Blog

Stranger Than Fiction หนังดี(ไซน์) ดีๆ ที่คนรักดีไซน์อาจมองข้ามไป

Stranger Than Fiction หนังดี(ไซน์) ดีๆ ที่คนรักดีไซน์อาจมองข้ามไป

16 มีนาคม 2563

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องหนึ่งเป็นหนังได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากองค์ประกอบหลักๆ อย่าง บท, นักแสดง, ฉากหรือโลเคชั่น และการถ่ายภาพแล้ว ยังมีบางสิ่งบางอย่าง ที่แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าขาดไม่ได้ แต่มันก็เป็นส่วนที่เติมเต็มให้หนังเรื่องนั้นสมบูรณ์แบบและมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ สิ่งเหล่านั้นคืออะไร เรามาเริ่มต้นค้นหาไปพร้อมๆ กันในบทความนี้กันดีกว่า

มีหนังตลกในปี 2006 เรื่องหนึ่ง ที่ดูเผินๆ ก็คงไม่พ้นเป็นเหมือนหนังโชว์พาวอีกเรื่องของดาราตลกบ้าพลังอย่าง วิล เฟอร์เรล ที่โด่งดังมาจากหนังป่วงๆ อย่าง Zoolander, Anchorman: The Legend of Ron Burgundy หรือ Talladega Nights: The ballad of Ricky Bobby และ Blades of Glory แต่ใครเลยจะไปคิดว่ามันจะเป็นหนังขายไอเดียสุดล้ำทำนองเดียวกับ The Truman Show หรือ Eternal Sunshine of the Spotless Mine เลยก็ว่าได้ 

หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า Stranger Than Fiction (2006) (หรือในชื่อไทยว่า “ชีวิต นิยาย กับยอดชายโลกมหัศจรรย์”) ผลงานของผู้กำกับ มาร์ก ฟอสเตอร์ (Marc Forster)


หนังเล่าเรื่องราวของกระทาชายนายหนึ่งนาม แฮโรลด์ คริก (วิล เฟอร์เรล) ที่ประกอบอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร ผู้ดำเนินชีวิตราบเรียบเป็นเส้นตรงราวกับไม้บรรทัด อยู่มาวันหนึ่งชีวิตอันราบเรียบของเขามีอันต้องสะดุดหยุดลง เมื่อเขาได้ยินเสียงบรรยาย (Voice Over) ดังขึ้นมาในหัว ลำพังแค่เสียงบรรยายอย่างเดียวคงจะไม่หนักหนาสาหัสอะไรมากนัก ถ้าหากเสียงที่ว่านั้นมันไม่ได้บรรยายทุกๆ กิจกรรมที่เขาทำคำต่อคำ และแถมท้ายด้วยบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่บอกว่า เขากำลังใกล้จะตาย นี่สิ!

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง แคเรน ไอเฟล (เอมม่า ทอมป์สัน) นักเขียนนิยายแนวโศกนาฏกรรมชื่อดัง ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในการฆ่าตัวละครเอกของเธอ กำลังตีบตัน หมดมุข เขียนไม่ออก (Writer's Block) และดิ้นรนขบเค้นหาร้อยแปดพันวิธีที่จะสังหารตัวละครเอกในนิยายเล่มล่าสุดของเธออยู่ โดยหาได้รู้ไม่ว่า ตัวละครที่เธอกำลังเพียรพยายามจะหาวิธีฆ่าอยู่นั้น มีตัวตนอยู่จริง!

หนังได้แรงบันดาลใจมาจากหนังในปี 1967 ของ ฌากส์ ตาติ (Jacques Tati) อย่าง  Playtime 

นอกจากพล็อต บทและการแสดงอันโดดเด่นแล้ว (เป็นหนังเรื่องแรกที่เฟอร์เรลไม่โอเวอร์แอ็กติ้ง และเป็นบทบาทที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงที่ผ่านมาของเขา) องค์ประกอบอีกอย่างที่โดดเด่นไม่แพ้เนื้อหา ก็คือการออกแบบงานสร้างและงานกำกับศิลป์ของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานออกแบบลูกเล่นประกอบการเล่าเรื่องในหนัง ด้วยการใช้โมชั่นกราฟิก (Motion Graphics ภาพประกอบที่เป็นกราฟฟิกเคลื่อนไหว คล้ายๆ กับแอนิเมชั่น) ซึ่งโดยทั่วไปในหนังส่วนใหญ่ ลูกเล่นเหล่านี้จะครองพื้นที่แค่ในไตเติ้ลตอนต้น และเครดิตตอนท้ายเรื่อง แต่ในหนังเรื่องนี้ งานโมชั่นกราฟิกทำหน้าที่เกินหน้าเกินตาออกมาเสียเกือบทั้งเรื่อง ซึ่งทั้งหมด นอกจากจะสวยงาม กิ๊บเก๋ และเท่เหลือร้ายอย่างที่ไม่ค่อยมีในหนังเรื่องไหนแล้ว มันยังเป็นตัวช่วยบ่งบอกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก และสภาวะจิตของตัวละครได้อย่างเหนือชั้นอีกด้วย 

นอกจากโมชั่นกราฟิกสุดคูลในเรื่องแล้ว งานออกแบบที่โดดเด่นอย่างยิ่งอีกอย่างก็คือ งานออกแบบฉากและงานตกแต่งภายในที่อยู่อาศัยนิวาสถานของตัวละครในหนัง ที่นอกจากจะสวยงามและลงตัวแล้ว มันยังเป็นตัวช่วยบ่งบอกถึงบุคลิกของตัวละครผู้ที่อาศัยและเป็นเจ้าของมันได้อย่างดีโดยไม่ต้องมานั่งบอกเล่าให้มากความอีกด้วย

Stranger Than Fiction นอกจากจะแอบเป็นหนังดีที่นักดูหนังหลายๆ คน ไม่ควรพลาดโอกาสที่จะได้ดู นอกจากนั้นผู้เขียนเชื่อว่ามันเป็นหนังที่นักออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักออกแบบกราฟิก (Graphic Designer) นักออกแบบตกแต่งภายใน (Interior Designer) และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Designer) หรือคนที่ทำงานทางด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ควรที่จะพลาดมันเป็นอย่างยิ่ง และเป็นหนังที่ห้องสมุดเพื่อการออกแบบหรือสถาบันทางด้านศิลปะและการออกแบบอื่นๆ ควรจะหามาใส่ในชั้นดีวีดีของพวกท่านโดยด่วน! 

มาร่วมกันดูว่าสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นมีอะไรกันบ้าง...

1. งานออกแบบโปสเตอร์และใบปิด : ตัวเรียกน้ำย่อย


ใบปิดและวอลเปเปอร์ของหนังที่ให้อารมณ์เท่เก๋คูล ทั้งยังแฝงไว้ด้วยองค์ประกอบที่เป็นรายละเอียดของสิ่งที่สื่อความหมายถึงตัวละคร และบอกใบ้ถึงเนื้อหาในหนังได้อย่างมีชั้นเชิงและอารมณ์ขัน ทั้งหมดออกแบบโดยบริษัทออกแบบและโฆษณาอเมริกันอย่าง Bemis Balkind

http://www.bemisbalkind.com/ 

http://www.impawards.com/2006/stranger_than_fiction.html


2. โมชั่นกราฟิก : ตัวช่วยสุดฮิป 


งานโมชั่นกราฟิกในหนัง ที่ใช้ไอคอน ตัวหนังสือและเส้นสายต่างๆ ที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กับตัวละคร ทำหน้าที่บ่งบอกอารมณ์ ความคิด สภาวะจิตของตัวละครเอกอย่างแฮโรลด์ และช่วยทำหน้าที่บรรยายเรื่องไปในตัวได้อย่างแนบเนียน  

งานโมชั่นกราฟิกใน Stranger Than Fiction ที่ออกแบบโดยกราฟิกเฮ้าส์อย่าง MK12 นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โมชั่นโนกราฟเฟอร์ (Motionographer) ซึ่งเป็นเทคนิคที่คล้ายๆ กับแอนิเมชั่นที่สอดแทรกเข้ามาในภาพยนตร์ เพื่อช่วยขยายความและสร้างเอฟเฟ็กต์หรือลูกเล่นใหม่ๆ ในการเล่าเรื่อง ดังที่ปรากฎในหนังเรื่องอื่นอาทิเช่นฉากโชว์ brand กับราคาสินค้าในอากาศของอีเกีย (Ikea scene) ในหนังเรื่อง Fight Club (เช่นเดียวกับ Fight Club ในฉาก title และ end credit ใน Stranger Than Fiction เอง ที่ถูกออกแบบมาได้สวยงามและสื่อความหมายเป็นอย่างยิ่ง) 

MK12 เป็นกลุ่มนักออกแบบชาวแคนซัส สหรัฐอเมริกา ผลงานของเขาครอบคลุมตั้งแต่สื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนถึงภาพเคลื่อนไหวยันหนังโฆษณา ตั้งแต่ แอนิเมชั่นไปจนถึงภาพยนตร์ และออกแบบผลงานอันโดดเด่นให้กับแบรนด์ดังๆ หลากหลายอย่าง Levis, Adidas, Budweiser ไปจนถึง MTV

ชมผลงานของพวกเขาได้ที่ www.mk12.com


3. อาคารและสถานที่ : ผลงานของสถาปนิกชั้นครู

อพาร์ตเม้นต์ของแฮโรลด์ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงเรขาคณิต เป็นงานออกแบบที่คล้ายกับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปนิกชาวเยอรมัน ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โรห์ (Ludwig Mies van der Rohe) ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มอันดับต้นๆของงานออกแบบสถาปัตยกรรมแนวโมเดิร์น ผลงานของเขามักจะมีรูปแบบที่ลดทอนรายละเอียดจนเหลือแต่รูปทรงอันเรียบง่ายแต่งดงาม เจ้าของวลีอมตะอันลือเลื่องที่กลายปรัชญาสำคัญในวงการออกแบบอย่าง "Less is more”


ส่วนคอนโดฯ ของ เดฟ - เพื่อนที่แฮโรลด์ขออาศัยอยู่ด้วยชั่วคราว และห้องทำงานของศาสตราจารย์ฮิลเบิร์ต (ดัสติน ฮอฟแมน) น่าจะเป็นอาคารสไตล์มิดเซ็นจูรีโมเดิร์น Mid-Century Modern และบรูทัลลิสต์ (Brutalist - รูปแบบงานสถาปัตยกรรมที่พัฒนาจากโมเดิร์นนิสต์ นิยมใช้คอนกรีตเปลือยหยาบๆ ในการสร้าง) ที่คล้ายคลึงกันกับ River City Condo ซึ่งเป็นอาคารออกแบบโดยสถาปนิกชาวอเมริกัน เบอร์ทรานด์ โกลด์เบิร์ก (Bertrand Goldberg) โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานของสถาปนิก/ศิลปินเอกชาวสเปน อันโตนิโอ เกาดี้ (Antoni Gaudi)  อีกที


4. งานออกแบบภายใน : สื่อสะท้อนตัวตน

การออกแบบตกแต่งภายในสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัยในหนังเรื่องนี้นอกจากจะเป็นการตบแต่งเพื่อความสวยงามแล้วมันยังแอบสื่อสารถึงบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย และการใช้ชีวิตของตัวละครที่เป็นเจ้าของแต่ละคนได้อย่างแนบเนียน สร้างสรรค์โดย ฟอร์ด วีลเลอร์ (Ford Wheeler/Set Decorator) และ เคอร์รี แซนด์เลอร์ (Kerry Sanders/Set Designer)


ยกตัวอย่างเช่น ห้องในอพาร์ตเม้นต์ที่แฮโรลด์อาศัยอยู่ในช่วงต้น รวมถึงสถานที่ทำงาน (สำนักงานสรรพากร) ด้วยการใช้เครื่องเรือนรูปทรงของเราขาคณิตและการตกแต่งภายในแบบโมเดิร์นจ๋า ที่แลดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดหมดจดถึงขั้นเนี๊ยบกริบ แต่ก็เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ขาดสีสันและชีวิตชีวา ซึ่งดูจะเป็นการประชดประเทียดและเสียดสีสไตล์การออกแบบแนวนี้อยู่กลายๆ เหมือนกัน

ในขณะที่ห้องของเดฟ เพื่อนสนิทที่แฮโรลด์หลบลี้หนีภัยไปอาศัยอยู่ด้วยชั่วคราว ดูจะสะท้อนความเป็น Geek ของเจ้าของห้องด้วยการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นสเปซเอจ (Modern-space-age) ซึ่งให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว (แฝงความเพี้ยนเล็กๆ ของผู้อยู่อาศัย) และสะท้อนความชอบในเรื่องราวของนิยายวิทยาศาสตร์และอวกาศของเดฟ และยังทำหน้าที่ช่วยผ่อนคลาย ลดความเคร่งขรึมเจ้าระเบียบในตัวของแฮโรลด์ลงไปส่วนหนึ่ง

ภาพที่ตกแต่งในฉากนี้ที่เห็นอยู่ด้านหลัง ความจริงแล้วเป็นภาพถ่ายห้วงอวกาศที่โด่งดังที่สุดภาพหนึ่งขององค์การนาซ่า โดยเป็นภาพส่วนหนึ่งของเนบิวลาคารินา ที่ถ่ายโดย ดร.มัลคอล์ม สมิธ ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ อันช่วยเสริมบรรยากาศเนิร์ดๆ ของห้องได้เป็นอย่างดี

ส่วนในบ้านของแอนนา (แม็กกี้ กิลเลนฮาล) นางเอกของเรื่องที่แฮโรลด์ได้มีโอกาสไปค้างคืนนั้น ใช้การตกแต่งอันเรียบง่ายสไตล์บ้านๆ แบบ อเมริกันโคโลเนียล (American Colonial Style) แฝงด้วยสไตล์ฮิปปี้แบบ บีทนิก (Beatnik) ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นและดูเป็นกันเองปนเซี้ยวหน่อยๆ และสถานที่แห่งนี้เองที่เป็นสถานที่ที่มอบความความมีชีวิตชีวาและผาสุกให้แก่แฮโรลด์ในท้ายที่สุด

ในทางกลับกัน ห้องทำงานของนักเขียนชื่อดังอย่างแคเรน ที่ตบแต่งด้วยสไตล์นีโอโกธิค (Neo Gothic) กลับให้ความรู้สึกเย็นชา เฉยเมย และไร้ชีวิต ซึ่งสะท้อนทัศนคติในความคิด การทำงาน และความหมกมุ่นในความตายของเธอ

นอกจากจะสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกและบุคลิกของตัวละครแล้ว การตบแต่งฉากและสถานที่ในหนัง ยังซ่อนนัยยะแฝงเร้นบางประการของตัวละครเอาไว้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ห้องทำงานของฮิลเบิร์ต (ดัสติน ฮอฟแมน) ศาสตราจารย์ทางด้านวรรณกรรมที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ เมื่อเปรียบเทียบกันห้องทำงานของนักเขียนอย่างแคเรน ที่กลับว่างเปล่า ไร้เงาของหนังสือแม้แต่เล่มเดียว 


หรือวอลเปเปอร์ลายเมฆในห้องทำงานของเจ้านายของแฮโรลด์ ที่จู่ๆ ก็เคลื่อนไหวเลื่อนไหลได้เองในยามที่แฮโรลด์จิตใจล่องลอย ซึ่งเป็นแก๊กแบบเซอร์เรียลเล็กๆ ที่หนังใช้แสดงออกถึงภาวะจิตใจของแฮร์โรลด์ในขณะนั้นได้อย่างเก๋ไก๋


5. แถมท้าย : เก้าอี้ดีไซน์โดนใจ


นอกจากงานด้านโมชั่นกราฟิก, การคัดเลือกสถานที่และการออกแบบศิลป์ของหนังเรื่องนี้แล้ว ยังมีงานออกแบบอีกชิ้นที่โผล่มาแว๊บๆ เพียงไม่กี่ฉากในหนัง แต่แอบขโมยซีน และโดนใจคนชอบเสพงานออกแบบอย่างผู้เขียนเต็มๆ นั่นก็คือ เก้าอี้หลายเหลี่ยมสุดเก๋ สีแดงแปร๊ดที่วางอยู่ตรงโต๊ะอาหารและนอกระเบียงในคอนโดของเดฟ เพื่อนสนิทจอมกี๊กแฮโรลด์นั่นเอง 

เก้าอี้รูปทรงแปลกตาตัวนี้ เป็นผลงานการออกแบบของนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์/ผลิตภัณฑ์ชาวเยอรมัน 'คอนสแตนติน กริซิก' ที่มีชื่อว่า ‘chair_ONE’ ซึ่งผลิตโดยแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Magis

‘chair_ONE’ มีอยู่หลายเวอร์ชั่น ตัวที่เห็นอยู่ในหนังเป็นเวอร์ชั่น dining chair (ตัวที่เห็นในหนัง) และ Public chair (ในหนังก็มีเหมือนกัน แต่เห็นอยู่แวบเดียวบนระเบียงนอกห้องของเดฟ) ผลิตจากอลูมิเนียมหล่อ จึงมีน้ำหนักเบา โครงสร้างโปร่งๆ ของเก้าอี้ที่เห็น ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น หากแต่ยังทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักเพื่อความสมดุลในการนั่ง โดยทำหน้าที่คล้ายกับโครงสร้างของตะกร้า หรือแพทเทิร์นของลูกฟุตบอล ซึ่งสร้างความสบายในการนั่งได้อย่างเหลือเชื่อ  

คอนสแตนติน กริซิก (Konstantin Grcic) เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ชั้นแนวหน้าของโลกที่ออกแบบตั้งแต่เครื่องใช้ไม้สอยเล็กๆ อย่างปากกา เครื่องประดับ ไปจนถึงชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์ เขาชนะรางวัล Compasso d’Oro ที่มิลาน อิตาลี และมีผลงานออกแบบให้กับแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกอย่าง Flos, Iittala, Magis และ Muji ผลงานทุกชิ้นของเขา เป็นการหลอมรวมกระบวนการสร้างงานในระบบอุตสาหกรรมเข้ากับงานเชิงช่างฝีมือ หลอมรวมความรู้ทางประวัติศาสตร์การออกแบบและสถาปัตยกรรม เข้ากับความหลงไหลในวิทยาการใหม่ๆ เขานำพามิติใหม่ๆ มาสู่โลกของงานออกแบบ และเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในโลกการออกแบบปัจจุบัน

เข้าไปดูผลงานอื่นๆ ของเขาได้ที่ 

http://www.konstantin-grcic.com/ 

ข้อมูลและภาพประกอบการเขียน : หนังสือ KGID Konstantin Grcic Inductrial Design edited by Florian Bohm www.flickr.com, www.sonypictures.com/homevideo/strangerthanfiction/, www.konstantin-grcic.com/, http://www.sonypictures.com/homevideo/strangerthanfiction/, http://twosugarcubes.blogspot.com/2009/12/stranger-to-brutalism.html, http://bespokehome.blogspot.com/2011/07/2006-film-stranger-than-fiction-was-i.html 

 

Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30