Blog

คุยกับ JUNSEKINO Architecture + Design สตูดิโอออกแบบที่น่าจับตาของเมืองไทยผู้ผสานงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในเข้าไว้ด้วยกัน

คุยกับ JUNSEKINO Architecture + Design สตูดิโอออกแบบที่น่าจับตาของเมืองไทยผู้ผสานงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งภายในเข้าไว้ด้วยกัน

13 มีนาคม 2562

ในตอนที่ผ่านๆ มา เราได้แนะนำผลงานของสตูดิโอออกแบบที่มีผลงานน่าจับตามองของเมืองไทยแห่งหนึ่ง สตูดิโอแห่งนั้นมีชื่อว่า

JUNSEKINO Architecture + Design

ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความเชื่อว่าสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในนั้นมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว และมีความสำคัญอย่างเท่าเทียมและไม่อาจจะแยกขาดออกจากกันได้

ด้วยสไตล์การทำงานที่ให้คุณค่ากับทุกรายละเอียดในทุกองค์ประกอบและมิติทางการออกแบบ พวกเขาเชื่อมั่นในสัมผัสและสารัตถะที่แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละโครงการที่ทำ และให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแบบแผนของกระบวนการคิด และสมดุลของความสัมพันธ์ทั้งหมดของโครงการ พวกเขามุ่งเน้นในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับประเทศเขตร้อน เอกลักษณ์ในผลงานของเขาค่อนข้างมีความแตกต่างจากสตูโอสถาปนิกแห่งอื่นๆ คือพวกเขาเป็นสตูดิโอที่มักจะออกแบบพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย อาทิเช่น บ้าน หรือที่อยู่อาศัย  ผลงานที่โดดเด่นของเขาก็มีอาทิ  K22 House, Nature House, Bridge House, Ngamwongwan House, Tinman House ในกรุงเทพฯ, Bang Sa Ray House ชลบุรี หรือคาเฟ่อย่าง Storyline Cafe และร้านอาหารอย่าง NiGiRi Sushi and Restaurant

นอกจากนั้นพวกเขายังออกแบบอาคารเรียนต้านแผ่นดินไหว โรงเรียนบ้านหนองบัว ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเยียวยาหลังภัยพิบัติ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภาคเหนือที่ทำร่วมกับองค์กร Design for Disasters

ผลงานของสตูดิโอแห่งนี้ได้รับรางวัลทางการออกแบบระดับนานาชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัล Asia Interior Design Award 2016 เป็นอาทิ ล่าสุด ผลงาน Ngamwongwan House ของพวกเขายังถูกคัดเลือกให้อยู่ในอันดับสองในลิสต์ The World’s Most Loved Architecture, According to Instagram ของเว็บไซต์ architizer.com อีกด้วย

เมื่อไม่นานมานี้เราได้เข้าไปเยี่ยมเยือนสตูดิโออันอบอุ่นร่มรื่นและเป็นกันเองของพวกเขา ในย่านพระรามเก้า และมีโอกาสได้นั่งพูดคุยสนทนากับสถาปนิกหนุ่มชาวไทยเชื้อสายญี่ปุ่น จูน เซคิโน (Jun Sekino) ผู้ก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้มาแบบเต็มอิ่ม มาร่วมกันฟังเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปและแนวความคิดเบื้องหลังการทำงานของสตูดิโอแห่งนี้จากเขาไปพร้อมๆ กันเถอะ

Nature House

WURKON:

แรกเริ่มเลยนะครับ คุณจูนสนใจในงานสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่เมื่อไหร่

จูน เซคิโน:

คือพื้นฐานผม ผมเป็นลูกครึ่งเนอะ พ่อเป็นญี่ปุ่น แม่เป็นคนไทย ผมโตมาในวัฒนธรรมที่แปลกประหลาด ผมเกิดที่เมืองไทย แล้วไปอยู่ที่ญี่ปุ่น แล้วก็กลับมาอยู่เมืองไทยอีกครั้ง ก็เลยมีปัญหาเรื่องภาษา คือผมพูดไทยไม่ได้ ญี่ปุ่นก็งงๆ ผมพูดได้ตอนห้าขวบนะ มีปัญหา ไปหาหมอ สุดท้ายก็พูดได้ ผมโตมาในสภาพแวดล้อมที่พ่อทำงานคนเดียว แม่เป็นแม่บ้าน ผมก็จะเห็นพ่อเป็นคนทำงานหนักมากเลย คนญี่ปุ่นน่ะ นี่พ่อผมหกสิบกว่าแล้วยังทำงานไม่หยุดน่ะ ทำงานทุกวันเลย เราเลยก็โดน mindset มาว่า เป็นผู้ชายต้องทำงานหนักนะ ห้ามใครมายุ่งเรื่องงานเลย ชีวิตคุณคนอื่นมายุ่งได้ แต่เรื่องงานคุณต้องปกป้อง ตอนเป็นเด็กผมก็ไม่ใช่เด็กเรียนดีนะ ผมเป็นเด็กเกเร คือไม่ใช่เกเรแบบเสียคนนะ แต่ผมไม่ค่อยตั้งใจเรียนในห้องน่ะ ตอนเด็กผมอยากเล่นฟุตบอล ไปเตะฟุตบอลจนได้แชมป์โลกเลยนะครับ ไปกับทีมไทย ไปกับ เร แมคโดนัลด์ ไปกับ ชาคริต (แย้มนาม) ไปเตะที่ยุโรป ได้เป็นแชมป์เยาวชนโลกเลย ไปสวีเดน ไปเดนมาร์ก เล่นจนสุด แล้วก็แบบ เออ ก็อยากทำอะไรให้มันสุดๆ แล้วก็พอ แล้วก็กลับมาเรียนหนังสือ อยู่ ม.ปลาย ผมก็เรียนสายวิทย์ แล้วก็เอ็นท์ติดคณะนึง แต่ผมก็ไม่ชอบ สุดท้ายก็มาขอทุนที่รังสิต ก็ได้ทุนเรียน จริงๆ การที่ผมอยากเป็นสถาปนิกก็เพราะผมไปญี่ปุ่นนั่นแหละ ผมเห็นงานของ ทาดาโอะ อันโดะ ก่อน ตอนอายุประมาณ 16 เราก็บอก เฮ้ย ทำไมมันไม่เหมือนบ้านเราเลยวะ! (หัวเราะ)

WURKON:

ไปเห็นชิ้นไหนมา

จูน เซคิโน:

น่าจะเป็นงานที่โอซาก้า ไม่ใช่งานเด่นอะไร เป็นงานธรรมดาของเขาน่ะครับ ผมสงสัย ผมก็ไปหาข้อมูล มันเป็นพิพิธภัณฑ์คอนกรีต พอกลับมาบ้านเราก็หาหนังสือดู ก็เลยชอบสถาปัตยกรรม คือคนญี่ปุ่น เสาร์อาทิตย์เขาไม่ได้ไปห้างไง เขาไปวัด ไปพิพิธภัณฑ์ นั่นก็เป็นจุดเริ่ม แต่จริงๆ ตอนที่ผมไปเตะบอลเนี่ย ผมไปสวีเดน ไปอยู่ทีสามเดือน ไปอยู่ โกเธนเบิร์ก ไปอยู่โคเปนเฮเกน อยู่เฮลซิงกิน่ะ แล้วบางทีไปนอร์เวย์ ออสโล พระอาทิตย์มันตกเที่ยงคืนน่ะ หลังสองทุ่มมันจะเงียบมากเลย เราซ้อมบอลแล้วออกไปเดินถึงห้าทุ่ม เมืองก็จะสวยมากเลย เราก็เออ แม่งเจ๋งว่ะ ทำไมบ้านเรามันไม่มีอย่างงี้วะ นั่นก็เป็นจุดเริ่ม

WURKON:

แปลกดีนะ ปกตินักฟุตบอลไม่น่าจะสนใจดูงานสถาปัตยกรรมอะไรแบบนี้

จูน เซคิโน:

โห ผมเห็นสนามฟุตบอล อูลเลวี (Ullevi) ที่ชิงแชมป์ยุโรปที่เมืองโกเธนเบิร์ก ที่ผมไปเตะแมตซ์ชิงน่ะ สนามนี้มันมีเส้นเคิร์ฟสวยมาก สร้างเมื่อสามสิบปีที่แล้ว บ้านเราไม่เห็นมีสนามอย่างงี้เลย ไปเตะที่ชานเมืองเดนมาร์ก สวยมาก เมืองเขาเหมือนเลโก้น่ะ เดินหาซื้อน้ำตาลอยู่สามวัน ไม่มีน้ำตาลขาย บ้านนอกของเดนมาร์ก มันหายาก มันหนาวไง อยากกินโอวัลตินเย็น (หัวเราะ) แพงมาก ถุงละสองร้อย แต่อยากกิน มันก็จะเป็นประสบการณ์แปลกๆ เมื่อก่อนมันมีการแนะแนวว่าอยากเป็นสถาปนิกไหม ผมไม่รู้เลย จริงๆ ผมอยากเรียน Fine Art นะ แต่แม่ถามว่าแล้วจะทำอะไรกิน ผมตอบไม่ได้ แม่บอก ถ้าบ้านแกรวย เอาเลย เขาไม่ห้าม แต่เขาบอก แกคิดดีๆ นะ ผมก็ เออว่ะ จะทำอะไรกินวะ จริงๆ ผมชอบมาก ชอบดรออิ้งชอบอะไร แต่มันไม่มีปัญญาเลี้ยงตัวเอง คือพื้นฐานบ้านผมไม่ได้มีฐานะดีไง

WURKON:

แล้วไม่คิดจะเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพต่อเหรอครับ

จูน เซคิโน:

ก็คิดดูดิ เร ก็ไปเป็นพิธีกรเป็นอะไรไป ก็มีเพื่อนที่ไปเล่นอาชีพที่สวีเดนเหมือนกัน คือนักฟุตบอลสมัยก่อนมันลำบากไงครับ ผมเคยไปเทรนด์ที่โอซาก้ามา คือ ม.ปลายมันเป็นช่วงตัดสินใจเลยว่า ถ้าเป็นนักฟุตบอลผมต้องทิ้งการเรียนเลย ไปญี่ปุ่นเลย พ่อก็ถามว่า เอาจริงเหรอ? (หัวเราะ) คือบ้านเรามันต้องเรียนไว้ก่อนไง ถ้าเลือกเป็นนักฟุตบอลป่านนี้ผมไม่เรียนแล้วล่ะ เป็นนักฟุตบอลอาชีพไปแล้ว เออ! จริงๆ นะ

WURKON:

โห พลิกผันมากเลยนะ

จูน เซคิโน:

โหย ผมยังคิดเลย ถ้าตอนนั้นเลือกอีกอย่าง ตอนนี้ผมเป็นนักฟุตบอลแน่นอนน่ะ แต่มันเป็นชะตาชีวิตน่ะ เหมือนหนัง Sliding Door มันเลือกไม่ได้มาก มีซ้ายกับขวา เดี๋ยวนี้มีสี่ห้าทางเลือก เมื่อก่อนมันมีอยู่แค่สองทาง ใช่ป่ะ!

WURKON:

จริงๆ ถ้าเป็นสมัยนี้คุณจะเรียน Fine Art ก็ยังได้เลย

จูน เซคิโน:

ได้! มีทางทำมาหากินได้เยอะแยะ แต่สมัยก่อนการไม่เรียนคือคุณเลวน่ะ สำหรับพ่อผม ถ้าไม่เรียน คุณเป็นผู้ร้ายนะ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วอะไรทำให้หันมาเรียนสถาปัตยกรรม

จูน เซคิโน:

ตอน ม.ปลาย ผมเรียนที่บดินรเดชา เรียนสายวิทย์ เคมี ชีวะ ตอนผมเรียนเคมีกับชีวะ ผมบอกอาจารย์ผมไม่เป็นหมอแน่นอน ผมขอแลกละกัน ขอเกรด 1 เกรด 2 ก็ได้ ขอนั่งหลังห้องกับเพื่อนอีกสองคน ล้างบีกเกอร์ให้เพื่อนทั้งห้องเลย แลกเกรด เขาบอกก็ได้ คุณก็นั่งเงียบๆ ไปนะ ผมก็นั่งหลังห้อง วาดรูปกับเพื่อน ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนนึง คนนี้แหละเป็นคนสอนผมวาดรูป ปัจจุบันก็เป็นด็อกเตอร์ไปแล้ว เป็นสถาปนิกเรียนศิลปากร ไปเรียนต่อฝรั่งเศส ผมก็นั่งวาดรูปไปทุกวัน ตอนผมซิ่วออกจากมหาวิทยาลัย ตอนที่เรียนด้านการเงิน ผมก็ไปช่วยเพื่อนตัดโมเดลที่รังสิต ที่ศิลปากร เฮ้ย มันสนุกดี ผมก็ศึกษาจากหนังสือ เมื่อก่อนมันจะมีนิตยสารชื่อ Art&Idea ผมจำผลงานนักศึกษาทุกคนที่ลงเล่มนี้ได้ทุกเล่ม ทุกมหาวิทยาลัยได้ ตอนผมเจอพวกสถาปนิกรุ่นพี่ๆ ผมบอก ผมจำพี่ได้ ปัจจุบันผมยังคุยกับพวกเขาอยู่เลยนะ เขาบอก มึงรู้จักกูได้ยังไง? ผมบอกผมเคยเห็นงานพี่ลงหนังสือเล่มนี้ มันทำให้ผมมีโอกาสในชีวิตเลยนะ เรื่องนี้ มันเป็นความประทับใจแรกเริ่มที่เราจำเขาได้ พี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) เจอกันตอนปีห้า ตอนปัจฉิมนิเทศ เขาด่าผมเลย ผมบอก ผมอยากไปเรียนเมืองนอกเหมือนพี่บ้าง เขาหันมามองหางตา มึงรวยป่ะล่ะ? โหพี่ ผมไม่มีตัง เขาก็ถามผมว่า แล้วมึงอยากเป็นอะไร? ผมก็บอกว่า ผมอยากเป็นสถาปนิกพี่ มึงอยากเป็นสถาปนิกใช่ไหม? งั้นมึงก็จงเป็นสถาปนิก มึงอย่าไปเป็นกราฟฟิกดีไซน์ เว็บดีไซน์ หรือเป็นอะไรอื่น จงเป็นสถาปนิก แล้วเอาตัวเข้าไปอยู่ในโลเคชั่นนั้นให้ได้ แล้วมึงทำครบสิบปี มึงค่อยมาคุยกับกู นั่นแสดงว่ามึงผ่านการคัดเลือกแล้ว ถ้าไม่ถึงสิบปี มึงยังไม่ใช่ มันเป็นคำพูดที่ผมยังจำมาถึงปัจจุบัน แล้วชอบพูดให้เด็กๆ ฟัง พอครบสิบปี ผมไปหาเขา เขาก็จำได้ ผมเป็นคนที่ไปสมัครงานกับเขาแล้วเขาไม่รับนะ แล้วเขาไม่ให้เหตุผลด้วย จนมาวันหลังเขาบอก กูรู้ ว่ามึงจะมาสมัคร แต่ก็ไม่รับหรอก กูมีเหตุผลนะเว้ย มึงดื้อน่ะ กูคิดว่าอยู่กับกูมึงไม่ได้อะไรหรอก มึงไปทำของมึงเองดีกว่า แกบอก สถาปนิกมันเป็นอาชีพหลักนะเว้ย มันเป็นอาชีพเสริมไม่ได้เว้ยจูน ผมชอบมากเลยคำนี้ ผมก็ได้อะไรมาเยอะมากจากพี่เขา

WURKON:

พอไปเรียนแล้วเป็นยังไง

จูน เซคิโน:

ปีแรกเกือบรีไทร์น่ะ ผมได้เกรดเฉลี่ย 1.8 สองเทอมน่ะครับ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ กินเหล้าเละเลยครับ โห ชีวิตอาร์ติสต์ กินเหล้าทุกวัน ทุกวัน! เป็นปี จนวันนึงเข้าโรงพยาบาลไปบริจาคเลือด พยาบาลบอกว่า คุณจูนคะ แอลกอฮอล์คุณมีเลือดน้อยมาก

WURKON:

หา อะไรนะ?

จูน เซคิโน:

คือจะตายแล้วน่ะครับ! ร่างกายแทบไม่มีเลือด มีแต่แอลกอฮอล์ในตัว (หัวเราะ) ต้องหยุดกินเหล้าหกเดือน ถึงจะไปบริจาคเลือดได้ ผมแบบ เฮ้ย ไม่ใช่แล้วมั้ง! ผมก็ไปขอทุน เขาจะไม่ให้ เพราะเกรดเราเป็นแบบนี้ สุดท้ายก็เปลี่ยนทัศนคติ จากที่งงๆ ว่าเรียนอะไร ไม่เข้าใจ โลกที่ไม่มีตรรกะอะไรเลย อาจารย์ให้เกรดยังไงวะ ทำไมให้คนนี้ C ให้คนนั้น A เราไม่เข้าใจน่ะครับ สุดท้ายผมก็เอาตัวไปฝากกับรุ่นพี่ ไปซื้อโอเลี้ยง เมื่อก่อนทำธีสิสเขาก็นอนสตูโอกัน นอนมหาวิทยาลัยกัน ผมก็ไปนอนด้วยทั้งปีเลย เราก็ไปเป็นเบ้ให้เขา อันนี้ดีมากเลย เวลาเขาแบบร่าง ตัดโมเดล อันไหนเขาไม่เอา ผมขอกลับไปเก็บเต็มห้องเลย เอาไปดูเทคนิคการตัดแมสโมเดล เมื่อก่อนเขียนแบบไม่มีคอมพิวเตอร์ เขียนมือ ผมก็ขอกลับมานั่งดู คอนสตรักชั่นเขาเขียนยังไง ต่อมาผมก็เอาเทคนิคนี้มาใช้ในการทำงาน มันพลิกเลย เปลี่ยนเลย หลังจากนั้นผมก็เรียนดีมาตลอด เกรดเฉลี่ย 3.9 ทุกเทอม เหมือนคนปั่นจักรยานน่ะ พอมันทำได้...

WURKON:

มันก็ทำได้เลย

จูน เซคิโน:

ใช่ ก็สนุกดี ก็เรียนไปเรื่อยๆ จนจบ แต่จบมาก็ไม่ค่อยดี เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ปี 2000 มิลเลนเนี่ยมเลยครับ โพละเลย เละน่ะครับ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีงาน ออฟฟิศก็ลดวันทำงานเหลือสี่วัน โชคดีผมหางานได้ ทำงานหกวัน เงินเดือนเจ็ดพัน ไปทำงานที่นนทบุรี ตื่นตีห้านั่งรถเมล์ไป กลับถึงบ้านสี่ทุ่มทุกวัน เป็นบริษัทรับเหมาของรุ่นพี่ ทำทุกอย่างเลย ผมคิดในใจ เราเอาตัวเข้าไปอยู่ในโลเคชั่นก่อน อ๋อ เขาทำแบบก่อสร้างกันอย่างงี้นะ ไม่มีข้อแม้เลย เขาให้ทำอะไรก็ทำ เวลาเขียนแบบเหล็ก ไม่ใช่สักแต่เขียนว่าเหล็ก มันมีตารางเหล็กของมัน มีหนังสือ ทำไมเหล็กมันต้องขนาดนี้ ผู้รับเหมาเขาก็สอนผม เราก็ได้อะไรมาเยอะ ผมก็อยากไปเรียนนะ แต่ไม่มีตัง ไม่เป็นไร เราก็คิดว่าในสองปีนี้เราอยากรู้เรื่องอะไร ผมทำงานบริษัทนี้อยู่ประมาณปีนึง ก็เรียนรู้หมดเลย จากผู้รับเหมา หลังจากนั้นเราก็คิดว่าอยากทำงานกับฝรั่งบ้าง อยากทำงานที่เป็นมาสเตอร์แปลน ก็ไปทำงานกับบริษัทที่ทำโครงกาสนามบินหนองงูเห่า ในส่วนที่เขาออกแบบพวก Customer Free Zone กับ Fire Rescue เขาโยนฝรั่งมาคนนึง เป็นที่ปรึกษาจากนิวยอร์ก เราก็โง่มากเลย บ้านนอกมาก เป็นญี่ปุ่นโง่ๆ คนนึง ก็ไปดูแลเขา เขาให้ทำอะไรก็ทำ เขาก็ให้คอมเมนต์ เป็นที่ปรึกษา ในช่วงนั้นมันทำให้ผมเขียน Appendix เขียน TOR (Terms of Reference - ข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง) เป็น นั่นคือสิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนน่ะ เขาก็สอนเรา ทำอยู่สองปีจนเสร็จ เราก็รู้แล้วว่ามาสเตอร์แปลนเป็นยังไง การทำงานในระบบมาตรฐานเป็นยังไง ต่อมาผมก็อยากรู้ว่า Conceptual architecture (การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงแนวคิด) มันเป็นยังไง อยู่ๆ ผมขับรถไปทองหล่อ เห็นออฟฟิศนึงสวยมากเลย เป็นออฟฟิศคุณเมธา บุนนาค พี่เล็ก ศิลปินแห่งชาติน่ะ ผมก็เดินเข้าไปสมัครเลย แล้วมันตลกมาก เขาปล่อยให้ผมเดินเข้าไปในสตูดิโอหน้าตาเฉย พี่เล็กก็ชี้หน้าผม เฮ้ย คุณเข้ามาทำไมเนี่ย? ขโมยป่ะเนี่ย! (หัวเราะ) ผมก็บอก ผมมาสมัครงานครับ เขาก็ตกใจ ผมถือพอร์ตเข้าไปเล่มนึง โง่ๆ ไปยื่นให้เขาดู

WURKON:

แล้วเขารับไหม?

จูน เซคิโน:

รับ ก็คุยกันประมาณสิบห้านาที โห ผมรู้สึกว่า บรรยากาศแบบนี้นี่มันเหมือนได้พบกับมาสเตอร์เลย

WURKON:

อารมณ์เหมือนบุกเข้าไปขอเจ้าสำนักฝึกวิทยายุทธเลย

จูน เซคิโน:

เออ ดีที่ตอนแรกเขาไม่ตบเอา (หัวเราะ) ก็ทำอยู่กับเขาปีนึง เป็นปีที่ผมฟินมากเลย เหมือนได้จบปริญญาโท เป็นที่สุดในชีวิตครั้งนึงเลย ในการทำงาน

WURKON:

ยังไง?

จูน เซคิโน:

มันทำให้ทัศนคติในการทำงานผมเปลี่ยนไปมาก ผมรู้สึกว่าในชีวิตผมได้ใกล้กับมาสเตอร์คนนึงก็คนนี้แหละ เป็นสิบชั่วโมงของการทำงานที่ยาวนาน เป็นแต่ละวันในการทำงานที่ยาวนานมาก ถามว่าเหนื่อยไหม มาก แต่ผมนับถือแกมาก แกเปลี่ยนชีวิตผมในเรื่องของการทำงาน

WURKON:

อะไรที่คุณได้มาจากตรงนั้น

จูน เซคิโน:

ความเป็นมืออาชีพครับ เขาบอกผมว่า คุณอย่าเพิ่งเป็นศิลปิน คุณช่วยเป็นมืออาชีพก่อน

WURKON:

มืออาชีพที่ว่านี่หมายความว่ายังไง

จูน เซคิโน:

คือทุกคนอยากเป็นมาสเตอร์ อยากเป็น Great Architect อยากเป็นตัวของตัวเอง ก่อนที่จะเป็นตัวของตัวเองได้ คุณช่วยทำงานแบบมาตรฐานให้ดีก่อน ก่อนที่จะมีความเป็นตัวเอง ก่อนที่คุณจะเป็นตัวเอง คุณต้องรู้จักอะไรที่ไม่เป็นตัวเองก่อน ผมชอบมาก แกมีปรัชญาการทำงานการสอนลูกน้องแบบคนสมัยก่อนนะ ต้องลงมือลงแรง คำพูดของแกก็จะช็อตเข้าไปในหัวเรา อยู่มาปีนึง สุดท้ายผมก็พักประมาณเดือนนึง หลังจากนั้นก็อยากรู้ว่า Interior Architecture (สถาปัตยกรรมภายใน) มันเป็นยังไง ผมก็ไปสมัครออฟฟิศ Interior ชื่อ I.S.M. ผมอยู่ที่นี่นานมาก หกปี เป็นสถาปนิกแค่คนสองคนในออฟฟิศ Interior ยี่สิบคน ตอนนั้นก็ทำคีรีมายา ทำศรีพันวา ตอนนั้น Interior Architecture (สถาปัตยกรรมภายใน) เนี่ย ประมาณสิบปีที่แล้วยังไม่มีใครพูดถึงเท่าไหร่ เราเคยทำงานขนาดยักษ์มา ทำมาสเตอร์แปลน แต่ตอนนี้เราทำทีหลังเลย สถาปนิกทำทุกอย่าง แล้วเราออกแบบไปครอบไว้ มันดีมากเลย หกปีนี้ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย พี่ดุ๊ก ทะยุทธ ทองปาน บอสผม เข้าใจในเรื่องของรสนิยม ความงาม Space Planning (การจัดสรรพื้นที่) สุนทรียะ แกสอนผมว่าสถาปัตยกรรมมันอาจจะไม่ได้เริ่มจากอะไรที่มันใหญ่ยักษ์ก็ได้ มันเกิดจากอะไรที่มันเล็กที่สุดขึ้นมาก็ได้ มันทำให้ผมเข้าใจเรื่อง Inside out บางทีในการทำงาน แกเอาวัสดุมาสามสี่ชิ้นมาวางที่โต๊ะ คุณเอาไปปรับใช้ บางทีไม่ต้องขึ้นแปลนหรอกจูน ขึ้นรูปด้านก่อนก็ได้ ปัจจุบันถ้าคุณสังเกตมันจะมีงาน Interior คู่ขนานกันไปกับสถาปัตยกรรม ผมเชื่อว่าสถาปัตยกรรมอย่างเดียวมันไม่รอดหรอก มันต้องประกอบด้วย Interior, Landscape (ภูมิสถาปัตยกรรม), แสง, พรอพ เฟอร์นิเจอร์ ด้วยอะไร มันไม่มีทางที่เราจะสร้างสถาปัตยกรรมตูมเดียว แล้วเป็นสุดยอดเลย ไม่มีทาง งานที่ดีมันต้องประกอบด้วยหลายอย่าง ผู้ใช้งานเอย ชุดของพนักงานเอย เมื่อก่อนเราถูกสอนให้ทำงานแบบ โห! เลอคอร์บูซิเยร์ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่ งานบางงานอาจจะเป็นอย่างงั้น แต่ผมมองว่าถ้าเราทำงานให้คนทั่วไปมันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง ผมทำงานอยู่ในระบบประมาณเกือบสิบปี ก็ไม่ได้อยากออกนะ แต่มันมีวิกฤติบางอย่างก็เลยออกมา ออกมาอยู่บ้านสองปี คนเดียว ไม่มีงานเลยครับ อยู่กับแมว กับแม่ แบบ จะบ้าเอาน่ะ! ผมเลยคิดเลยว่าถ้าทำออฟฟิศไม่ควรทำที่บ้านเลย มันเครียดมากเลย เพราะมันรู้สึกไม่ได้พักน่ะ

WURKON:

แล้วมาเริ่มทำออฟฟิศของตัวเองเมื่อไหร่ครับ

จูน เซคิโน:

ปี 2008 ผมออกจากงานมาอยู่บ้านสองปี แล้วผมรู้สึกว่าผมไม่ไหวละ หลังจากนั้นผมได้งานใหญ่มา เชื่อไหม สองงานแรกผมเฟลหมดเลย จบไม่ดีกับลูกค้า ไม่อยากจะเรียกว่าโดนโกงนะ แต่ได้ตังไม่ครบ โดนไล่ออกจากโปรเจ็กต์ตัวเอง แต่สุดท้ายหลังจากนั้น พองานเสร็จแล้วห้าหกปี ทุกคนเชิญผมกลับไปที่งานที่ผมทำ แต่ไม่จ่ายตังนะ (หัวเราะ) ตลกป่ะ คืออย่างผมทำบ้านหลังนึงแล้วมีปัญหากับลูกค้า ผมไม่ชอบทะเลาะ ก็เลยออกมา แล้วลบทุกอย่างเลย เครดิตเอยอะไรเอย ตังก็ไม่ได้ หลังจากนั้นอยู่ดีๆ ก็มีคนส่งอีเมลมาหาผม อยากให้ผมกลับไป คือเขาจะขายบ้านน่ะ ขอชื่อคุณจูนไปใช้หน่อย ผมนั่งอ่านอีเมลอันนั้นกับลูกน้องคนแรกอยู่ห้านาที ผมน้ำตาคลอเลย มันคืออะไรวะ? แต่เราโตแล้ว เราจะตัดเรื่องของอารมณ์ออกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงโทรไปด่าแล้วน่ะ มึงอะไรวะ! แต่ผมก็ตอบกลับไปดีๆ

WURKON:

แล้วตกลงให้เขาไหม

จูน เซคิโน:

ให้ แล้วเขาก็ขายได้นะ ทำบ้านไป 15 ล้าน ขายไป 3 เท่า

WURKON:

แล้วสรุปตอนนีคุณได้ตังหรือยัง

จูน เซคิโน:

ได้ไม่ได้ไม่สำคัญอะไร ขอกลับไปถ่ายรูปเอาไว้อย่างเดียว แต่ผมเคลียร์กับเขาแล้วนะ สบายใจดี เรื่องมันผ่านไปแล้ว อีกอย่างเราโตขึ้นแล้วด้วย (ยิ้ม) สุดท้ายผมไปออกแบบ Nature House ในปี 2009 ที่สร้างชื่อให้ผมมาก และเป็นงานแรกที่รู้สึกว่าพอเสร็จแล้วมีความเป็นตัวผมจริงๆ ผมก็เลยออกจากบ้าน ไปขอที่มุมนึงของออฟฟิศเพื่อนแถวชิดลม ขอเช่าเขาเดือนละสองพัน โต๊ะเล็กๆ ขอนั่งด้วย มุมนึง (หัวเราะ) อยากเอาตัวเองออกจากบ้าน ว่ามันจะเป็นยังไงวะ ก็ดีนะ ได้แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว มีงานเข้ามานะ จนมีลูกน้องคนแรก ชื่อคุณนก ตอนนี้ยังอยู่กับผมเลย ก็นั่งอยู่มุมนั้นปีนึง นั่งเรือจากรามไปทำงานชิดลม หลังจากนั้นเพื่อนก็ให้ที่ตรงซอยวัชรพล เป็นตึกแถวสองชั้น เอาไปเลย ทำอะไรก็ทำ ให้ค่าแบบพี่ๆ น้องๆ ผมก็อยู่ที่นั่นสี่ปี เพิ่งย้ายมาออฟฟิศในปัจจุบันตรงนี้ต้นปีนี้ ก็เปิดออฟฟิศมาได้หกปี จริงๆ ผมไม่ได้อยากมีออฟฟิศเลยนะ ผมแค่อยากตื่นมาแล้วมีงานออกแบบทำ ผมก็แฮปปี้แล้ว การที่ผมออกจากระบบที่ทำอยู่แปดปีเพราะโดนจับฉลากออกน่ะ เศรษฐกิจไม่ดี เงินเดือนชนเพดานก็ต้องโดนถีบออกมาน่ะ (หัวเราะ) ยุคฟองสบู่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ จับฉลากออกจริงๆ

WURKON:

สถานการณ์ของวิชาชีพสถาปัตยกรรมยุคนั้นมันแย่มาก

จูน เซคิโน:

โหย แย่ เงินเดือนไม่ขึ้นสามปี ไม่มีโบนัส แต่มันกลายเป็นระบบคิดให้ผมเลยนะ ว่าถ้าผมทำออฟฟิศมันต้องไม่เกิดสิ่งนั้น ประสบการณ์แปดปีที่ผ่่านมามันดีมากเลยนะ แล้วการที่ผมไปเรียนการเงินอยู่ปีนึงเนึ่ย ผมเข้าใจเลย ท ี่สตีฟ จ็อปส์ พูดถึงการ ลากเส้นต่อจุด น่ะ ตอนแรกผมคิดว่าเรียนไปทำไมการเงิน ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกันเลย

WURKON:

เหมือนที่ตัวเขาเองก็เคยเรียนการออกแบบตัวอักษร และนำมาใช้ประโยชน์ภายหลัง

จูน เซคิโน:

เออ! ได้ใช้มากๆ เลย เรื่องการเงินเนี่ย

WURKON:

ทั้งๆ ที่คุณไม่ชอบมันจนเลิกเรียนไปด้วยซ้ำ

จูน เซคิโน:

ใช่ แต่มันทำให้เรารู้เรื่องของบัญชี งบดุล เดบิต เครดิต การเบิกเงินลูกค้ายังไง ทำยังไงให้ลูกค้าเกรงใจ ไม่โดนเอาเปรียบ ซึ่งตรงนี้คือข้อบกพร่องของนักออกแบบเลย เรื่องธุรกิจน่ะ ผมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้น้อยมากนะ ออฟฟิศเราก็เคยโดนเบี้ยวไม่จ่ายเงินบ้างนะ แต่เราเจ็บไม่หนัก เพราะผมรู้ไง ผมเผื่อเอาไว้ก่อนแล้ว เพราะเราไม่ใช่ศิลปินที่ทำก่อนแล้วค่อยเก็บตัง ทุกอย่างมันมีลำดับขั้นตอนของมัน

WURKON:

อย่างงานที่เขาไม่จ่ายตังนี่ก็ไม่เจ็บหนัก?

จูน เซคิโน:

สุดท้ายมันก็วินแหละ เพราะมันทำให้ผมได้งานอื่นอีกเยอะน่ะ ผมรู้สึกว่า งานออกแบบกำไรมันมีสองอย่าง คือเราได้ตัง กับได้เรื่องอื่น ผมเคยนั่งคิดเล่นๆ นะ สมมติผมทำงานเสร็จหนึ่งงาน คนจะเห็นงานนี้ประมาณสองปี แล้วมันจะมีงานตามมาอีกห้างาน ถ้าเราทำงานดีๆ สิบงาน ห้าสิบงานมันจะมาให้เราเลือกได้ อันนี้เมื่อก่อนนะ แต่เดี๋ยวนี้มันทางเลือกเยอะแล้ว สมัยก่อนออฟฟิศดังๆ ในเมืองไทยงานมันล้นเพราะว่า มันไม่ค่อยมีทางเลือก แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราทำงานดีๆ หนึ่งงาน อดทนจนเสร็จนะ ไม่ว่าจะเจออะไร มันจะส่งผลดีมาก เพราะสถาปัตยกรรมมันเคลื่อนตัวช้า กราฟฟิก แฟชั่น อาทิตย์หน้าไปละ สถาปัตยกรรมันมีเวลาของมัน บางทีคนมาหาผมให้ผมทำบ้านเนี่ย เขาเห็นบ้านหลังที่ผมทำเมื่อสิบปีที่แล้ว ผมก็ต้องบอกว่าปัจจุบันผมไม่ใช่อย่างนั้นแล้วนะ จะเอาแบบนั้นเหรอ ถ้าทำแบบเดิมก็ได้ มันก็เพลย์เซฟ แต่ถ้าเขามีความต้องการที่จะลอง เราก็ได้ทดลองงานไปเรื่อยๆ ผมเรียกว่ามันเป็นความตั้งใจนะ มันไม่มีใครสอนหรอก แต่ผมศึกษาจากคนอื่น ฝรั่งคิดยังไง พี่บางคน อย่างพี่เล็ก ทำโครงการนึงสี่ห้าปี ทำไมยังดีลกับลูกค้าได้ มันยากมากเลยนะ ดีไซน์มันแค่พาร์ตนึง แต่การบริหารจัดการมันยาก แต่ละคนก็จะมีวิธีการของตัวเอง พี่ด้วงก็จะมีวิธีการของเขา พี่บี (อมตะ หลูไพบูลย์) ก็จะมีวิธีการของเขา น่าสนใจนะ

WURKON:

แล้วคุณจูนล่ะ มีวิธีการดีลกับลูกค้ายังไง

จูน เซคิโน:

ที่ผมทำงานออกแบบบ้านเยอะ เพราะผมซอฟต์นะ ผมประนีประนอม หลายๆ ออฟฟิศไม่ทำบ้านเพราะมันน่าเบื่อ อย่างทำอาคารพาณิชย์มันจะมีเรื่องธุรกิจมาเป็นตัวตัดสิน เฮ้ย! ต้องเปิดแล้วว่ะจูน ไม่ไหวแล้วว่ะ! ทำยังไงก็ได้ให้มันเปิดให้ได้

WURKON:

มันมีเรื่องของเวลา

จูน เซคิโน:

ใช่ แต่อย่างบ้านเนี่ย ตอบสนองความพอใจอย่างเดียว ไม่มีเรื่องอื่น ผมบอกว่าคุณทำบ้าน 20 ล้าน มันไม่มีกำไรนะ เหมือนซื้อรถน่ะ มันคือความพอใจอย่างเดียว บางทีเขาบินไปยุโรป ไปอิตาลี ขอเปลี่ยนแบบ อยากได้บ้านแบบอิตาเลียน เราก็ต้องยืดหยุ่นไง บริหารยังไง อย่างผมทำบ้านบางหลังแก้แบบกัน หูย สามสิบแบบน่ะ กว่าจะเสร็จ มานั่งดูแล้วทำบ้านได้อีกสิบหลังเลยนะ แต่เราก็ทำน่ะ เรารู้สึกว่ามันเป็นการเดินทางของเขา

Ngamwongwan House

WURKON:

สังเกตว่างานออกแบบของคุณจูนเป็นบ้านซะส่วนใหญ่

จูน เซคิโน:

ผมโตมากับการทำที่อยู่อาศัยด้วยแหละ ตั้งแต่ออฟฟิศเก่า ผมทำอาคารพาณิชย์น้อยมาก ก็มีแหละ แต่เป็นอาคารพาณิชย์ในแบบของผมน่ะ ทำแบบซอฟต์ๆ ไม่ได้โหด ไม่ได้ฮาร์ดเซลมาก ก็ค่อยๆ ทำไป

WURKON:

เคยคุยกับคุณบี เขาบอกว่าสำหรับสถาปนิก การทำงานออฟฟิศมันมีประโยชน์หลายๆ อย่าง

จูน เซคิโน:

ผมมีความเชื่อว่า ในวงการสถาปนิกเนี่ย คนที่แก่กว่าเรา เขาต้องเก่งกว่าเราไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับจบสูงจบต่ำนะ ผมเห็นพี่ดราฟต์บางคนอายุห้าสิบ โคตรเก่งเลย ผมไปหน้างาน เจอโฟร์แมนอายุห้าสิบ โอ้โห โคตรเก๋าเลย เขาดูขาดน่ะ เขาไม่ได้เรียนดีไซน์นะ แต่ประสบการณ์เขาโชกโชนเลยน่ะ ผมว่าสถาปนิกมันเหมือนต้นไม้นะ ผมให้เมล็ดคุณไปหนึ่งเมล็ด แล้วบอก ช่วยทำยังไงก็ได้ ให้มันโตสิบเมตรภายในหนึ่งอาทิตย์ มันเป็นไปไม่ได้ มันมีข้อแม้เรื่องเวลา ต่อให้คุณมีเทคโนโลยีขนาดไหน มีเงินเท่าไหร่ คุณทำให้ต้นไม้โตสิบเมตรในหนึ่งอาทิตย์ไม่ได้ นั่นคือเฟคแล้วน่ะ ผมว่าสถาปนิกก็เหมือนกันน่ะ มันมีข้อแม้ของเวลา เหมือนที่พี่ป๊อก (อรรถพร คบคงสันติ) TROP พูดน่ะว่า สถาปนิกเราทำงานหนักทุกวัน มันอาจจะน่าเบื่อ แต่เราไม่รู้หรอกว่ามันเป็นตะกอนของภูมิคุ้มกันบางๆ บางมาก เป็นไมครอนน่ะ แต่สิบปีมันหนาเป็นฟุตเลย แต่ถ้าเรามัวแต่คิดว่ามันน่าเบื่อ เงินน้อย คนอื่นเขาขับบีเอ็มกันแล้ว คุณก็อย่าทำเลยดีกว่า เหมือนที่อาจารย์เฉลิมชัย (โฆษิตพิพัฒน์) พูด ผมชอบ เขาบอกว่า ถ้าคุณเขียนรูปจนถึงอายุห้าสิบแล้วคุณไม่ดัง คุณมาถีบหน้าผมเลย เพราะมันไม่มี เขียนรูปจริงๆ แบบไม่ขายวิญญาณนะ อายุห้าสิบคุณดังแน่นอน เพราะส่วนใหญ่มันทนไม่ไหวไง

WURKON:

ส่วนใหญ่จะทนไม่ถึงตอนนั้น

จูน เซคิโน:

ส่วนใหญ่มันไม่ถึงหรอก บางคนอยากมีรถ มีบ้าน มีเมียไปก่อน ผมมองว่ามันเป็นข้อแม้ของเวลา คือผมไม่ได้บอกว่ามันเป็นทุกอาชีพนะ หลายคนเริ่มทำแล้วเก่งเลยก็มี หลายคนก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สถาปนิกเนี่ย ผมมองว่ามันต้องอาศัยต้นทุนความรู้หรือประสบการณ์บางอย่างในการทำงานน่ะ


WURKON:

คอนเซ็ปต์หรือแนวคิดในการออกแบบของคุณคืออะไร

จูน เซคิโน:

เราถูกสอนมาว่างานสถาปัตยกรรมมันต้องมีคอนเซ็ปต์ที่แข็งแรง ที่ดี เหมือนตอนเรียนถ้าคุณไม่มีคอนเซ็ปต์ คุณเป็นผู้ร้ายเลยน่ะ ไม่มีคอนเซ็ปต์เหรอ ได้เอฟไปเลยดีกว่า ผมทำงานหลายๆ ชิ้นผมไม่มีคอนเซ็ปต์นะ ผมให้ลูกค้าดูว่าเขาชอบไหม สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดจากคอนเซ็ปต์ที่ผมอยากให้มันเป็นนะ มันเกิดจากบริบท จากสภาพแวดล้อม ตรงไหนไม่สวยก็ปิดมันซะ ตรงไหนสวยอยากเปิดให้เห็นก็เปิด มันเกิดจากความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อยากสงบก็ต้องเงียบ อยากได้ลมก็ต้องเปิด ผมชอบงานที่พูดจาภาษามนุษย์ปกติ ไม่ต้องซับซ้อน โดยเฉพาะทำบ้านน่ะ แนวคิดจะพัฒนาไปตามบริบทแวดล้อมของสถานที่ที่จะสร้างงาน ไม่ได้มีคอนเซ็ปต์ตั้งแต่ก่อนที่จะสร้างงาน ผมไม่เคยมีคอนเซ็ปต์ว่าโปรเจ็กต์นี้จะทำอะไรเลย ไปถึงสถานที่ที่จะสร้าง ไปเห็น แล้วค่อยคิด บางทีไปเจอลูกค้า โดยเฉพาะการเจอลูกค้าเนี่ย เปลี่ยนทัศนคติผมมากเลย ผมจะคิดว่าลูกค้าต้องชอบแบบนี้ เอ้า ชอบอีกแบบ ลูกค้าบางคนดูภายนอกนี่มินิมอลมาก แต่ชีวิตเขากลับต้องการบ้านที่ดีไซน์แรงมาก การทำบ้านมันดีอย่างตรงที่มันเป็นเรื่องของความชอบ แต่มันก็ยาก เพราะว่าความชอบมันตัดสินยาก เวลาทำงานกับลูกค้าเนี่ย เขาต้องชอบเราก่อน ถ้าชอบแล้วเราค่อยหาความเหมาะสม สำหรับผมนะ ถ้าเริ่มงานด้วยความไม่ชอบ มันไปต่อยากละ ความชอบมันไม่มีเหตุผลนะครับ ทำไมคนชอบผิวขาว ชอบผิวสีน้ำผึ้ง ชอบคนรูปร่างดี ชอบผู้หญิงหมวย ผมว่าสถาปัตยกรรมมันก็เป็นแบบเดียวกันน่ะ มันเป็นเรื่องเฉพาะน่ะ ดีอยู่อย่าง ที่ส่วนใหญ่ตอนหลังๆ เขาเห็นงานเราแล้วชอบ คงมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่างานทุกชิ้นทำเหมือนกันนะ แต่ละเคสมันไม่เหมือนกันเลย 20 งานก็ 20 แบบ มันก็จะมีความแตกต่างกันออกไป

WURKON:

แปลว่างานออกแบบของคุณไม่มีลายเซ็นต์

จูน เซคิโน:

ผมยังไม่รู้เลยว่าลายเซ็นคืออะไร สไตล์คืออะไร ผมยังไม่รู้เลยน่ะ มีคนถามผมว่า เฮ้ย คุณจูน ปีหน้าเทรนด์อะไรกำลังจะมา โห ผมรู้ผมก็รวยไปแล้วล่ะ (หัวเราะลั่น) สีไหนกำลังจะมา อ๋อ เทรนด์ปีหน้าสีเขียวมา ใครเป็นคนบอก? ผมไปนั่งอ่านแล้วก็นึกว่าคนเขียนนี่เก่งจัง ถ้าผมรู้อย่างงั้นผมรวยไปแล้ว (หัวเราะ) ผมทำงานแบบที่ผมชอบน่ะ ผมไม่มีสไตล์ ผมไม่ได้มีทฤษฎีลึกล้ำ สถาปัตยกรรมของ Junsekino จะเปลี่ยนโลก ไม่ใช่เลย ไม่ใช่ผมแน่นอน งานผมคงเป็นอะไรที่ตั้งอยู่แล้วคนขับมอเตอร์ไซค์ผ่านแล้วบอกว่า เอ๊ะ นี่งานจูนเหรอ? ไม่เห็นมีอะไรเลย ผมจะมีความสุขมากเลย

WURKON:

ไหงงั้นล่ะ?

จูน เซคิโน:

(หัวเราะ) ไม่รู้สิ คือผมรู้สึกว่าพออายุเยอะๆ แล้วผมเปลี่ยนวิธีคิดในการทำงานสถาปัตยกรรมมากๆ เลย ผมคิดว่าเราอยากทำอะไรให้เหมาะสมกับเขา

WURKON:

สภาพแวดล้อมและผู้อยู่อาศัย?

จูน เซคิโน:

ใช่ กับเขา กับสิ่งที่อยู่รอบด้านน่ะ ผมคงไม่ใช่สถาปนิกที่สร้างสถาปัตยกรรมแปลกประหลาด เพื่อไปกระทืบสิ่งที่อยู่รอบด้าน หรือตั้งคำถามฉลาดๆ ให้คนต้องคิด งานผมไม่ต้องคิดหรอก ดูแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย นี่แหละงานของผม คนอยู่แล้วก็คงสามารถนั่งเอาเท้าชันเข่ากินข้าวได้ อะไรอย่างงี้ คงไม่ต้องอยู่เหมือนนั่งร้านอาหารเก๋ๆ ทั้งวัน ลูกค้าบางคนอยากให้เป็นแบบนั้น ผมถามว่าคุณกินอย่างงั้นทุกวันจริงๆ เหรอ ผมไปบ้านเขาเห็นอาม่านั่งชันเข่ากินข้าว จะเอาแบบร้านอาหารเก๋ๆ มันขัดแย้งกันไหม เขาก็บอก คุณจูนกวนตีนเนอะ ผมไม่ได้กวนตีน ผมสังเกต มันคือชีวิตน่ะ ใช่ป่ะ นี่มันข้อเท็จจริงน่ะ ถ้าเราต้องทำสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนเขา ไม่ดีมั้ง ผมคงไม่แฮปปี้น่ะ

WURKON:

ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณก็ต้องศึกษาคนก่อน

จูน เซคิโน:

ใช่ ผมชอบคุยกับลูกค้ามากเลย หลายๆ โปรเจ็กต์ผมทำจนกลายเป็นเพื่อนกัน สืบต่อมาถึงรุ่นลูก เพียงแต่ว่าเขาต้องสัมผัสกับเราให้ได้ก่อน ไม่งั้นเขาไม่กล้าเสี่ยงไปกับเราหรอกครับ สถาปัตยกรรมมันเป็นอะไรที่โคตรจะไม่แน่นอนเลยน่ะ มันเป็นอาชีพนึงที่แปลกประหลาดมาก เราหากินอยู่บนปัญหาของชาวบ้าน สมมติว่าโต๊ะนี้คือไซต์เปล่า เราเป็นเจ้าของที่ดินที่สวยมากเลย มีแม่น้ำ มีต้นไม้ อยากทำบ้านสักหลัง แต่สถาปนิกเดินเข้าไป โอ้โห! ปัญหาบานเลย ก่อนหน้านี้ยังดีอยู่เลย สถาปนิกเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ตรงนี้แดดร้อน โน่นไม่ดี ติดตรงนี้ เจ้าของก็ เอ๊ะยังไง! ตกลงที่ตรงนี้มันดีหรือไม่ดี? นี่แหละ มันคือข้อแม้ไง แล้วอีกอย่าง หลายคนพยายามทำงานสถาปัตยกรรมที่มันอยู่ได้ตลอดไป แต่ผมไม่เชื่อในสถาปัตยกรรมแบบนั้น ผมว่ามันเปลี่ยนแปลงทุกวัน ยิ่งคนปัจจุบันนี้มันมีแรงขับเคลื่อนมาก โลกมันหมุนเร็วมาก สถาปัตยกรรมชิ้นนึงมันจะตอบโจทย์คนได้ตลอดไปไหม ผมว่าไม่หรอก มันตอบสนองได้ช่วงนึง แต่ถ้าคุณทำงานสถาปัตยกรรมที่มันยืดหยุ่น เปิดกว้าง มันก็จะปรับตัวเข้ากับคนได้ แต่ในความยืดหยุ่นที่ว่านี้มันมีความไม่ชัดอยู่ งานผมนี่มันไม่ชัดเลยนะ แต่มันก็มีความยืดหยุ่นของมัน ใครมาก็คงอยู่ได้

WURKON:

มันไม่บีบคั้นคน?

จูน เซคิโน:

ใช่ อาจเป็นบุคลิกของออฟฟิศผมที่มีความซอฟต์และประนีประนอม

WURKON:

พูดถึงความยืดหยุ่นก็นึกถึงงานที่คุณไปออกแบบโรงเรียนต้านแผ่นดินไหวให้โรงเรียนบ้านหนองบัว ที่จังหวัดเชียงราย โครงสร้างของอาคารเรียนนี้ก็มีความยืดหยุ่นไม่ตายตัวและเปลี่ยนแปลงฟังก์ชั่นง่ายด้วยเหมือนกัน

โรงเรียนบ้านหนองบัว ที่จังหวัดเชียงราย

จูน เซคิโน:

ใช่ โรงเรียนนี้มันเป็นโครงการ Impossible น่ะ ผมใช้เวลาทำกับน้องๆ ทั้งหมดอาทิตย์นึง แต่ละคนนี่เก่งมากเลย แล้วไซต์ที่ผมได้เนี่ยมันก็ติดห้องน้ำอยู่ด้านหลัง มันมองไม่เห็นอะไรเลย แล้วก็มีเงินอยู่ไม่เยอะ เป็นเงินพระด้วย ผมก็คิดในใจว่าจะทำยังไงให้ใช้เงินให้น้อยที่สุด มันไม่ใช่งานที่ทำเพื่อโชว์อะไรใคร เราคิดว่าทำยังไงให้ใช้เหล็กไม่ให้เหลือเศษเลย ตรงไปตรงมา มันก็สะท้อนออกมาแบบซื่อๆ ดีเทลก็ทื่อๆ น่ะ แต่ฝรั่งเขาชอบนะ โปรเจ็กต์นี้ผมไปพูดที่มิลานนะ มันเข้ารอบประกวดสถาปัตยกรรมในประเภทโรงเรียน ผมก็อธิบายแบบตรงไปตรงมาน่ะ เพราะจะให้พูดอะไรเกินกว่านั้นไม่ได้ เรามีเงินอยู่เท่านี้ เราใช้เหล็กเท่านี้ ของที่เขาบริจาคก็มีเท่านี้ ก็ใช้ให้มันมีประโยชน์ที่สุด มันก็สอนผมกับลูกน้องว่า เออ บางทีเราไปหาอะไรที่มันไกลตัวมากๆ พอเราสร้างอะไรที่มันเป็นโครงสร้างจริงๆ มันไม่ต้องตีความ มันไม่ต้องเปรียบเปรยว่ามันเป็นตัวแทนของอะไร

WURKON:

มันคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

จูน เซคิโน:

ใช่ มันคือโครงสร้างน่ะ ตรงไปตรงมา คุณจะตีความว่ามันเป็นอะไรก็ได้ มันมีความรู้สึกแบบไทยๆ อยู่ไหม ผมไม่ได้นำเสนอในด้านนั้นเลย มันมีความเป็นภาคเหนือไหม ผมไม่ได้คิดถึงอะไรแบบนั้นเลย มันเป็นโครงสร้างที่รองรับการสั่นสะเทือนได้ ซ่อมง่าย เหล็กไม่กี่ชิ้น เคลียร์มาก ดูแลง่าย มันไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องตีความอะไรเลย

WURKON:

มันตอบโจทย์?

จูน เซคิโน:

ผมไม่รู้มันตอบโจทย์หรือเปล่าน่ะ แต่ผมรู้สึกว่าในปัจจัยของเวลาตอนนั้น ผมทำได้เท่าที่ทำได้ในโครงการนี้ ถ้ามีเวลาอีกอาจจะดีกว่านี้ก็ได้

WURKON:

มันมีข้อจำกัดของเวลา?

จูน เซคิโน:

ใช่ เรื่องวัสดุ ทุกอย่างเลย เรื่องทางเทคนิค ช่างก็เป็นช่างท้องถิ่น เราต้องเอาโมเดลไปแกะให้เขาทำตาม ก็โอเคนะ มันทำให้เรา ลงมาอยู่กับดิน ลงมามองการทำงานจริงๆ บางทีเรานั่งแต่อยู่บนโต๊ะน่ะ สถาปนิกมันโดนสอนให้เป็นเทพไง Architecture ภาษากรีกมันแปลว่าผู้เป็นเลิศไง มันโดนบิวต์มาอย่างงั้นน่ะนะ แต่จริงๆ ไปหน้างานเราก็เป็นคนเท่ากับช่างแหละ เขาก็สอนเรา ทุกวันก็เป็นการเรียนรู้ ผมรู้สึกว่าอาชีพสถาปนิกมันก็เป็นอาชีพนึงที่หาเลี้ยงครอบครัวได้ มันก็ไม่ต่างจากแท็กซี่มิเตอร์ ความรู้สึกผมในปัจจุบันนะ มันก็เป็นอาชีพสุจริตอันนึง ไม่ได้สูงส่งอะไร มันอันตรายถ้าเราคิดว่าเราสูงส่ง เพราะเราจะตัดมันไม่ได้ ยิ่งทำงานผมก็ยิ่งคิดว่าเราเป็นคนธรรมดาที่ทำงานอย่างเหมาะสมดีกว่า ส่วนเรื่องความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่สังคมเป็นคนบอก ถ้าใครบอกคุณจูนประสบความสำเร็จหรือยัง? ความสำเร็จคืออะไร ผมยังไม่รู้เลย การที่จะบอกว่าคนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ ผมว่าต้องให้คนอื่นเป็นคนบอก ตัวเองบอกไม่ได้ แต่ความสำเร็จของผม คือมีลูกค้ามาจ้างเราต่อ (หัวเราะ) ผมถือว่านี่ผมประสบความสำเร็จแล้ว แสดงว่า ยังไม่อดตาย มีเงินจ่ายลูกน้อง แค่เนี้ย! จริงๆ ไม่ได้ซับซ้อนเลย เออ! มีงานออกแบบที่เราอยากทำให้เราทำทุกวัน แค่เนี้ย โอ้ย ฟินแล้ว! จะเอาอะไรมากกว่านี้ รางวัล การยอมรับ ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ตามมาทีหลัง

WURKON:

แต่งานเด่นอีกชิ้นของคุณอย่าง Tinman House จากที่อ่านข้อมูลมามันก็มีคอนเซ็ปต์เยอะเหมือนกันนะครับ


Tinman House กรุงเทพฯ

จูน เซคิโน:

Tinman House เนี่ย ผมไปพูดที่งาน Wazzadu TALK เดือนกุมภาพันธ์ โปรเจ็กต์นี้ผมใช้เวลาสามปี ดีไซน์ปีนึง ลูกค้าเจอผมนี่เขามีภาพ 2,700 ภาพที่เขาอยากได้ เขาเป็นวิศวกรพลังงาน เลยอยากได้บ้านเป็นเหล็ก เขาชอบการ์ตูนหุ่นกระป๋อง Tin Man มาก เขามีเรื่องทุกอย่างในหัวอยู่แล้ว และเชื่อมั่นตัวเองมาก เราเลยถอยตัวเองออกมาดูห่างๆ แล้วก็ค่อยๆ ใส่ตัวเราเข้าไป ก็เป็นการทำงานแบบเท่ากัน ทำไประหว่างทาง เขามีภรรยา ภรรยาเขาอยากได้สี ผมก็ใส่สีน้ำเงินอะไรไป มันไม่ใช่สีค่ะคุณจูน คุณจูนเข้าใจคำว่าสีไหมคะ เหลืองแดงน้ำเงิน นั่นคือสีค่ะ โอเคครับ ผมก็ซัดให้ไปเลยอย่างที่เห็นนั่นแหละ ประชดนะ แต่เขาชอบ! นี่ผมกวนตีนนะ เขาก็รู้ว่าผมกวนตีน เขาก็กวนตีนกลับ ทำมาให้ก็ใช้ งานมันเลยมีแม่สีทุกสีเลย คือเขาทำงานวิศวกรพลังงานไง เขาเลยอยากได้ของที่เป็นโรงงานมาทำเป็นบ้าน คุณเห็นโรงกลั่นหรือเปล่า มันสวยมากเลย ผมอยากได้แบบนั้น มุมมองความงามของเขาแปลกดี ลูกค้าแบบนี้เขาชัดเจนแล้วไง มันก็เลยออกมาแบบที่เห็น

WURKON:

เหมือนกับการอิมโพรไวซ์ (ด้นสด) เลยเนอะ

จูน เซคิโน:

ใช่ ทำกันไป เปลี่ยนกันไปแก้แบบไปยี่สิบกว่าครั้งก็สนุกดี

WURKON:

ปกตินักออกแบบที่โดนแก้แบบจะหงุดหงิด คุณจูนหงุดหงิดไหม

จูน เซคิโน:

ผมไม่นะ การแก้มันมีเหตุผลไง คุณต้องเข้าใจก่อนว่า อยู่ดีๆ ลูกค้าเขาไม่อยากแก้งานหรอก เขาเสียเวลา เขาอยากเหมือนเดินเข้าไปในโชว์รูมบีเอ็มแล้วขับออกมาเลย เดือนหน้าสร้างได้เลยเขาคงทำน่ะ แต่มันไม่ได้ไง เราเป็นสถาปนิก ต้นทุนเราคือเวลา เราอยากให้มันเสร็จเร็วๆ แหละ บางทีเราชอบโยนว่าเป็นเพราะลูกค้า แต่บางทีปัญหาอาจอยู่ที่เราก็ได้ เรายังลึกไม่พอ เรายังดูเขาไม่ขาด เรายังมีทางเลือกให้เขาน้อยไป เรายังจับเขาไม่ชัดน่ะ เออ นั่นแหละ เราต้องมองกลับนะ

WURKON:

หันกลับมามองตัวเองมากกว่า

จูน เซคิโน:

ใช่ การทำงานออกแบบมันเหมือนตีปิงปองน่ะ ตีไปตีมา ถ้าจังหวะตีไม่ดีลูกก็ตก ถึงคุณจะชนะ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากเล่นกับคุณ แต่บางทีทำดีหมดแล้วเอาไปให้ซินแสดู แล้วซินแสบอกไม่โอเค ผมก็ไม่ฟังเหมือนกันนะ บุคคลที่สามเนี่ย ถ้ามีให้มาดูตั้งแต่ตอนแรก มีเคยทำบ้านจนเสร็จ ลูกค้ามาสารภาพ บอกดูแบบไม่เป็นตั้งแต่วันแรกเลย แล้วทำไมยอมให้ทำ เขาบอก ทำด้วยความเชื่อ โห! อันนี้อันตรายมากเลยนะ ตอนหลังผมก็ถาม ดูเป็นไหมครับ เข้าใจไหม ผมก็จะสอน ทำงานก็ต้องอ่านลูกค้าแต่ละคน ผมมีความคิดว่า งานสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะงานสร้างบ้าน มันไม่ได้เกิดจาก Master Architect (สถาปนิกชั้นเยี่ยม) หรอก แต่มันเกิดจาก Master Owner (เจ้าของชั้นยอด) ก่อน คุณจะต้องมีลูกค้าดีมากๆ ก่อน ผมคิดว่าลูกค้าที่เดินมาจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้านเนี่ย คุณคือผู้กล้ามากเลย เฮ้ย จริงๆ นะ! ผมนับถือคนที่เดินมาจ้างสถาปนิกให้ออกแบบบ้านราคาสี่ห้าล้าน ทั้งๆ ที่ไปซื้อบ้านจัดสรร หรือหาโหลดแบบบ้านฟรีสำเร็จรูปตามเน็ตเอาก็ได้ คนที่เดินเข้ามาแล้วบอกว่าผมอยากจ้างสถาปนิกออกแบบบ้าน คุณคือผู้กล้า แดดส่องเลยอ่ะ เจ๋ง! คุณ Cool อ่ะ คนพวกนี้ผมอยากทำงานให้น่ะ คุณไปซื้อบ้านโครงการบ้านจัดสรร มีภาพในฝันสวยงาม มีรถ มีหมาวิ่ง แอร์เย็น จบ มานี่ อะไรเนี่ย? ภาพมันไม่ชัดเลย มันเป็นการเสี่ยงมากเลย อยู่ๆ จ่ายเงินงวดแรกมาแล้วมีความเชื่อว่าคุณจูนทำให้มันออกมาดีได้ ดูดิ ต้องกล้าไหมล่ะ ร็อกน่ะ ร็อก! (หัวเราะ) ผมว่างานที่ดีต้องมาจากลูกค้าที่ดีก่อน

WURKON:

เมื่อกี้พูดถึงหมอดูฮวงจุ้ย เคยเจอปัญหาบ่อยไหม

จูน เซคิโน:

มีหลายงานที่ผมมีปัญหาเพราะหมอดูฮวงจุ้ย ไปต่อไม่ได้เพราะเขาบอกว่า สิ่งที่คุณออกแบบมามันจะทำให้ครอบครัวแตกแยก คิดในใจ หน้าอย่างเรานี่นะ (ตบโต๊ะ หัวเราะ) คุณออกแบบมาสิบเดือน เจอซินแสสิบนาที พังหมดเลยน่ะ เปรียบเปรยเหมือนบ้านเป็นเขียง คนอยู่เหมือนโดนอีโต้หั่น แล้วก็ไม่จ้างเราต่อ ผมก็ไม่เถียงนะ มันคนละแรงโน้มถ่วงแล้วน่ะ มันคนละดวงดาวแล้ว จบดีกว่า แต่หลังๆ ถ้าจะมีก็มาแต่วันแรก มีหลายงานที่ผมเริ่มจากฮวงจุ้ยแล้วแฮปปี้ ซินแสดูมาเลย ตรงนี้อยู่แล้วผัวจะมีเมียน้อย ผมเอาน้ำไปใส่เลย โอเคไหม ดีมากเลยคุณจูน มันจะเย็น ทำให้อารมณ์ของสามีลดลง ผมดีลได้นะ เข้าใจป่ะ ตรงนี้อยู่แล้วธุรกิจจะมีปัญหา ผมก็ เอาหินไปวางไหมครับ ธุรกิจจะได้มั่นคง โอ้ยดีมากเลย ลื้อเป็นคนเข้าใจเรื่องความเชื่อนะ

WURKON:

แล้วไปเอามาจากไหนว่าต้องทำแบบนี้

จูน เซคิโน:

เซนส์เลย ถ้าอยากให้นิ่งก็ต้องเอาหินไปวาง ถ้าอยากได้เย็นๆ ก็ใส่น้ำ เขาถาม เอ๊ะ คุณจูนเรียนมาเหรอ? ไม่ได้เรียน ก็คุณอยากได้เย็นๆ อย่างได้นิ่งๆ เราก็เอาเข้าไปใส่ จบ (หัวเราะ) เราต้องสังเกตว่าลูกค้าอยากฟังอะไร เขาอยากฟังสิ่งที่เขาอยากฟัง ซินแสอยากแสดงตัวตนเขา มีอะไรผมพร้อมแก้ได้นะ บ้านต้องอยู่บนเนิน ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมปรับแลนด์สเคปให้เป็นสามเหลี่ยมเหมือนอยู่บนเนินแล้วก็มีน้ำ โอ ดีมากเลย คุณจูน มันก็คือวิทยาศาสตร์น่ะ ผมไม่มีปัญหา บางทีมาแบบ ในห้องต้องมีหน้าต่างอันเดียว ได้! มีหน้าต่างอันเดียว แต่หน้าต่างเรายาวสิบเมตร ความเป็นหน้าต่างคือออกไปไม่ได้ ผมก็ทำธรณีขึ้นมาเกือบ 50 ซม. ก็ต้องก้าวข้าม ซินแสมาเห็นก็มองหน้า ได้มั้ง เพราะถ้าเป็นประตูมันต้องติดพื้น เขาก็หาว่าผมกวนตีน แล้วมันสวยไหมล่ะ? วินวิน ไง

WURKON:

พลิกแพลงไปตามสถานการณ์?

จูน เซคิโน:

ผมว่านี่ก็เป็นความกะล่อนของผมน่ะแหละ ผมว่าสถาปนิกก็ต้องมีบ้างน่ะนะ เอาให้อยู่ ไม่งั้นลูกค้าไม่ฟังน่ะ เชื่อไหม เวลาพรีเซนต์งาน ในการคุยเนี่ย ผมไม่เคยมีสคริปต์ ไม่เคยมีการเตรียมตัว ผมรู้สึกว่าผมต้องการตอบสนองแววตาลูกค้า ผมว่าคนอื่นที่เก่งๆ เขาก็ทำแบบนี้แหละ มันไม่ใช่การเตรียมสคริปต์น่ะ มันเป็นอะไรที่สดๆ เป็นชีวิตน่ะ

WURKON:

การทำอะไรแบบนี้มันก็ต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควรเลยนะ

จูน เซคิโน:

ไม่รู้นะ ผมอาจจะแค่พูดมาก กะล่อนก็ได้มั้ง (หัวเราะ) แต่ผมรู้สึกว่าการพูดให้ลูกค้าเชื่อมันยากนะ ข้อเสียของสถาปัตยกรรมในการพรีเซนต์มันมีอย่างนึง คือ สถาปัตยกรรมมันนิ่ง มันพูดไม่ได้ ภาษาก็มีข้อจำกัด คนบางคนเข้าใจว่าภาษามนุษย์อธิบายทุกอย่างในโลกได้ มันไม่จริง อย่างผมให้คุณช่วยอธิบายสีเหลืองให้ฟังหน่อยสิ ว่ามันเป็นยังไง ยากไหม? เห็นมะ ภาษามันมีข้อจำกัด คุณต้องเอาดอกทานตะวันมาวาง เอาอะไรมาวาง แต่ถ้าคุณทำงานดี คุณเอาไปวางนะ คุณแทบไม่ต้องพรีเซนต์เลย เหมือนภาพวาดภายถ่ายดีๆ เฮ้ย ทำไมมันเจ๋ง สวยอ่ะ ผมว่านั่นคือการสื่อสาร อันนี้มันก็เป็นทักษะของแต่ละคน สถาปนิกที่ประสบความสำเร็จเขาจะมีวิธีการพรีเซนต์ในแบบของตัวเอง

WURKON:

เรื่องแบบนี้ไม่มีสอนในห้องเรียนเลยนะ

จูน เซคิโน:

โห ห้องเรียนทำงานส่งทันก็บุญแล้วครับ (หัวเราะ) อย่างช่วงนี้ที่เขาโพสต์กันว่ามหาวิทยาลัยจะมีปัญหา ถ้ายังใช้รูปแบบการสอน ตรรกะ การตีความ การถ่ายทอดแบบเดิม คุณจะตาย เมื่อก่อนผมอยากดูงาน ทาดาโอะ (อันโดะ) ชิ้นนึงเนี่ย ผมต้องไปที่ห้องสมุด ซึ่งมีหนังสืออยู่สองเล่ม เล่มนึงถูกยืมไป ผมไปจองได้มาอีกเล่ม เปิดมา อ้าว หน้าแปลนหาย มีคนฉีกไป ปัจจุบันผมกดกูเกิ้ลปรู๊ดเดียว มีทุกอย่าง ใช่ไหม แต่ทำไมเด็กปัจจุบันทำงานไม่ละเอียดเท่าสมัยก่อนล่ะ ผมสอนหนังสือมันมีแต่มู๊ดแอนด์โทน มีแต่ copy - paste มาส่ง สิ่งที่เป็นคุณจริงๆ มันน้อยมากเลย เพราะฉะนั้นการศึกษาการเป็นอาจารย์มันก็ต้องปรับตัว เราอายุ 40 แล้ว ถ้าเราเอาความคิดแบบสมัยก่อนมาเราก็ตาย ทำไมสถาปนิกบางคนแก่แล้วยังเฟี้ยวอยู่เลย ยังมีงานทำ ผมว่าสถาปนิกมันก็เหมือนนักร้องน่ะนะ ทำไมนักร้องบางคนแก่แล้วยังดังอยู่ แต่บางคนทำไมหายไปเลย

WURKON:

มันต้องมีการปรับตัว?

จูน เซคิโน:

แล้วไม่ใช่ปรับรายปีนะ แต่มันรายวันน่ะ เมื่อก่อนหนังสือมีอิทธิพลเพราะอะไร เพราะมันเป็นสื่อเดียวที่เราเห็น ปัจจุบันเราเห็นจากทุกที่ คุณดูเว็บไซต์ Archdaily เห็นงานของเยอรมัน อิตาลี ลอนดอน โตเกียว นิวยอร์ก กรุงเทพฯ แฟร์มากเลย ทุกคนได้แหล่งข้อมูลเท่ากัน แต่ความแฟร์นั้นตามมาด้วยความน่ากลัวคือ Depth (ความลึก) มันน้อย ความแตกต่างมันน้อยลงเรื่อยๆ ละ คุณจะเปิด Archdaily ที่อุบลก็ได้ ดูพร้อมกับคนที่อยู่ลอนดอน ดูงานเดียวกันเลย แต่เมื่อก่อนกว่าหนังสือจะถึงเรา สามเดือน เราจะดู Vogue เล่มนึง แฟชั่นจากนิวยอร์กใส่ไปแล้วสามเดือน เรา โอ้โห เราเพิ่งสวย คนไทยเพิ่งก็อปมาขาย มันมีดีเลย์ไง เหมือนสมัยก่อนคนก็อปปี้ทำนองเพลงมาใส่เนื้อไทยขายได้

WURKON:

แต่ก่อนเรายังหากินกันง่าย

จูน เซคิโน:

ใช่ แต่ปัจจุบันนี้คนไม่โง่แล้วนะ เฮ้ย ทำนองนี้คุณก็อปปี้มานี่หว่า โดน!

WURKON:

วงการสถาปัตยกรรมก็เพิ่งมีประเด็นเรื่องการก็อปงานกันไปไม่นานมานี้เอง

จูน เซคิโน:

ใช่ มันเร็วมาก และความเร็วมันตามมาด้วยความน่ากลัว แล้วพอ Depth มันน้อยเนี่ย เราจะทำยังไงกับมัน เราต้องมองภาพรวมของประเทศเราให้ออกก่อน แต่ประเทศเรายังมีความแตกต่างพอสมควร พอมีความแตกต่างเยอะ เราก็ยังมีพื้นที่หากิน มีโอกาส จริงๆ ประเทศเรายังมีโอกาสเยอะ สมมติคุณไปลอนดอน ไปโตเกียว โรม ผมถามคุณว่าจะทำอะไรที่นั่น (ตบโต๊ะ) ทำอะไรไม่ได้! มันดีหมดเลยน่ะ ทุกคนเท่ากันหมดเลย รายได้เฉลี่ยเท่ากัน คุณภาพชีวิตเท่ากัน คุณจะหากินกับคนพวกนี้ยังไง ยากมาก แต่ประเทศเรายังมีความแตกต่าง มันจะมีช่องว่างให้คุณทำมาหากินได้อีกเยอะ ถ้าเมื่อไหร่ประเทศเราเจริญมากๆ สมมติอีกยี่สิบปี มันจะยาก เหมือนนักการเมืองเดี๋ยวนี้หากินยาก เพราะคนฉลาดขึ้น ผมรู้สึกว่ากรุงเทพฯ อีกสักสิบห้าปียังมีโอกาส แต่หลังจากนั้นไม่รู้แล้วนะ ยากละ แต่ตอนนี้ยังได้อยู่

WURKON:

ปัจจุบันก็มีคนทำงานสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจออกมาให้เห็นเยอะขึ้น

จูน เซคิโน:

ใช่ครับ ส่วนใหญ่มาจาก Owner แหละครับ คนเจนฯ ใหม่ๆ คือเขาสนใจน่ะ แต่เอาจริงๆ ตอนนี้ผมสนใจสถาปัตยกรรมน้อยลงมากนะ เออ สถาปัตยกรรมมันไม่ใช่ทุกอย่าง มันเป็นองค์ประกอบหนี่ง สถาปัตยกรรมดีๆ มันก็คงประกอบด้วย คนเข้าไปใช้ เข้าไปเดิน มีเฟอร์นิเจอร์ดีๆ มีไลท์ติ้งดีๆ มีโปรดักต์ที่ดี ผมว่าเราต้องไม่แบ่งแล้วน่ะ มันหมดยุคที่จะต้องแบ่งว่า เฮ้ย นี่สถาปัตยกรรม นั่นอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่จำเป็นแล้วน่ะ ยุคนี้คนเขาไม่แบ่งแยกกันแล้ว การสื่อสารมันไร้พรมแดน แต่การที่สถาปัตยกรรมมันเคลื่อนตัวช้ามันก็มีข้อดีตรงที่ทำให้สถาปนิกมีโอกาส แต่ถ้าทำแฟชั่น อาหารเนี่ย มันแข่งขันกันดุเดือด คุณขี้เกียจสักสองเดือนคุณอดตายแล้วอ่ะ ผ่านไปสองเดือน ลืมตาอีกที แฟชั่นมันอยู่ตรงไหนแล้วน่ะ น้องผมเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์เขาบอกว่าเหนื่อยมาก สถาปัตยกรรมกว่ามันจะเสร็จ อย่างน้อยหกเดือน สถาปัตยกรรมมันคือการเดินทางบนหาดทรายน่ะครับ ลูกค้าที่มาเจอเราเขาจะเจอรอยเท้า

WURKON:

ฟังคุณจูนพูดแล้วมีความเป็นวรรณกรรมนะ ดูชอบใช้คำเปรียบเทียบความหมายเหมือนนักเขียนเลย

จูน เซคิโน:

(หัวเราะ) ผมชอบเปรียบเปรยนะ เวลาพรีเซนต์งานให้ลูกค้าก็พยายามจะพูดให้เขาเห็นภาพ เหมือนคุณมากับแฟน คุณมาเห็นรอยเท้านี้สวยมาก อยากได้รอยเท้าแบบนี้ แต่จริงๆ มันเป็นรอยเท้าเมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว คือถ้าจะทำแบบนี้มันก็ไม่ยากนะ หากินง่ายเลย อยากได้จริงหรือเปล่า? แต่ตอนนี้เราเดินมาถึงตรงนี้แล้ว สนใจไหม ลองเสี่ยงไหมล่ะ ผมชอบพูดให้เขาลองเสี่ยงน่ะ ผมไม่เคยบอกเลยว่า จ้างผมแล้วจะดีนะ ไม่เคย ผมมักจะบอกว่าต้องลองดู แต่บนการลองเนี่ย ผมตั้งใจนะ ผมพยายามควบคุมมันให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้บอกว่ามันจะออกมาดีมาก ไม่คิดแบบนั้นเลย ถามเสี่ยงไหม เสี่ยง อย่างน้อยที่สุดก็ใช้งานได้ แต่สวยหรือเปล่า นี่ต้องมาดูกัน เราก็พรีเซนต์เขาไปแบบนี้ ถ้าเขาสนใจ มันก็ทำให้เรามีโอกาสไปต่อไปเรื่อยๆ

WURKON:

มีอะไรจะฝากถึงสถาปนิกรุ่นใหม่ไหม?

จูน เซคิโน:

ไม่มีหรอกครับ ผมว่าคนรุ่นใหม่เก่งกว่าผมเยอะ จะต้องฝากอะไร ไม่เห็นต้องฝาก เขาสิต้องเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง ใช่ป่ะ! ผมไม่เก่งขนาดไปฝากอะไรใครหรอกครับ แล้วผมก็มองว่าสถาปนิกรุ่นใหม่เขาเห็นอะไรได้เร็วกว่ารุ่นผมมาก และเขาก็สร้างโอกาสของเขาได้

WURKON:

แต่พอเห็นอะไรได้เร็ว ได้อะไรเร็ว มันก็จะง่ายไปหรือเปล่า เลยไม่มี Depth

จูน เซคิโน:

สุดท้ายระบบมันก็จัดการกันเองน่ะ ผมว่าโลกมันจะสร้างสมดุลของมันเอง อย่างเรื่องโลกร้อน พายุอะไรต่างๆ มันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับผม ผมว่ามันคือความสมดุล เราอยู่ในยุคที่มันเป็นแบบนี้ โลกเรามันก็เคยเป็นน้ำแข็งทั้งโลกมาแล้ว ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปทั้งโลกมาแล้ว มันอย่างงี้แหละ มันเป็นระยะเวลา เราเป็นแค่ส่วนย่อยๆ ส่วนนึง งานเรามันก็เป็นแค่ช่วงนึง ไม่รู้สิ สถาปนิกบางคนอาจจะอยากสร้างงานให้เป็นมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เป็นอนุสาวรีย์ของโลก แต่ผมไม่ ผมรู้สึกว่า ตื่นมาแล้วเราทำสิ่งที่เรารับมอบหมายให้มันดีที่สุดตามข้อแม้ของมัน ตามประสบการณ์เรา ตามความเหมาะสม แล้วเราชอบด้วย ถ้าลูกค้าชอบด้วยก็คือวินวิน ผมมองว่าสถาปนิกมันเป็นอาชีพโบราณนะ มันน่าเบื่อเพราะมันไม่มีทางลัด มันต้องเดินทางตามเส้นทางของมัน มันไม่หวือหวา


K22 House




Storyline Cafe

NiGiRi Sushi and Restaurant

WURKON:

ก็แสดงว่าทุกวันนี้กฎสิบปีในการเป็นสถาปนิกที่คุณด้วงบอกก็ยังคงใช้ได้อยู่

จูน เซคิโน:

ผมเชื่อนะ ผมว่า เบคแฮม ตอนอยู่แมนยูฯ เขาฟรีคิกได้แบบนั้นเขาต้องซ้อมวันละสามร้อยลูกน่ะ ผมรู้มานะ มันไม่ใช่ความบังเอิญ ที่เราเห็นเท่ๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เดินหล่อมาแล้วเตะได้เลย ทุกวันหลังซ้อมเสร็จ เฟอร์กี้ให้เบคแฮมซ้อมอย่างน้อยสามร้อยลูก ไม่งั้นอาดิดาสไม่ทำรองเท้าฟรีคิกให้เบคแฮมหรอก ทุกอย่างมันคือความตั้งใจ เวลาแมนยูฯ โดนนำเนี่ย ทำไมเบคแฮมถึงไปเลี้ยงบอลอยู่หน้ากรอบเขตโทษ สิบนาที ตามสถิติ เพราะเขาอยากโดนเสียบตอนนั้น พอโดนเสียบปุ๊บ ตอนที่จะยิงฟรีคิก เบคแฮมเขียนในหนังสือว่า มีคนถามว่าคุณคิดอะไร เขาบอก ไม่มีอะไรเลย มึงโดนกูแน่ มั่นใจมากน่ะ ถ้าเบคแอมโดนเสียบตรงนี้ แมนยูฯ ชนะแน่นอน ก็ชนะจริงๆ น่ะ เหมือนคริสเตียโน โรนัลโด ร่างกายไม่มีไขมันเลย เพราะเขาซิตอัพวันละพันครั้งน่ะ เรามองเห็นแต่ผลลัพธ์ของเขาน่ะ แต่จริงๆ แล้วสุดตีนน่ะ ผมเชื่อในการทำมากๆ เลย ปัจจุบันเราอยู่ในโลกแห่งการนิยามมากมาย ต้องมีคีย์เวิร์ด ต้องมีนิยาม ต้องมีอย่างงั้น บางอย่างไม่ต้องนิยามมันก็ได้ ทำไปเถอะ เดี๋ยวมันก็คงเป็นอะไรสักอย่างแหละ ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่างสิ่งต่างๆ ในโลกมันเลือนรางลงมาก เราจะอยู่ยังไงบนช่วงเวลาที่ไม่ชัดนี้ อาจจะอีกสักห้าหกสิบปี ตราบใดที่เรายังมีคุณค่า ยังมีคนมาจ้างเรา ก็โอเค แต่ถ้าวันนึง Junsekino ไม่มีใครมาจ้าง ผมก็ไม่เศร้านะ ไม่มีอะไรอยู่ไปตลอดกาลหรอก เหมือนชาไข่มุกน่ะครับ เมื่อก่อนคนชอบกินมากเลย ตอนนี้ไม่มีใครกินเลย (หัวเราะ) ใช่ป่ะ เห็นแบบนี้ผมจะเข้าใจเลยน่ะ

WURKON:

เหมือนตู้สติ๊กเกอร์?

จูน เซคิโน:

เออ! ถ่ายกันแบบเป็นบ้าเป็นหลัง แล้ววันนึงมันก็หายไปเลย วันนึงกล้องฟิล์ม วันนี้กล้องดิจิตอล ถ้าเห็นพวกนี้เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข Fuji ก็เปลี่ยนจากขายฟิล์มมาขายกล้องดิจิตอล Leika ก็มาขายกล้องดิจิตอลโดยใช้ Brand Value นี่คือการอยู่รอด ถ้าเมื่อไหร่เราคิดว่าตัวเองอยู่ได้ตลอดกาลผมว่ามันโคตรอันตรายเลยนะ คือผมไม่ได้มองว่าอายุหกสิบเราจะเป็นมาสเตอร์ อายุหกสิบใช้ชีวิตมีความสุขก็พอ อาจจะเพราะว่าเรามีครอบครัวมีลูก ผมมองโลกเปลี่ยนไปเพราะมีครอบครัวมีลูก มองตัวเองให้น้อยลง โซเชียลมีเดียมันชอบสร้างความเกลียดชัง แบ่งแยก ต้องอย่างงั้นอย่างงี้ ไม่ต้องแบ่งหรอก อยู่ไป

WURKON:

สิบปีก่อนไม่ได้คิดอย่างงี้ใช่ไหม ตอนนี้ฟังดูผ่อนคลายมากเลย

จูน เซคิโน:

ใช่ ผมอ่านสัมภาษณ์ของตัวเองเมื่อห้าปีที่แล้วผมโคตรทุเรศตัวเองเลยน่ะ นี่ผมพูดอย่างไม่อายเลยนะ ใครวะเนี่ย! โคตรทุเรศน่ะ แต่ก็เข้าใจว่ามันก็เป็นระยะเวลาน่ะ ผมเข้าใจเลยว่าประสบการณ์กับระยะเวลามันสอนเรามากเลย คุณทำสิ่งสิ่งนึง คุณทำไปเถอะ ผมเชื่อว่าวันนึงมันจะดี ในอนาคตอีกห้าปีสิบปี ผมอาจจะทำสถาปัตยกรรมน้อยลงมากก็ได้ อาจจะทำปีละชิ้นก็ได้ ค่อยๆ ทำ ลูกค้ามาหาผมหลังๆ ก็เป็นลูกค้าแปลก ให้ทำงานแปลกๆ ผมก็ดีใจละ ไม่ใช่งานคอมเมอร์เชียล แต่เป็นบ้านแปลกๆ ผมทะเลาะกับลูกค้าน้อยมาก ทะเลาะกับลูกน้องน้อยมาก การตื่นมาวันนึงไม่มีเรื่องเนี่ย ผมถือว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว จริงๆ มีความสุขเลยน่ะ ชีวิตดีน่ะ กินกาแฟ ลูกน้องไม่นอย ลูกค้าจ่ายตังครบ ไม่บีบหัวใจ อีกแป๊บเดียวก็เสาร์อาทิตย์แล้ว พรุ่งนี้ได้ดูเชลซี ผมเป็นแฟนเชลซีไง (หัวเราะ) คืนวันอาทิตย์ก็ไปเตะบอลกับเพื่อนๆ ความสุขผมแค่นี้เอง

WURKON:

คนทำงานดีไซน์ Passion มันต้องแรงๆ ไม่ใช่เหรอ

จูน เซคิโน:

ถามเรื่องนี้ก็ดีนะ Passion ความปรารถนาเนี่ย คุณปรารถนาอยากทำงานดี หรือปรารถนาอยากให้คุณเป็นอะไร Passion ด้านการทำงานผมไม่ลดนะ ผมรักและตั้งใจทำงานทุกงาน หลักการไม่ต่างจากตอนแรกที่ทำงาน อยากให้งานออกมาดี แต่ Passion ของผมอาจจะไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับผมแล้วน่ะ ผมอาจจะอยากให้คนในออฟฟิศมีส่วนร่วมมากขึ้น อยากให้ทุกคนรู้สึกรักงานที่ตัวเองทำ ไม่ใช่จากจูนคนเดียว ผมแบบ เฮ้ย ผมคิดแบบนี้แล้วให้ลูกน้องไปคิดต่อ อาทิตย์หน้าพี่ขอฟัง มันไม่ต้องมาจากผมอย่างเดียวแล้วน่ะ ผมจะไม่ทำอะไร ผมมีหน้าที่ฟังอย่างเดียว ให้เขาเสนอมา ได้มีส่วนร่วม นี่แหละอาจจะเป็น Passion ของผม ผมก็เคยอยากเป็นมาสเตอร์นะ ผมอยากเป็น ทาดาโอะ อันโดะ อยากเป็นพี่ด้วง (ดวงฤทธิ์ บุนนาค) แต่วันนึง... ไม่เป็นก็ได้ (หัวเราะ) แต่ผมก็ยังรักอาชีพนี้นะ การยอมรับมีข้อดีอย่างนึงที่ผมเห็นชัดคือ มันทำให้เราพูดอะไรแล้วมีคนฟังเท่านั้นแหละ ทำให้เรามีงานทำ แต่ทำให้ผมหล่อขึ้นไหม มีสาวติดเยอะไหม คืออาจจะเป็นวัยมั้ง ไม่เห็นมีอะไรเลย มีคนมาชอบแล้วไง มันไม่ใช่ไม่ดีนะ ก็โอเค มีคนมาชื่นชม แต่มันไม่ใช่คำตอบของเราแล้วไง โนบอดี้ก็ได้ ผมชอบฟังเพลงของพี่บอย โกสิยพงศ์ เราเห็นเขานี่เราไม่รู้เลยว่าเขาเป็นศิลปินน่ะ ดูแล้วเหมือนคนปกติทั่วไป เป็นคนปกติที่ทำงานดี ผมรู้สึกว่ามีความเป็นมนุษย์ ผมชอบอะไรที่เป็นคนทั่วไป พูดจาภาษาคน ผมรู้สึกว่าสถาปัตยกรรมมันก็รับใช้กิเลสเราอยู่แล้วน่ะ Passion มีได้ครับ แต่เราแปลงมันได้ คนเราจะเป็นอะไรมันคือสิ่งที่คุณทำน่ะ ทำไปเถอะ เดี๋ยวมันก็เป็นเอง ไม่ต้องไปอยากมากหรอก คุณปลูกผักไปเรื่อยๆ คุณก็เป็นคนปลูกผักที่เก่งแล้ว ผมไม่เห็นรู้สึกว่ามันต้องซับซ้อนอะไรเลย ก็ทำงานออกแบบไป ไม่แน่ถ้าลูกโต หรือว่าออฟฟิศมันนิ่ง ผมก็อาจจะไปทำอย่างอื่นก็ได้ ที่อยู่ในแวดวง ที่มันมีประโยชน์ แต่ผมไม่โรแมนติกนะ พออายุเยอะ ก็คงไม่อยากขับรถสปอร์ตแพงๆ ให้ขับได้ก็คงขับนะ ถ้ามีตัง ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ไม่ทุกข์ ยิ่งพอไปทำโรงเรียน พอดีพอดี หรือไปสอนหนังสือ ผมรู้สึกว่า ถ้าคุณลองทำอะไรให้คนอื่นบ้างจริงๆ ชื่อเสียงมันมาเองน่ะ ยิ่งคุณอยากได้คุณจะไม่ได้หรอก (หัวเราะ) ผมว่าความสงบแบบนี้มันดีนะ คุยกับลูกค้าแบบไม่กดดัน อธิบายเหมือนให้เพื่อนฟัง มันดีมากกับงานของออฟฟิศ ลูกน้องทำงานมา ไม่เคยไม่เอาเลย ผมเอาทุกชิ้นที่เขาทำ ผมเชื่อว่างานออกแบบเป็นอะไรก็ได้ แค่ถ้าเมื่อคืนเขาทะเลาะกับแฟนมา งานไม่มีทางดีหรอก เพราะเราเข้าใจเขา แต่ถ้าเขามายิ้มแย้มแจ่มใส เออ วันนี้มาคุยงาน การทำงานออกแบบคือการทำความรู้จักกันน่ะ เราต้องแคร์เขาน่ะ ไม่ใช่บอกให้ส่งสิบงานภายในสามวัน ทำไม่ได้หรอก ทุกวันนี้อยู่กับลูกน้องมากกว่าอยู่กับแฟนอีก วันนึงแปดชั่วโมง มองตาก็รู้แล้วว่าอะไรไม่โอเค ทำแบบนี้ไม่ชอบใช่มะ ไม่เข้าท่า ไปคิดมาใหม่ แฟร์ ๆ ได้ตังเยอะ อ่ะ เดี๋ยวพาลูกน้องไปเที่ยวญี่ปุ่น เที่ยวยุโรป ทุกอย่างมันต้องวินวิน คนปัจจุบันไม่โง่หรอก ที่ออฟฟิศอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเรา มันต้องมีเขาด้วย ผมจะแคร์ลูกน้องในทีมมาก เราอยู่เหมือนครอบครัว ผมเป็นสถาปนิกแบบบ้านๆ น่ะ (หัวเราะ)

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ภาพถ่ายสถาปัตยกรรมโดย Spaceshift studio

#WURKON #architecture #interiordesign #junsekino #K22House #NatureHouse #BridgeHouse #NgamwongwanHouse #BangSaRayHouse #Storylinecafe #โรงเรียนบ้านหนองบัว #แรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรม

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30