สนทนาแบบคลุกวงในกับผู้กำกับหนังรางวัลเมืองคานส์ โอลิเวียร์ อัสซายาส ฉบับ Uncut
13 มีนาคม 2562
ถ้าพูดถึงชื่อของ โอลิเวียร์ อัสซายาส (Olivier Assayas) คอหนังรุ่นเก่าหน่อยอาจจะรู้จักเขาจากหนังอย่าง Demonlover (2002), Clean (2004) ส่วนคอหนังรุ่นใหม่ๆ หน่อย ก็อาจจะรู้จักเขาจากหนังอย่าง Clouds of Sils Maria (2014) ซึ่งหนังเรื่องที่กล่าวมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นศิลปะและลุ่มลึกจนได้เข้าชิงสายประกวดหลักในเทศกาลหนังนานาชาติที่เมืองคานส์มาแล้วทั้งสิ้น
และในปี 2016 ที่ผ่านมา ผลงานหนังเขย่าขวัญสั่นประสาทเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง Personal Shopper ก็ได้เข้าชิงสายประกวดหลักในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลนี้มาครอง
เมื่อเร็วๆ นี้ หนัง Personal Shopper ของเขา ก็ได้เข้ามาฉายในบ้านเรา และในงานเปิดตัวของหนังที่สมาคมฝรั่งเศส ผู้กำกับมือรางวัลอย่าง โอลิเวียร์ อัสซายาส ก็ให้เกียรติมาร่วมงานด้วย เราเลยไม่ยอมรีรอที่ฉวยโอกาสอันดี ในการเข้าไปพูดคุยสนทนาแบบคลุกวงในกับผู้กำกับระดับโลกผู้นี้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง
แต่ไหนๆ เราก็เป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวเกียวกับศิลปะ จะถามเรื่องทั่วๆ ไปก็คงดูจะกระไรอยู่ บทสนทนาของเราก็เลยขอเน้นหนักเกี่ยวกับเรื่องของงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ที่ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ก็แล้วกัน ใครสนใจก็ขอเชิญติดตามอ่านกันได้ ณ บัดนี้เลย


WURKON:
ก่อนอื่น ถึงจะช้าไปหน่อย แต่ขอแสดงความยินดีที่คุณได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังนานาชาติที่เมืองคานส์ปีล่าสุดมา
อัสซายาส:
ขอบคุณครับ (ยิ้ม)
WURKON:
ถ้าเข้าใจไม่ผิดนี่เป็นครั้งแรกที่คุณทำหนังผีใช่ไหม
อัสซายาส:
ใช่ ในหนังของผมที่ผ่านมาหลายเรื่อง มีอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ผมคิดว่ามันปรากฏอยู่ในหนังของผมเสมอมา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติแบบตรงๆ แบบนี้ ผมต้องการทำมันมาสักพักนึงแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำ
WURKON:
คุณเชื่อเรื่องผีหรือวิญญาณไหม
อัสซายาส:
ผมเชื่อว่าในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีอะไรที่ซับซ้อนกว่าโลกวัตถุ ผมคิดว่ามันมีมิติหลากหลาย ที่เราเข้าใจ และไม่เข้าใจ แต่ถ้าจะถามว่าผมเชื่อเรื่องนี้หรือไม่ ใช่ ผมเชื่อ ผมหมายถึงแม้แต่ตัวเราเอง เราก็มีสิ่งที่เรียกว่า จิตใต้สำนึก แฝงอยู่ภายใน ซึ่งเป็นที่สิ่งที่ค่อนข้างลึกลับเหมือนกัน
WURKON:
แต่หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่หนังที่เป็นเรื่องผี๊ เรื่องผี เหมือนหนังผีเรื่องอื่นๆ นะ
อัสซายาส:
ใช่ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องจิตและวิญญาณ มันเกี่ยวกับการที่คุณเด๋อด๋าหรือไร้เดียงสาเพียงไรเมื่อคุณพยายามปะติปะต่อความสัมพันธ์บางอย่างกับโลกของวิญญาณในโลกวัตถุนิยม
WURKON:
องค์ประกอบที่น่าสนใจมากในหนังเรื่อง Personal Shopper ของคุณ คืองานศิลปะ การที่คุณหยิบเอาเรื่องราวและผลงานของศิลปิน ฮิลม่า อัฟ คลินต์ (Hilma af Klint) มาใส่ไว้ในหนัง ทำไมคุณถึงเลือกเอาเรื่องของเธอมาใช้




ภาพวาดของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ (Hilma af Klint)
อัสซายาส:
มันเป็นเรื่องของคำถามที่ซับซ้อนและสำคัญในหนัง นักเขียนชาวฝรั่งเศส อ็องเดร มาลโรซ์ (André Malraux) เขียนหนังสือชื่อ The Metamorphosis of the Gods ที่เกี่ยวกับแนวคิดของเขาที่ว่ามันมีบางสิ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของจิตวิญญาณและสิ่งที่เรามองไม่เห็นดำรงอยู่และเชื่อมโยงกับมนุษย์เราผ่านงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะในอดีต หรืองานศิลปะจากวัฒนธรรมเก่าแก่ในทุกมุมโลก ผมเชื่อในแนวคิดนี้ ผมคิดว่ามันเป็นแนวคิดที่ทรงพลังและเปี่ยมความหมายอย่างยิ่ง และผมคิดว่าแนวคิดนี้ยังมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับงานศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะนามธรรม (Abstract Art) ที่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณ ถ้าคุณดูงานของ มาเลวิช งานของ คานดินสกี้ งานของมองเดรียน เป็นอาทิ แต่สิ่งที่น่าหลงใหลเกี่ยวกับตัว ฮิลม่า อัฟ คลินต์ คือเธอเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านี้โดยตรง เธอไม่เพียงได้รับอิทธิพลมา แต่เธอเชื่อมั่นอย่างยิ่ง ว่ามีพลังวิญญาณบางอย่างชี้นำมือของเธอให้วาดภาพ เธอเชื่อเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ และเธอคิดว่าผลงานศิลปะของเธอเป็นอะไรที่อยู่เหนือโลกที่เธออาศัยอยู่ จนเธอไม่เคยแสดงงานของเธอเลย ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังตั้งเงื่อนไขว่าผลงานศิลปะของเธอจะต้องไม่ถูกแสดงสู่สาธารณะเป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี หลังจากที่เธอเสียชีวิต ผมคิดว่าเธอเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับโลกวิญญาณโดยตรง และในช่วงท้ายของหนัง ผมใช้เรื่องราวของ วิกตอร์ อูโก (Victor Hugo) เพื่อแสดงถึงลักษณะแบบเดียวกันที่ว่า ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ใช้สิ่งที่พวกเขาจินตนาการเกี่ยวกับโลกวิญญาณเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานศิลปะของพวกเขา และผมคิดว่า เมื่อผมมองไปยังเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องจิตและวิญญาณในโลกสมัยใหม่ บางที ศิลปะอาจจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด
WURKON:
ในชีวประวัติของ ฮิลม่า อัฟ คลินต์ นั้น หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เธอต้องการสื่อสารกับโลกวิญญาณก็คือการที่น้องสาวของเธอเสียชีวิตลง ในหนังเรื่องนี้ของคุณ ตัวละครเอกอย่าง มัวรีน ในหนังก็ต้องการสื่อสารกับพี่ชายที่เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน คุณได้แรงบันดาลใจมาจากข้อเท็จจริงตรงนี้ไหม
อัสซายาส:
จะว่าไปมันก็ไม่เชิงนะ คือตัวละครเอกในหนังต้องเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าเสียใจ และยิ่งไปกว่านั้น มันคือความโศกเศร้าจากการสูญเสียตัวตนครึ่งหนึ่งของเธอไป นั่นก็คือพี่ชายฝาแฝดของเธอ มันไม่ใช่แค่ความคิดถึงเขา แต่มันเป็นการที่เธอตระหนักรับรู้ถึงความตายของตัวเองด้วย และเธอต้องอยู่กับมัน ผมคิดว่ามันมีบางเวลาในชีวิตเมื่อคุณโศกเศร้า คุณจะต้องการบางสิ่งบางอย่างที่ให้คำตอบกับคุณ ซึ่งโดยปกติคุณจะได้รับสิ่งเหล่านั้นจากศาสนา แต่ทุกวันนี้เราไม่ค่อยเชื่อมั่นและศรัทธาในศาสนากันมากเท่าไหร่แล้ว แต่เรายังคงรู้สึกเหมือนเดิม เรายังคงต้องการคำตอบเหล่านั้นอยู่เหมือนเดิม ผมคิดว่าตัวละครมัวรีน ถูกนิยามด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เธอต้องการคำตอบบางอย่าง และสังคมสมัยใหม่ไม่ค่อยมีคำตอบอะไรให้เธอนัก (หัวเราะ)






Personal Shopper (2016)
WURKON:
ตัวละครสำคัญอีกตัวในหนังเรื่องนี้คือเทคโนโลยีต่างๆ เช่น iPhone, Macbook, สมาร์ทโฟนต่างๆ คุณคิดยังไงกับเทคโนโลยีเหล่านี้
อัสซายาส:
ผมไม่ได้คิดอะไรกับมันนะ (หัวเราะ) ผมแค่ต้องอยู่กับมัน คุณรู้ไหม ผมคิดว่า ผมไม่ค่อยสนใจเทคโนโลยีในแง่ที่มันเปลี่ยนแปลงเรามากเท่าไหร่นัก ผมคิดว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ของมนุษย์ การเชื่อมต่อของปัจเจกบุคคลในปัจจุบันมันไม่เหมือนกับปัจเจกบุคคลเมื่อ 25 ปีที่แล้ว (ซึ่งมันก็ไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่) ผู้คนในยุคนั้นอยู่ในโลกที่ไม่ต่างกับเรา เว้นแต่เพียงว่าเขาไม่ได้เชื่อมต่อออนไลน์ ผมคิดว่าปัจเจกบุคคลได้เปลี่ยนไป ผมไม่ได้คิดถึงแค่เครื่องมือสื่อสารพิลึกๆ ที่เชื่อมต่อเราด้วยคลื่นไมโครเวฟกับเพื่อนๆ คนรัก และคนรู้จักของเรา หรือใครก็ตาม มันยังเกี่ยวกับชีวิตภายนอกและความทรงจำพิเศษที่เรามีบนอินเตอร์เน็ต เราเป็นคนรุ่นแรกที่เชื่อมต่ออย่างไม่หยุดหย่อนเต็มเวลากับความทรงจำอันมหาศาลของมนุษย์บนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นคำตอบอะไรก็ตามที่คุณอยากรู้ ตราบใดที่คุณมีไวไฟ คุณเชื่อมต่อกับความทรงจำอันมหาศาลของมนุษย์เหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา มันเป็นข้อเท็จจริงที่ค่อนข้างไม่ธรรมดา และผมคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงเรา มันทำให้เราแตกต่าง ในหนัง Personal Shopper สิ่งที่สำคัญคือ ตัวละครในหนังเป็นตัวละครร่วมสมัย ผมต้องการให้ตัวละครเหล่านั้นมีชีวิต เพราะผมต้องการสร้างตัวละครที่มีบุคลิกที่น่าเชื่อถือ อีกอย่างหนังเรื่องนี้พูดถึงความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา และประสบการณ์เกี่ยวกับความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาทุกวันนี้มันแตกต่างกับความความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาที่เคยเป็นมาในอดีต
WURKON:
ถึงแม้เทคโนโลยีจะทำให้เราเชื่อมต่อกันได้ง่ายในทุกมุมโลก แต่มันก็ทำให้คนตัดขาดและห่างเหินออกจากกันกว่าที่เคยเป็นมา
อัสซายาส:
ใช่ ผมคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น จริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวกับการเชื่อมต่อระหว่างกันและกันมากนักหรอก แต่มันเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อของเรากับความเป็นจริง เราอยู่ในโลกของการสื่อสารที่เป็นนามธรรมอย่างสมบูรณ์ คุณลองมองผู้คนที่ยืนรอต่อคิวเข้าแถว นั่งอยู่ในรถไฟใต้ดิน รอขึ้นเครื่องในสนามบิน พวกเขาตัดขาดจากความเป็นจริงรอบๆ ตัว และดำดิ่งสู่โลกแห่งความฝันที่เป็นนามธรรมที่พวกเขาเชื่อมต่ออยู่ สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราใจร้อนขึ้น มันลดความอดทนในการรอคอยเวลาของเรา มันทำให้เราไม่สามารถนั่งมองสายลมและต้นไม้ หรืออะไรก็ตามที่สำคัญกว่าอินเตอร์เน็ต แต่ในขณะเดียวกัน คุณไม่สามารถพูดได้ว่ามันตัดขาดเราจากคนอื่น เพราะมันก็สร้างความเชื่อมต่อระหว่างเรากับครอบครัวและเพื่อนๆ คุณสามารถเถียงได้ว่าคุณสามารถติดต่อใครก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ที่คุณต้องการ ดังนั้น คนที่คุณรักก็จะไม่มีวันหายไปจากชีวิตของคุณ ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติอันโดดเด่นประการหนึ่งของเทคโนโลยีสื่อสารในปัจจุบัน
WURKON:
แต่คุณก็ไม่ได้แอนตี้มันใช่ไหม
อัสซายาส:
ไม่! ไม่เลย แต่ผมตั้งข้อสังเกตมัน เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงของโลกสมัยใหม่ และเราต้องทำอะไรสักอย่างกับมัน เราต้องตระหนักรู้ เราต้องเท่าทันมัน เราต้องใช้มันอย่างมีเหตุผล เราต้องตั้งคำถามมัน เราต้องไม่ถูกมันควบคุม หรือตกเป็นทาสมัน เราต้องไม่ถูกทำให้แปลกแยกซึ่งกันและกันจากการใช้เทคโนโลยี
WURKON:
ที่น่าสนใจก็คือพฤติกรรมของตัวละครในหนังเรื่องนี้ของคุณ เวลาที่เธอสงสัยใคร่รู้อะไร เธอไม่จำเป็นต้องไปถามหาใคร หรือไปห้องสมุดหาอ่านจากหนังสือ แต่เธอเสิร์ชจากอินเตอร์เน็ตดูจาก google หรือ youtube เอา มันเป็นอะไรที่ร่วมสมัยมากๆ
อัสซายาส:
ใช่ ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณใช้มันอย่างมีเหตุมีผล มันก็จะมีประโยชน์อย่างมาก ผมรู้เลยว่า บางเวลาที่ผมเขียนบท ถ้าผมต้องการบรรยายถึงสถานที่ที่ผมไม่ได้ไปมานานแล้ว หรือผมต้องการหาสถานที่เฉพาะเจาะจงสำหรับบางฉาก ผมก็กูเกิ้ลหาเอา ผมว่ามันทำให้งานเขียนของผมดีขึ้นนะ มันมีประโยชน์มาก แบบเดียวกับตอนผมทำซีรีส์อย่าง Carlos ที่มันเกี่ยวกับภูมิศาสตร์การเมือง เมื่อผมต้องการเช็คข้อมูลข้อเท็จจริงให้แน่นอน ผมพบว่าอินเตอร์เน็ตมีประโยชน์มาก แต่มันเป็นแค่เครื่องมือ ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้มันอย่างไรมากกว่า
WURKON:
สิ่งที่น่าสนใจในหนังของคุณอีกอย่างคือ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่คุณทำหนังเกี่ยวกับคนที่มีอาชีพเป็น “ผู้ช่วย” ของใครสักคน ในเรื่องที่แล้วอย่าง Clouds of Sils Maria (2014) อาจจะยังไม่เป็นตัวละครหลักที่ชัดเจนนัก แต่ในเรื่องนี้คุณใช้เป็นตัวละครเอกเลย คุณสนใจอะไรเกี่ยวกับคนเหล่านี้หรือ
อัสซายาส:
ผมไม่ได้จงใจเลือกใช้นะ มันมาเองโดยธรรมชาติ ไม่ได้มีทฤษฎีอะไรใหญ่โตเบื้องหลังมันหรอก แต่ผมเดาว่า เหตุผลที่ผมให้บทแบบนี้กับ คริสเตน สจวร์ต ในหนังสองเรื่อง มันมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เธอเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเซเลปฯ อย่างมาก มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของเธอ ซึ่งอันที่จริงมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมสนใจเธอ มันไม่ใช่ตัวตนของเธอที่ผมเชื่อมโยงด้วย เหตุผลที่ผมทำงานกับเธอ เป็นเพราะผมสนใจในตัวตนที่แท้จริงที่เธอเป็น ดังนั้น สิ่งที่ผมสร้างขึ้นในหนังเรื่องนี้คือการที่คุณไม่มอง คริสเตน สจวร์ต เป็นเซเลปฯ ความดังไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เธอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ ในขณะเดียวกันผมต้องการลบเลือนความเป็นเซเลปฯ ของเธอ เปลื้องเปลือยสถานภาพความเป็นคนดังออกจากเธอ เมื่อนั้น คุณก็จะมองเห็นเธอเป็นคนจริงๆ และมีความรู้สึกว่าคุณได้มองตัวตนที่แท้จริงของ คริสเตน สจวร์ต ในยามที่เธอแสดงหนังเรื่องนี้
WURKON:
แต่ในความเป็นจริง คริสเตน สจวร์ต ก็เป็นเซเลปฯ กว่าตัวละครที่เป็นเซเลปฯ ในหนังของคุณเสียอีกนะ
อัสซายาส:
(หัวเราะ) แน่นอน ผมใช้อะไรแบบนี้เป็นองค์ประกอบขำๆ ในหนัง Clouds of Sils Maria ด้วย วัฒนธรรมเซเลปฯ ในหนัง Clouds of Sils Maria เป็นส่วนหนึ่งของมุกตลกในหนัง ในหนังอย่าง Personal Shopper ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ค่อยเป็นหนังตลกเท่าไหร่นัก มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนบางคนที่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่ไม่มีแก่นสารและปฏิเสธมันโดยสิ้นเชิง
WURKON:
มันตลกดีนะที่ตัวละครในหนังต้องเป็นคนที่คอยซ้อปปิ้งซื้อหาสิ่งของที่ไม่ได้เป็นของเธอ และไม่ได้มีความหมายอะไรกับตัวเธอเลย
อัสซายาส:
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความแปลกแยกในสังคมสมัยใหม่ ในแง่ที่เราหนีออกจากความเป็นจริง ว่าเราทำอะไร ผมเลยเริ่มต้นจากคนบางคนที่ทำงานงี่เง่าๆ ในสังคมสมัยใหม่ ที่เธอพบว่ามันไม่ได้ทำให้เธอมีความสุข เธอหงุดหงิดกับมัน และผมชอบไอเดียที่เธอทำงานกับคนที่เธอแทบจะไม่เคยเจอหน้ากันเลย ในขณะเดียวกัน เธอก็มีชีวิตส่วนตัวที่เป็นส่วนที่ดีที่สุดของเธอ ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่เราสามารถเชื่อมโยงได้ เมื่อคุณเป็นนักเขียน คุณเป็นศิลปิน คุณจะมีข้อได้เปรียบบางอย่าง ในการที่คุณได้ทำงานที่คุณรักและมีความสุขกับมัน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานที่ไม่ทำให้พวกเขามีความสุขความพึงพอใจนัก และบ่อยครั้งที่คนเหล่านั้นต้องทำงานให้กับคนที่พวกเขาไม่มีโอกาสที่จะได้พบเจอหรือเห็นหน้าเท่าไหร่นัก ซึ่งผมว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่เป็นสากลเกี่ยวกับตัวละครของมัวรีน
WURKON:
เรื่องตลกอีกอย่างก็คือ คนอย่างมัวรีนที่เป็นคนที่มีรสนิยมและมองเห็นคุณค่าของเสื้อผ้าเครื่องประดับแพงๆ ต้องมาชอปปิ้งของเหล่านั้นไปให้เศรษฐีไฮโซที่ไม่มีรสนิยมและไม่ได้เห็นคุณค่าของมันจริงๆ
อัสซายาส:
ใช่ๆ แน่นอน ผมชอบไอเดียที่เธอพยายามทำงานของเธอให้ดี มันเป็นส่วนหนึ่งของงานของเธอ ตราบใดที่เธอทำงานนี้อยู่ เธอก็จะพยายามทำมันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอเช็คในอินเตอร์เน็ตว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับเหล่านั้นดูเป็นยังไงเมื่อเจ้านายเธอสวมใส่ แต่ในขณะเดียวกันผมก็แสดงให้เห็นถึงความหรูหราของโลกแฟชั่น เพราะผมต้องการแสดงให้เห็นถึงความลังเลของเธอ ในขณะที่เธอปฏิเสธมัน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอ และตั้งคำถามกับความเป็นอิตถีเพศของเธอ และแฟชั่นมันก็เป็นอะไรที่ดึงดูดได้ชะงัดนัก
WURKON:
ในขณะที่เธอมองเห็นว่างานของเธอมันโง่เง่าไร้สาระ แต่เธอก็ค่อยๆ หลงใหลสิ่งที่เธอซื้อหามาด้วย
อัสซายาส:
ใช่ มันเหมือนเธอถูกสะกดจิตจากสิ่งเหล่านั้น มันเหมือนเราเองก็สามารถถูกสะกดจิตโดยโลกสมัยใหม่ เหมือนเรามีความสัมพันธ์สองจิตสองใจกับโลกสมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่
WURKON:
ในอีกแง่หนึ่งเธอก็มีความสนใจและหลงใหลในศิลปะด้วยเหมือนกัน สังเกตได้จากการที่เธอทำงานอดิเรกด้วยการทำงานศิลปะวาดภาพลายเส้นของสถาปัตยกรรมบางอย่างด้วย
อัสซายาส:
ใช่ๆๆ ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าเธอต้องการเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่หรืออะไรนะ แต่มันแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า มันมีบางสิ่งในชีวิตที่ให้ความพึงพอใจบางอย่างกับเธอ เธออาจจะยังไปไม่ถึง ณ จุดนั้น แต่เราอาจจะพอจินตนาการออกได้ว่าความหวังและความฝันของเธอนั้นคือการได้ทำอะไรที่คู่ควรต่อพรสวรรค์และความสามารถของเธอ
WURKON:
ใครเป็นคนวาดภาพพวกนั้นเหรอ มันสวยดีนะ
อัสซายาส:
เหรอ ขอบคุณนะ (ยิ้ม) ผมมักจะใช้ศิลปินหญิงคนเดิมเสมอ ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้หนังของผมมักจะมีเรื่องของศิลปิน จิตรกร หรือนักวาดภาพในหนังเรื่องหลังๆ ของผม และเธอคนนี้ก็เป็นคนวาดภาพในหนัง Summer Hours (2008) และวาดภาพลายเส้นในหนัง Something in the Air (2012) ของผม รวมถึงงานศิลปะใน Personal Shopper ด้วย คนเดียวคนเดิมนี่แหละ (ยิ้ม)
WURKON:
องค์ประกอบอีกอย่างที่น่าสนใจคือ หนังสารคดีเกี่ยวกับ วิกตอร์ อูโก ที่อยู่ในหนัง มันไม่ใช่สารคดีที่มีอยู่จริงใช่ไหม?
อัสซายาส:
ผมทำขึ้นมาเองแหละ (หัวเราะ) ผมทำขึ้นมาสนุกๆ มันเป็นเหมือนหนังล้อเลียนอะไรแบบนั้น
WURKON:
ได้ยินว่าบางคน (รวมถึงเราด้วย) ไปลองเสิร์ชหาในยูทูปดูด้วย แต่ไม่เจอ
อัสซายาส:
(หัวเราะ) คุณหาไม่เจอหรอก แต่วันหนึ่งคุณอาจจะเจอมันในยูทูป เพราะผมจะใส่หนังสารคดีเต็มเรื่องลงในสเปเชียลฟีเจอร์ดีวีดีของหนังด้วย
WURKON:
คุณจงใจยั่วให้คนเสิร์ชหามันในยูทูปด้วยใช่ไหม?
อัสซายาส:
ใช่ ผมคิดว่ามันน่าจะตลกดีนะ (หัวเราะ) ผมชอบไอเดียการล้อเลียนละครโทรทัศน์ยุค 70 - 80 แต่ผมก็ทำมันออกมาแบบจริงจังมากๆ นะ ในแง่ที่ผมทำมันออกมาในแบบที่มันเคยเป็น ด้วยตัวละครแบบและบทพูดแบบเดียวกันเป๊ะๆ ถึงมันจะเป็นหนังล้อเลียน แต่มันก็ทำออกมาอย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากๆ นะ
WURKON:
พูดถึง คริสเตน สจวร์ต เวลาเธออยู่ในหนังของคุณ เธอดูช่างแตกต่างจากหนังเรื่องอื่น คุณกำกับเธอยังไงเหรอ
อัสซายาส:
ยังไงดีล่ะ ผมค่อนข้างให้เครดิตกับเธอนะ ไม่ใช่ผม ผมคิดว่าเธอเป็นคนมีน้ำใจมากๆ นะ ผมคิดว่าเธอทุ่มเทกับการแสดงมากๆ สำหรับหนังเรื่องนี้ เธอรู้ตั้งแต่ต้นว่ามันจะเป็นอะไรที่ยากกับเธอมากๆ เพราะเธอต้องรับมือกับอารมณ์ในแง่ลบ และความกดดัน และเหตุผลที่เราทำหนังเรื่องนี้หลังจากหนังของ วูดดี้ อัลเลน (Café Society (2016)) เพราะเธอเล่นหนังเรื่องนั้นด้วย ผมเลยต้องรอให้เธอเล่นหนังของ วูดดี้ อัลเลน จบก่อน เพราะเธอต้องเปลี่ยนอารมณ์จากการเล่นเป็นตัวละครที่ตลก ร่าเริงในหนังเรื่องนั้น แล้วต้องปรับเปลี่ยนอารมณ์มาเล่นหนังเรื่องนี้ มันเป็นกระบวนการที่ยากสำหรับเธอ แต่ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่ท้าทายสำหรับเธอ และเราถ่ายทำในเวลาอันสั้นมาก เธออยู่กับเราแทบทุกวัน แทบจะไม่มีวันพัก เพราะเธออยู่ในเกือบทุกฉาก มันเป็นอะไรที่ยอดมาก
WURKON:
เมื่อดูหนังหลายเรื่องของคุณแล้วรู้สึกว่ามันมีความเป็นสากลมากกว่าหนังของผู้กำกับฝรั่งเศสคนอื่นๆ อย่างเช่นการใช้ภาษาอังกฤษในหนัง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีความเป็นฝรั่งเศสอยู่สูงด้วย
อัสซายาส:
เพราะผมคิดว่ามันเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ ผมคิดว่ามันน่าสนใจจริงๆ ที่เราเป็นได้ทั้งความเป็นท้องถิ่นและความเป็นสากล มันเป็นอะไรที่คุณสามารถทำได้ตอนนี้ คุณสามารถทำหนังที่มีทั้งรากเหง้าอะไรก็ตามในวัฒนธรรมของคุณ ให้มันมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมของคุณ แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็สามารถใช้ภาษาที่สามารถแชร์ไปสู่ผู้ชมทั่วโลกได้ด้วย ผมคิดว่ามันเป็นอนาคตของการทำหนัง มันเป็นมิติที่น่าตื่นเต้นของการทำหนังในยุคสมัยใหม่
WURKON:
พูดถึงตอนจบของหนัง มันค่อนข้างเป็นอะไรที่ปลายเปิด สร้างความงุนงง และทิ้งให้ผู้ชมต้องกลับไปคิดและตั้งคำถามอย่างมาก
อัสซายาส:
นั่นเป็นสิ่งที่หนังควรจะเป็น ผมคิดว่าหนังเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่หนังสิ ศิลปะเป็นเรื่องของการตั้งคำถาม ที่ไม่มีคำตอบตายตัว ถ้าหนังของคุณมีคำตอบที่ตายตัว มันก็ไม่ใช่หนังที่ยอดเยี่ยม ยิ่งคุณมีคำถามมากเท่าไหร่ หนังยิ่งอยู่กับคุณไปนานเท่านั้น ถ้าหนังของคุณชัดเจนแจ่มแจ้งเกินไป เวลาคุณเดินออกจากโรง มันก็ไปจากคุณแล้ว ถ้าหนังทำให้คุณมีคำถาม คำถามจะสถิตย์อยู่กับคุณตลอดไป หนังก็เช่นเดียวกัน
WURKON:
รู้แหละนะ ว่าถึงจะถามเกี่ยวกับบทสรุปตอนจบของหนังเรื่องนี้ คุณก็คงไม่บอก แต่เราก็อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วคุณมีคำตอบในใจของคุณไหม
อัสซายาส:
แน่นอน ผมมีคำตอบที่น่าเบื่อของผมแหละ (หัวเราะลั่น) แต่ผมไม่บอกหรอก เพราะผมคิดว่าเมื่อหนังมีชีวิต มันมีชีวิตไปกับคนดู นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมชอบไอเดียของการตั้งคำถามปลายเปิดเอาไว้ เพราะในท้ายที่สุดยิ่งคุณสงสัยกับหนังเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้หนังมีชีวิตยาวนานขึ้นเท่านั้น.

ภาพถ่ายโดย ศุภชัย เกศการุณกุล
ขอบคุณ Studio Aromdi / DreamBox Media และสมาคมฝรั่งเศส เอื้อเฟื้อสถานที่และโอกาสในการให้สัมภาษณ์
#WURKON #movie #art #interview #uncut #olivierassayas #auteur #personalshopper #hilmaafklint #abstractart #modernart #andrémalraux #themetamorphosisofthegods #วิกเตอร์อูโก #สัมภาษณ์ #แรงบันดาลใจจากหนัง #แรงบันดาลใจงานศิลปะ
สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com
สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON
สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557
Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon
Follow Instagram : @wurkon

