้อหาหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานที่เราเห็นในหนังเหล่านั้น โดยส่วนใหญ่มันก็มักจะถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่สำเร็จเสร็จสิ้นเป็นชิ้นงานให้เห็นในหนังเรียบร้อยแล้ว โดยที่คนดูอย่างเราไม่อาจล่วงรู้เลยว่า มันถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เราเห็นได้อย่างไร?

หรือถึงแม้จะมีให้เห็น ก็ไม่ได้เน้นอะไรมาก เอาแค่พอเขี่ยๆ ให้ดูเป็นกษัย แต่มีหนังอยู่เรื่องหนึ่งที่มีเรื่องราวและรายละเอียดเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กล่าวมาข้างต้น

หนังเรื่องนี้เป็นหนังญี่ปุ่นเล็กๆ เรื่องหนึ่ง ที่เล่าเรื่องราวชีวิตอันเรียบง่ายของหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อ ‘มากิ’ (ริโฮ มากิเสะ) ที่อยู่มาวันหนึ่งบังเอิญประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ แต่กลับพบว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในเช้าวันเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ โลกทั้งใบกลับเหลือแค่เธออยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น!

ฟังพล็อตแล้วอาจนึกไปถึงหนังตลกพิลึกๆ (แต่จับใจ) นักดูหนังหลายคนอย่าง Groundhog Day (1993) แต่นอกจากพล็อตเรื่องของการตื่นขึ้นมาในวันเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่คล้ายคลึงกันแล้ว หนังโรแมนติกแฟนตาซีของ ‘ฮิเดยูกิ ฮิรายามะ’ เรื่องนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนกับหนังเรื่องแรกเลยแม้แต่นิดเดียว (แปลว่าไม่ได้ลอก หรือถ้าลอก ก็ลอกแบบสร้างสรรค์) ทั้งอารมณ์ และบรรยากาศของหนังที่เงียบงัน สงบนิ่ง และอ่อนโยน บวกกับการแสดงที่แสดงออกแต่น้อย แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายของตัวละครในหนัง

หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Turn (2001)

นอกจากเนื้อหาอันเรียบง่ายแต่งดงาม อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คืออาชีพการงานของนางเอกในเรื่อง ซึ่งอาชีพที่ว่านั้นก็คือ ‘ศิลปิน’ ยิ่งไปกว่านั้น ศิลปินในเรื่อง ก็เป็นศิลปินที่ทำงานศิลปะในแขนงที่เราๆ ท่านๆ ไม่ค่อยได้เห็นและคุ้นเคยกันนักในโลกภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งในวงการศิลปะของเราเองก็ตาม ศิลปะแขนงที่ว่านั้นเป็นศิลปะที่สงบเงียบเรียบง่ายไม่โฉ่งฉ่าง มันมีชื่อเรียกว่า

‘ศิลปะภาพพิมพ์’

โดยตามท้องเรื่อง นางเอกของเราเธอเป็นศิลปินภาพพิมพ์สมัครเล่น (แต่ฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว) ที่มีงานหลักเป็นคุณครูสอนศิลปะในโรงเรียนอนุบาล 

นอกจากความน่ารัก สดใสของนางเอกในเรื่องแล้ว ไฮไลท์อีกอย่างของหนังเรื่องนี้ ก็คือขั้นตอนการทำงานศิลปะภาพพิมพ์ของนางเอกในหนัง ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่ง และยิ่งไปกว่านั้น เทคนิคในการทำงานศิลปะภาพพิมพ์ของเธอในเรื่องนั้น ก็เป็นเทคนิคเฉพาะที่หาดูได้ยาก และหาคนทำได้น้อยอย่างยิ่งในปัจจุบัน ซึ่งเทคนิคนั้นมีชื่อว่า ‘ภาพพิมพ์โลหะเมซโซทินท์’ (Mezzotint)*

*ภาพพิมพ์โลหะเมซโซทินท์' (Mezzotint) : เป็นวิธีการทำภาพพิมพ์โลหะร่องลึก (Intaglio) ชนิดหนึ่ง ที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยนายทหารชาวเยอรมันชื่อ ‘ลุดวิก วอน ซีเกน’ ในปี ค.ศ.1642 คำว่า Mezzotint มาจากภาษาอิตาเลียนคำว่า "mezzo" (ลด) กับ "tinta" (เงา)

โดยเทคนิคชนิดนี้ ศิลปินจะสร้างแม่พิมพ์ให้เป็นรอยหยาบทั่วกันทั้งแผ่น ด้วยเครื่องมือโยกที่มีปลายเป็นรอยฟันเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘Rocker’ เพื่อสร้างน้ำหนักดำบนแม่พิมพ์ที่ขัดเงา และใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า ‘Burnisher’  ลบรอยหยาบบนแม่พิมพ์ เพื่อสร้างภาพด้วยการไล่น้ำหนักเข้มไปอ่อน (ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ให้จินตนาการถึงการเอายางลบค่อยๆ ลบกระดาษที่ถูกฝนดินสอดำจนเต็มแผ่นออกทีละนิดๆ (หรือใช้ดินสอสีขาววาดรูปบนกระดาษสีดำ) จนกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา)

Rocker

Burnisher

ลงหมึกบนแม่พิมพ์

นำเข้าแท่นพิมพ์

สำเร็จออกมาเป็นชิ้นงาน

ซึ่งเทคนิคการทำงานที่ว่านั้นก็ถูกแสดงออกในหนังตั้งแต่เริ่มต้นจนจบออกมาเป็นผลงาน อย่างถูกต้อง สมจริงสมจังในทุกขั้นตอน จนแทบจะดูเหมือนว่าผลงานชิ้นนั้นถูกทำขึ้นมาในระหว่างที่ถ่ายหนังจริงๆ เลยด้วยซ้ำแทบจะเรียกได้ว่าสามารถเอาหนังเรื่องนี้ไปใช้เปิดประกอบการสอนวิชาภาพพิมพ์ได้เลยทีเดียว

Burnisher

ลงหมึกบนแม่พิมพ์

สำเร็จออกมาเป็นชิ้นงาน

นอกจากความสมจริงสมจัง และความถูกต้องในการทำงานที่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนดูหลงรักหนังเรื่องนี้เอามากๆ แล้ว การดำรงอยู่ของผลงานศิลปะในเรื่องที่นอกจากจะเป็นตัวช่วยเสริมบุคคลิกและบ่งบอกนิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อย่างแยบยล เหตุเพราะ ศิลปะภาพพิมพ์ เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยความละเอียด รอบคอบ ปราณีต และความใส่ใจในทุกกระบวนการทำงานที่เต็มไปด้วยขั้นตอนต่างๆ มากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยอันสงบเงียบและรักสันโดษของตัวละครที่ทำงานชนิดนี้ได้ไม่ยาก และผลงานศิลปะที่ว่า ก็ยังถูกนำเสนอในฐานะกุญแจสำคัญที่มีผลต่อหัวใจหลักของเนื้อหาได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย

ภาพพิมพ์ : ศิลปะแห่งการผลิตซ้ำ

‘ศิลปะภาพพิมพ์’ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นงานศิลปะที่เกิดจากการพิมพ์ โดยส่วนใหญ่มักจะสร้างผลงานลงบนกระดาษ

กำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเริ่มต้นจากการค้นพบรอยประทับมือสีบนผนังถ้ำของมนุษย์ในยุคโบราณ ต่อมาได้วิวัฒนาการเป็นการแกะสลักไม้ หรือหินที่ทาเขม่าหรือหมึกเอาไว้ เพื่อกด/ถูกระดาษหรือแผ่นหนังเพื่อประทับรอยนั้นเอาไว้ ต่อมามันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการเผยแพร่หลักคำสอนทางศาสนา เช่น คัมภีร์ ตำรา หรือแม้กระทั่งไบเบิ้ล ภายหลังถูกนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรม และนำมาเป็นสื่อในการนำเสนอผลงานศิลปะในเวลาต่อมา

ภาพพิมพ์เป็นกระบวนการสร้างงานที่มีความสามารถในการผลิตซ้ำข้อมูล หรือภาพๆ เดียวกันในจำนวนมากๆ โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า ‘แม่พิมพ์’ เป็นตัวถ่ายทอดลงบนชิ้นงาน (โดยส่วนใหญ่เป็นกระดาษ หรืออาจเป็นผ้า หรือวัสดุผิวเรียบอย่างอื่น) โดยสามารถแบ่งชนิดของ ‘แม่พิมพ์’ ออกเป็น 4 ประเภทคือ

แม่พิมพ์นูน (Relief Process) เป็นการพิมพ์โดยให้สีหรือหมึกติดอยู่บนผิวหน้าของแม่พิมพ์ที่ถูกแกะสลักให้นูนขึ้นมา ภาพที่ได้เกิดจากการดูดซับสี หรือหมึกที่ติดอยู่บนส่วนนั้น แม่พิมพ์นูนเป็นแม่พิมพ์ที่ถูกทำขึ้นมาเป็นประเภทแรกในโลก ภาพพิมพ์ที่ใช้แม่พิมพ์ชนิดนี้ได้แก่ ภาพพิมพ์แกะไม้ (Wood-Cut) ภาพพิมพ์แกะยาง (Lino-Cut) ตรายาง (Rubber Stamp) หรือภาพพิมพ์จากเศษวัสดุต่างๆ (Collograph)

แม่พิมพ์ร่องลึก (Intaglio Process) เป็นการพิมพ์โดยทำให้สีหรือหมึกขังอยู่ในร่องที่ถูกเซาะลึกลงไปของแม่พิมพ์ ภาพที่ได้เกิดจากการดูดซับสีหรือหมึกที่อยู่ในร่องนั้น โดยส่วนใหญ่ใช้แผ่นโลหะทำเป็นแม่พิมพ์ (นิยมใช้แผ่นทองแดง) โดยใช้เหล็กแหลมจาร ขูด ขีด (Engraving, Drypoint) หรือใช้น้ำกรดกัด (Etching) เพื่อสร้างร่องลึกบนแม่พิมพ์ (เทคนิค Mezzotint ก็เป็นแม่พิมพ์ร่องลึกประเภทหนึ่ง) แม่พิมพ์ร่องลึกถูกพัฒนาขึ้นโดยชาวตะวันตก สามารถพิมพ์งานที่มีความละเอียด คมชัดสูง ใช้ในการพิมพ์หนังสือ พระคัมภีร์ แผนที่ เอกสารต่างๆ แสตมป์ ธนบัตร ปัจจุบันใช้ในการพิมพ์ธนบัตรและงานศิลปะ หรือในยุคที่มีภาพถ่ายแล้วก็จะมีเทคนิค Photogravure คือการผลิตซ้ำภาพถ่ายด้วยกระบวนการของแม่พิมพ์ร่องลึก โดยการใช้กระบวนการทางเคมีของฟิล์มภาพถ่าย ซึ่งแม่พิมพ์ทองแดงจะถูกเคลือบผิวหน้าด้วยเจลาตินที่ไวแสงและทำการทรานส์เฟอร์ฟิล์มลงไปบนแม่พิมพ์ด้วยกระบวนการเคมีแบบเดียวกับกระบวนการของภาพถ่าย หลังจากนั้นก็นำไปกัดกรด ก็จะได้แม่พิมพ์ที่พิมพ์ภาพที่มีรายละเอียด แสงเงาและคุณภาพแบบเดียวกับภาพถ่าย 

แม่พิมพ์พื้นราบ (Planer Process) เป็นการพิมพ์โดยให้สีติดอยู่บนผิวหน้าเรียบๆ ของแม่พิมพ์ โดยไม่ต้องขุดหรือแกะพื้นผิวลงไป แต่ใช้ไขมันและสารใช้สารเคมีช่วยสร้างตัวซับหมึก ภาพพิมพ์ที่ใช้แม่พิมพ์ชนิดนี้ได้แก่ ภาพพิมพ์หิน (Lithograph) การพิมพ์ออฟเซทดังเช่นในปัจจุบัน แต่เดิม แม่พิมพ์มักเป็นแผ่นหินปูนหน้าตัดเรียบเนียนมีขนาดใหญ่และหนัก แต่ในปัจจุบัน มักใช้เป็นแม่พิมพ์สังกะสีเคลือบผิวหน้าขนาดบางเพื่อความสะดวกในการใช้งานและเก็บรักษา

แม่พิมพ์ฉลุ (Stencil Process) เป็นการพิมพ์โดยให้สีผ่านทะลุช่องของแม่พิมพ์ลงไป สู่ผลงานที่อยู่ด้านหลัง เป็นการพิมพ์ชนิดเดียวที่ได้รูปที่มีด้านเดียวกันกับแม่พิมพ์ ไม่กลับซ้ายเป็นขวา (ส่วนภาพพิมพ์ชนิดอื่นที่เหลือ จะได้ภาพที่กลับด้านซ้ายขวาจากแม่พิมพ์) ภาพพิมพ์ที่ใช้แม่ชนิดนี้ได้แก่ ภาพพิมพ์ฉลุ (Stencil) ภาพพิมพ์ซิลค์สกรีน (Silkscreen) เป็นต้น

ขอบคุณภาพจากหนัง Turn (2001) http://goo.gl/RilzsL

#WURKON #art #movie #turn #printmaking #mezzotint #inspiration #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30