Blog

สนทนากับนักสร้างสรรค์ผู้สลายเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างโลกศิลปะและดีไซน์ อานนท์ ไพโรจน์

สนทนากับนักสร้างสรรค์ผู้สลายเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างโลกศิลปะและดีไซน์ อานนท์ ไพโรจน์

13 มีนาคม 2562

ถ้าพูดถึงชื่อของ อานนท์ ไพโรจน์ เราเองก็ติดตามผลงานของชายหนุ่มผู้นี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่เขาศึกษาอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาศิลปะอุตสาหกรรม (Industrial Design) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อานนท์เริ่มสร้างชื่อเสียงด้วยการส่งผลงานเข้าร่วมในเวทีการประกวดดีไซน์หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ และชนะมาหลายรายการ เมื่อเรียนจบ เขาก็มีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทดีไซน์ชั้นนำหลายบริษัท รวมถึงเข้าร่วมโครงการดีไซน์ของภาครัฐหลายครั้ง และได้เป็นดีไซเนอร์ที่เป็นตัวแทนของประเทศไปแสดงผลงานในงานแสดงผลิตภัณฑ์ดีไซน์ชั้นนำของโลกหลายครา ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงสามงานแสดงดีไซน์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของโลกอย่าง MAISON&OBJET ที่ฝรั่งเศส, งาน International Furniture Fair Cologne ที่เยอรมนี และงาน Milan Furniture Fair ที่อิตาลี

จนในปี 2008 เขาก็เปิดสตูดิโอดีไซน์ของตัวเองในชื่อ อานนท์ ไพโรจน์ ดีไซน์ สตูดิโอ ขึ้น และสร้างสรรค์ผลงานดีไซน์ชั้นเยี่ยมออกมามากมาย ซึ่งในจำนวนนั้นก็ได้รับรางวัลดีไซน์ชั้นนำของโลกอย่าง Red Dot Design Award อีกด้วย

ผลงานของอานนท์ก็แตกต่างจากงานดีไซน์ทั่วๆ ไป ตรงที่นอกจากจะมีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองการใช้งาน และตอบโจทย์ของผู้ใช้แล้ว ผลงานของเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยความแปลกใหม่ ด้วยการสอดแทรกส่วนผสมของความเป็นศิลปะอย่าง สุนทรียะอันล้นเหลือ เสน่ห์และแก่นแท้ของการใช้วัสดุ ไปจนถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และปรัชญาอันลึกซึ้งไปในผลงานดีไซน์ของเขา ผลงานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์หลายชิ้นของเขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เก้าอี้) มีความงดงามวิจิตรราวกับเป็นงานประติมากรรมที่นั่งได้ ผลงานสร้างสรรค์ของอานนท์ไม่ต่างอะไรกับการสลายเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างศิลปะและงานดีไซน์ และท้าทายกรอบและข้อจำกัดทางความคิดสร้างสรรค์ด้วยการหลอมรวมศาสตร์และศิลป์ทั้งสองอย่างเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน

ล่าสุด เขาท้าทายตัวเองอีกครั้งด้วยการผันตัวมาทำงานดีไซน์ที่มีความเป็นคอนเซ็ปช่วล ที่ลดความเป็นพาณิชย์และเล่นกับกระบวนการความคิดมากขึ้น และในที่สุดเขาก็หันมาทำงานศิลปะร่วมสมัยอย่างจริงจังและโดดเด่น จนผลงานของเขาไปเข้าตาภัณฑารักษ์ศิลปะระดับนานาชาติ ทำให้เขาถูกคัดสรรให้เป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่เข้าไปร่วมแสดงงานในมหกรรมศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง มหกรรมร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ในปี 2017 นี้

ด้วยความที่คุ้นเคยกับเขาเป็นอันดีอยู่แล้ว เราจึงถือโอกาสเชิญชวนชายหนุ่มผู้นี้มาพูดคุยสนทนากับเรา เพื่อบอกเล่าถึงแนวคิด วิถีชีวิตการทำงาน และแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ของนักสร้างสรรค์ผู้สลายพรมแดนระหว่างโลกศิลปะและดีไซน์ อย่าง อานนท์ ไพโรจน์ หรือ คุณเมา ให้พวกเราได้ฟังกัน ณ บัดนี้เลย

WURKON:

ที่เคยติดตามกันมา ก่อนหน้านี้เราเห็นว่าคุณเมาเริ่มต้นมาจากการทำงานดีไซน์ก่อน

อานนท์:

ใช่ เพราะว่าเราจบออกแบบไง จริงๆ ก่อนเรียนออกแบบเราเรียนวิศวะเครื่องกลที่พระนครเหนือ แล้วก็กระโดดข้ามมาเรียนออกแบบอุตสาหกรรมที่ลาดกระบัง พอจบมาก็ทำงานดีไซน์ ก็หาเงินหาทองพอได้

WURKON:

แต่ในวงการดีไซน์ คุณเมาก็ประสบความสำเร็จเอาการเหมือนกันนะ เพราะเห็นว่าได้รางวัล ได้ไปออกแฟร์ระดับแนวหน้าในต่างประเทศมาเยอะเหมือนกัน เรียกว่าออกมาแทบจะครบเวทีใหญ่ทุกเวทีแล้ว

Pare Chaise Lounge, 2004 เก้าอี้ยาวที่ทำจากหวาย ผลงานสร้างชื่อชิ้นแรกๆ ของอานนท์ ไพโรจน์

CELL COLLECTION, 2005 เก้าอี้ที่หล่อขึ้นจากวัสดุอลูมิเนียมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

A Part collection 2009 เก้าอี้ทีได้แรงบันดาลใจจากอวัยวะบางส่วนของเหล่าสัตว์ต่างๆ

Din Sor, 2011 เก้าอี้ที่ประกอบขึ้นจากดินสอ

อานนท์:

มันก็เป็นเรื่องนึงนะ ผมว่าเราก็โตตามวัย แต่ลึกๆ เนี่ย เราก็รู้สึกว่าเราก็สนใจศิลปะอยู่แล้ว อย่างพอตอนไปออกแฟร์ทีไร เราก็จะได้ยินคนพูดว่า นี่มันงานอาร์ต ไม่ใช่งานดีไซน์ จริงๆ ก็ได้ยินมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้วแหละ อานนท์มันเหมือนศิลปินมากกว่า อธิบายงานแบบศิลปิน ไม่ใช่นักออกแบบ เพราะหลักๆ เราก็ชอบถอยกลับไปตั้งแต่วัสดุไปจนถึงประวัติศาสตร์ของมัน ซึ่งพออ้างอิงประวัติศาสตร์ อาจารย์ก็มักจะบอกว่า นี่มันศิลปะแล้ว ดีไซน์มันน่าจะเป็นเรื่องฟังก์ชั่น ราคา มากกว่า แต่สำหรับผม ผมว่าทั้งสองอย่างมันก็มีประวัติศาสตร์หมด อย่าง ทำไมเราต้องนั่งบนเก้าอี้ ใช้แชนเดอร์เลียร์แบบฝรั่ง คำอธิบายดีไซน์มันไม่ใช่แค่อะไรที่ฉาบฉวยในเรื่องวิถีชีวิต แต่มันย้อนไปสู่หลายๆ เรื่องที่สร้างความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมให้กับคน ยิ่งโตขึ้นมันก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นในเรื่องการตั้งคำถามต่อวัตถุต่างๆ ซึ่งข้อดีของลาดกระบังก็คือวิชาศิลปะกับออกแบบนั้นเรียนอยู่ในคณะเดียวกัน ครูคนเดียวกัน เพื่อนที่เรียนศิลปะก็เตะบอลด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน ทั้งศิลปะ ออกแบบ ภาพยนตร์ ตอนทำงานออกแบบเนี่ย จังหวะนึงเราถูกนำเสนอให้เป็นศิลปิน จริงๆ คือสำหรับผมเนี่ย จะให้นำเสนอเป็นอะไรก็ได้ ตอนไปออกแฟร์อยู่บูธเขาบอกว่าเป็นคนขาย ก็เป็นคนขายก็ได้ (หัวเราะ) สำหรับผม ผมก็อาจจะตั้งคำถามในมุมกว้างๆ ว่า ดีไซน์มันทำหน้าที่ของตัวมันเองแค่ไหนในประเทศนี้ อย่างช่วงที่ได้ไปทำงานกับ Boibuchet ที่ฝรั่งเศส ทำงานกับ มาร์เทน บาส (Maarten Baas) ที่เนเธอร์แลนด์

SOMETHING FROM NOTHING 2008

TELEPATHY FOR YOKEE PLAYBOY 2009

WURKON:

เข้าไปทำอะไรเหรอ?

อานนท์:

เหมือนเข้าไปเวิร์คช็อป ที่เอาคนเก่งๆ ในแต่ละวงการ มาเวิร์คช็อป ตั้งแต่สถาปนิก นักออกแบบ ศิลปิน ทำอาหารก็ได้ ซึ่งสนับสนุนโดย Vitra Design Museum มาร์ค นิวสัน (Marc Newson), ฟิลิปป์ สตาร์ค (Philippe Starck) ก็เคยผ่านที่นี่มา คอนเซ็ปต์ก็คือ เขาไปซื้อที่ดินเก่าใกล้ๆ กับปารีส แล้วให้ทำงานกันแบบไม่มีอินเตอร์เน็ต ปิดคอมพิวเตอร์ แล้วลงมือเวิร์กช็อป มันเป็นคล้ายๆ วังเก่า มันก็จะมีห้องทำอาวุธยุโธปกรณ์ของนักรบ มันก็จะมีที่ตีเหล็ก มีเตาเป่าแก้ว หรือมีสปอนเซอร์มาสนับสนุนก็ใช้วัตถุดิบของของ Dupont, 3M อะไรก็ว่าไป กลางวันทำงาน กลางคืนทำอาหารกินกันเอง ปลูกผัก ไปอยู่อาทิตย์นึง ตอนนั้นได้ทำงานกับ มาร์เทน บาส์ ทำงานชุดเทป (1st tape) ซ่อมของ ที่ใช้เทปกาว ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ เสร็จจากนั้นก็เป็นไดเร็คเตอร์ให้เขาหนึ่งโชว์ในปีต่อมา แล้วก็มาทำเวิร์คช็อปให้เขาที่ตุรกี คราวนี้เป็นคนจัดเองละ ก็ทำเรื่องการเปลี่ยนมุมมองของวัตถุ แล้วก็เริ่มจะพรีเซนต์เป็นศิลปินให้ Boibuchet ที่ CIGE (China International Gallery Exposition) อาร์ตแฟร์ที่เมืองจีนราวปี 2009 ก็ทำงานซ่อมของ จากของทั่วๆ ไป โดยมีเครื่องมือแค่เทปกาวอย่างเดียว เราก็ทำเป็นชั้นหนังสือไปแสดงให้ Vitra Design Museum ใน CIGE มันเป็นเหมือนการแสดงสดมากกว่า มีเสียงดึงเทปกาวแควกๆๆ ทั้งวัน งานก็ถูกซื้อไปสะสม ในช่วงจังหวะนั้นก็เลยได้ทำงานที่เป็นกึ่งๆ ดีไซน์ กึ่งๆ อาร์ต ก็คล้ายๆ กับเป็นการตั้งคำถามไปในตัว จนมาถูกคิวเรตอย่างจริงจังอีกทีก็ตอนไป Singapore Biennale ปี 2013 อันนั้นภัณฑารักษ์เป็นการร่วมกันระหว่าง มิเชลล์ โฮ (Michelle Ho) กับ พี่อังกฤษ อัจฉริยโสภณ มีพี่คามิน (เลิศชัยประเสริฐ) กับพี่ทรงกลด บางยี่ขัน ก็เป็นการตั้งคำถามว่าศิลปะจะทำงานกับสังคมหรือมนุษย์ยังไง ภัณฑารักษ์ก็เลยเลือกคนทำงานศิลปะในวงกว้าง ที่ไม่ได้จงใจทำงานศิลปะให้มันเป็นศิลปะ แต่สิ่งที่เขาทำมันเป็นศิลปะอยู่แล้ว ไม่ต้องพยายามทำ มันก็เป็นศิลปะ

WURKON:

คุณเมาได้ทำงานทั้งในวงการดีไซน์และวงการศิลปะ คิดว่าธรรมชาติของงานสร้างสรรค์ทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันมากไหม

อานนท์:

ต่างนะ บางคนคิดว่าศิลปะเป็นการทำอะไรมั่วๆ แล้วก็ยกคำอะไรมาอธิบาย ผมว่ามันไม่ใช่หรอก ถ้าแบ่งให้ชัดเจนมันอยู่ที่เจตจำนงที่มีต่อการทำงาน คืองานออกแบบมันก็เป็นการตอบสนองทุนนิยม มีโจทย์คือการขายให้ได้เงินเยอะๆ ทำให้คนได้ใช้ของที่ดีขึ้น อันนี้เป็นนิยามของผมนะ สำหรับคนอื่นอาจจะต่างออกไป แต่เวลาเราทำศิลปะ มันมีการปักหมุดเนื้อเรื่องที่เราสนใจมากกว่า ไม่ต้องรอใครมาจ้าง เป็นสิ่งที่เราสนใจอยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าต้องขาย ใครไม่ซื้อก็ไม่เจ็บปวด ก็อาจจะเป็นด้วยวัย ที่เราอาจจะมีความพร้อมในการลงทุนทดลองอะไรบางอย่างในการทำงานด้วย ผมว่าการได้ทำงานศิลปะมันค่อนข้างให้อิสรภาพกับเรานะ อย่างน้อยที่เราค้นพบอย่างนึงก็คือ อิสรภาพในการตั้งคำถามกับตัวเอง มันเกิดขึ้นในวัยที่เราเริ่มอิ่มตัวกับการออกแบบ จริงๆ ก็ไม่เชิงว่าอิ่มตัวหรอก แต่องค์ความรู้ของเรามันไปไกลมากกว่านั้น มันทำให้เราตั้งคำถามว่าเรากำลังทำอะไรอยู่? ผมว่าศิลปะมันเป็นเครื่องมือที่ดี ที่เอาไว้ใช้ตรวจสอบอะไรได้หลายๆ อย่างกับชีวิต กับสังคม

WURKON:

ในขณะที่นักออกแบบอย่างคุณเมาและอีกหลายๆ คนในโลก ผันตัวมาทำงานศิลปะ ศิลปินหลายคนก็หันมาทำงานออกแบบเช่นกัน อย่างล่าสุด เจฟฟ์ คูนส์ ทำให้ Louis Vuitton หรือ ทาคาชิ มูราคามิ อย่าง อ้าย เว่ยเว่ย หรือนาวิน ลาวัลย์ ชัยกุลก็เปิดบริษัท หรือสตูดิโอขึ้นมา แบบนี้เรามองว่าวิธีการนำเสนอมันต่างกันยังไง

อานนท์:

คือเราต่างอยู่ภายใต้กรอบหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของภาษา เราก็อธิบายได้เท่าที่เรามีความรู้ ด้วยคำพูดบางคำพูด ในอนาคตมันอาจจะเกิดคำใหม่ๆ ที่อธิบายได้ดีกว่านี้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันมันคืออะไร มันอาจจะเป็นการรวมกันระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ และงานออกแบบ ซึ่งจริงๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่ได้ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะทุกอย่างมันก็มีความสัมพันธ์กันหมด เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมหรือศิลปินเหล่านั้นทำมันก็เป็นเจตนาของแต่ละโครงการมากกว่า การทำกระเป๋ากับ Louis Vuitton มันก็คงจะชัดเจนว่ามันเป็นสินค้าออกมาให้คนบริโภค แต่ในทางกลับกันมันก็มีบางโปรเจ็กต์ที่ Louis Vuitton ให้การสนับสนุนหรือเป็นสปอนเซอร์โดยไม่ได้มีการก้าวก่ายหรือขายของ มันก็ยังคงเนื้อหาของศิลปะไปได้ สำหรับผม ผมคิดว่า ศิลปะให้ขอบเขตที่กว้างขึ้นแก่ผู้ชม ผู้ชมอาจจะไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานศิลปะเหล่านั้น แต่ก็สามารถมีส่วนร่วมด้วยได้ เวลาเราทำงานออกแบบเราก็คิดอย่างนั้น เวลาเราเห็นใครใช้งานของเราแล้วเราก็มีความสุข ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเจ้าของ หรือไม่มีสตางค์มาซื้อแล้วเราจะเกลียดเขา ผมเลยมองว่า เราอยากเก็บความบริสุทธิ์ในเจตนาของการทำงานเอาไว้ คนอื่นได้ยินอาจจะบอกว่า นี่แหละ คิดแบบศิลปินแล้ว ไม่ขายเนี่ย ผมว่าการมองจากข้างนอกเข้ามาข้างใน กับมองจากข้างในออกไปข้างนอกมันต่างกัน แต่เรารู้ตัวเองดีว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร แล้วเราก็คิดว่าถ้าเรามีความชัดเจน เราก็จะไม่ทุกข์ว่ามันจะขายได้หรือขายไม่ได้ ถ้าเราเอาแต่คิดว่าเราทำออกมาเพื่อขาย เราก็จะติดกับดักตัวเอง หรือถ้าเราทำอะไรออกมาแล้วขายดี เราก็จะก็อปปี้ตัวเองไปเรื่อยๆ

WURKON:

อันนี้พูดถึงศิลปินหรือนักออกแบบ

อานนท์:

ผมว่าทั้งสองอย่างนะ คือชีวิตมันเดินทางไปข้างหน้า เรามองแบรนด์ก็ได้ จริงๆ อย่าง Louis Vuitton ก็โตไปตามกาลเวลา ไม่ได้ทำสินค้าหน้าตาเดิมๆ ออกมาขายตลอด มนุษย์ก็คงคล้ายๆ กัน เราก็ปรับไปตามบริบทของสถานที่อยู่อาศัยหรือสังคมที่เปลี่ยนไป บางคนก็อาจจะอ้างว่า ศิลปะมาก่อนดีไซน์ หรือดีไซน์มาก่อนศิลปะ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กำหนด ใครเป็นผู้ค้นคว้า สำหรับผมการจะเป็นศิลปินหรือนักออกแบบ หรือเป็นอะไรแล้วเท่กว่ากัน มันคงไม่มีความหมายมากนัก สุดท้ายเราไม่ได้คิดว่าทำแล้วมันเท่ แต่เราสนใจมันมากกว่า

WURKON:

ที่ผ่านมาคุณไม่เคยทำงานเพราะคิดว่ามันเท่เลยเหรอ

อานนท์:

(หัวเราะ) ผมเคยเจอคนบางคนที่เท่โดยไม่ต้องทำอะไรไง ตอนเรียน เราเจอเพื่อนที่เป็นเนิร์ดวิศวะ ที่ฟังเสียงเครื่องยนต์แล้วรู้ว่าตรงไหนเสียตรงไหนพัง โห โคตรเท่น่ะ! บางคนมักจะคิดว่ามันต้องเป็นอย่างงั้นต้องเป็นอย่างงี้ถึงจะเท่ แต่จริงแล้วทุกอาชีพเท่ได้หมดแหละ คุณเป็นเจ้าของกิจการที่เท่ก็ได้ หรือคุณจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ที่เท่ก็ได้ มันอยู่ที่ว่า เรามองที่จุดไหน ความโดดเด่นมันไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัว หน้าตา หรือวัตถุอะไร แต่ความคิดที่มีต่อการทำงานที่จะเปลี่ยนแปลงหรือให้แรงบันดาลใจคนอื่นได้ สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนโหยหามากขึ้น

ANGRAI FERRARI, 2015 หวายเทียมสานด้วยมือ

A NEW GOD, 2015, วัสดุ หินอ่อน

NO NOISY CLAPPER, 2017 วัสดุ หินอ่อน

SCANNER, 2017 วัสดุ หินอ่อน

GT 200 วัสดุ หินอ่อน

WURKON:

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้ามองในแง่ของธุรกิจ ศิลปะมันก็เป็นสินค้าอย่างหนึ่งไม่ต่างกับงานดีไซน์ แต่พอมันเป็นศิลปะมันจะมีราคาที่สูงกว่าดีไซน์มากๆ ยกตัวอย่างงานดีไซน์ชิ้นดังๆ คนชนชั้นกลางบางคนก็มีสิทธิที่จะซื้อหามาเป็นของตัวเองได้ แต่งานศิลปะดังๆ นี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แบบนี้แล้ว ศิลปะมันแสดงถึงความเป็นอภิสิทธิ์หรือชนชั้นมากกว่าหรือเปล่า ในแง่ที่คนที่ได้ครอบครองมันจริงๆ มีน้อยคน ในขณะที่ดีไซน์เป็นสิ่งที่คนจำนวนมากครอบครองได้ง่ายกว่า

อานนท์:

ถ้าพูดอย่างงี้ผมยกตัวอย่างให้ก็ได้ ก็เหมือนมนุษย์น่ะ เรามีสิทธิ์ที่จะมีอะไรกับใครก็ได้บนโลกนี้ แต่เราเลือกที่จะมีกับคนแค่หนึ่งคน นี่คือสุนทรียศาสตร์ ศิลปะก็เหมือนกัน มันอยู่ที่ว่า ความหมายของการครอบครองคืออะไร สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างปิรามิด หรือโบราณสถานต่างๆ ก็ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ สำหรับผมผมคิดว่าทั้งสองด้านก็ต่างมีปัญหาทั้งนั้นแหละ ในส่วนของงานดีไซน์ที่เราอยากให้ทุกคนได้ครอบครองได้ใช้ แต่ในความครอบครองนั้นมันเป็นขั้นบันได เราจะเห็นได้จาก ซีรีส์ของรถ รุ่นของคอมพิวเตอร์ ทำไมคอนโดขนาดเท่ากันราคาไม่เท่ากัน มันก็ถูกแปรผันตามคุณค่า ศิลปะก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นการบริโภคเหมือนกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจของศิลปะก็คือเจตนาของมัน บางครั้งยิ่งไม่ได้ทำมาเพื่อให้คนบริโภค มันเลยยิ่งทำให้ศิลปะเป็นที่ต้องการมากขึ้น สำหรับผม ผมคิดว่าอันนี้ก็อยู่ที่ความแหลมคมของศิลปิน และประสบการณ์ของผู้ชม มูลค่าของงานศิลปะที่ถูกกำหนดขึ้น บางทีศิลปินก็ไม่อาจจะรู้ด้วยซ้ำ เพราะในโครงสร้างของมูลค่าของงานศิลปะ มันไม่ได้มีศิลปินที่เป็นตัวชี้วัด บางครั้งมันถูกขับเคลื่อนไปโดยภัณฑารักษ์ นักสะสม นักค้างานศิลปะ อาร์ตแฟร์ พิพิธภัณฑ์ มันก็มีปัจจัยอย่างอื่น งานศิลปะบางชิ้นที่มีราคาสูงมากๆ ศิลปินก็ไม่ได้รับราคาปลายทางด้วยซ้ำ อาจจะแค่ได้รับเงินในตอนแรก แล้วก็ถูกขายต่อทอดไปเรื่อยๆ บางครั้งศิลปินไปตั้งเป้าว่างานที่มีคุณค่าสูง มูลค่าของงานก็จะต้องสูงตามไปด้วย ซึ่งพอคิดอย่างงั้นแล้วไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็จะมีความทุกข์ไปเปล่าๆ กระบวนการทำงานก็จะมีค่ากรองขึ้นมา จนไปจำกัดขอบเขตที่มันน่าจะไปได้ไกลกว่านั้น บางครั้งผมกลับคิดด้วยซำ้ว่า ถ้าเกิดศิลปินทำงานรับใช้ทุนนิยมเอามากๆ มันก็จะติดกับดัก สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นแค่การทำของแต่งบ้านเท่านั้นเอง

WURKON:

แต่มหาเศรษฐีหลายคนก็ซื้องานศิลปินระดับโลกไปแต่งบ้านเหมือนกันนะ

อานนท์:

ใช่ๆ เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ว่ากระบวนทัศน์ของเราอยู่ที่ไหน ทุกคนพยายามเป็นบ้านเศรษฐีของโลกดีไซน์ โดยที่เศรษฐีจริงๆ เขาอาจจะไม่ได้มีภาพอย่างที่เราเห็นในหนังในละครก็ได้ อาจจะเป็นคนธรรมดาที่กินข้าวกับหมูหยอง ซึ่งโลกมันน่าสนใจตรงนี้แหละ ผมเชื่อว่าปัญหาทั้งหมดบนโลกอาจจะไม่ได้เกิดจากโลก แต่เป็นปัญหาที่ลูกกะตาเรามากกว่า พี่ฤกษ์ฤทธิ์เคยบอกว่า ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแว่นเนี่ย เปลี่ยนลูกกะตาดีกว่า เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่แว่น แต่อยู่ที่ลูกกะตา ว่าเรามองเห็นอะไร มองมันชัดแค่ไหน ความสวยบางทีมันอาจจะหลอกล่อเรา จนทำให้ไม่เห็นเนื้อแท้ดีๆ ข้างใน เพราะฉะนั้น ศิลปะมันทำให้เราค้นพบสุนทรียะใหม่ๆ ที่ไม่ได้ถูกตัดสินแค่สิ่งที่ตาเห็น แต่ประกอบด้วยกระบวนการหรือเรื่องอื่นๆ ที่แวดล้อมมันด้วย เก้าอี้ทุกตัวก็เหมือนกันแหละ แต่มันจะมีบางตัวที่เราเลือกนั่ง เหมือนที่ภัณฑารักษ์ชาวญี่ปุ่นคนนึงที่ผมเคยเจอบอกกับผมว่า มีดอกไม้อยู่ทั้งโลก ทำไมเราถึงมองเห็นดอกนี้ในวันนี้ เราอาจจะคิดว่าเราค้นพบดอกไม้ แต่เขาบอกว่า เปล่า ดอกไม้ค้นพบเรามากกว่า มันสื่อสารกับเรา แต่ภาษาที่มันสื่อสารอาจจะไม่ได้เป็นคำพูดหรืออะไร ดอกไม้ดอกนั้นดอกเดียวค้นพบเรา เราจึงค้นพบมัน ไอ้อะไรแบบนี้สำหรับผมมันเหมือนกับคำพูดในเชิงปรัชญาที่เปรียบเปรยให้เรามองเห็นเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์มากกว่าการอธิบายถึงมูลค่าของอะไรหลายๆ อย่างที่เราเจอในโลกของการออกแบบ ที่บางครั้งเราก็เอียนน่ะ ถ้าเราทำงานเบื้องหลัง เราก็จะรู้ว่า ภายใต้โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ของแบรนด์แบรนด์นึงเนี่ย บางครั้งมันก็ประกอบด้วยความเจ็บปวด ทั้งจากเรื่องชนชั้น รายได้ สถานภาพ มันมีความร้ายกาจ แต่ในความร้ายกาจนั้นมันก็ควบคุมและทำให้คนยอมรับสิ่งที่แลกมาด้วยเงิน เช่น ถ้าคุณซื้อคอนโดราคานี้ คุณก็ต้องยอมอยู่กับเพื่อนบ้านกับสังคมแบบนี้ ถ้าคุณซื้อคอนโดอีกราคานึง เพื่อนบ้าน สังคมแวดล้อมก็จะเปลี่ยนไป คือโลกมันซับซ้อนจนเราไม่สามารถตัดสินได้ในกรอบคิดกระบวนทัศน์เดียว ที่จะตัดสิน เราไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูกเพียงฝ่ายเดียว มันจะเป็นการยอมรับทั้งวัฏจักรของมัน แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับศิลปะก็คือ บางเรื่องมันอาจจะเป็นการตั้งสมมติฐานที่ไม่มีอยู่ในโลกของความเป็นจริง แต่มันอาจจะทำให้เราเห็นสิ่งที่ดีงาน หรือไม่ก็เห็นความบกพร่องที่น่าสนใจ ซึ่งบางครั้งเราไม่สามารถพูดออกมาได้ในงานออกแบบ หรือไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ลูกค้าเราได้ ด้วยความเป็นมืออาชีพ แต่สำหรับศิลปะ เราทำได้เต็มที่เลย แต่ในความเต็มที่นั้น เราจะหยุดเราจะพอแค่ไหน นั่นคือชั้นเชิงของศิลปะ สำหรับผมมันก็เลยท้าทาย และสนุก และเคารพในตัวความคิดของเราเองมากขึ้น

WURKON:

งั้นพูดในเชิงของการเป็นวิชาชีพ การทำงานออกแบบมันเข้าใจอย่างง่ายๆ ว่าทำสินค้าไปขาย ออกแบบของให้ลูกค้า แล้วได้เงินค่าตอบแทนมา แล้วทำงานศิลปะ โดยเฉพาะงานศิลปะแบบคอนเซ็ปช่วลอาร์ตที่มันขายไม่ได้ เราจะอยู่รอด จะเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงออฟฟิศได้ยังไง

อานนท์:

คือจริงๆ ในสตูดิโอผมก็ยังรับงานออกแบบนะ เราทำงานเป็นทีม มีศิลปินที่ทำงานเป็นทีมเยอะแยะ เช่น Superflex เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในบทสัมภาษณ์มันบางชิ้นมันจะมีคำเรียกเราว่า อานนท์ ไพโรจน์ ดีไซเนอร์/นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์แนวสถาปัตยกรรม เราอยากจะถามว่าใครตั้งให้เราวะ เพราะเราก็ไม่รู้ว่า “นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์แนวสถาปัตยกรรม” มันคืออะไร (หัวเราะ) มันเกิดขึ้นสักสี่ห้าหกปีที่แล้ว แล้วคนก็จะก็อปปี้ต่อๆ กันไป แล้วก็จะมีคนถามว่า อานนท์ เฟอร์นิเจอร์แนวสถาปัตยกรรมมันคืออะไรครับ ผมก็ตอบว่า ผมก็ไม่รู้ครับว่ามันคืออะไร (หัวเราะ) สำหรับการทำงานศิลปะ ผมถือว่าผมโชคดีมากกว่า ที่อยู่ถูกที่ถูกเวลา ทำงานนี้ สิงคโปร์ เบียนนาเล่ สนใจ ทำงานนี้ คุณนำทอง (แซ่ตั้ง/ผู้ก่อตั้งนำทองแกลเลอรี) ก็ดันสนใจ และว่างพอดี ทำงานนี้ แล้วที่นี่ (Schemata แกลเลอรี) ก็ให้พื้นที่แสดงงานพอดี พี่ฤกษ์ฤทธิ์ว่างมางานเปิดพอดี หลายๆ อย่างมันประจวบเหมาะ หรืออย่างตอนที่ไปแสดงที่แกลเลอรี Seescape ก็ถูกเลือกไปแสดงที่สิงคโปร์ เพราะเป็นเรื่องที่เขาสนใจพอดี ซึ่งถ้าจะอธิบาย มันก็คงเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับศิลปินแหละ ในการอยู่ถูกที่ถูกเวลา จริงๆ ไม่ใช่แค่ศิลปิน ทุกอาชีพแหละ การอยู่ถูกที่ถูกเวลาเป็นทักษะที่ยากมาก ผมคิดว่าผมโชคดี แต่ถ้าถามว่าอยู่ได้ไหม ผมคิดว่ามันคงไม่ใช่แค่สองอาชีพนี้หรอก (ศิลปิน/นักออกแบบ) ผมว่าทุกอาชีพอยู่ได้ ถ้าเราเข้าใจมันจริงๆ เข้าใจโครงสร้างมัน เช่นผมขึ้นแท็กซี่ แท็กซี่ก็บ่นทุกวันว่ารถมันติด อ้าว ก็นี่มันโลกของคุณเลย คุณจะบ่นทำไม ถ้าเขาคิดออกเขาน่าจะหาวิธีแก้ปัญหา มากกว่าบ่น แต่คนทั่วไปมักจะบ่นมากกว่าแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นคนที่คิดออกเขาอาจจะทำอะไรควบคู่ไป อย่างบางคนผมเคยเจอบางคนเขาขายคุ๊กกี้ ขายของ  ทำอย่างอื่นไปด้วย รับทั้ง grab, uber และเป็นแท็กซี่ไปพร้อมๆ กัน คือถ้าพูดอย่างโหดร้ายคือคนที่จะประสบความสำเร็จได้ เขามีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร อย่างจะถามว่า ทำไมเด็กมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดส่วนใหญ่ทำไมประสบความสำเร็จ ก็จะมีคนอธิบายว่า เด็กเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ฮาร์วาร์ดแค่คัดเลือกมาอยู่ด้วยกัน เพราะเด็กเหล่านั้นมีความทะเยอะทะยานหรืออะไรต่างๆ ที่เป็นปัจจัยแวดล้อม ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบางครั้งเลิกก่อนเวลาหรือเปล่า ยกตัวอย่างเหมือนการตีกอล์ฟ ผมว่าเบื้องหลังนักกอล์ฟนี่การบ้านมันหนักมาก เพื่อที่จะเป็นมืออาชีพได้ หรือจะอธิบายแบบ อ. คามิน (เลิศชัยประเสริฐ) ก็คือ การประสบความสำเร็จมันไม่ยาก แค่อย่าเลิกก่อน แต่ถามว่าชีวิตเราต้องการการประสบความสำเร็จเป็นเป้าหมายเหรอ แล้วการประสบความสำเร็จคืออะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้เนี่ย มันก็ต้องการความเข้าใจในโครงสร้างตัวเองแหละ เพราะแต่ละคนก็มีโครงสร้างในชีวิตต่างกัน พูดถึงคนโสดกับคนมีลูกมีครอบครัว ผมเชื่อว่าโครงสร้างมันต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่มองไปไกลว่านั้น ผมเชื่อว่า การที่คุณมีความสามารถทางศิลปะ ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นศิลปิน การที่คุณมีความรู้ด้านศิลปะ คุณทำอาชีพอะไรก็ได้ คุณอาจจะไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวที่มีความเป็นศิลปะ คุณก็อาจจะประสบความสำเร็จได้ เพราะคุณก็จะมีชั้นเชิงมากกว่าคนอื่นอีกหลายๆ ร้าน ศิลปะทำอะไรได้หลายอย่าง ไม่ได้หมายความว่าคุณเรียนศิลปะแล้วต้องเป็นศิลปินเพียงอย่างเดียว ศิลปะให้อะไรได้มากกว่านั้น เรายังอยากมีนายกฯ ที่มีศิลปะเลย เอ หรือมีแล้ววะ? (หัวเราะ) ผมว่าแต่ละคนก็มีวิถีของการหาเงินหาทองที่แตกต่างกันไปนะ เพียงแต่ว่ามันก็คงโชคดีถ้างานที่เราทำกับงานที่เรารัก เป็นสิ่งเดียวกัน ถ้าเราทำงานศิลปะแล้วมีคนมาอุปถัมภ์ แต่ผมคิดว่าการที่เราทำงานที่รัก ทำงานที่ชอบ แต่อาจจะไม่มีใครมาอุปถัมภ์ในวันนี้ ก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่ามันไม่เวิร์ค ก็มีศิลปินหลายคนที่แก่ตัวหรือตายไปแล้วคนเพิ่งเข้าใจ ก็มีเยอะแยะ (จะดีเหรอ?) แต่ถามว่าคุณยอมรับได้ไหมที่จะเป็นแบบนั้น อันนั้นผมว่าต้องแยกระหว่าง เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ กับคุณมีความสุขไหมที่ได้ทำงาน เราคงไม่เอาอาชีพครูไปเปรียบเทียบกับนักธุรกิจที่ลงทุนเป็นล้านๆ มันก็ต่างกัน เพราะวิถีชีิวิตหรือความสุขมันก็ต่างกัน สำหรับผม การชี้วัดมันคงไม่อยู่ที่่ว่าใครได้เงินมากกว่าใคร หรือใครประสบความสำเร็จมากกว่าใคร แต่การค้นพบตัวเองมากกว่า ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการมีชีวิตในฐานะมนุษย์ ผมไม่ได้คิดว่าเป็นนักออกแบบเป็นศิลปินแล้วมันจะต้องเท่แบบใครๆ เพราะเวลาเราทำอะไรให้มันเท่มันจะไม่ค่อยเท่ (หัวเราะ) ผมว่าทำอะไรที่ตัวเองชอบน่ะมันจะเท่โดยธรรมชาติ

WURKON:

อย่างงานล่าสุดที่ถูกคัดเลือกไปแสดงที่เวนิส เบียนนาเล่ นี่ มีที่มาที่ไปยังไง

อานนท์:

จริง ๆ เวนิส เบียนนาเล่ ไม่ได้อยู่ในแผนชีวิตเลยนะ (หัวเราะ) คนไทยในแวดวงศิลปะเนี่ย ภัณฑารักษ์นานาชาติหลายคนบอกว่าเรามีศิลปินที่ดีๆ อีกเยอะมาก ที่ถูกดูแลโดยแกลเลอรี โดยภัณฑารักษ์เมืองนอก ยิ่งช่วงหลังๆ ศิลปินหน้าใหม่ๆ อย่างเช่น กรกฤช (อรุณานนท์ชัย) อย่างงเงี้ย อายุยี่สิบกว่า มีงานเข้า MoMA PS1 มีงานแสดงทั่วโลกเต็มไปหมด อริญชย์ รุ่งแจ้ง, ตะวัน วัตุยา แต่เราเป็นประเทศที่แปลก ที่ไม่มี เบียนนาเล่ (เร็วๆ นี้กำลังจะมี บางกอก เบียนนาเล่ แล้ว พูดไม่ทันขาดคำเลย!) สิงคโปร์มีเบียนนาเล่ ปัจจุบันสิงคโปร์มีแกลเลอรีกว่า 200 แห่งในประเทศเล็กๆ ของเขา เปรียบเทียบกับ ประเทศไทย ถ้าคุณมีเงินสักห้าล้านสิบล้านคุณอาจจะเลือกซื้อที่ดินคุ้มกว่า แต่สิงคโปร์คุณไปดูสิ ถ้าคุณอยากซื้อที่ดินสร้างบ้านเดี่ยวสักหลัง คุณต้องมีเกิน 100 ล้านเป็นอย่างต่ำ หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง หรือในเมืองหลวงอย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน คุณต้องมีสักเท่าไหร่ถึงจะซื้อบ้านได้ แต่ถามว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ ทำงานมา มีเงินเก็บสักห้าล้านสิบล้าน ซื้องานศิลปะดีๆ ได้ไหม แล้วเป็นสินทรัพย์ที่มีตลาดรองรับชัดเจน ตลาดค้างานศิลปะเป็นตลาดที่มีมายาวนานและเชื่อถือได้ ชัดเจน อยากปล่อยงาน โยชิโตโมะ นาระ งาน อ้าย เว่ยเว่ย, เจฟฟ์ คูนส์ มีคนรอซื้อแน่นอน มีเพดานราคาที่ชัดเจน ซึ่งนั่นเป็นข้อดีของศิลปะร่วมสมัย ทำไมนักสะสมรุ่นใหม่ๆ ถึงเกิดขึ้นมามากมาย เพราะว่า การซื้อที่ดินในประเทศแถบเซาท์อิสต์เอเชียนั้นมีความเสี่ยง (หัวเราะ) เพราะมันแปรผันตามสถานการณ์บ้านเมือง (หัวเราะ) บางทีอาจจะถูกเวนคืนด้วยอำนาจลึกลับ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมชนชั้นกลางในโลกนี้เลือกที่จะซื้อศิลปะมากกว่าที่ดิน เอ๊ะ เรากำลังพูดถึงเวนิส เบียนนาเล่นี่หว่า (หัวเราะ) กลับมาต่อก็แล้วกันนะ ในจังหวะที่เราได้ไปโชว์งานต่างประเทศบ่อยๆ มันทำให้เรารู้เรื่องพวกนี้แหละ และประจวบกับความโชคดีที่ในจังหวะนั้นเราได้เจอกับคิวเรเตอร์ที่เขาได้พื้นที่ใน เวนิส เบียนนาเล่ แล้วเขาก็มาชวน บอกว่าสนใจผมและกวิตา (วัฒนะชยังกูร) คุณสนใจไหม ผมก็ไปแสดงกับเขา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมเขาถึงคิดอยากทำ จริงๆ แล้วพื้นที่ที่ไปแสดงนี่มันไม่ใช่พื้นที่ของศิลปินไทยเหมือนปกติ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ร่วมกับศิลปินชาติอื่นด้วย ในโชว์มีศิลปินญี่ปุ่นอีกคนคือ ยูริ ซูซูกิ ซึ่งญี่ปุ่นเขาให้การสนับสนุนศิลปะร่วมสมัยค่อนข้างมาก เพราะเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมใหม่ที่จะบ่งบอกอนาคตของมนุษย์ เวนิส เบียนนาเล่ เนี่ย อาจจะดูแล้วเหมือนเป็นเวทีของศิลปิน แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเวทีของคิวเรเตอร์ ศิลปินก็ทำงานของตัวเองไปแหละ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการทำงานของคิวเรเตอร์ ว่าเขาอยากนำเสนอประเด็นอะไรผ่านศิลปินคนไหน ยังไง ศิลปินก็แค่รับอีเมล แล้วก็ไปแสดง (หัวเราะ) ผมถึงคิดว่า เวนิส เบียนนาเล่ เป็นเวทีของคิวเรเตอร์ เป็นการลับคมทางสายตา และวัดกึ๋นของคิวเคเตอร์มากกว่า

WURKON:

งานของคุณเมาที่ถูกคัดเลือกไปแสดงที่ เวนิส เบียนนาเล่ นี่เป็นงานที่มีอยู่แล้วใช่ไหม

อานนท์:

งานชิ้นเฟอร์รารี่หวายสานนี่จริงๆ แสดงครั้งแรกที่ แกลเลอรี่ นำทอง มาก่อน ผมคิดว่า เวนิส เบียนนาเล่ มันถูกตั้งด้วย Curatorial Content ก่อน คิวเรเตอร์ต้องทำการบ้านมาก่อนว่าเขาจะพูดเรื่องอะไร แล้วค่อยค่อยคัดสรรผลงานที่เข้ากับธีม ของงาน คืองานผมมันเป็นงานที่เกี่ยวกับ การลวงตา ว่าโลกนี้มันเป็นโลกที่สื่อสารกันด้วยสื่อทางสายตาเยอะที่สุด เฟอร์รารี่ เป็นการเล่าย้อนกลับว่าคนดูเห็นอะไร เห็นรถ หรือเห็นวิถีชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เห็นรถแหละ (หัวเราะ) เพราะรูปลักษณ์มันชัด แต่สำหรับผม งานชิ้นนี้ ภาพลวงตามมันถูกสร้างขึ้นร่วมกันโดยชาวบ้าน มันเป็นเรื่องของความฝัน ความหวัง ที่คิดว่าชีวิตที่มันเท่ควรเป็นอย่างไร Curatorial Content ที่ โยอิชิ (นากามูตะ) และ สเตฟาโน (แคสเซียนี) ร่วมกันเขียนก็คือ Islands In The Stream (หมู่เกาะในกระแสที่เชี่ยวกราก) ก็คงเป็นการเปรียบเปรยถึงกระแสของโลก กับประเทศเล็กๆ ในเอเชีย หรือศิลปินตัวเล็กๆ เขาเลยไม่คิดจะคัดเลือกศิลปินใหญ่ไปแสดง เพราะเขาบอกว่า ถ้าคิวเรเตอร์เลือกศิลปินที่ดังอยู่แล้ว สำหรับเขา เขาคิดว่ามันไม่เห็นจะท้าทายอะไร แต่การเลือกศิลปินหน้าใหม่มานำเสนอ เขารู้สึกว่ามันเป็นการลับคมทางสายตามากกว่า โยอิชิ นี่เขาก็เคยคัดสรรศิลปินอย่าง (ทาคาชิ) มูราคามิ มาก่อน แต่พอศิลปินเหล่านั้นดังแล้วเขาก็ไม่ค่อยเลือก เพราะสำหรับเขามันไม่ค่อยท้าทาย คือเขามีความสุขกับศิลปินหน้าใหม่ที่เริ่มทำงานและค้นพบตัวเองมากกว่า

WURKON:

แนวคิดของงานชิ้นนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

CHIANGRAI FERRARI, 2015 หวายเทียมสานด้วยมือ

GT 200, 2017 หินอ่อนแกะสลัก

NO NOISY CLAPPER, 2017 หินอ่อนแกะสลัก

SCANNER, 2017 หินอ่อนแกะสลัก

A NEW GOD, 2017 หินอ่อนแกะสลัก

GAVEL TO GAVEL, 2017 ฆ้อนไม้

อานนท์:

จริงๆ งานศิลปะของผมมันไม่ได้ยากหรือซับซ้อนเลย ถ้าจะอธิบายให้ง่ายๆ ก็คือการย้อนกลับของการทำงานออกแบบ ส่วนใหญ่การทำงานออกแบบของผมคือการใช้ Object (วัตถุ) เล่าเรื่อง ว่างานนี้ต้องการบอกเรื่องอะไร ในชุดที่เริ่มๆ ทำออกมาเป็นงานศิลปะก็คือ เราตั้งใจทำของไม่เวิร์ค (หัวเราะ) คือสำหรับงานดีไซน์เนี่ย ของมันต้องเวิร์ค

WURKON:

หมายความว่ายังไง ของไม่เวิร์ค

อานนท์:

ก็คือของที่ใช้งานไม่ได้จริงๆ เช่น สแกนเนอร์ตรวจหาระเบิด (GT200) ที่ทำจากหินอ่อน จริงๆ แล้วงานของผมมันคล้ายๆ กับจะมีความเป็นวัฒนธรรมป๊อป ข่าวคราว หรือเรื่องราวในวิถีชีวิตปัจจุบัน อย่างตัวเฟอร์รารี่ ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็ต่อเนื่องจากการทำงานดีไซน์ให้โครงการ OTOP ตอนทำงานดีไซน์เราก็ไปลงพื้นที่ต่างจังหวัด ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ผลิตท้องถิ่น ให้ชาวบ้าน แต่ความเจ็บปวดก็คือ โครงการมันไม่ต่อเนื่อง งบประมาณมันไม่มีต่อ แต่ชาวบ้านที่รอเราเขาคาดหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ชาวบ้านก็ขึ้นตัวอย่างสินค้าเต็มไปหมดเลย แล้วก็เอาไปจัดแสดงงาน แต่มันไม่มีความเป็นไปได้ในการขายจริง มันไม่มีการต่อยอด มันหยุดอยู่แค่นั้น หรือบางครั้งทำของออกมาแล้วถูกกดราคา เวลาเจอแบบนี้เราเจ็บปวดนะ ชาวบ้านก็รู้สึกอกหักซ้ำๆ เราก็เลยถามชาวบ้านว่า โอเค เราลองมาทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับภาครัฐละกัน ถามจริงๆ คุณอยากทำอะไร จะตะกร้าเหรอ? ผมเห็นตะกร้าถูกพัฒนาในโครงการต่างๆ โน่นนี่ ก็ไม่เห็นมันจะไปถึงไหน มันก็อยู่อย่างนั้นแหละ ผมหาวิธีหลอกตา ทำให้มันสวย ก็ทำได้ แต่ถามจริงๆ อยากทำไหม ตะกร้าน่ะ? ถามจริงๆ ว่า ถ้าไม่มีใครจ้าง เอาความต้องการของตัวเองจริงๆ น่ะ อยากจะทำอะไร? เขาก็อึ้ง งง แล้วในช่วงนั้นผมก็ไปวัดที่เชียงราย เป็นวัดบ้านๆ อยู่ใกล้ๆ ชายแดน ไม่ดังอะไร พระประธานในโบสถ์ทำจากไม้ไผ่สาน สูงเกือบ 7 เมตร สานปล่อยเลย ไม่ปิดผิวด้วย สานโปร่งๆ ทาชัน แถมทำไม่เสร็จด้วย คอนเซ็ปต์ของเขาคือไม่มีตังค์น่ะ จะไปซื้อหินอ่อนอิตาเลียนมาเหรอ ทองเหลืองยังไม่มีปัญญาซื้อเลย เขาก็ทำเท่าที่พอมี เขาก็เลยสานไม้ไผ่ ใครว่างก็ไปช่วยกันสาน ผู้ชายทำโครงเหล็ก ผู้หญิงก็ช่วยกันสานขึ้นรูป เบี้ยวๆ บ้าง แต่ผมชอบคอนเซ็ปต์ไง มีน้อยก็ใช้น้อย ช่วยกันทำ คนที่มาจากต่างถิ่น ถ้าอยากบริจาคก็คือซื้อไม้ไผ่มัดนึง สิบบาท น่ารักดี (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าอันนี้คือการร่วมมือร่วมใจ ทุกคนเป็นเจ้าของ มีน้อยใช้น้อย ลงแรงเอาแทน แล้วก็กลายเป็นพระประธานองค์ใหญ่ที่เกิดจากการสาน สำหรับผม นี่คือวิถี จริงๆ แล้วมันเป็นองค์ความรู้ที่มีมานานแล้ว ก็ถ่ายทอดมาเรื่อยๆ ปกติชาวบ้านที่ทำงานสานเขาก็ทำตะกร้า ทำเฟอร์นิเจอร์หวายก็อปปี้น่ะ ในละแวกนั้นก็มีคนทำแบบนี้เต็มไปหมดเลย เราก็เลยถามเขาว่า เอาจริงๆ แล้วอยากทำอะไร? เขาก็ตอบไม่ได้ ไม่รู้จะทำอะไร งง เพราะเวลาทำงานเหมือนเขารอคนอื่นมาบอกตลอด ว่าทำเก้าอี้สิ ทำม้านั่งสิ ทำเตียงสิ แต่เวลาเราถามไปจริงๆ ว่าถ้าไม่มีใครจ้าง อยากทำอะไรที่สำคัญสักชิ้นในชีวิตให้กับตัวเอง จะทำอะไร เขาก็บอกว่าอยากทำอะไรแพงๆ เหมือนกระเป๋าหลุยส์ รถเฟอร์รารี่น่ะ ก็เลยเป็นเฟอร์รารี่ออกมา จังหวะนั้นเขาก็ถามว่า ทำแล้วใครจะซื้อ ผมก็บอกว่า ผมซื้อเอง ขาดอะไรผมจะหามาให้ แต่ขออย่างเดียวนะ อย่าเลิก ลุยต่อให้จบ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคือศิลปะหรืออะไรนะ เป็นสิ่งที่เราสะเทือนใจมากกว่า เพราะดูเหมือนผู้ประกอบการส่วนใหญ่ตอนที่เราทำพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปัญหาของเขาคือขาดความเชื่อในตัวเอง หรือแม้แต่ความหวังในชีวิตยังแทบจะไม่มี เพราะฉะนั้นงานชิ้นนี้มันเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ที่เริ่มคิดกันไม่กี่คน จนวันหลังๆ คนมาจากไหนไม่รู้มามะรุมมะตุ้มช่วยกัน ความมันคืออะไรรู้ป่ะ? คือรถมันต้องมีด้านซ้ายขวาเท่ากัน แต่มือคนมันทำไม่เท่ากันไง แล้วทุกคนไม่เคยเห็นของจริง เห็นจากปฏิทินปั้มน้ำมัน เพราะฉะนั้นมันเป็นการเดา เป็นการจินตนาการ มากไปกว่านั้นคือมันเป็นการจินตนาการร่วมกันหลายคน มันเลยน่าสนใจตรงที่ เฮ้ยมันเป็นยังไงวะ ก็ไปซื้อของเล่นมาดู เปิดอินเตอร์เน็ตมาดูกัน แต่หลักๆ ก็คือ เราทำเพราะเราคิดว่ารถจริงๆ มันเป็นยังไง แล้วก็จินตนาการถึงมัน มันถึงจะเป็นรถของพวกเรา ถ้าไปก็อปปี้ มันอาจจะออกมาเหมือนเด๊ะ แต่ไม่มีความหมาย แต่ถ้าเราจินตนาการว่าเฟอร์รารี่ของเราเป็นยังไง มันจะมีความหมายมากขึ้น ว่าสิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดในอุดมคติของเขาคืออะไร ก็ต่อสู้ ทะเลาะ ร้องไห้ เขาก็ทะเลาะกับลูกเมีย คือมีเรื่องหลายเรื่องเกิดขึ้นในเวลานั้น สำหรับผมมันเลยเป็นงานที่สำคัญ เวลาพ่อแม่ทำโอท็อปแล้วลูกรู้สึกไม่ภูมิใจ อาย เขาอยากจะเป็นสถาปนิก เป็นหมอ มีอาชีพที่ได้รับการยอมรับนับถือ แต่ในขณะเดียวกัน เราเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาทำงานกับพ่อแม่คุณเนี่ย คุณเสือกอยากเป็นอย่างอื่น เราถามลูกเขาว่าจบแล้วจะทำอะไร เขาบอกว่าอยากเปิดร้านกาแฟ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งแบบ ก็ดีอ่ะนะ แต่แม่คุณทำงานพวกนี้ส่งคุณเรียนจบปริญญาสามสี่คน คุณยังคิดว่าอาชีพพ่อแม่คุณไม่เท่อีกเหรอ? เพราะภาพมันเหนื่อยไง แล้วก็ไม่ได้รับการยอมรับ อาจจะเป็นเพราะในยุคนั้น พ่อแม่เขาก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องทำแบรนด์อะไร ทำงานออกมามีคนรับไปขายก็โอเค ไม่ได้ปรับตัว เขาก็มีความสุขของเขา แต่พอคนส่วนใหญ่บอกว่า เฮ้ย คุณต้องส่งออก คุณต้องมีแบรนด์ ทุกข์เฉยเลย อยู่ดีๆ วันนึงเขารู้สึกผิดว่ะ บางครั้งเราเลยคิดว่า ทำไมสิ่งที่ฝรั่งเห็นแล้วทำออกมา เราถึงยอมรับกันได้ คิวเรเตอร์คนนึงที่เขียนถึงงานนี้ของผม เขาบอกว่า งานผมเป็น Decolonization ผมก็ มันคืออะไรวะ (หัวเราะ) เขาก็บอกว่ามันคือการปลดแอกและล้มล้างอาณานิคมเก่า และเขาสนใจว่าประเทศเราเป็นประเทศที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของที่ไหน แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องของกายภาพ การตกเป็นอาณานิคมที่แท้จริงมันเป็นเรื่องของแนวความคิด ค่านิยม การถูกรุกรานทางวัฒนธรรม ว่าคุณไม่เท่ คุณต้องมีนั่นมีนี่ ทุกอย่างกลายเป็น Eurocentric เพราะวิทยาการความรู้ หรือศาสตร์ต่างๆ มันตั้งต้นมาจากยุโรป ไอ้องค์ความรู้ท้องถิ่น เช่นการแพทย์หรือสมุนไพร เลยไม่ได้รับการยอมรับ งานของผมมันไม่ได้เป็นเทคนิควิธีทางศิลปะ แต่สำหรับผมมันเป็นความรู้สึกความสัมพันธ์ของเราที่เริ่มต้นทำอะไรที่มันไม่มีขอบเขต เสร็จไม่ทันงานแสดงสินค้าก็ช่างมัน ทำเสร็จแล้วเก็บที่ไหนก็ลืมคิด (หัวเราะ) แต่เรารู้สึกอยากให้ทำน่ะ เราก็อยากรู้ว่า มันผิดไหมถ้าเราทำตามความฝัน มันมีความผูกพัน แล้วเรารู้สึกว่า หน้าที่ของเราที่เราอยากทำให้ได้ก็คือ ทำให้เขามีความเชื่อในตัวเองก่อน




ผลงานของ อานนท์ ไพโรจน์ ในมหกรรมร่วมสมัยนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 57 ใน Alamak พาวิลเลียน กรุงเวนิส, อิตาลี

WURKON:

แล้วหลังจากทำเฟอร์รารี่หวายสานแล้วเป็นยังไงบ้าง

อานนท์:

โอ้ย หลังจากเฟอร์รารี่นี่เอาใหญ่เลย ทำม้านั่งเอง ซ่อมผนังห้องน้ำเอง ใช้การสานเนี่ยแหละ ผมเชื่อว่าศิลปะมันเป็นการค้นพบอะไรบางอย่าง สิ่งที่สำคัญก็คือการค้นพบการยอมรับในตัวเอง วันสุดท้ายที่ขนมาแกลเลอรี่นำทอง ผมชอบมากตรงที่ทุกคนกระโดดกอดกันร้องไห้น่ะ มันเหมือนเขาผ่านช่วงที่ยากมากๆ ต่อสู้กับมุมมองที่เพื่อนบ้านมองว่าทำอะไรไร้สาระ ติงต๊อง ไม่เวิร์ค แต่สานเป็นรถเปิดประทุน หนักเลยนะ (หัวเราะ) ก็ทำเท่าที่มีประสบการณ์ มันเป็นเรื่องที่เขารู้สึกว่าไม่มีใครสั่งให้เขาทำ ตอนทำช่วงสิบเปอร์เซ็นต์แรกนี่แบบ นี่อะไรกันเนี่ย ไดโนเสาร์? บังเกอร์? คือมันไม่ได้เรื่องได้ราวเลย เราก็ต้องมานั่งแชร์นั่งคุยกันเพื่อพัฒนา มันยากนะ ในการทำงานสามมิติ แต่พอมันผ่านห้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว โอ้โห! สปีดมันจะดีมากเลย เพราะมันเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง สำหรับผมมันคือตะกร้าใบใหญ่ เราก็ให้อิสรภาพเขา ไม่ไปตรวจแบบว่าสวยไม่สวย ไม่ต้องห่วงว่าสวยไม่สวย ทำให้เต็มที่ พอแนวคิดมันเป็นแบบนี้ มันกลับค้นพบอะไรที่มันยั่งยืน มากกว่าเราไปบอกเขาว่า พี่ทำแบบนี้สิครับ แบบนี้ไม่ได้นะครับ อ๊ะ! งั้นมึงก็เป็นฝรั่งคนที่สองนี่หว่า ที่ไปบังคับเขา เราคิดว่า พอมันเป็นงานคอนเซ็ปช่วลแบบนี้มันก็ไม่ต้องแคร์ตรงนั้น คนทำก็เริ่มรู้สึกสนุกขึ้น เขารู้สึกมีตัวตนในงาน เขารู้สึกภูมิใจ เวลาผมหิ้วหนังสือพิมพ์จากสิงคโปร์มาให้เขา ไปอีกวันเขาเอาไปใส่กรอบทองแล้วน่ะ เขารู้สึกว่าเขาได้รับการยอมรับมากขึ้น คือถ้าเราลงต่างจังหวัดในหลายหมู่บ้านเราจะพบว่า ชาวบ้านเหล่านั้นจะไม่มีตัวตนในสังคมเท่าไหร่ ไม่มีปากไม่มีเสียงน่ะ หรือบางครั้งเวลาเขาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์แล้วเจอว่า ชาวบ้านน่ะโง่ ไม่ต้องเลือกตั้งหรอก เพราะเขาไม่รู้ว่าทำไมต้องเชียร์ฝั่งนั้นฝั่งนี้ คือมันสัมพันธ์กับบริบทของชีวิตเขาหมด แล้วเรารู้สึกว่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่เราไปเจอมันน่ารักดี ที่เขาเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังอะไรสูง จนบางครั้งถึงขนาดที่ว่า วันนึงเขาก็ตายแล้ว ไม่ได้มีความสำคัญบนโลกนี้หรอก ขอแค่ให้ลูกเขาอยู่ดีมีสุขก็แล้วกัน สิ่งเดียวที่เขาอยากจะได้ คือเขาอยากให้ลูกภูมิใจในตัวเขา

WURKON:

แล้วตอนนี้ลูกเขาเป็นยังไงบ้าง

อานนท์:

โหย กลับมาช่วยใหญ่เลย ไปเรียนด้านนี้เลย คืออะไรอย่างงี้ ผมว่าบางทีเขาไม่ได้ตั้งคำถามกับตัวเอง การศึกษาก็ไม่ให้คำตอบ มุ่งแต่มองหาว่าความศิวิไลซ์อยู่ตรงไหน โลกไปถึงไหนแล้ว คุณต้องใช้พรินเตอร์สามมิติเป็นแล้ว อะไรอย่างงี้ ซึ่งบางทีก็ไม่รู้จะพรินต์สามมิติไปทำไม เดินไปโรงกลึงก็ได้ออกมาแล้ว ผมไปมหาวิทยาลัยเนี่ย นักศึกษาพรินต์สามมิติรูปทรงกระบอกเงี้ย พรินต์ทำไมวะ คุณก็ไปซื้อท่อพีวีซีเอามาพ่นสีสิ ไม่รู้เทคโนโลยีมันทำให้คนฉลาดขึ้นหรือโง่ลงวะ? พรินเตอร์ทรงกลมอย่างเงี้ย เอ้า! คุณไปโรงกลึงสิ คืออะไรง่ายๆ เริ่มไม่ยอมทำกัน แล้วพรินต์ออกมาแล้วกลมจริงหรือเปล่า พอมันหดตัวมันก็กลมแบบแบนๆ เราใช้เทคโนโลยีฟุ่มเฟือย เราใช้ความรู้อันฉาบฉวย แล้วเราเข้าใจว่าเราใช้แล้วเราฉลาด แล้วเราก็ลืมเคารพตัวเอง เราไม่แปลกใจว่าทำไมตอน พี่ฤกษ์ฤทธิ์ (ตีระวนิช) ไปทำผัดไทยในพิพิธภัณฑ์ หรืออาจารย์สุรสีห์ (กุศลวงศ์) เอากองผ้าไปยัดใน MoMA แล้วคนงงว่าพูดเรื่องอะไร สิ่งที่สำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ว่าวัตถุนั้นคืออะไรเพียงอย่างเดียว แต่มันสำคัญที่กระบวนการความคิดหรืองานเหล่านั้นมันทำให้เรารู้ถึงโลกอีกกระบวนทัศน์นึง ที่ทำให้รู้ว่าเราอยู่จุดไหนของโลก โลกมันเบี้ยวน่ะ มันก็หมุนผิดทางอยู่เรื่อยๆ ก็คงมีศิลปะนี่ละมั้ง ที่ดึงเอาเรื่องราวเหล่านั้นมาให้คนทั้งโลกได้เห็น แต่บางทีศิลปินก็ไม่ใช่คนอธิบายที่เก่งน่ะ บางครั้งก็ต้องมีภัณฑารักษ์ นักวิจารณ์ หรือใครหลายคนมาอธิบายว่ามุมมองของงานบางชิ้นมันไม่ได้มีแต่มุมมองด้านศิลปะ บางทีมีนักเศรษฐศาสตร์มาดูงานเฟอร์รารี่ของผม เขาอาจจะตีความไปในทางอื่นก็ได้ เขาอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน เรื่องของเศรษฐศาสตร์มหัพภาพ จุลภาค หรือเปล่า? หรือถ้าเป็นคนที่อินการเมือง เขาอาจจะมองว่ารถคันนี้พอบอกว่ามาจากเมืองไทย ก็คิดได้ว่ามันเหมือนรัฐบาลไทยตอนนี้แหละ ดูเหมือนเวิร์ค แต่วิ่งไม่ได้ ซึ่งความน่าสนุกของศิลปะร่วมสมัยคือมันเปิดให้คนวิพากษ์วิจารณ์ ในมุมที่แต่ละคนมีประสบการณ์ต่างกัน เราเลยไม่คิดจะทำข้อมูลประกอบเพื่อบอกทุกอย่าง ว่าเราทำยังไง เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันตลกสำหรับเรา เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ทำสารคดีหรืออะไร เราเลยคิดว่าการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นได้ตีความน่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มันอาจจะเป็นของเร้นลับ ลึกลับ หรือเนื้อหามันอาจจะถูกตีความผิดแผกแตกต่างไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน ผมว่าก็อาจจะน่าสนใจมากกว่ามาเล่าให้ฟังว่ากระบวนการทำเป็นยังไง ดีไซน์ยังไง มันอาจจะไม่ใช่แนวคิดหลัก ประเด็นหลักของงานน่าจะอยู่ตรงที่ “คุณเห็นอะไร?” มากกว่า ตอนนี้ที่โชคดีที่สุดก็คือประธานของบริษัทเฟอร์รารี่มาเปิดงานให้ด้วย คิวเรเตอร์เขาไปเชิญมาจนได้ คือพูดชื่อ เชียงราย ไป คนที่โน่นก็อาจจะงงว่ามันคือเมืองไหนในประเทศไทย ผมคิดว่าการที่ช่างที่เชียงรายคนนึง ทำอะไรโดยที่นึกถึงโลกที่อยู่อีกฝั่งนึง (เฟอร์รารี่เป็นแบรนด์รถของอิตาลี) เนี่ย มันก็เหมือนเป็นโลกคู่ขนานที่เกิดขึ้นในโลกเรานี่แหละ งานนี้ก็พูดถึงเรื่องนั่นเอง ศิลปินที่แสดงงานในเวนิส เบียนนาเล่ ร่วมกับผมอย่าง กวิตา (วัฒนะชยังกูร) เขาก็มีเนื้อหาที่แข็งแรง ยูริ ซูซูกิ (Yuri Suzuki) ก็เป็นซาวด์อาร์ติสต์ ยิ่งไปกันใหญ่เลย เป็นงานที่เปิดให้คนดูมีส่วนร่วมกับตัวงาน คนเดินเข้ามาแล้วมีเสียงก็องแก๊งกุ๊งกิ้ง เป็นดนตรีที่ทุกคนร่วมกันสร้าง การจับสามคนนี้มารวมกันก็เหมือนจับปูใส่กระด้งแล้ว อ้อ แล้วก็มีศิลปินฟิลิปปินส์อีกคนชื่อ แกบบี ลิชูโก (Gabby Lichauco) เป็นงานในส่วนเอาท์ดอร์ คือพาวิลเลียนที่เราแสดงมันเป็นเวิ้งซ่อมเรือยอร์ชเก่าของเวนิส มันก็จะเป็นล็อกๆ ติดริมแม่น้ำสวยงาม

WURKON:

พาวิลเลียนที่แสดงนี่ไม่ใช่ ไทยพาวิลเลียนใช่ไหม

อานนท์:

ไม่ใช่ครับ ไทยพาวิลเลียนเป็นงานของพี่สมบูรณ์ หอมเทียนทอง นำเสนอโดยแกลเลอรีนำทอง กับ ศศร. (ศูนย์ศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย)

WURKON:

แล้วพาวิลเลียนที่คุณเมาอยู่นี่เรียกว่าอะไร

อานนท์:

เรียกว่า Arsenale Docks ก็เป็นเวิ้งใหญ่ ยังสร้างไม่ครบหมด ซึ่งตรงข้าม  Arsenale Docks ก็เป็นพาวิลเลียนหลัก ที่เป็นคิวเรเตอร์หลักของ เวนิส เบียนนาเล่ ซึ่งจะไม่แบ่งประเทศ มีหลายๆ ศิลปินทั้งโลกรวมกัน คนไทยที่เคยไปก็มีเช่น อ. คามิน เลิศชัยประเสริฐ พี่ฤกษ์ฤทธิ์ แต่โยอิชิ คิวเตอร์ของผมเขาอยากทำพาวิลเลียนที่เป็นศิลปินรุ่นใหม่ เพราะเขาคิดว่ามันน่าสนใจและท้าทายมากกว่า งานจะแสดงไปถึงเดือนกันยายนนี้ ถ้ามีโอกาสไปกันได้ก็อยากเชิญให้ไปดูกัน.

ภาพถ่ายบุคคลโดย อักษร สุดเสนาะ

#WURKON #art #design #อานนท์ไพโรจน์ #anonpairotstudio #venicebiennale #นักสร้างสรรค์ #ผู้สลายพรมแดนของโลกศิลปะและดีไซน์ #เฟอร์นิเจอร์ #ประติมากรรม #แรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัย www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30