Blog

กลเม็ดจีบสาวของหนุ่มอารมณ์ศิลป์ในหนังรักโรแมนติก

กลเม็ดจีบสาวของหนุ่มอารมณ์ศิลป์ในหนังรักโรแมนติก

13 มีนาคม 2562

เราจะขอพูดถึงหนังรักโรแมนติกกันบ้างอะไรบ้าง แต่จะให้พูดถึงหนังรักโรแมนติกทั่วๆ ไปก็ออกจะธรรมดาไปเสียหน่อย เราเลยจะขอพูดถึงหนังรักโรแมนติกที่มีงานศิลปะเป็นองค์ประกอบสำคัญในหนังก็แล้วกัน ที่สำคัญก็คือ ตัวละครในหนังที่กำลังจะพูดถึงนั้น ใช้งานศิลปะเป็นสื่อรักและเป็นกลเม็ดเคล็ดลับในการจีบกันเนี่ยสิ

หนังเรื่องแรกที่จะพูดถึงนั้นเป็นหนังโรแมนติกดราม่าที่ออกจะเก่าสักหน่อยแต่ก็เป็นหนังคลาสสิกขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้ว หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า

The English Patient (1996)

ผลงานมหากาพย์ภาพยนตร์ของผู้กํากับช้ันครู ชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ แอนโธนี มิงเกลลา จากบทประ พันธ์ของ ไมเคิล ออนดาเจท์ ที่เล่าเรื่องราวในอิตาลีช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของชายนิรนามท่ีบาดเจ็บสาหัสทุพพลภาพจากการถูกไฟคลอกจนถูกเรียกขานว่า “คนไข้ชาวอังกฤษ” เขาค่อยๆ รื้อฟื้นความทรงจําว่าตนเองคือนักภูมิศาสตร์หนุ่มรูปงามผู้มีนามว่า เคานท์ ลาสโล ดิ อัลเมซี (เรล์ฟ ไฟน์ส) ท่ีดันไปตกหลุมรัก แคทเธอรีน (คริสตีน สก็อตต์ โธมัส) หญิงสาวสูงศักดิ์ผู้มีสามีแล้วอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จนท้ายท่ีสุดก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมอันแสนรวดร้าวรันทด

หนังยังมีเรื่องราวคู่ขนานท่ีตรึงตราไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่องราวของฮานา (จูเลียตต์ บิโนช) พยาบาลสาวชาวฝรั่งเศสที่คอยเอาใจใส่ดูแลคนไข้ชาวอังกฤษผู้น้ีอยู่ไม่ห่าง เธอสานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคิพ (นาวิน แอนดรูวส์) ทหารช่างนักกู้ระเบิดหนุ่มชาวซิกข์มาดซื่อ แต่ลีลาการจีบสาวของหมอนี่ก็เก๋ไก๋ไม่หยอก ด้วยการพาสาวเจ้าแอบเข้าไปในโบสถ์โบราณแห่งหนึ่ง และขึงเชือกชักรอกเป็นชิงช้าให้เธอนั่งโล้เอาคบไฟส่องดูภาพวาดฝาผนังอันเรืองรองละลานตาท่ามกลางความมืดสลัว เรียกคะแนนความประทับใจจากผู้สาวไปแบบท่วมท้น และเอาชนะใจของเธอได้อย่างหมดจด และทําให้ฉากนี้กลายเป็นฉาก คลาลสิกที่แสนจะงดงามน่าประทับใจที่สุดฉากหน่ึงในโลกภาพยนตร์เลยก็ว่าได้

ฉากพาสาวไปดูศิลป์ ในโบสถ์แห่งซาน ฟรานเซสโก อันสุดแสนประทับใจในหนัง The English Patient

ซึ่งโบสถ์โบราณที่ว่านั้นก็คือโบสถ์แห่งซานฟรานเซสโก ในเมืองอาเรสโซ อิตาลี และภาพวาดฝาผนังอันน่าอัศจรรย์นั้นก็เป็นผลงานของจิตรกรช้ันครูในยุคเรอเนสซองส์อย่าง ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา (Piero della Francesca) นั่นเอง

ภาพวาดฝาผนังแบบเฟรสโก (ภาพวาดปูนเปียก) ท่ีเราเห็นในอยู่ฉากนี้น้ันเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดชุดThe Legend of the True Cross, 1452 - 1466 ของเขานั่นเอง (ซึ่งแน่นอนว่าทั้งโบสถ์และภาพฝาหนังที่เห็นนั้นเป็นฉากท่ีจําลองแบบจากของจริงอีกที (ก็ใครจะยอมให้เข้าไปถ่ายทําในปูชนียสถานแถมถือคบไฟห้อยโหนส่องภาพเขียนให้มันสุ่มเสี่ยงต่อการเสียหายกันล่ะคุณ!)

สถาปัตยกรรมภายในของโบสถ์แห่งซาน ฟรานเซสโก อิตาลี ที่ประดับด้วยภาพวาดฝาผนังของปิเอโร เดลลา ฟรานเชสก้า

The Exaltation of the Holy Cross, 1452-1466, ภาพวาดฝาผนังในโบสถ์แห่งซาน ฟรานเซสโก อาเรสโซ, อิตาลี

The Queen of Sheba in Adoration of the Wood and the Meeting of Solomon and the Queen of Sheba, 1452-1466, ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา, ภาพวาดฝาผนังในโบสถ์แห่งซาน ฟรานเซสโก, อาเรสโซ, อิตาลี

จิตรกรสัดส่วนทองคำ

ช่ือของ ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา ถูกยกให้อยู่แถวหน้าในหมู่บรรดาศิลปินในยุคเรอเนสซองส์ตอนต้น เทียบเคียงกับชื่อของศิลปินผู้ทรงอิทธิพลอย่าง มาซัชโช (Masaccio), อุชเชลโล (Uccello) และ ฟราอันเจลีโก (Fra Angelico) ด้วยการออกแบบองค์ประกอบอันยิ่งใหญ่ตระการตา ผนวกกับการใช้แสงสีอันละเอียดอ่อนเหนือธรรมดา ทําให้เขาเป็นศิลปินท่ีได้รับการยกย่องมากที่สุดผู้หน่ึงในยุคเรอเนสซองส์ เขาประสบความสําเร็จในการหลอมรวมศาสตร์และศิลป์หลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน รวมถึงผสมภูมิปัญญาและจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยเข้ากับเร่ืองราวทางโลกย์ ผสานแนวคิดแบบประเพณีนิยมและความศรัทธาในศาสนาเข้ากับแนวคิดสมัยใหม่อย่างมนุษย์นิยมหรือแม้แต่ความกระหายความก้าวหน้าทางวิทยาการเข้าด้วยกันได้อย่างแยบคายและเปี่ยมไปด้วยสุนทรียะ นอกจากน้ันเขายังเป็นผู้ที่พยายามทําลายกําแพงที่แบ่งแยกงานฝีมือออกจากวิทยาศาสตร์และมีบทบาทหลักในการพัฒนาทางวัฒนธรรมของยุคสมัยของเขาอีกด้วย

Madonna del Parto (หลังปี 1457), ปิเอโร เดลลา ฟรันเชสกา, ภาพวาดฝาผนังเฟรสโก, พิพิธภัณฑ์ Museo della Madonna del Parto, Monterchi อิตาลี

ปิเอโรมีความเป็นนักคณิตศาสตร์พอ ๆ กับความเป็นศิลปิน ผลงานของเขาส่วนใหญ่มีโครงสร้างเป็นรูปทรงเรขาคณิตอันชัดแจ้ง เปอร์สเปคทีฟหรือทัศนียภาพของภาพที่มีมิติลึกสมจริง องค์ประกอบแบบสมมาตรและรายละเอียดที่ผ่านการคํานวณอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเป็นศิลปินที่นําหลักการของสัดส่วนทองคํา* มาใช้สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเด่นชัดที่สุดคนหนึ่ง

สัดส่วนทองคํา* (Golden Section) เป็นหลักการสากลอันหน่ึง ในจํานวนหลักการสากลทั้งหลายทางคณิตศาสตร์และศิลปะ นั้นมีมาต้ังแต่สมัยกรีกโบราณ โดยในยุคนั้นมันถูกยกให้เป็นค่านิยมระดับอุดมคติอันสูงส่ง เพราะเชื่อว่ามันเป็นสัดส่วนพื้นฐานของสรรพสิ่งในจักรวาลและกฎแห่งธรรมชาติในทางคณิตศาสตร์ เลโอนาร์โด ฟีโบนักชี (Leonardo Fibonacci) นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียนสร้างสูตรเชิงสมการอันสมบูรณ์แบบให้กับสัดส่วนทองคําที่รู้จักกันในชื่อ ลําดับฟีโบนักชี (Fibonacci’s number) ซึ่งเป็นชุดตัวเลขท่ีเริ่มต้นด้วยการบวกกันของเลขสองตัวคือ 0 และ 1 และนําเลขตัวท้ายมาบวกกันต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะได้ชุดตัวเลขดังต่อไปน้ี 0 : 1 : 1 : 2 : 3 : 5 : 8 : 13 : 21 : 34 : 55 : 89 ท่ีบวกต่อกันไปได้อีกอย่างไม่รู้จบ

ซึ่งมักจะแทนค่าด้วยตัวอักษร “PHI” ในภาษากรีก (φ) (ลําดับ น้ีเป็นท่ีรู้จักไปทั่วโลกจากนิยายเบสต์เซลเลอร์ของ แดน บราวน์ อย่าง The Davinci Code นั่นเอง) ในแง่ของการสร้างรูปทรง มันเกิดขึ้นจากการต่อกันของรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีสัดส่วนด้านยาวและสั้นสัมพันธ์กันเป็นรัศมีเกลียวก้นหอยท่ีต่อเนื่องและขยายรูปทรงไปได้เรื่อย ๆ ดังท่ีเห็นในรูป

สัดส่วนทองคําปรากฏอย่างแพร่หลายท้ังในงานศิลปะ สถาปัตยกรรม อาทิเช่นในภาพวาดของเลโอนาร์โด ดา วินชี, วิหารพาร์เธนอนของกรีก, พีระมิดในอียิปต์ ไปจนถึง สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของ เลอ คอร์บูซิเยร์, ชาร์ลส์ เอดูอาร์ด, ฌองเนอเครต์ กรีส์, แฟรงก์ ลอยด์ ไรท์, ดนตรีคลาสสิคของ โมสาร์ท, เบโธเฟน, มันถูกเชื่อมโยงเข้ากับโครงสร้างของสรรพส่ิงในธรรมชาติอย่างเกลียวก้นหอย, ปีกผีเสื้อ, วงปีของต้นไม้, กระเปาะของเมล็ดพืชไปจนถึงหลุมดํา และซุปเปอร์โนวากันเลยทีเดียว สูตรหรือสมการท่ีมีความสมบูรณ์แบบทํานองนี้คือ ผลผลิตของความเชื่อแบบมนุษย์นิยม ซึ่งเป็นรากฐานของกรอบคิดแบบสมัยใหม่ในปัจจุบัน

น่าเสียดายที่ในเวลากว่าศตวรรษที่ผ่านมาผลงานของ ปิเอโร ถูกทําลายและสูญหายไปเป็นจํานวนมาก มีเพียงผลงานไม่กี่ช้ินท่ีเหลือรอดและถูกเก็บรักษาเอาไว้ จึงทําให้ชื่อเสียงและผลงานของเขาไม่เป็นที่รู้จักนัก ท้ัง ๆ ที่ในยุคสมัยตัวเองนั้นเขาโด่งดังได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูง แต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตชื่อเสียงของเขาก็เร่ิมจางหายไป อาจเป็นเพราะผลงานหาดูได้ยาก จวบจนกระท่ังถึงปลายศตวรรษท่ี 19 ท่ีการเดินทางคมนาคมไปในที่ต่าง ๆ เร่ิมสะดวกสบายมากข้ึน และเริ่มมีการบันทึกภาพด้วยกล้องอย่างแพร่หลายนั่นแหละ ผลงานและชื่อเสียงของปิเอโรจึงกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างสูงอีกคร้ัง

โครงสร้างแบบเรขาคณิตอันสมบูรณ์แบบ เปอร์สเปคทีฟอันมีมิติสมจริง การใช้สัดส่วนทองคําอันโดดเด่น และบรรยากาศของแสงสีอันเปี่ยมมนต์ขลังในภาพวาดของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินยุค โมเดิร์นรุ่นหลังมากมาย อาทิเช่น จอร์จิโอ เดอ คิริโก, มัสสิโม คัมพลียี, เฟลิเช คาโซราติ และ บัลธัส เป็นต้น

นอกจากจะปรากฏตัวในหนัง The English Patient แล้ว ผลงานของปิเอโรอีกชิ้นอย่าง Madonna del Parto ภาพวาดพระแม่มารีท่ีปรากฏอย่างสง่างามใน Nostalghia (1983) หนังมาสเตอร์พีสของผู้กํากับรัสเซีย ผู้ยิ่งยง อังเดร ทาร์คอฟสกี้ เหตุที่ทาร์คอฟสกี้เลือกมันมาใช้ในหนังของเขาก็เพราะในเวลาน้ันมันยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก อีกอย่างภาพน้ีก็ทําให้เขารําลึกถึงภรรยาอีกด้วย อย่างไรก็ดี ภาพวาดที่เห็นในหนังเรื่องน้ีก็ไม่ใช่ภาพต้นฉบับจริง ๆ แต่ ป็นภาพที่จําลองข้ึนมาใหม่ในซากโบสถ์โบราณในเมืองทัสคาเนียเพื่อความสะดวกในการถ่ายทํานั่นเอง

ส่วนหนังเรื่องที่สองเป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้ที่ใหม่กว่าเรื่องแรกหน่อยนึง (ก็แค่สิบสองปีที่แล้วเท่านั้นเองแหละน่า) หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า

PRIME (2005)

หนังโรแมนติกเบาสมอง (แต่ไม่เบาปัญญา) ของผกก. เบน ยังเกอร์ ซึ่งเล่าเรื่องราวของหนุ่มน้อยหน้าใสมาดเซอร์คนหนึ่ง (ไบรอัน กรีนเบิร์ก) ที่ดันริอ่านไปจีบสาวใหญ่สุดเซ็กซี่รุ่นน้า (อูม่า เธอร์แมน) เรื่องมันคงจะไม่ชุลมุนและวุ่นวายจนเป็นพล็อตหนังได้ ถ้าหากหนุ่มน้อยคนที่ว่าไม่ดั๊นบังเอิญมีมารดาบังเกิดเกล้าเป็นนักบำบัดจิตของสาวเจ้าเนี่ยสิ!

ด้วยพล็อตที่แปลกใหม่ บวกกับบทที่คมคาย ไม่ฟูมฟายเวิ่นเว้อ ประกอบกับการแสดงชั้นดีของเหล่านักแสดงนำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมอร์รีล สตรีฟ ในบทนักบำบัดจิต+แม่พระเอก ที่โดดเด่น เปี่ยมสีสัน มัน และฮา จนเธอน่าจะหันมาเอาดีในการเป็นเจ้าแม่หนังคอเมดี้ได้ไม่ยาก

แต่สิ่งที่เตะตาและโดนใจจนอดหยิบมาเล่าสู่กันฟังไม่ได้ เห็นจะเป็นกลเม็ดเคล็ดลับในการจีบหญิงของพระเอกหนุ่มในเรื่องนี้นี่เอง ที่เก๋ไก๋และถูกใจจนน่าหยิบยืมมาใช้บ้าง (ก็นะ!)

ด้วยความที่แอบไปรู้มาว่าสาวเจ้าเป็นคนรักศิลปะ และมีศิลปินโปรดในดวงใจอยู่คนหนึ่ง (จริงๆ ก็ไม่ได้แอบเอิบอะไรหรอก มีภาพก็อบปี้แขวนอยู่ออกทนโท่ในบ้านขนาดนั้น) อีตาพระเอกของเราก็เลยเซอร์ไพรซ์สาวเจ้าด้วยการใช้เส้นสาย (ของเด็กขนของ...ใครบอกว่าชนชั้นแรงงานไม่มีอภิสิทธิ์ หือ?) พานางเอกเข้าไปในโกดังเก็บงานศิลปะ และนั่งดินเนอร์จิบไวน์ใต้แสงเทียน แกล้มภาพเขียนของแท้ (ในหนัง) ของศิลปินสุดโปรดของนางเอกคนที่ว่านั่นเสียเลย ลงท้าย พ่อพระเอกของเราเลยได้ใจสาวเจ้าไปแบบเต็มๆ  แหม! ก็ทั้งหล่อ ทั้งโรแมนติก แถมยังมีรสนิยม (แบบประหยัดๆ) ขนาดนี้ สาวที่ไหนจะไม่ชอบล่ะครับ?

และที่ยิ่งโดนใจหนักเสียยิ่งกว่าก็คือ ศิลปินคนโปรดของนางเอกคนที่ว่านั้น ดันเป็นศิลปินคนโปรดของผู้เขียนด้วยเหมือนกัน

ศิลปินคนนั้นมีชื่อว่า มาร์ก รอธโก (Mark Rothko)

Untitled (Red, Blue, Orange), 1955, สีน้ำมันบนผ้าใบ

Yellow and Blue [Yellow, Blue on Orange], 1955 สีน้ำมันบนผ้าใบ

หนึ่งในศิลปินนามธรรมที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัยอีกคนหนึ่ง เขายังเป็นหนึ่งในศิลปินอเมริกันที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงหลังสงคราม และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างรูปแบบใหม่ของงานศิลปะแนวนามธรรมขึ้นมา

ผลงานของเขามีความโดดเด่นในเรื่องของการใช้รูปทรงที่ตัดทอนจนเรียบง่ายและบริสุทธิ์จนไม่เหลืออะไรมากไปกว่าปื้นสีที่ลอยอยู่บนพื้นที่ว่างอย่างฟุ้งกระจายจนแทบหลอมละลายเข้าหากันและกัน ทำให้ภาพวาดของเขาดูเวิ้งว้างกว้างไกลไร้ขอบเขต ผนวกกับขนาดของภาพที่ใหญ่โตเป็นพิเศษ ที่ทำขึ้นเพื่อจงใจให้มันมีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ชม ทำให้พวกเขารู้สึกราวกับถูกมันห่อหุ้มเอาไว้

ถึงแม้รอธโกจะปฏิเสธการถูกจำแนกตัวเองให้อยู่ในกระแสศิลปะใดๆ เลยก็ตาม แต่นักวิจารณ์และนักวิชาการศิลปะก็ยังจัดให้เขาอยู่ในแนวทางศิลปะแบบแอ็บสแตรค เอ็กซ์เพรสชันนิสม์* รวมถึง คัลเลอร์-ฟิลด์ เพ้นติ้ง** และถึงแม้จะทำงานในลักษณะของศิลปะนามธรรม แต่เขาเองก็ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ใช่ศิลปินแนวนามธรรมเลยแม้แต่น้อย

เขากล่าวว่าเขาไม่ใช่ศิลปินที่ไม่สนใจว่าตัวเองจะวาดภาพอะไรออกมาโดยไม่มีแก่นสาร และไม่เชื่อใน “ภาพวาดที่ไม่เกี่ยวข้องกับอะไรเลย”

“ความสนใจของผมเป็นแค่การนำเสนออารมณ์ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ อย่างความเศร้า ความสุข ความตาย เป็นอาทิ การที่คนหลายคนเกิดความรู้สึกสะเทือนใจหรือร้องไห้เมื่ออยู่ต่อหน้าภาพวาดของผม แสดงให้เห็นว่าผมสามารถสื่อสารอารมณ์พื้นฐานเหล่านั้นของมนุษย์ออกมาได้ การที่ผู้คนหลั่งน้ำตาหน้าภาพวาดของผม มันเป็นประสบการณ์อันปิติสุขแบบเดียวกันกับที่ผมได้รับเวลาที่ผมวาดภาพ มันไม่ต่างอะไรกับศาสนา แล้วถ้าคุณดันเชื่อว่าความตื้นตันของคุณนั้นเกิดจากการได้เห็นความสอดประสานกลมกลืนกันของสีสันแล้วล่ะก็ คุณก็เข้าใจผิดไปอักโขน่ะ”

รอธโกต้องการสร้างประสบการณ์ผ่านทางภาพวาดโดยใช้ผืนผ้าใบสะท้อนความรู้สึกอันสูงส่งออกมา บ่อยครั้งที่เขามักนั่งอยู่หน้าเฟรมว่างเปล่าอย่างเงียบงันราวกับเข้าฌานเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนที่จะวาดภาพ

ถึงแม้เขาจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็เป็นศิลปินที่มีชีวิตที่เศร้ามากที่สุดคนหนึ่ง และความเศร้านี่เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนอันหนึ่งให้กับงานศิลปะของเขา สังเกตได้จากงานในช่วงหลังๆ ของชีวิตที่เปลี่ยนจากสีสันที่สดใสเป็นสีสันที่หม่นหมองมืดทืม หลังจากต้องทนทรมานจากความป่วยไข้และติดสุราเรื้อรังอยู่หลายปี ในที่สุด เขาก็จบชีวิตตัวเองลงด้วยการฆ่าตัวตายในปี 1970 เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ผลงานและแรงบันดาลใจอันล้ำค่าที่ส่งผ่านมายังคนรุ่นหลัง

*แอ็บสแตรค เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Abstract Expressionism) : ศิลปะที่เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากกลุ่มจิตรกรที่ลี้ภัยสงครามไปอยู่ที่อเมริกาได้จับกลุ่มสร้างงานตามกระแสศิลปะนามธรรม (Abstract) แต่เน้นการแสดงออกไปที่ความเคลื่อนไหวแบบฉับพลันและรุนแรงตามสัญชาติญาณในแบบเอกซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) อนึ่ง ศิลปะในแนวทางนี้นี่เองที่ทำให้อเมริกา กลายเป็นศูนย์กลางของโลกศิลปะจวบจนปัจจุบัน

**คัลเลอร์-ฟิลด์ เพ้นติ้ง (Color Field painting) เป็นสไตล์ของภาพวาดแบบนามธรรมที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กในช่วงปี 1940 - 1950 มันได้แรงบันดาลใจจากศิลปะสมัยใหม่ของยุโรป และมีความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับกระแสศิลปะแอ็บสแตรค เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ชื่อของมันถูกตั้งขึ้นมาจากการวาดภาพที่มีลักษณะพื้นที่ของสีกว้างใหญ่ หนาแน่น แบนราบ แผ่กระจายเป็นคราบบนผืนผ้าใบ สร้างพื้นที่ต่อเนื่องกว้างไกลจนดูคล้ายกับท้องทุ่งของสีเหมือนกับชื่อของมัน ภาพวาดในลักษณะนี้ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวและเนื้อหา หากแต่เน้นไปที่รูปทรงและร่องรอยของสีสัน และปฏิเสธการใช้ฝีแปรงแบบการวาดภาพทั่วไป ศิลปินมักจะใช้วิธีการเท ราด หรือหยอดสีลงบนผืนผ้าใบให้ไหลจนเกิดเป็นร่องรอยและรูปทรงมากกว่าจะใช้พู่กันวาด ในภาพวาดประเภทนี้ สีสันเป็นอิสระจากเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์ใดๆ เป็นสาระสำคัญ เป็นความงามและความจริงแท้ด้วยตัวของมันเอง

นอกจากจะมีผลงานของศิลปินระดับตำนานอย่าง มาร์ค รอธโก โผล่มาให้เราดูแบบแว๊บๆ พอเป็นกระสัยแล้ว หนังเรื่องนี้ยังมีผลงานของศิลปินอีกคนหนึ่งให้เราดูชมแบบเต็มๆ ตาอีกด้วย

ภาพจากหนัง PRIME (2005)

เนื่องจากตามท้องเรื่อง พ่อพระเอกของเราเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งจบมหา’ลัยมาหมาดๆ และยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง จึงต้องรับบทบาทชาวเกาะ (พ่อเกาะแม่) และอาศัยพึ่งใบบุญนางเอกที่มีการงานมั่นคงรับประทานไปพลางๆ ก่อน (หุหุ เทรนด์ใหม่ของผู้ชายสมัยนี้เลยนะเนี่ย) แต่เห็นอย่างนี้ก็อย่าเพิ่งนึกว่าน้องเขาเป็นประเภทเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อไปเสียก่อน เพราะอย่างน้อยๆ ฮีก็มีงานอดิเรก (ที่แอบทำ) คือการเป็นจิตรกรฝีมือดีที่มีผลงานเฉียบขาดเข้าขั้น แถมยังมีแววรุ่งจนเข้าตากรรมการอีกด้วย

สุดท้ายก็ไอ้เจ้างานอดิเรกนี่แหละ ที่ส่งผลให้พระเอกของเราสามารถลาออกจากอาชีพชาวเกาะ และพึ่งพาหาเลี้ยงตัวเองด้วยฝีแปรงจนตั้งตัวเป็นหลักเป็นฐานได้ในที่สุด

ซึ่งผลงานภาพเขียนที่ปรากฏอยู่ในหนังเหล่านี้ ก็ไม่ได้ไปซี๊ซั๊วหยิบยืมเอาผลงานของนักศึกษาศิลปะจากไหนมาใช้ หรือให้ไก่ให้กาที่ไหนมาเขียน แต่เป็นผลงานของศิลปินตัวจริงเสียงจริง ที่ถึงแม้จะไม่ได้โด่งดังเท่ามากมายอะไร แต่ก็เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง มีผลงานชั้นดีและฝีมือเข้าขั้นพอตัว ที่น่าชมเชยก็คือ เขาเลือกผลงานมาได้เหมาะกับบุคลิกลักษณะและบทบาทของนักแสดงในเรื่องเอามากๆ

ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า ทิม โอกามูระ (Tim Okamura)

Portrait of Actor Bryan Greenberg (นักแสดงนำชายในหนัง PRIME), 2005, สีน้ำมันและสื่อผสมบนผ้าใบ

Portrait of Shanda, 2003, สีน้ำมันบนผ้าใบ

Gray, White & Gold (Marilyn), 2003, สีน้ำมัน สีสเปรย์ และปากกาเคมีบนผ้าใบ

Blue, Green & Gold (Man in Hoddie), 2003, สีน้ำมัน สีสเปรย์ และปากกาเคมีบนผ้าใบ

Crime, 2003, สีน้ำมัน สีสเปรย์ และปากกาเคมี บนผ้าใบ

เกิดในเอ็ดมอนตัน แคนาดา ทิม โอกามูระ จบปริญาตรีศิลปะที่ วิทยาลัยศิลปะและการออกแบบอัลเบอร์ตา ในคัลการี่  ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเข้าศึกษาที่ School of Visual Arts นิวยอร์ก หลังจากจบการศีกษาระดับปริญญาโท เขาโยกย้ายไปพำนักและทำงานอยู่ที่บรู๊กลินจวบจนปัจจุบัน

เขามีผลงานแสดงเดี่ยวหลายต่อหลายครั้งในนิวยอร์ก แคนาดา และได้รับเลือกให้แสดงงานกลุ่มสำคัญๆ หลายต่อหลายครั้ง รวมถึงนิทรรศการ ‘After Matisse/Picasso’ ใน Museum of Modern Art-affiliated P.S.1 ที่เมืองควีนส์ และได้รับเลือกให้ร่วมแสดงในนิทรรศการ BP Portrait Awards ณ London’s National Portrait Gallery ถึงเจ็ดครั้ง

ผลงานที่เห็นในหนังเรื่องนี้ เป็นบางส่วนจากผลงานชุด ‘Urban Portrait’ ของเขา ที่นอกจากจะปรากฎอยู่ในหนังเรื่องนี้แล้ว มันยังแอบไปปรากฎตัวอยู่ในหนังอีกหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ ‘Pieces of April’ (2003), ‘School of Rock’ (2003) และมันก็ไปปรากฎตัวเแบบเต็มๆ ตาอีกครั้งในหนังที่เป็นผลงานการกำกับของ อีธาน ฮอว์ก อย่าง The Hottest State (2006) อีกด้วย

History Wall, 2005 (ภาพเขียนในชุด brooklyn mythology), สีน้ำมัน สีสเปรย์ ปากกาเคมีและสื่อผสมบนผ้าใบ ที่ไปปรากฏในหนัง The Hottest State

ภาพเขียนของเขาเป็นการปะทะประสานกันระหว่างงานศิลปะพอร์ตเทรตเหมือนจริงฝีมือจัดจ้านเข้ากับงานศิลปะสไตล์กราฟิตี้ฝีมือฉมังสีสันฉูดฉาดบาดตาที่พบเห็นได้ตามท้องถนนของนิวยอร์ก อย่างกลมกลืนและขัดแย้งกันอย่างลงตัว จัดจ้าน และสื่อสะท้อนความหมายเป็นอย่างยิ่ง และภาพเขียนของเขาเหล่านี้นี่เอง ที่เป็นเสมือนหนึ่งบันทึกส่วนตัวซึ่งถ่ายทอดความหลงใหลของเขาที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่านใบหน้าอันหลากหลายของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ และวัฒนธรรมบนท้องถนนของคนหลายหลากเผ่าพันธุ์ ชนชั้น วรรณะ ที่รวมตัวกันอยู่ในป่าคอนกรีตผืนใหญ่ที่ถูกเรียกขานว่า ‘นิวยอร์ก’ นั่นเอง

ทิม โอกามูระ ปี 2013 ภาพจาก https://goo.gl/AApSBl

หมายเหตุ : ภาพผลงานศิลปะทั้งหมดของ ทิม โอกามูระ ได้รับความเอื้อเฟื้อและการอนุญาตจากตัวศิลปินอย่างทิมเองโดยตรง ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

หนังโรแมนติกที่ตัวละครเอกในหนังใช้ศิลปะในการสร้างความประทับใจให้สาวหลงใหลอีกเรื่องเลยก็แล้วกัน

โดยปกติตัวละครเอกในหนังหลายๆ เรื่อง นอกจากจะมีหน้าที่ทำให้คนดูบันเทิงด้วยการต่อยตี หรือไล่ยิงกันในหนังแอ็คชั่น ตกหลุมรัก ตามจีบ และพลอดรักกันในหนังโรแมนติก หรือทำตลกหัวหกก้นขวิดกันในหนังคอเมดี้แล้ว หน้าที่ความรับผิดชอบอีกอย่างของตัวละครเหล่านั้นที่ทำให้หนังหนักแน่น สมจริง และเป็นที่น่าเชื่อถือสำหรับคนดูก็คือ อาชีพการงานของตัวละครเหล่านั้นนั่นเอง (ไม่นับรวมหนังหรือละครไทยบางเรื่องที่เราดูจนจบก็ยังไม่รู้ว่าพระเอกนางเอกมันทำงานทำการอะไร นอกจากไล่ตามง้องอนหรืออิจฉาตบตีกันไปวันๆ สงสัยพ่อมันรวย!) ซึ่งถ้าไม่นับอาชีพยอดฮิตอย่างนักธุรกิจแล้ว อาชีพอีกอย่างที่ดูจะเท่ และคูลอย่างยิ่ง จนหนังหลายๆ เรื่องมักจะให้ตัวละคร (ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นพระเอก) สวมบทบาท ก็คงจะหนีไม่พ้นศิลปินหรือจิตรกรไปได้

เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่หนังหลายๆ เรื่อง มักจะไม่ค่อยให้ความใส่ใจกับผลงานของศิลปินหรือจิตรกรที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาในหนังเหล่านั้น โดยมากมักจะจ้างช่างฝีมือทำขึ้นมา หรือบ้างก็ไปหยิบยืมผลงานจากนักศึกษาศิลปะตามสถาบันต่างๆ ผลงานที่เราได้เห็นในหนังก็เลยมักจะขาดๆ เกินๆ ไม่มีเอกภาพ และไม่อาจแสดงออกถึงตัวตนหรือบุคลิกภาพที่แท้จริงของตัวละครในเรื่องได้

แต่โชคดีที่ยังมีหนังบางเรื่องที่ไม่ละเลยองค์ประกอบเล็กๆ เหล่านี้ จนทำให้มันมีความโดดเด่นจนเป็นที่กล่าวขานไม่แพ้ตัวหนังเลยทีเดียวถ้าเราไม่นับเอาหนังชีวประวัติของศิลปิน ซึ่งโดยส่วนมากจะหยิบยืมผลงานจริงของศิลปินอาชีพตัวจริง หรือจ้างศิลปินให้สร้างผลงานเลียนแบบขึ้นมาใหม่เพื่อถ่ายทำ หนังที่ดำเนินเรื่องราวด้วยตัวเอกที่ประกอบอาชีพเป็นศิลปิน หรือจิตรกรบางเรื่อง อาจจะว่าจ้างศิลปินหรือจิตรกรตัวจริงมาเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานเบื้องหลังตัวละครเหล่านั้น และหนังที่เรากำลังจะพูดถึงเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่มีตัวเอกเป็นศิลปินจิตรกรด้วยเหมือนกัน

ถึงแม้จะเป็นหนังที่เก่าไปสักหน่อย แต่หลายคนน่าจะเคยผ่านตาและอาจถึงขั้นหลงรักหนังโรแมนติกดราม่าเรื่องนี้ ซึ่งเป็นผลงานเบิกทางชิ้นที่สองในฮอลลีวูดของผู้กำกับชาวเม็กซิกัน อัลฟองโซ กัวรอง (ที่ตอนนี้ได้ออสการ์ไปเรียบร้อยแล้ว) ที่มีชื่อว่า

Great Expectations (1998)

หนังดัดแปลงจากนวนิยายคลาสสิกชื่อเดียวกันของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ด้วยความสวยงามของการกำกับ ภาพ แสง สี และดนตรีประกอบอันไพเราะ บวกกับการแสดงอันเข้มข้นของเหล่านักในเรื่องก็ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆ คนไปได้แล้ว

แต่องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่ไม่อาจละเลยและหลงลืมได้ก็คือ เหล่าบรรดาภาพวาดอันสวยงาม สื่อความหมาย ที่เป็นดั่งเครื่องมือสื่อถึงความในใจและแรงปรารถนาของพระเอกในเรื่องอย่าง ฟิน (อีธาน ฮอว์ก) ที่มีต่อนางในดวงใจอย่าง เอสเตลล่า (กวินเนธ พัลโทรว์) คุณหนูโฉมงามจากตระกูลไฮโซ ซึ่งเป็นเหมือนดอกฟ้าผู้อยู่ไกลเกินเอื้อมสำหรับหนุ่มชาวบ้านอย่างเขา และตัวเขาเองก็ไม่กล้าเผยความใน และทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการเฝ้ามอง และวาดภาพของเธอภาพแล้วภาพเล่า ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่ม จนในที่สุดวันหนึ่ง เธอก็จากเขาไปโดยไม่บอกลา

แต่ด้วยโชคชะตาหรือพรหมลิขิตก็ตามแต่ ที่ชักพาให้เขาได้มีโอกาสบินลัดฟ้าไปแจ้งเกิดเฉิดฉายเป็นศิลปินหนุ่มดาวรุ่งพุ่งแรงในมหานครนิวยอร์กที่เธออาศัยอยู่ และท่ามกลางผู้คนมากมายในเมืองใหญ่แห่งนั้น ทั้งก็คู่บังเอิญไดพบเจอกันอีกครั้ง และจะด้วยพลังของศิลปะหรือสถานภาพที่เปลี่ยนไปของเขาก็ตามแต่ เธอก็ค่อยๆ ละลายหน้ากากของความเย็นชา และหันมาสานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเขาอีกครั้ง จนในที่สุด เขาก็ได้สมรักกับเธออย่างที่ใจปราถนา แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ข้ามคืนก่อนที่เธอจะลาจากเขาไปอีกครั้งก็ตาม

เอาจริงๆ ฉากที่นางเอกย่างเท้าเข้ามาในห้องของพระเอกโดยไม่บอกกล่าวพูดจา แล้วค่อยๆ เปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์จนเปลือยเปล่าให้เขาได้วาดภาพนั้นมันเป็นอะไรที่งดงามและเร้าอารมณ์มากกว่าฉากเลิฟซีนในเรื่องเสียด้วยซ้ำไป!

ซึ่งผลงานภาพวาดของพระเอกทุกชิ้นที่อยู่ในหนัง ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่ถูกทำขึ้นมาใหม่สำหรับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ มันจึงดูเป็นเอกภาพและสอดรับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเนื้อหาอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาภาพเหมือนของเหล่าดารานำในเรื่อง ทั้ง โรเบิร์ต เดอ นีโร, คริส คูเปอร์, คิม ดิกเกนส์, แอน แบนครอฟท์ รวมถึงภาพของ กวินเนธ พัลโทรว นางเอกของเรื่อง ที่สวยจับจิตจับใจจริงๆ และผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะทั้งหมดในหนังเรื่องนี้อยู่เบื้องหลัง ก็ไม่ใช่ศิลปินโนเนมที่ไหน หากแต่เป็นจิตรกรชาวอิตาเลียนชื่อก้องผู้มีชื่อว่า

ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ (Francesco Clemente) นั่นเอง

UNTITLED (ภาพเหมือนตัวเองของศิลปิน) , 1984 ภาพพิมพ์ Wood cut (แกะไม้) สีน้ำ

ภาพนี้คเลเมนเต้วาดภาพสีน้ำแล้วให้ช่างพิมพ์ Woodcut ชาวญี่ปุ่นน้ำไปทำภาพพิมพ์ และพิมพ์ออกมาในจำนวน 200 edition (หรือจำนวนพิมพ์ทั้งหมดต่อครั้ง, สังเกตดูมุมซ้ายของภาพจะห็นตัวเลข 81/200 ซึ่งหมายถึงภาพนี้เป็นภาพที่พิมพ์ในลำดับที่ 81 จาก 200 ภาพ) ผลงานชิ้นนี้เคยมาแสดงในบ้านเราราว 20 กว่าปีที่แล้วที่แกลเลอรี เคียวโกะ จิราธิวัฒน์ กรุงเทพฯ

ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ เกิดในปี 1952 ที่เมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี แรกเริ่มเดิมทีเขาศึกษาทางด้านสถาปัตยกรรม ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นจิตรกรจากการฝึกฝนด้วยตัวเอง ผลงานของเขาได้แรงบันดาลจากนักคิดหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เกรกอรี เบทสัน, วิลเลียม เบลค, อัลเลน กินส์เบิร์ก หรือแม้แต่นักคิดชาวอินเดียอย่าง กฤษณมูรติ (คเลเมนเต้หลงใหลในปรัชญาตะวันออกเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็ส่งอิทธิพลถึงแนวคิดในการทำงานศิลปะของเขาด้วยเช่นกัน)

คเลเมนเต้เข้าร่วมกับกลุ่มศิลปินแนว Transavantgarde หรือ Neo-expressionism ของอิตาลี ซึ่งเน้นการถ่ายทอดความฝันและจินตนาการออกมาในรูปแบบของงานศิลปะที่มีลักษณะคล้ายภาพหลอน ใช้สีสันที่หม่นมัวและฟุ้งฝัน และมีการถ่ายทอดผลงานที่ไม่มุ่งแสดงออกถึงความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด หากแต่เน้นการแสดงออกอย่างฉับพลันจากหัวใจ จิตใต้สำนึกและสัญชาติญาณอย่างฉับพลันและใสซื่อบริสุทธิ์

Blake at the Kumbha 2008 สีน้ำบนกระดาษ

Silver and Stone, 2003 สีน้ำบนกระดาษ

Alba, 1997 สีน้ำมันบนผ้าใบ

เขาเดินทาง อาศัย และทำงานอยู่ในหลายๆ ประเทศ ปัจจุบันเขาพำนักและทำงานในนิวยอร์ก และพาราณสี ประเทศอินเดีย เขาทำงานศิลปะและงานจิตรกรรมในหลากสื่อหลายเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำมัน สีน้ำ สีพาสเทล และภาพพิมพ์ ผลงานของเขาไม่ได้พัฒนาเป็นเส้นตรง หากแต่ขยายขอบเขตและแตกแขนงออกไปเป็นวงกว้างอย่างไร้ขอบเขต เอกลักษณ์ในงานศิลปะของเขาไม่ใช่สไตล์การวาดภาพ หากแต่เป็นการบันทึกความแปรผันของชีวิตเอาไว้ในภาพวาดของเขามากกว่า



ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ ขนะกำลังวาดภาพซูเปอร์โมเดลชาวรัสเซีย นาตาเลีย โวเดียโนวา (Natalia Vodianova) ภาพจากนิตยสาร Vogue ฉบับเดือนธันวาคม 2008 ภาพถ่ายโดย แอนนี่ เลโบวิตซ์ (Annie Leibovitz)

ผลงานของคเลเมนเต้ถูกจัดแสดงในหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ Solomon R. Guggenheim ในนิวยอร์ก และบิลเบา พิพิธภัณฑ์ Irish Museum of Modern Art ในดับลิน ไอร์แลนด์ พิพิธภัณฑ์ Rose Art Museum ในแมสซาชูเซตส์ พิพิธภัณฑ์ Museo Maxxi ในกรุงโรม พิพิธภัณฑ์ Museo Madre ในเนเปิลส์ อิตาลี พิพิธภัณฑ์ Schirn Kunsthalle ในแฟรงเฟิร์ต หอศิลป์ Uffizi ในฟลอเรนซ์ พิพิธภัณฑ์  Rubin Museum of Art ในนิวยอร์ก

ผลงานภาพวาดของคเลเมนเตในหนัง Great Expectations

บางอาจยังไม่ทราบว่า คเลเมนเต้นั้นรักหนังและเข้าไปมีส่วนร่วมในหนังหลายต่อหลายเรื่อง นอกจากจะเป็นศิลปินที่อยู่เบื้องหลังผลงานศิลปะอันสวยสดงดงามในหนัง Great Expectations แล้ว (มีฉากหนึ่งในหนังเรื่อง Great Expectations พระเอกก็เอ่ยถึงชื่อคเลเมนเต้ ขึ้นมาแวบนึงด้วย) เขายังเคยรับบทนำในหนังอิตาลีอย่าง Il teppista (1994) และเป็นดารารับเชิญ (แบบฮาๆ) ในหนังฮอลลีวูดอย่าง Good Will Hunting (อยู่ตรงไหนไปหาเอาเองก็แล้วกัน!) และร่วมแสดงในหนังอินดี้อาร์ตๆ เก๋ๆ อย่าง Adam Green's Aladdin (2016) นอกจากนั้นเขาเคยปรากฏตัวในหนังสารคดีอัตชีวประวัติตัวเองอย่าง Three Worlds (2005) ที่กำกับโดย เคียร่า คเลเมนเต้ (Chiara clemente) ลูกสาวของเขา ซึ่งเป็นผู้กำกับ ช่างภาพและโปรดิวเซอร์หนังสารคดีและหนังสั้นมืออาชีพอีกด้วย

ปัจจุบัน ฟรานเซสโก คเลเมนเต้ มีอายุ 64 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานด้วยแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่เสื่อมคลาย

ขอบคุณภาพจาก http://www.francescoclemente.net/, https://goo.gl/TxjtYS, https://goo.gl/HlE793

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

ข้อมูล/ภาพ: หนังสือ: Piero’sLight: In Search of Piero della Francesca: A Renaissance Painter and the Revolution in Art, Science ,and Religion, by Larry Witham, 2014, เว็บ ไซต์: http://goo.gl/O1KwyB, http://goo.gl/mjLhb5, https://goo.gl/mtF3O9, https://goo.gl/75rcpK, https://goo.gl/TSoRuZ, https://goo.gl/2Qk4n2, http://timokamura.com/

#WURKON #art #movie #กลเม็ดจีบสาวของหนุ่มอารมณ์ศิลป์ #หนังรักโรแมนติก #thetnglishpatient #pierodellafrancesca #thelegendofthetruecross #goldensection #สัดส่วนทองคำ #PRIME #markrothko #timokamura #แรงบันดาลใจจากหนัง #แรงบันดาลใจงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30