Blog

สุนทรียะแห่งงานสร้าง สุนทรียะแห่งภาพยนตร์ หว่องกาไว / วิลเลียม จาง ซู่ผิง

สุนทรียะแห่งงานสร้าง สุนทรียะแห่งภาพยนตร์ หว่องกาไว / วิลเลียม จาง ซู่ผิง

12 มีนาคม 2562

หลังจากปล่อยผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง The Grandmaster (2013) ที่เล่าเรื่องราวชีวประวัติของ ยิปมัน ปรมาจารย์กังฟูในตำนานเจ้าของเพลงมวยวิงชุน (หรือหย่งชุน) อันลือลั่น ผู้เป็นอาจารย์ของราชากังฟูแห่งโลกภาพยนตร์ บรูซ ลี ออกมา ข่าวคราวเงียบหาไปสองสามปี ผู้กำกับขวัญใจเด็กอาร์ตอย่าง หว่องกาไว ก็ยังไม่มีผลงานใหม่ออกมาให้แฟนๆ ได้ชมกันอีก ซึ่งอันที่จริงก็เป็นที่รู้กันดีแหละว่าผู้กำกับระดับอาร์ตตัวพ่ออย่างเฮียหว่องนั้น ประณีตพิถีพิถันและใช้เวลาทำหนังของเขายาวนานขนาดไหน ก็แค่ The Grandmaster เอง ก่อนฉายก็ได้ข่าวว่าทำกันมาปีแล้วปีเล่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จออกมาให้เชยชมเสียที จนปล่อยให้คนอื่นเอาเรื่องราวยิปมันไปทำแซงหน้าจนโด่งดังมาแล้วหลายภาค ทั้งเวอร์ชั่นกลางคน เวอร์ชั่นละอ่อน ไปจนถึงเวอร์ชั่นชรา แถมยังมีเวอร์ชั่น 3D กับเขาด้วย อุเหม่!

แต่ในที่สุดมันก็เสร็จสมบูรณ์และได้ฤกษ์เข้าฉายสมใจจนได้ และด้วยความที่หนังถูกตั้งหน้าตั้งตารอคอยกันขนาดนี้ความคาดหวังย่อมต้องมีสูงเป็นธรรมดา เรียกว่าถ้าหนังออกมาไม่ดีคงต้องมีใครสักคนได้ตายกันบ้าง (ยืมสำนวนมิตรสหายมาใช้) แต่ก็โชคดีที่หนังออกมาดี ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์แตกเป็นหลายกระแส กระแสหนึ่งก็คือชื่นชมในความยิ่งใหญ่อลังการของหนัง และไม่ผิดหวังกับสไตล์ที่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบหว่องกาไวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง กับอีกกระแสหนึ่งที่บ่นว่าหนังอืดอาดเยิ่นเย้อ น่าเบื่อชวนหลับ ฉากต่อสู้ก็น้อยเกินไป ไม่ตื่นเต้นเร้าใจ ไม่มันสะใจคอหนังกังฟูเหมือนยิปมันเวอร์ชั่นก่อนหน้า (ทั้งๆ ที่ อันที่จริงเฮียหว่องแกเริ่มทำก่อนเป็นคนแรกด้วยซ้ำ แต่ดันไม่เสร็จเสียที) หนำซ้ำตัวละครเอกอย่างยิปมัน ยังไม่โดดเด่นและโดนกลบรัศมีโดยตัวละครประกอบอื่นๆ ในเรื่องเสียฉิบ

ซึ่งในความเห็นของเรา คำวิจารณ์อย่างหลังมันก็ไม่ค่อยแฟร์สักเท่าไหร่ เพราะอันที่จริงหนังเรื่องนี้ก็หาใช่หนังกังฟูเสียทีเดียว หากแต่มันเป็นหนังแบบ “หว่องกาไว” ที่บังเอิญพูดถึงคนในแวดวงศิลปะการต่อสู้หรือ “กังฟู” เท่านั้นเอง (และจริงๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่หนังชีวประวัติของยิปมันแต่เพียงอย่างเดียว เพราะแรกเริ่มเดิมทีหว่องตั้งใจจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า The Grandmasters ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์ ที่หมายถึงเรื่องราวชีวิตของเหล่าปรมาจารย์กังฟูทั้งหลายนั่นเอง แต่ก็เปลี่ยนใจไม่ใส่ "s" ลงไปในภายหลัง)

ด้วยเหตุนี้หนังจึงเต็มไปด้วยตัวละครแบบหว่องๆ ที่อวลอายไปด้วยความเหงาเปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว (แต่เท่) เดียวดาย (แต่โรแมนติก) และเต็มไปด้วยบทสนทนาและคำพูดอันคมคายกันทั้งเรื่อง เรียกว่าถ้าใครชอบสไตล์หนังของหว่องกาไวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็คงไม่ผิดหวัง แต่ถ้าใครชังก็อย่าริหลวมตัวเข้าเป็นดูชมเป็นอันขาด!

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเรามารื้อฟื้นความหลังถึงหนังเรื่องนี้เพื่อเป็นการแก้คิดถึงเฮียไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขอพูดในเรื่องที่เราถนัด นั่นก็คือเรื่องของงานดีไซน์ในหนังก็แล้วกัน

The Grandmaster (2013) เล่าเรื่องราวของปรมาจารย์กังฟู ยิปมัน (เหลียงเฉาเหว่ย) ตั้งแต่ช่วงชีวิตในวัยหนุ่มที่เขาอาศัยกับภรรยาอย่างมั่งคั่งที่เมืองฝอซานทางตอนใต้ของประเทศจีน ในฐานะจอมยุทธหนุ่มดาวรุ่งผู้หลงใหลในกังฟู ผู้ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายและการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในแวดวงนักบู๊ เคียงคู่ไปกับความไหวหวั่นในหัวใจ (แม้จะมีภรรเมียเป็นตัวเป็นตนแล้ว) กับบุตรีของปรมาจารย์คู่ปรับผู้ยิ่งใหญ่ของเขาอย่าง กงเอ๋อ (จางซิยี่ ในบทที่คนดูหลายคนบ่นกันว่าเด่นกว่าพระเอกเสียอีก!) ผ่านวันเวลาไปถึงยามลำบากยากแค้นในช่วงสงคราม จนกระทั่งลี้ภัยไปอยู่ที่ฮ่องกงและเปิดสอนกังฟูหย่งชุนที่นั่น และทำให้มันแพร่หลายเป็นที่นิยมจนได้กลายเป็นปรมาจารย์ไปในที่สุด

ดูผิวเผินหน้าตาและเรื่องราวของหนังอาจจะเป็นเรื่องของกังฟูและการต่อสู้ หากแต่เนื้อแท้ของมันเป็นเรื่องราวชีวิตอันโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา แปลกแยก และความความสัมพันธ์อันเจ็บปวดรวดร้าวและความรักที่ไม่มีทางจะลงเอยด้วยกันได้ของผู้คนเหงาๆ ในโลกอันเปล่าเปลี่ยว ไม่ต่างจากหนังเรื่องก่อนหน้าของหว่องอย่าง Days of Being Wild, Ashes of Time, Chungking Express , Fallen Angels, Happy Together หรือแม้กระทั่ง In the Mood for Love เลยแม้แต่น้อย

องค์ประกอบอันโดดเด่นอีกหลายประการที่เป็นเครื่องหมายการค้าในหนังของหว่องก็มีอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างครบถ้วน อย่างการถ่ายภาพ ที่ถึงแม้ในเรื่องนี้จะไม่ได้ใช้บริการของผู้กำกับภาพคู่บุญอย่าง คริสโตเฟอร์ ดอยล์ แล้วก็ตาม แต่ผู้กำกับภาพอย่าง ฟิลิป เลอ ซูร์ด ก็ถ่ายภาพหนังเรื่องนี้ออกมาได้งดงามอลังการจับจิตจับใจไม่แพ้กัน เรียกว่าแทบจะสามารถหยิบเอาทุกเฟรมในหนังมาวางเป็นภาพนิ่งได้เลยทีเดียว รวมถึงฉากการต่อสู้ที่กำกับโดยผู้กำกับคิวบู๊ชื่อดังอย่าง หยวนวูปิง ก็ทำได้สมจริงสมจังหลากหลายและสวยงามแปลกตากว่าหนังยิปมันเรื่องที่ผ่านๆ มา

แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดที่เตะตาต้องใจเราเป็นอย่างยิ่งก็คือ งานสร้าง ฉาก เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและองค์ประกอบศิลป์ของหนังเรื่องนี้ ที่มีความโดดเด่น สวยงาม ถูกต้องตามยุคสมัย หากแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน

เอาง่าย ๆ ในหนังกังฟูปกติ เราคงไม่เห็นตัวละครใส่ใจกับการแต่งตัวสักเท่าไหร่ เพราะแต่งหรูไปเดี๋ยวก็ต่อยตีไม่ถนัด (หลวมๆ เข้าไว้เป็นดี บางทีถอดเสื้อตีกันด้วยซ้ำ) ฉากหรือก็ไม่ต้องวิจิตรบรรจงสวยงามนักหรอก เพราะเดี๋ยวก็โดนต่อยเตะจนพังราบพนาสูรไปหมดแล้ว

แต่ไม่ใช่กับหนังเรื่องนี้ เพราะเราจะได้เห็นเหล่านักกังฟูแต่งตัวกันเต็มยศ สวมเสื้อผ้าตัดเย็บเข้ารูปสมตัว อย่างเหลียงเฉาเหว่ยในชุดยาวแบบจีนสวมหมวกปานามา ก็เรียกได้ว่าเป็นยิปมันที่หล่อเหล่ากระชากใจแม่ยกเสียนี่กระไร! หรือตัวละครมือมีดโกนกับสูทสากลหรูเรียบเนี๊ยบกริบ ก็คงทำให้สาวน้อยสาวใหญ่เก็บเอาไปฝันถึง (แม้จะออกมาแค่แป๊บเดียวก็ตามที) ส่วนตัวละครหญิงอย่างจางซียี่และซองเฮเคียว ก็สง่างามและสวยหยาดเยิ้มในชุดจีนอันประณีตและกี่เพ้าเลิศหรูอลังการ จนหนุ่มๆ และแก่ๆ อย่างเราอดเก็บเอาไปฝันเพ้อไม่ได้

และคงเป็นหนังกังฟูเรื่องเดียวที่ตัวละครต่อสู้กันในชุดจีนยาวคลุมหลังเท้า สวมสูทเต็มยศ ใส่เสื้อคลุมยาวขนเฟอร์พองฟูหรูเฟ่ทั้งแขนและคอ (แถมติดกิ๊บเสียน่ารัก!) ซึ่งก็ไม่ได้ดูน่าขันแต่อย่างใด หากแต่ช่วยขับเน้นการต่อสู้นั้นให้เต็มเปี่ยมไปด้วยสุนทรียะในลีลาและงดงามในท่วงท่าจนน่าตื่นตะลึงเป็นที่ยิ่ง

ส่วนฉากหรือสถานที่ในหนังรึก็ตระการตาวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากโรงน้ำชา (ก็ซ่องนั่นแล!) “หอทองคำ” ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าจอมยุทธ ที่สวยงามจนแทบหยุดหายใจกันเลยทีเดียว (น่าขันตรงที่ตอนดูอยู่เราอดนึกเสียดายไม่ได้ว่าฉากสวย ๆ ขนาดนี้ต้องมาโดนหางเลขจากการต่อยตีให้แตกหักเสียของอีกแล้ว จู่ ๆ ตัวละครจอมยุทธหญิงอย่าง กงเอ๋อ ก็เปรยขึ้นมาเหมือนใจข้าพเจ้านึกเปี๊ยบ! จนทำให้ยิปมันตั้งเงื่อนไขในการต่อสู้ว่า หากการต่อสู้ทำให้อะไรในหอนี้แตกหักเสียหาย เขาก็เป็นฝ่ายแพ้ซะงั้น อ่ะนะ!)

ซึ่งการให้ความสำคัญกับสถานที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและข้าวของเครื่องใช้ราวกับมันเป็นตัวละครที่มีชีวิต ก็เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นในหนังของหว่องกาไวตลอดมาอยู่แล้ว (อย่างในหนังเรื่องนี้ตัวละครที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือเสื้อโอเวอร์โค้ตกันหนาว และ "กระดุม" เม็ดหนึ่งของมันนั่นเอง) และนักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังงานสร้างฉากและเสื้อผ้าอันวิจิตรงดงามเรื่องนี้ก็เป็นคนเดียวกับที่ร่วมงานในหนังของหว่องเรื่องที่ผ่าน ๆ มาโดยตลอด

เขาผู้นั้นมีชื่อว่า วิลเลียม จาง ซู่ผิง (Willam Chang Suk-ping)

เกิดที่ฮ่องกง ในปีค.ศ.1953 เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากบทบาทที่หลากหลาย ทั้งการเป็นนักออกแบบโปรดักชั่น, ผู้กำกับศิลป์, นักออกแบบเครื่องแต่งกาย, และมือตัดต่อผู้เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ หากแต่ถ่อมตัวและเก็บตัวเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยความที่อยากทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์มาตั้งแต่สมัยเด็ก เขาจึงโน้มน้าวให้พ่อของเขาส่งเขาเรียนจนจบการศึกษาด้านภาพยนตร์จาก Vancouver School of Art แคนาดา ทั้งๆ ที่ครอบครัวต่างก็ทัดทานอย่างหนัก

“การศึกษาที่นั่นเปลี่ยนชีวิตของผม มันสอนผมว่าภาพยนตร์ไม่ใช่การเล่าเรื่อง หากแต่เป็นศิลปะ”

เขาย้ายกลับมาฮ่องกงและได้งานแรกเป็นครั้งแรกในฐานะผู้กำกับศิลป์ให้กับผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของฮ่องกงอย่าง แพทริก ทัม ใน Love Massacre (1981) ตามมาด้วยผลงานเลื่องชื่ออย่าง Nomad (1982) และแพทริกนี่เองที่แนะนำให้เขารู้จักกับคนทำหนังหน้าใหม่อย่างหว่องกาไว ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทกันอย่างรวดเร็ว จนเมื่อหว่องทำหนังเรื่องแรกอย่าง As Tears Go By (1988) ก็ชวนจางมากำกับศิลป์ให้ หลังจากนั้นจางก็ทำงานให้หนังทุกเรื่องของหว่องกาไว โดยเหมาทั้งงานกำกับศิลป์ ออกแบบฉาก เครื่องแต่งกาย รวมถึงงานตัดต่อทั้งหมด

จางดีไซน์และตัดต่อหนังของหว่องกาไวเกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่ Chungking Express (1994), Happy Together (1997), In the Mood for Love (2000) และ My Blueberry Nights (2007) ฯลฯ นอกจากนั้นเขายังเป็นโปรดักชั่นดีไซเนอร์ให้กับผู้กำกับระดับตำนานของฮ่องกงอย่าง Yim Ho ไปจนถึง สแตนลีย์ กวาน และ ฉี เคอะ และออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับหนังจีนแผ่นดินใหญ่อย่าง Let the Bullet Fly (2010) ของ เจียงเหวิน และ The Flowers of War (2011) ของ จางอี้โหมว

"ผมมักจะเป็นคนแรกที่หว่องคุยด้วยเสมอ เวลาเขาเริ่มทำหนังเรื่องใหม่ เขามักจะเล่าให้ผมฟังว่าเรื่องราวเป็นยังไง บางครั้งเขาก็เอารูปถ่ายหรือภาพเขียนให้ผมดูเพื่ออ้างอิง ผมดูมันและพยายามคิดถึงหนังในวิธีของผม และเริ่มคิดหาข้าวของที่เหมาะกับหนังเรื่องนั้น ผมมักจะไปเดินตามถนน มองหารองเท้า เสื้อเชิ้ร์ต หรือโต๊ะเก้าอี้ที่โดนใจผมและเหมาะกับหนังเรื่องนั้น มันเป็นธรรมชาติของผม ผมไม่เคยนั่งบนโต๊ะร่างภาพหรือเขียนอะไรก่อนที่จะเกิดไอเดีย"

"เมื่อผมทำโปรดักชั่นดีไซน์ ผมไม่คิดถึงเรื่องอื่น ผมคิดแค่เรื่องฉาก เสื้อผ้า พร็อพ ผมไม่เคยคิดว่าผู้กำกับจะถ่ายฉากนั้นออกมายังไง ผมไม่ใส่ใจกับมัน เวลาตัดต่อก็เช่นกัน ผมแค่รอหนังถ่ายทำเสร็จ แล้วก็ตัดต่อมันออกมาอย่างที่มันควรจะเป็น"

ถึงแม้ตัวเขาเองจะยอมรับว่าถนัดออกแบบงานสร้างแบบสมัยใหม่มากกว่า แต่เป็นที่รู้กันว่าจางมีความโดดเด่นในการออกแบบงานสร้างแบบย้อนยุค ทั้งการตกแต่งภายใน ฉาก เสื้อผ้า ทรงผม ที่เล่าขานการเดินทางของวันเวลาด้วยภาพได้อย่างหมดจดงดงามโดยไม่ต้องมีคำเอ่ยอ้างบรรยายใดๆ

ใน The Grandmaster (2013) จางกล่าวถึงหนังศิลปะการต่อสู้เรื่องล่าสุดของหว่องเรื่องนี้ว่า “หนักหน่วง” กว่างานชิ้นก่อน ๆ ที่พวกเขาเคยทำมา ทั้งฉาก เสื้อผ้า และผู้คนมากมาย มันแตกต่างจากหนังที่เขาเคยทำมามาก เพราะหนังก่อนหน้านี้มักจะมีแค่พระเอกนางเอกกับตัวละครไม่กี่คน แต่ในเรื่องนี้มีคนเป็นฝูง มีฉากต่อสู้ มีคิวบู๊ มีกังฟู

"เราถ่าย ๆ หยุด ๆ กันไปสองปี บางครั้งก็หยุดเพื่อสร้างฉาก และความที่ฉากมันใหญ่มาก ๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉาก “หอทองคำ” ที่มีสาวๆ นางโลมอยู่ในนั้นมากมาย มันเป็นฉากที่วุ่นวายมาก องค์ประกอบและของตกแต่งเกือบทุกอย่างที่อยู่ในฉากนั้นทำด้วยทองคำเปลวแท้ๆ และแค่ในฉากนั้นฉากเดียวต้องใช้เครื่องแต่งกายกว่า 200 ชุด แต่ผมไม่ถามหว่องหรอกนะว่ามันใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ ผมแค่ทำในสิ่งที่เขาต้องการให้ผมทำ เพราะถ้าผมถาม ผมอาจให้คำตอบที่ไม่น่าฟังนักหรอก และผมคงจะยับยั้งตัวเอง นั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่อยากรับรู้เรื่องเงิน” (แปลว่าแพงหูฉีแน่ ๆ!)

"ตอนทำ The Grandmaster ผมมีทีมงาน 20 คนสำหรับฉากและพร็อพ (ไม่รวมช่างไม้) และผมมีหัวหน้าฝ่ายกำกับศิลป์ที่คอยร่างภาพฉาก และเขามีผู้ช่วยบางคนที่ช่วยเขียนแบบ ผมมีหัวหน้าฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกาย และมีช่างตัดเสื้อผ้าห้าคนและผู้ช่วย เราไม่จำเป็นต้องเป็นทีมงานที่ใหญ่ ผมพยายามทำให้มันเล็กเข้าไว้ แต่ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอ เราทำงานกันตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงตีสาม ผมต้องเข้าไปดูในทุกขั้นตอนการทำงาน เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด ผมต้องดูว่าเขาตัดผ้ายังไง แพทเทิร์นเป็นยังไง เย็บกระดุมแบบไหน ในธุรกิจภาพยนตร์ของจีนเราทำงานกันอย่างยาวนานทั้งวัน เราไม่มีวันหยุด ไม่มีเสาร์อาทิตย์ นอกจากผู้กำกับจะไม่ถ่ายทำหนัง แม้กระนั้นเราก็ยังต้องเตรียมงาน เราทำงานกันตลอดเวลา ผมชอบแบบนี้ เพราะจริงๆ แล้วคุณไม่ได้ทำงาน แต่มันคือวิถีชีวิตของคุณ ถึงแม้ผมจะอายุ 60 แล้ว ผมก็ยังชอบทำงาน แม้แต่เวลาเลิกถ่ายหนัง เมื่อผมกลับถึงบ้านแล้ว สมองผมก็ยังคิดถึงเสื้อผ้า ฉาก พร็อพ ทุก ๆ นาที เพราะผมรักที่จะทำมัน”

"ผมชอบหนังเรื่องนี้นะ เพราะผมทำหนังกังฟูมาไม่กี่เรื่อง และผมไม่เคยทำฉากเมืองจีนในยุคสมัยนั้นมาก่อน ผมจึงต้องค้นคว้าอย่างหนัก หนังเริ่มต้นในประเทศจีนในช่วงยุค 1910 และต่อเนื่องไปจนถึงยุค 1950 และไปจบช่วงสุดท้ายในฮ่องกง ดังนั้นผมจึงต้องทำให้มันสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมไม่ดูหนัง (ที่เกี่ยวกับยิปมัน) เรื่องอื่น เพราะสำหรับผม โปรดักชั่นมันไม่พิถีพิถันพอ ดังนั้นผมจึงทำรีเสิร์ชเอง เมื่อผมทำฉากและเสื้อผ้า มันมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมใส่เข้าไป ซึ่งผมคิดว่าไม่มีใครเคยทำในหนังเรื่องอื่นมาก่อน ดังนั้นผมจึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการทำงานสร้างหนังเรื่องนี้ ทั้งขนาด ทั้งสัดส่วน และความรู้สึกที่นักแสดงจะได้รับจากมัน เพราะสำหรับผม หนังเรื่องอื่นแค่ทำให้เห็นเป็นภาพลักษณ์ขึ้นมาเท่านั้น" จางกล่าวถึงหนังเรื่องล่าสุดของเพื่อนซี้ของเขา

“เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ ละเอียดอ่อน และมีสายตาที่แหลมคม” เป็นคำพูดที่หว่องกล่าวถึงเพื่อนสนิทและคู่หูในการทำงานอันยาวนานผู้นี้ของเขา “ถ้าหากไม่มีเขา หนังของผมคงไม่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้”

“ผมมักจะคิดเสมอว่างานดีไซน์ล้วนมีแพทเทิร์นเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะดีไซน์อะไร คุณอาจจะเป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ หรืออะไรก็ตามแต่ ดีไซน์ทุกแขนงมันมีแพทเทิร์นและมีวิถีทางในการคิดแบบเดียวกัน ผมไม่อาจแยกเครื่องแต่งกายกับฉากออกจากกัน เพราะสำหรับผม สองสิ่งนี้มันสอดคล้องกัน ผมอยากควบคุมทั้งการออกแบบเครื่องแต่งกายและฉากเอาไว้ด้วยกัน, และมันเป็นสิ่งที่ผมทำมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว” วิลเลียม จาง กล่าว

นอกจากทำงานด้านภาพยนตร์แล้ว เขายังใช้ประสบการณ์ที่มีทำงานในสาขาอื่น ๆ อีกด้วย เขาเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในที่มีบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเอง เขามักจะกล่าวอยู่เสมอว่า “ผมไม่เคยหยุดทำงาน ชีวิตคงจบสิ้นแน่ๆ ถ้าคุณหยุดใช้สมองคิดงาน”

แถมท้าย : การเดินทางอันยาวนานของนักสร้างสุนทรียะแห่งโลกมายา

ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า นอกจากผลงานอันโดดเด่นในหนังเรื่องล่าสุดของหว่องกาไวอย่าง The Grandmaster แล้ว ผลงานเรื่องอื่นที่เขาร่วมงานกับหว่องกาไวที่ผ่านๆ มา ก็โดดเด่นเป็นสง่าไม่แพ้กัน เรามาร่วมกันทบทวนเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์และรับฟังเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการทำงานในหนังแต่ละเรื่องเหล่านั้นของเขากันเถอะ


Days of Being Wild (1990)

“นี่เป็นครั้งแรกในการปรากฏตัวทั้งสามครั้งของตัวละคร โจว มู่หวัน (เหลียงเฉาเหว่ย) ซึ่งปรากฏตัวอีกสองครั้งที่เหลือ ใน In the Mood for Love และ 2046 หนังทั้งสามเรื่องมีสไตล์และสีสันที่แตกต่างกัน แต่รายละเอียดและความอิ่มตัวของสี ต่างหยิบยกมาจากหนังเรื่องก่อนหน้าเหมือนกัน ชายหนุ่มปริศนาคนนี้ปรากฏตัวออกมาชั่วขณะตอนท้ายของเรื่องและจากไปโดยไม่มีคำอธิบาย เขาอาศัยอยู่ในห้องเพดานเตี้ยอุดอู้เก่าโทรม แต่กลับมีรูปลักษณ์และการแต่งตัวเนี๊ยบกริบพิถีพิถัน เป็นความขัดแย้งที่มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด”

จางมั่นอวี้ กับ เหลียงเฉาเหว่ย ฉาก Deleted scene ในหนัง Days of being wild ...นี่มัน หรือว่า?

...ว่ากันว่า ที่ตอนจบของ Days of Being Wild เป็นแบบนั้น ก็เพราะอันที่จริงหว่องตั้งใจจะใส่เรื่องราวของตัวละครตัวนี้ลงในหนังโดยแยกออกมาเป็นอีกเรื่องต่างหาก (ซึ่งจริงๆ จะมีจางมั่นอวี้มาแสดงด้วย) และมีการถ่ายทำไปบ้างแล้ว แต่สุดท้ายงบดันหมดเสียก่อน เลยถ่ายไม่จบ  แต่ด้วยความที่สัญญาของหนังที่มีชื่อของเหลียงเฉาเหว่ยอยู่ด้วยตั้งแต่ตอนแรก ประกอบกับความที่หว่องชอบส่วนที่ถ่ายไปแล้วมาก จึงเกิดความเสียดาย แต่ไม่รู้จะเอาไปใส่ตรงไหนของดี ตอนแรกเขาคิดจะเอาไปใส่ในหนังตัวอย่างด้วยซ้ำ แต่มือตัดต่อของหนังอย่าง แพทริก แทม (ถันเจียหมิง) ผู้กำกับชื่อดังที่เป็นเพื่อนสนิทและครูของหว่องแนะนำว่า ให้เอามันใส่ลงไปในตอนท้ายของหนังมันดื้อๆ เลยนั่นแหละ แล้วก็หาเพลงประกอบมาใส่ซะ ผลก็คือมันกลายเป็นฉากที่ขัดแย้งแต่ลงตัวอย่างน่าทึ่ง และมันก็เป็นฉากจบที่เป็นกลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไปในที่สุด (โว่ว!)


Chungking Express (1994)

"วิกผมทองกับเสื้อคลุมกันฝนตัวโคร่งที่เห็นในหนังนั้น ตอนแรกเราเตรียมมาใช้กับนักแสดงประกอบอีกคน แต่หลังจากเราหาลุคที่เหมาะกับหลินชิงเสียไม่ได้เสียที เราเลยลองเอาไปให้เธอสวมดู ปรากฏว่ามันเวิร์กมาก เพราะมันช่วยเพิ่มความลึกลับให้กับตัวละครของเธอ”

“หว่องหลงใหล Central to Mid - Levels Escalator (ทางเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลกของฮ่องกง) มันน่าสนใจเพราะไม่มีใครเคยถ่ายหนังที่นั่นเลย เราเจอที่นี่ตอนหาโลเคชั่น เราพบว่าแสงที่นี่มันเหมาะกับหนังของเรามาก”


Fallen Angels (1995)

“มันเป็นการทดลองทางวิช่วลดีไซน์ โดยใช้เลนส์ตาปลาและตั้งค่าความอิ่มตัวของสีสูงในฉากเมือง สีเขียวแก่และส้มทำให้เกิดความรู้สึกสับสน มันไม่มีคำนิยามของความงาม มันหาพบได้ในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็นว่าสวยงาม ในซากปรักหักพัง มันสามารถพบได้ในความไม่สมบูรณ์แบบ”


Happy Together (1997)

“ผมได้แรงบันดาลใจในการทำโปรดักชั่นดีไซน์ของหนังเรื่องนี้มาจากการดูงานของ แนน โกลดิน* ผมหยิบยืมเอาสีสันและพื้นผิวที่จัดจ้านในภาพถ่ายของเธอมาใช้ แต่แรงบันดาลใจจริง ๆ เริ่มต้นมาจากเสื้อสเวตเตอร์ตัวหนึ่ง เลสลี จาง มีสเวตเตอร์ลายทางขนกระต่าย ขนมันเยอะมาก พอผมเห็นมันผมก็คิดออกว่าหนังควรจะมีลุคแบบนั้น มันเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่มันเริ่มต้นมาจากเรื่องพวกนี้แหละ ผมแค่รู้ว่ามันใช่ บ่อยครั้งผมมักจะต้องการจุดเริ่มต้นอะไรสักอย่างแบบนี้ อาจเป็นวัตถุหรือข้าวของสักชิ้นก็ได้”

*แนน โกลดิน (Nan Goldin) (1953) ศิลปินภาพถ่ายหญิงชาวอเมริกัน ภาพถ่ายของเธอถ่ายทอดเรื่องราวรอบๆ ตัว ทั่วๆ ไป ที่คนส่วนใหญ่ในสังคมพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงและมองข้าม อย่างเรื่องเซ็กส์ เกย์ คนข้ามเพศ และยาเสพติด ด้วยสไตล์อันดิบ หยาบกระด้าง แต่ก็จัดจ้าน สดใหม่และน่าตื่นตะลึง นิทรรศการของเธอเคยถูกแบนในบางประเทศด้วยความอื้อฉาวของผลงาน โกลดินเป็นผู้บุกเบิกการถ่ายภาพสไตล์กรันจ์ (grunge) ที่ต่อมาได้กลายเป็นที่นิยมและเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างภาพรุ่นหลังมากมาย รวมถึงสื่อแขนงอื่นๆ เช่นนิตยสารอย่าง The Face, I-D มิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์ ฯลฯ


In The Mood For Love (2000)

หนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุดของหว่องกาไว ส่วนหนึ่งมาจากฝีมือการออกแบบการสร้างและเครื่องแต่งกายอันน่าทึ่งของวิลเลียม จาง ซู่ผิง ด้วยรายละเอียดแบบย้อนยุคอันงดงาม เขาจับจางมั่นอวี้วางลงในฉากและโลเคชั่นอันตราตรึงของฮ่องกงในยุค 1960 พร้อมกับชุดกี่เพ้าอันตระการตาที่ดึงดูดความสนใจของเหล่านักวิจารณ์บางคน ซึ่งรู้สึกว่าชุดเหล่านี้ ‘สวยเกินกว่าที่สาวออฟฟิศจะสวมใส่มัน’

“ผมคิดว่าผมรู้ดีกว่าพวกเขานะ เพราะผมเป็นคนจีน และรู้ว่าปี 1960 เป็นยังไง ผมค้นคว้าเกี่ยวกับมันมาเยอะ สาวๆ ในยุคนั้นชอบแฟชั่น พวกเธอชอบแต่งตัวสวยงาม เธอ (จางมั่นอวี้) เป็นเลขาในศูนย์บริหารการพานิชย์ส่วนกลาง ที่นั่นสาวๆ แต่งตัวสีสันสดใสสวยงามทุกวัน ซึ่งปัจจุบันมันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ แม่ของผมไม่เคยแต่งชุดแบบตะวันตกเลย ทุกๆ วันเธอจะสวมชุดจีน พวกเขาบอกว่าจางมั่นอวี้มีชุดเยอะเกินไป แต่สมัยนั้นมันง่ายมากที่จะมีชุดสั่งตัดแบบนั้น คนอเมริกันหลายคนจินตนาการภาพฮ่องกงในยุค 1960 มาจากเรื่องของ ซูซี หว่อง (นิยายยอดนิยมเกี่ยวกับความรักของศิลปินชาวอังกฤษและโสเภณีชาวจีนในฮ่องกงที่ได้รับการดัดแปลงเป็นหนังโด่งดัง) พวกเขาไม่เคยรู้ว่าฮ่องกงมีเขตการค้าที่มีสุภาพสตรีแต่งตัวทันสมัยเดินกันขวักไขว่ทุกวี่วัน พวกเขาคงคิดว่ามันมีแต่เรือสำเภากับกะลาสีกระมัง”


2046 (2004)

ผลงานที่โดดเด่นอีกชิ้นหนึ่งของวิลเลียม จาง ซู่ผิง มันรวมเอาฉากแบบยุค 60 กับโลกอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งมันมาจากจินตนาการของตัวละครนักเขียนในห้อง 2046 ถึงแม้ว่าเขาจะทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมให้ดีไซน์ของหนังออกมาอย่างที่เขาต้องการ แต่มันก็เป็นงานที่ยากลำบากสำหรับเขา เพราะหนังใช้ซีจีเยอะมาก

“ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องซีจี ถ้าจะให้มานั่งหน้าจอคอมตลอดเวลาก็คงไม่ใช่ ผมก็แค่บอกกับคนทำซีจีว่า ผมไม่รู้ว่าผมชอบแบบไหน เพราะงั้น ทำอะไรสักอย่างมาให้ผมดูจนกว่าผมจะเจอสิ่งที่ใช่ มันอาจจะทำให้พวกเขาหงุดหงิด แต่มันก็เวิร์กนะ”

ในความคิดของจาง การกำกับศิลป์มันมีอะไรมากกว่าความงามแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มันสามารถสร้างความหนักแน่นและลึกซึ้งให้กับตัวละครและเรื่องราวได้ ใน In the Mood for Love โซวไหล่เจิน สวมกี่เพ้าหรูเลิศ มันแสดงถึงความภาคภูมิใจในความเป็นสุภาพสตรีชาวเซี่ยงไฮ้ของเธอ ในขณะเดียวกัน มันก็ขับเน้นความเปราะบางของเธอที่อยู่ภายใต้ชุดอันหรูหราเหล่านั้นเช่นเดียวกัน ใน Chungking Express วิกผมบลอนด์ของหญิงปริศนา (หลินชิงเสีย) ช่วยกำหนดบรรยากาศของความไร้แก่นสารและความลึกลับของหนังได้เป็นอย่างดี และใน Ashes of Time ตัวละครแทบทุกตัวสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ซึ่งสะท้อนความเว้าแหว่งในชีวิตของพวกเขา

วิลเลียม จาง ซู่ผิง ในขณะทำงานในฉากหนัง The Grandmaster (2013)

ในทางตรงกันข้าม จางยืนยันที่จะทำงานให้ถูกต้องแม่นยำตามประวัติศาสตร์และความรู้สึกที่สมจริง เขาไม่มีวันยอมให้มีสิ่งใดขัดแย้งกับเนื้อหาของหนังปรากฏอยู่ในฉากของเขา ยกตัวอย่างเช่น ในหนัง Everlasting Regret (2005) ของ สแตนลีย์ กวาน เขาไม่ยอมให้ตัวละครหญิงทุกคนดัดขนตา เพราะจางรู้มาว่าเซี่ยงไฮ้ในยุคทศวรรษ 40 นั้น ที่ดัดขนตามันยังไม่ถูกนำเข้ามาด้วยซ้ำ

ด้วยความสามารถอันโดดเด่นและความแม่นยำในสุนทรียะของเขา จางได้รับรางวัลกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมจากฮ่องกงฟิล์มอวอร์ดส์ถึง 9 ครั้ง และได้รับรางวัลม้าทองคำด้านการออกแบบในไต้หวันถึง 5 ครั้ง ในเวทีนานาชาติ เขาได้รับรางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2000 ร่วมกับผู้กำกับภาพอย่างคริสโตเฟอร์ ดอยล์ และ มาร์ก หลี่ผิงปิง จากหนัง In the Mood for Love และชนะรางวัลออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยมจาก Los Angeles Film Critics Association ในปี 2005 จากหนังเรื่อง 2046

ในท้ายที่สุด นอกเหนือจากรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย จางยังเป็นบุคคลที่มีคุณูปการต่อวงการภาพยนตร์ฮ่องกงอย่างสูง และผลงานของเขายังคงโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนแถวหน้าของวงการภาพยนตร์จวบจนทุกวันนี้

ข้อมูล: หนังสือ Production Design ผู้เขียน Fionnuala Halligan Filmcraft: Edition (2012), เว็บไซต์ https://goo.gl/9RZrA4, https://goo.gl/igWRkD, https://goo.gl/XrAXJo, https://goo.gl/GbMSkd, https://goo.gl/twzTvB

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

#WURKON #design #movie #wongkarwai #productiondesign #costumedesign #วิลเลียมจางซู่ผิง #willamchang #thegrandmaster #daysofbeingwild #chungkingexpress #chungkingexpress #fallenangels #happytogether #inthemoodforlove #2046 #แรงบันดาลใจจากการออกแบบงานสร้าง #แรงบันดาลใจจากยนตร์

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30