Blog

Dystopian Architecture in Films สถาปัตยกรรมดิสโทเปียในโลกมายา

Dystopian Architecture in Films สถาปัตยกรรมดิสโทเปียในโลกมายา

30 พฤษภาคม 2562

ภาพยนตร์เป็นมายา เป็นเรื่องราวสมมุติที่ถูกสร้างขึ้นมา (ไม่บอกก็คงรู้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบางคนที่อาจแยกแยะไม่ออกอยู่เหมือนกัน) เป็นเรื่องราวที่เติมแต่งขึ้นจากจินตนาการความคิดฝันที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ต่างไปจากศิลปะแขนงอื่น ๆ แต่บางครั้งจินตนาการหรือความคิดฝันที่ว่าก็ได้รับแรงบันดาลใจหรือสะท้อนมาจากความเป็นจริงในโลกของเราเช่นเดียวกัน

นับแต่โบราณมา มนุษย์เรามักใฝ่ฝันถึงโลกในอุดมคติที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ และความใฝ่ฝันเหล่านั้นก็ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะมากมาย ทั้งงานเขียน งานวรรณกรรมหลายต่อหลายชิ้นก็มีการวาดภาพโลกอุดมคติขึ้นมา แต่ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือสังคมแบบ “ยูโทเปีย” (Utopia) ที่ปรากฏขึ้นในหนังสือที่มีชื่อเดียวกันของ เซอร์โธมัส มอร์ ในปี 1516 ซึ่งกล่าวถึงสังคมในอุดมคติที่ผู้คนอยู่กันอย่างสันติสุข ไม่มีความทุกข์ยาก ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีสงคราม ได้อย่างมีชีวิตชีวาและน่าทึ่ง จนกลายเป็นแม่แบบและสัญลักษณ์รวมถึงกลายเป็นคำเรียกที่ใช้แทนค่าสังคมในอุดมคติไปในที่สุด

แต่ในทางกลับกัน ความฝันและจินตนาการที่ว่านั้นก็รวมถึงความกังวลใจในอนาคตอันไม่แน่นอนและไม่อาจคาดเดา ซึ่งความหวาดกลัวต่ออนาคตอันไม่พึงปรารถนานั้นก็สะท้อนออกมาในรูปแบบที่ตรงกันข้ามกับสังคมในอุดมคติหรือยูโทเปียโดยสิ้นเชิง ซึ่งสังคมในจินตนาการที่ว่านั้นมีชื่อเรียกว่า ดิสโทเปีย (Dystopia)

ผู้ที่ใช้คำนี้เป็นครั้งแรกก็คือ จอห์น สจวร์ต มิลล์ ในปี 1868 โดยใช้ศัพท์ภาษากรีก อันหมายถึง ยุคสมัยหรือสถานที่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เลวทราม ตรงกันข้ามกับความดีงามและความสุขสงบแบบยูโทเปีย สังคมแบบดิสโทเปียมักจะถูกบรรยายให้เป็นสังคมในฝันร้ายที่มีแต่ความทุกข์ยาก ความโหดร้าย ความตกต่ำเสื่อมโทรมอันเกิดจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นภัยทางธรรมชาติและความหายนะของสิ่งแวดล้อม โรคภัยไข้เจ็บ การกดขี่ข่มเหง ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคมจากรัฐและผู้ปกครองที่เป็นเผด็จการ ความล่มสลายของอารยธรรม ความรุนแรง สงคราม เรียกง่าย ๆ ว่าเป็น “กลียุค” นั่นเอง และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกจินตนาการเป็นตุเป็นตะขึ้นมาจากไหน หากแต่ได้แรงบันดาลใจมาจากความเป็นจริงในโลกของเรานี่เอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม, การเมือง, ศาสนา, เทคโนโลยี, ความยากจน, สังคม และความตึงเครียดทางการเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนกังวลถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่เองก็ถูกสะท้อนออกมาเป็นเป็นผลงานวรรณกรรมอย่าง Nineteen Eighty-four (1949) ของ จอร์จ ออร์เวล ที่เล่าถึงสังคมเผด็จการที่รัฐจำกัดสิทธิเสรีภาพทุกอย่างของประชาชนแม้กระทั่งความคิด, Brave New World (1931) ของ อัลดัส ฮักซ์ลีย์ ที่ประชาชนถูกแบ่งชนชั้นทางสังคมด้วยการจำแนกทางพันธุกรรม หรือ Fahrenheit 451 (1953) ของ เรย์ แบรดบิวรี่ ที่กล่าวถึงโลกอนาคตที่รัฐบาลมีคำสั่งให้เผาหนังสือ เพราะกลัวว่าประชาชนจะฉลาดเพราะการอ่าน และวรรณกรรมเหล่านี้นี่เอง ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับโลกภาพยนตร์อีกทอดหนึ่ง

มีภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวของโลกดิสโทเปีย ทั้งที่สร้างขึ้นมาจากนิยายโดยตรงหรือได้รับอิทธิพลมา และดังที่เคยกล่าวไปแล้วหลายครั้งว่า นอกจากบท, เรื่องราว, เนื้อหา และนักแสดงแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อภาพยนตร์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือฉากหรือสถานที่ที่เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น โดยในคราวนี้ขอมุ่งเน้นไปที่ฉากอาคารสิ่งก่อสร้าง หรือฉากสถาปัตยกรรม

ซึ่งฉากสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ดิสโทเปียเหล่านั้นก็ไม่ได้กุหรือเมคขึ้นมาเองเปล่า ๆ ปลี้ ๆ หากแต่มักจะอ้างอิงจากงานสถาปัตยกรรมที่เฟื่องฟูอยู่ในยุคสมัยที่มืดมนและน่าสะพรึงกลัวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ อาทิเช่นในยุครุ่งเรืองของเผด็จการนาซีและฟาสซิสต์นั่นเอง


ฉากสถาบันแพทย์ลูโดวีโกในหนัง A Clockwork Orange (1971) ภาพจาก https://bit.ly/2FIqMt1

ในหนัง A Clockwork Orange (1971) ฉากที่ตัวเอกนักป่วนเมืองจอมแสบอย่าง อเล็กซ์ ถูกจับไปดัดสันดานและรับการ “บำบัด” ในสถาบันแพทย์ (กึ่งทัณฑสถาน) ลูโดวีโกด้วยการใช้สถาปัตยกรรมที่เป็นที่นิยมในลัทธิเผด็จการนาซี, ฟาสซิสต์ ที่ใหญ่โตบึกบึนทรงอำนาจคล้ายป้อมปราการ แถมในหนังเองก็แต่งหน้าแต่งตาและแต่งตัวให้ผู้คุมในสถาบันแพทย์ดูคล้ายกับผู้นำของลัทธินาซีอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อีกด้วย


ฉากอาคารที่ฉายภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อใน Equilibrium (2002) ภาพจาก https://bit.ly/2HKabqN

หรือในโลกดิสโทเปียในหนัง Equilibrium (2002) ของ เคิร์ธ วิมเมอร์ ที่เล่าเรื่องราวของประเทศสมมุติที่มีชื่อว่า "ไลเบรีย" ซึ่งรัฐควบคุมและริดรอนเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างการเสพสุนทรียะเช่นงานศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี หรือแม้แต่การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกก็ยังถูกห้ามอย่างเด็ดขาด ฉากในหนังได้แรงบันดาลใจมาจากงานสถาปัตยกรรมของระบอบนาซีและฟาสซิสต์ในช่วงศตวรรษที่ 20 ที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกของกรีกและโรมัน โดยผู้กำกับไปไกลถึงขนาดที่ฉายภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อของนาซีบนอาคารสถาปัตยกรรมแบบนาซีให้คนดูได้เปรียบเทียบกันจะ ๆ ไปเลย

ด้วยสถาปัตยกรรมขนาดมหึมา โอ่อ่าอลังการแบบคลาสสิก ซึ่งเป็นการลดความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับสถานที่ และทอนสถานะของผู้คนให้กลืนหายไปเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม ความใหญ่โตมโหฬารผิดสัดส่วนและความเย็นยะเยียบเรียบกริบไร้ชีวิตชีวาของอาคารของหน่วยงานรัฐบาลในหนังนี้เองที่ทำหน้าที่สร้างความอึดอัด บีบกดคนที่อยู่ภายใน หยุดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกัน และลดทอนความเป็นปัจจเจกของคน เสมือนหนึ่งสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐที่กดข่มประชาชนผู้อยู่ใต้อาณัติให้หมดบทบาทและความสำคัญอย่างสิ้นเชิง


ฉากสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากความโอ่อ่าอลังการแบบสถาปัตยกรรมของลัทธินาซีและฟาสซิสต์ ในหนัง Brazil (1985)  ภาพจาก https://bit.ly/2FJ86Jp

เช่นเดียวกันกับฉากในหนัง Brazil (1985) ของ เทอร์รี่ กิลเลียม ซึ่งได้อิทธิพลจากนิยายเรื่อง Nineteen Eighty-four ที่เล่าเรื่องราวของโลกในอนาคต ที่รัฐใช้อำนาจควบคุมประชาชนให้อยู่ภายใต้กำมือ ภายใต้บรรยากาศของความหวาดระแวง ใครที่คิดต่างก็จะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายประชาชนมีสิทธิถูกสอดส่องตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐตลอดเวลา ผู้ต้องสงสัยจะถูกจับตัวมาทรมานเพื่อเค้นหาความจริง

ฉากสถาปัตยกรรมใน Brazil คล้ายคลึงกับใน Equilibrium ด้วยรูปลักษณ์ที่ใหญ่โต แข็งกระด้าง อันได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมในยุคเฟื่องฟูของลัทธิเผด็จการนาซีและฟาสซิสต์ ที่ให้ความสำคัญแก่อำนาจรัฐสูงสุด ลดบทบาทของความเป็นปัจเจก กีดกันปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน และลงโทษผู้ที่คิดต่างและตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ ตามหลักการของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ


ฉากสถาปัตยกรรมอันโหญ่โตมโหฬารในหนัง Gattaca (1997) ภาพจาก https://bit.ly/2JQ1XiT

หรือในหนังของ แอนดรูว์ นิโคล อย่าง Gattaca (1997) ซึ่งนำเสนอโลกดิสโทเปียในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเล่าเรื่องราวสมมุติในโลกอนาคตที่วิทยาการก้าวล้ำจนการถือกำเนิดตามธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น และถูกแทนที่ด้วยการคัดสรรทางพันธุกรรมให้ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เพื่ออยู่ในสังคมที่สมบูรณ์แบบ ในขณะเดียวกันมนุษย์ที่ถือกำเนิดตามธรรมชาติซึ่งมีพันธุกรรมที่ด้อยกว่าก็ถูกผลักให้อยู่ในสถานะและสังคมที่ด้อยกว่า จนเกิดเป็นความเหลื่อมล้ำและกดขี่ทางชนชั้นขึ้น เพราะมนุษย์เราจะมีเจตจำนงเสรีได้อย่างไร ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเราถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว?

ฉากสถาปัตยกรรมในหนังเรื่องนี้มีบทบาทสำคัญไม่แพ้เรื่องราวและตัวละคร ด้วยการใช้อาคารจะมีเอกลักษณ์เป็นเส้นตรงที่เฉียบขาดเรียบง่าย ความงามที่แฝงกลิ่นอายแบบจักรกลและความใหญ่โตมโหฬารที่กดข่มผู้คนจนตัวเล็กจิ๋ว เป็นนัยยะที่แฝงให้เรารู้สึกถึงสภาพสังคมในภาพยนตร์ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับกลไกทางพันธุกรรม และการแข่งขันกันเสาะหาความสมบูรณ์แบบที่มนุษย์สร้างขึ้นมากดทับกันเอง จนกลายเป็นกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่แข็งแกร่งจนยากจะทุทะลวงหรือต่อต้าน

หนังหยิบยืมงานดีไซน์และสถาปัตยกรรมโดดเด่นของยุคโมเดิร์นจากหลายแห่งมารวมไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอาคาร Otis College of Art and Design ในลอสแองเจลิส อาคาร CLA ของมหาวิทยาลัย California State Polytechnic แคลิฟอร์เนีย


ฉากสถาปัตยกรรมคอนกรีตที่มีขนาดใหญ่โตโอฬารคล้ายป้อมปราการคล้ายกับสถาปัตยกรรมของลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างนาซีและฟาสซิสต์ในหนัง The Hunger Games (2012)  ภาพจาก https://bit.ly/2OxdWk1

หรือในหนัง The Hunger Games (2012) ของ แกรี รอส ที่สร้างจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของ ซูซาน คอลลินส์ ซึ่งเล่าเรื่องราวแบบดิสโทเปียของประเทศสมมุติที่มีชื่อว่า พาร์เน็ม ซึ่งแบ่งเป็น หนึ่งเมืองหลวง (Capital) กับ 12 เขต ที่ถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ อันมีศูนย์รวมอำนาจและความเจริญทั้งมวลถูกรวมอยู่ที่เมืองหลวง ในขณะที่อีก 12 เขตที่เหลือมีชีวิตอยู่อย่างอดอยากแร้นแค้นและมีหน้าที่เป็นแรงงานที่คอยตรากตรำทำงานส่งส่วยเสบียงให้กับเมืองหลวง ซ้ำในแต่ละปียังต้องคัดเลือกเอาเด็กหญิงและเด็กชายหนึ่งคู่จากทั้ง 12 เขตมาต่อสู้ฆ่าฟันกันเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับเหล่าอภิสิทธิ์ชนพลเมืองหลวง หรืออีกนัยยะหนึ่ง เป็นการสร้างความหวาดกลัวเพื่อมิให้เกิดความกระด้างกระเดื่องจากการกดขี่

สถาปัตยกรรมในหนังถูกถ่ายทอดให้เน้นความแข็งกร้าวและขนาดที่ใหญ่โตโอฬารคล้ายป้อมปราการคล้ายกับสถาปัตยกรรมของลัทธิเผด็จการเบ็ดเสร็จอย่างนาซีและฟาสซิสต์ ที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐที่กดข่มประชาชนไม่ให้โงหัวขึ้นมาได้ โดยขับเน้นความแตกต่างด้วยสภาพของอาคารเมืองบริวารที่เสื่อมโทรมรกร้าง ที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความสะอาดเรียบเนี้ยบกริบของเมืองหลวงนั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก https://bit.ly/2FIqMt1, https://bit.ly/2HKabqN, https://bit.ly/2FJ86Jp, https://bit.ly/2JQ1XiT, https://bit.ly/2OxdWk1

#WURKON #architecture #movie #dystopia #dystopianarchitecture #films #aclockworkorange #equilibrium #brazil #gattaca #thehungergames #enormous #gigantic #inspiration #แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรม #แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

สัมผัสแรงบันดาลใจแห่งความคิดสร้างสรรค์จากการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON 

Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon / Twitter : @wurkon / Follow Instagram : @wurkon

Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30