Blog

HBD Piet Mondrian ปรามาจารย์แห่งศิลปะนามธรรม

HBD Piet Mondrian ปรามาจารย์แห่งศิลปะนามธรรม

30 พฤษภาคม 2562

วันที่ 7 มีนาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของศิลปินนามธรรมระดับปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เขาผู้นั้นมีชื่อว่า

พีท มองเดรียน (Piet Mondrian)

หรือในชื่อเต็มว่า ปีเตอร์ คอร์เนลิส มองเดรียนน์ จูเนียร์ (Pieter Cornelis Mondriaan, Jr.)

เกิดวันที่ 7 มีนาคม 1872 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขาศึกษาที่ สถาบันศิลปะ Rijksakademie van Beeldende Kunsten ที่อัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ปี 1892 ถึงปี 1897 ในช่วงแรกๆ เขาวาดภาพทิวทัศน์และธรรมชาติที่ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินดัตช์ในศตวรรษที่ 19 และศิลปินในยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ แต่หลังจากได้ชมผลงานศิลปะลัทธิคิวบิสม์ (Cubism) ของ ปาโปล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) และ จอร์จ บราก (Georges Braque) ที่มาแสดงในอัมสเตอร์ดัมเป็นครั้งแรกในปี 1911 เขาก็หันมาทดลองทำงานในสไตล์คิวบิสม์ที่โดดเด่นด้วยการใช้รูปทรงเรขาคณิตและพื้นที่ระนาบเชื่อมต่อกัน ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่นำเสนอในภาพจะยังเกี่ยวกับทิวทัศน์และธรรมชาติอยู่ก็ตามที หลังจากที่เขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงปี 1912 เขาตัด a ตัวหนึ่งออกจากนามสกุล Mondriaan ของตัวเองที่สะกดแบบดัตช์ ให้กลายเป็น Mondrian ที่ดูเป็นฝรั่งเศสมากกว่าแทน เพื่อแสดงออกถึงการออกจากเนเธอร์แลนด์ และเพื่อหลอมรวมตัวเองให้กลมกลืนกับกลุ่มศิลปินอาวองการ์ด (avant-garde) ของปารีส


Tableau I, 1921


Composition with Red Yellow Blue and Black (1921)


Composition II in Red, Blue, and Yellow, 1930


Composition No. 10 (1939–42)

ในปี 1914 มงเดรียนกลับมาเยี่ยมเนเธอร์แลนด์ประจวบกับสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้นทำให้เขาไม่อาจกลับไปที่ปารีสได้ ในช่วงนั้นเองเขาได้พบกับกลุ่มศิลปินชาวดัตช์อย่าง บาร์ต ฟาน เดอร์ แลค (Bart van der Leck) และ เตโอ ฟาน ดุสบืร์ค (Theo van Doesburg) และชอบพอในแนวคิดทางศิลปะของกันและกัน ต่อมา มองเดรียนและฟาน ดุสบืร์ค ได้ก่อตั้งกลุ่ม De Stijl (หรือ The Style ที่แปลว่า “กระบวนแบบ” ซึ่งเป็นชื่อของวารสารศิลปะที่พวกเขาทำขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันด้วย) โดยเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศิลปะที่นำเสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับงานศิลปะนามธรรม ซึ่งนอกจากจะมีสมาชิกเป็นศิลปินแล้ว ก็ยังมีสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำของเนเธอร์แลนด์อีกหลายคน

กลุ่ม De Stijl มีความเชื่อว่า งานศิลปะควรถูกทำขึ้นเพื่อคนทั่วไป มากกว่าเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ โดยมงเดรียนตีพิมพ์บทความ The New Plastic in Painting ลงในวารสารตั้งแต่ปี 1917 ถึง 1918 จำนวน 12 ชิ้น ซึ่งกล่าวถึงรูปแบบการทำงานศิลปะนามธรรมด้วยการใช้เส้นแนวตั้งและแนวนอน และรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ อย่างสี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า และแม่สีพื้นฐานไม่กี่สี เช่น เหลือง น้ำเงิน แดง หรือ เทา ดำ และเส้นตัดสีดำบนพื้นสีขาว ซึ่งแนวทางนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของลัทธิคิวบิสม์ แต่ละทิ้งรูปทรงและเรื่องราวออกไป และสร้างงานขึ้นจากจินตนาการความคิดฝันของตัวศิลปินเองโดยไม่อ้างอิงจากธรรมชาติ มุ่งเน้นในการนำเสนอความงามของความสัมพันธ์ของเส้นสาย สีสัน และองค์ประกอบของภาพแทน ซึ่งรูปแบบนี้ถูกเรียกว่า Neoplasticism หรือ “ลัทธิศิลปะรูปทรงแนวใหม่” นั่นเอง

มงเดรียนเชื่อว่าศิลปะจำต้องมีความเป็นอิสระจากการนำเสนอเรื่องราวใดๆ ก็ตาม และความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติก็สามารถลดทอนรูปแบบสู่การแสดงออกทางรูปทรงที่เรียบง่าย ชัดเจน แน่นอน และมีระเบียบแบบแผนเช่นเดียวกับคณิตศาสตร์ เมื่อนั้น ศิลปะก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายภายในและแสดงออกถึงจิตวิญญาณอันเป็นสากล จนในที่สุดมันก็จะสามารถสะท้อนให้เห็นกฎแห่งจักรวาลได้

อนึ่ง ลัทธิศิลปะ De Stijl ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อพัฒนาการของศิลปะนามธรรม รวมถึงงานสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์ในยุคหลัง อาทิเช่น บาวเฮาส์ (Bauhaus) สถาบันทางการออกแบบอันเลื่องชื่อของเยอรมัน

ในปี 1925 มงเดรียนออกจากกลุ่ม De Stijl เนื่องจากทัศนคติทางศิลปะไม่ตรงกับฟาน ดุสบืร์ค จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เขาย้ายกลับไปอยู่ที่ปารีส จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น เขาจึงลี้ภัยจากปารีสไปอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนเมื่อสงครามโลกจบลงในปี 1940 เขาจึงย้ายไปอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงนั้นเขาได้แรงบันดาลใจจากแสงสีและความครื้นเครงของเมืองนิวยอร์ก และดนตรีแจ๊ส จนทำให้เขาเพิ่มเส้นประของสีเพื่อสร้างจังหวะจะโคนลงไปในผลงานของเขา ซึ่งเป็นการแสดงถึงจังหวะชีวิตอันคึกคักวุ่นวายของผู้คนทั้งหลาย ประกายสีระยิบระยับวับวาวของแสงไฟนีออน และแรงขับเคลื่อนอันเร้าใจของดนตรีแจ๊สที่อวลอายอยู่ในทุกอณูของมหานครแห่งนั้น ดังจะเห็นได้ในผลงาน Broadway Boogie-Woogie (1942–43) และ Victory Boogie Woogie (1942–44 / ยังทำไม่เสร็จสิ้น) ของเขา


Victory Boogie Woogie (1942–44)

ในปี 1942 เขาได้มีโอกาสแสดงนิทรรศการเป็นครั้งแรกในแกลเลอรี Valentine Dudensing ที่นิวยอร์ค อีกสองปีให้หลัง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1944 เขาก็เสียชีวิตด้วยโรคปอดปวม ด้วยวัย 71 ปี เหลือทิ้งไว้แต่เพียงผลงานและแรงบันดาลใจอันมากมายสู่คนรุ่นหลัง ซึ่งไม่เพียงจำกัดอยู่แค่ในวงการศิลปะ หากแต่เผื่อแผ่ไปยังวงการสร้างสรรค์อื่นๆ ด้วย

ไม่ว่าจะเป็น วงการแฟชั่น อย่างเช่นในปี 1930 แฟชั่นดีไซเนอร์ โลล่า พรูแซค (Lola Prusac) ออกแบบกระเป๋าถือและกระเป๋าสะพายที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานรูปสี่เหลี่ยมสีแดง น้ำเงิน เหลือง และเส้นตัดดำบนพื้นสีขาว ของ มองเดรียน ให้กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Hermès

หรือที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักที่สุดก็คือ แฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่าง อีฟว์ แซ็งโลร็อง (Yves Saint Laurent) ที่หยิบเอาภาพวาด Composition with blue, red, yellow and black (1921) ของมองเดรียน มาออกแบบเสื้อผ้าคอลเลคชั่นปี 1965 ที่มีชื่อว่า The Mondrian Collection ได้อย่างเก๋ไก๋และลงตัว จนโด่งดังคับฟ้า และกลายเป็นงานแฟชั่นที่คลาสสิกตลอดกาลของวงการแฟชั่นไปในที่สุด

หรือแม้แต่วงการออกแบบผลิตภัณฑ์ นักออกแบบชื่อดังของโลกอย่าง เอลลา ยองเกรียส (Hella Jongerius), มาเทน บาส์ (Maarten Baas), โยริส ลาร์แมน (Joris Laarman) และ พีต เฮน เอค (Piet Hein Eek) ต่างก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากหลักการของกลุ่ม De Stijl ของมองเดรียนมาแล้วทั้งสิ้น

รวมถึงวงการดนตรีเองก็เช่นกัน อาทิเช่น ปกอัลบั้ม Young Modern ของวงร็อกสัญชาติออสเตรเลียนอย่าง Silverchair และปกอัลบั้ม Tone Soul Evolution ของวงอินดี้ร็อกสัญชาติอเมริกันอย่าง The Apples in Stereo ต่างก็ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของมองเดรียนมาด้วยทั้งนั้น

ขอบคุณภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Piet_Mondrian

#WURKON #art #HBD #mondrian #abstract #contemporaryart #destijl #Bauhaus #avantgarde #inspiration #แรงบันดาลใจงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON 

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon


Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30