Blog

The Sun Hunter สองหนุ่มผู้เดินทางไปสุดขอบฟ้าเพื่อตามหาดวงอาทิตย์

The Sun Hunter สองหนุ่มผู้เดินทางไปสุดขอบฟ้าเพื่อตามหาดวงอาทิตย์

14 มีนาคม 2562

เมื่อปีที่ผ่านมา หลายคนคงมีโอกาสได้ดูรายการท่องเที่ยวแหวกแนวรายการหนึ่งทาง LINE TV ที่ดำเนินรายการโดยสองหนุ่มสองสไตล์ หนึ่งในนั้นเป็นหนุ่มหล่อเนี้ยบ มาดกวน ผู้เป็นที่รู้จักและคุ้นหน้าคุ้นตาเขาในฐานะนักแสดงหนุ่มลูกครึ่งมาดกวนในหนังเรื่องดังอย่าง เพื่อนสนิท, สายลับจับบ้านเล็ก, ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้, ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ และล่าสุดใน Die Tomorrow อย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มเซอร์ มาดเท่ นั้นเป็นเพื่อนซี้ของซันนี่ ที่สนิทกันตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยอย่าง เคนจิ วันสว่าง บุญพิพัฒนาพงศ์ ทั้งสองร่วมเดินทางท่องเที่ยวด้วยคอนเซ็ปต์แปลกๆ อย่างการตามล่าหาพระอาทิตย์ไปรอบโลก ที่ตระเวนไปสุดขอบฟ้าเพื่อตามหาพระอาทิตย์ขึ้นและตกในหลายต่อหลายประเทศ ทั้ง ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ไอร์แลนด์, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี ฯลฯ ด้วยสไตล์การเดินทางสบายๆ แบบไม่ซีเรียส และจังหวะการปล่อยความฮาๆ ที่รับส่งมุกกันอย่างลื่นใหลเป็นธรรมชาติ ทำให้เราติดตามการเดินทางของสองหนุ่มสองสไตล์สองคนนี้ได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาร่วมกันค้นหาว่า ชายหนุ่มสองคนนี้จะตามล่าหาพระอาทิตย์กันไปทำไม การเดินทางตามหาพระอาทิตย์ของเขามีรสชาติแบบไหน พระอาทิตย์ที่เขาไปเจอมีหน้าตายังไง และท้ายที่สุด เขาได้เจอกับพระอาทิตย์ที่ตัวเองค้นหาไหม? ไปพร้อมๆ กันเถอะ

สนใจชมรายการ The Sun Hunter ได้ที่นี่ https://tv.line.me/thesunhunter

WURKON:

แรกเลย ซันนี่กับเคนจิมาเจอกันได้ยังไง

ซันนี่:

เจอกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัย อยู่เอแบค (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) ตอนนั้นทรงผมจิเหมือนหนูแทะ เดินมาผอมๆ โย่งๆ เข้ามาบอก “เฮ้ยนาย เรามาสร้างโลกด้วยกันป่ะ?” (หัวเราะ)

เคนจิ:

(หัวเราะ) ตอนนั้นซันนี่เตะบอลอยู่หน้าสนามบาส ไว้ผมหน้าม้าเต่อ เสื้อผ้าขาดๆ

ซันนี่:

เฮ้ยๆๆ ไม่ขาด (หัวเราะ) แต่งตัวโอเค้

เคนจิ:

แล้วก็มาทำละครเวทีคณะด้วยกัน เรื่อง โรมิโอและจูเลียต

ซันนี่:

จิเล่นเป็น (เบ็น)โวลิโอ ผมเป็น โรมิโอ แก๊งเดียวกัน

WURKON:

โรมิโอและจูเลียต สมัยใหม่ที่ใส่เสื้อฮาวาย ใช่ป่ะ

ซันนี่:

ใช่ๆ เอามาทำในเวอร์ชั่นละครเวที

เคนจิ:

มันไม่ใช่ละครเวทีซะทีเดียวน่ะ มันเป็นเหมือนโชว์ เน้นตลก ฮาๆ เหมือน ชิงร้อยชิงล้าน น่ะ

ซันนี่:

ใช่ๆ บ้าๆ บอๆ แบบออกมาเล่นมุกอะไรแบบนี้

เคนจิ:

เล่นกันแบบสดๆ เลย

ซันนี่:

และในเรื่อง จิชื่อ (เบ็น)โวลิโอ แล้วมีเพื่อนอีกคนชื่อ เต้ฮิว เล่นเป็น เมอร์คิวชิโอ เขาก็เรียก (เบ็น)โวลิโอ ว่า “จิ” จนจบโชว์ไปเลย (หัวเราะ) จิต้องแก้ทุกครั้งว่า “กูชื่อ (เบ็น)โวลิโอ”

WURKON:

อันนี้เป็นมุกใช่ไหม

ซันนี่:

ไม่ใช่! มันจำไม่ได้จริงๆ ! (หัวเราะ) มันบอก “เฮ้ย จิ”, จิบอก “กูชื่อ (เบ็น)โวลิโอ” (หัวเราะ)

WURKON:

เรียกว่ามาทางนี้กันตั้งแต่สมัยเรียนกันเลยใช่ไหม

ซันนี่:

ใช่ครับ มาทางไร้สาระ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วเป็นไงมาไงถึงได้มาทำงานด้วยกัน

ซันนี่:

ก็เหมือนแยกกันไปช่วงนึงนะ ไม่ได้เจอกัน

เคนจิ:

ซันนี่ไปเล่นดนตรีไง แล้วจิก็ไปทำงานประจำ ไม่ได้เจอกันพักหนึ่ง

ซันนี่:

ต่อมาผมก็ไปเป็นนักแสดง สักพักก็กลับมาเจอกันอีก

WURKON:

กลับมาเจอกันได้ยังไง

เคนจิ:

ก็นัดไปเที่ยวกัน ไปต่างจังหวัด ไปโน่นไปนี่

ซันนี่:

หลังจากนั้นก็หุ้นกันทำยิมมวยไทย (พยัคฆินทร์มวยไทย) ด้วยกัน

เคนจิ:

ทำร้านอาหาร Animal Cafe ด้วยกัน

ซันนี่:

ก่อนหน้านั้นก็มีรายการที่เป็นพิธีกรด้วยกัน

เคนจิ:

นี่ก็เพิ่งเปิดร้านอาหารใหม่อีกร้านด้วยกัน

ซันนี่:

เฮ้ย! นี่ขายของเหรอ? ร้านอะไรวะ? อร่อยหรือป่าวเนี่ย? ชื่ออะไร? อยู่แถวไหน? (หัวเราะ)

เคนจิ:

เฮ้ย! อร่อยมาก ร้านตั้งใจดี ปูอบวุ้นเส้น อยู่ตลาดรถไฟรัชดา (หัวเราะ)

ซันนี่:

สุดยอด! (หัวเราะ)

WURKON:

มีเคมีอะไรที่เข้ากันเหรอ ถึงได้มาทำธุรกิจด้วยกัน

ซันนี่:

อืม จิเขามีคุณธรรมของเขาอยู่น่ะครับ ทำไมทำหน้าไม่เชื่อถืออย่างงั้นล่ะครับ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่โอเค แล้วขยัน เขาจะทำทุกอย่าง เวลาเจออะไรแล้วเขาจะอยากจะลองทำไปหมด

เคนจิ:

คือมันเหมือนกับเราทำงานด้วยกันมา ช่วยกันมาแล้ว เขาช่วยเรา เราก็ดูแลธุรกิจให้เขาใช่ป่ะ เวลาทำอะไรใหม่ๆ เราก็ต้องไปบอกเขาก่อนว่า เฮ้ย มีอันนี้ จะทำไหม ก็ให้เขาตัดสินใจน่ะ

WURKON:

จะทำไหม! เวลาพูดมีกระชากคอเสื้อด้วยป่ะ

ซันนี่:

ไม่ใช่ละๆ นั่นบังคับละ! (หัวเราะ)

เคนจิ:

เวลาเราทำอะไรใหม่ๆ มีธุรกิจใหม่ๆ เราก็จะมาถามเขาก่อน เพราะว่าเราลงเรือลำเดียวกันมาหลายงานแล้ว และเขาก็ช่วยเหลือเรามาหลายอย่าง

ซันนี่:

อีกสักพักก็ไปทำโน่นแล้ว เราก็ อ้าว ไม่เห็นชวนเลย อะไรอย่างนี้ มีงอน

เคนจิ:

เราก็จะมาถามก่อน จริงๆ ก็ไม่เคยไม่ชวนนะ

WURKON:

แล้วมาทำรายการด้วยกันได้ยังไง

ซันนี่:

ก่อนหน้านั้นผมเคยทำหนังสั้น กำกับหนังสั้น ก็จะเอาเพื่อนๆ ไปเล่น แล้วก็มีจิอยู่ในนั้นด้วย (ภาพยนตร์สั้น "หลักสูตรโตไปไม่โกง" ตอน ระหว่างทาง) ก็เป็นเพื่อนในแก๊งเดียวกัน มีสี่คนครับ

เคนจิ:

เขาเรียก หรั่งโมเดลลิ่ง (หรั่ง เป็นชื่อเล่นของซันนี่)

ซันนี่:

คือ เราจะเปิดโมเดลลิ่งให้เพื่อนๆ มาเล่น เวลามีหนังอะไรเราก็จะส่งเพื่อนๆ ไป

เคนจิ:

เวลามีโฆษณาเราก็จะเป็น เอ็กซ์ตร้ามาเฟีย ยืนอยู่หน้ากล้อง (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วประสบความสำเร็จไหม หรั่งโมเดลลิ่ง เนี่ย

ซันนี่:

ก็แล้วแต่อนาคตของแต่ละคนครับ (หัวเราะ) บางคนก็โดนตัดออกบ้าง บางคนก็ได้เล่นบ้างอะไรบ้าง

เคนจิ:

นายแบบ นางแบบ บางคนที่ถูกจ้างมาเป็น Extra (ตัวประกอบที่ไม่มีบทพูด) หน้าตาดีมากๆ ก็จะ

ถูกมาเฟียบดบัง เขาก็จะย้ายไปอยู่ไกลๆ

ซันนี่:

แก๊งนี่จะอยู่หน้าตลอดในโฆษณา (หัวเราะ)

WURKON:

พูดง่ายๆ ว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่?

ซันนี่:

(หัวเราะ) ม่ายช่ายย! ผู้กำกับเขาโอเค ไม่งั้นเขาก็คงไม่ย้ายให้หรอก(หัวเราะ) เขาชอบแหละ

WURKON:

แล้วเอาเพื่อนมาเล่นนี่ เราเห็นแววอะไรในตัวเพื่อนๆ เหรอ

ซันนี่:

ก็แต่ละคนจะมีความน่าสนใจในตัวเขา แต่คนจะไม่รู้ไง บางทีเขาก็ไม่รู้ว่าจะใช้ยังไง เหมือนใช้คนไม่ถูกต้องในหน้าที่ของเขา บางคนก็จะมีความโดดเด่นเฉพาะตัวของเขา

เคนจิ:

ซันนี่เป็นคนจำบทพูดได้หมด ว่าเพื่อนจะพูดอะไร อย่างอยู่ในสถานการณ์นี้ เพื่อนคนนี้จะพูดอะไรออกมา

ซันนี่:

ถ้าเป็นไอ้นี่นะ จะทำอย่างนี้ชัวร์ เราก็เลยจะแนะนำได้ อย่างตอนที่เขียนบทหนัง โตไปไม่โกง พอทุกคนอ่านก็บอก เออ เราพูดจากันอย่างนี้จริงๆ (หัวเราะ)

WURKON:

เขียนบทจากคาแรคเตอร์ของเพื่อนจริงๆ

ซันนี่:

ใช่

WURKON:

แล้วเป็นไงมาไงถึงได้มาทำรายการท่องเที่ยว

ซันนี่:

ก็ จะมีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า บอล รชิต หรือ รชิต งุ้ม เขาทำสายโปรดักชั่นอยู่แล้ว และเขามีความคิดว่าเขาอยากไปดูพระอาทิตย์ทั่วโลก ทำรายการเกี่ยวกับพระอาทิตย์ เพราะบริษัทเขาชื่อว่า บ้านแสงเช้า แล้วเราก็รู้สึกว่าแสงมันสวยดีเวลาอยู่ในกล้อง ก็เลยอยากจะทำรายการขึ้นมาสักรายการเกี่ยวกับเรื่องนี้

เคนจิ:

เขาชื่อ ซันนี่ แล้วเราก็ชื่อ วันสว่าง

WURKON:

อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น หรือนี่จะเป็นพรหมลิขิตกันแน่

ซันนี่:

ใช่ๆ (หัวเราะ) เราก็เลยมาทำงานด้วยกัน

เคนจิ:

โปรดิวเซอร์อีกคน ชื่อ เอกลักษณ์ ก็แปลว่า พระอาทิตย์

ซันนี่:

ไม่ใช่ละ! ไม่ได้แปลว่า พระอาทิตย์ เอกลักษณ์ ก็คือ เอกลักษณ์! (หัวเราะ)

WURKON:

พระอาทิตย์ในประเทศไทยมันก็มีไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องถ่อไปดูถึงต่างประเทศ

เคนจิ:

มันเป็นเป้าหมายไง พระอาทิตย์คือเป้าหมาย แต่ความหมายของการเดินทาง มันคือ ระหว่างทาง และรสชาติของมัน

ซันนี่:

จริงๆ มันก็ไม่เหมือนนะ พอเราไปดูอีกที่หนึ่ง เราก็มีความรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกัน เพราะปกติเราไม่ได้ใส่ใจพระอาทิตย์ด้วยซ้ำ โอ้ย เห็นขึ้นๆ ลงๆ แต่จริงๆ พระอาทิตย์มันเปรียบได้กับทุกอย่าง ทั้งการเริ่มใหม่ การตกลง หรือว่าความสวยงามของมันในเวลาไหน จะโผล่ หรือไม่โผล่

เคนจิ:

สถาบันครอบครัวก็เหมือนกัน เหมือนมันอยู่ใกล้มาก เราก็เลยไม่ได้ให้ความสนใจ พอเรามาออกมา

โฟกัสแล้วเราก็จะรู้ว่ามันมีความสำคัญ ก็เหมือนพระอาทิตย์น่ะ เราไม่เคยให้ความสนใจ เราเห็นทุกวัน แต่พอเรามาให้ความสนใจ เราก็จะรู้สึกว่า โอ้โห! มันเจ๋งหว่ะ มันสวยงาม มันเป็นเป้าหมายของเรา

WURKON:

มองเห็นความพิเศษในเรื่องปกติธรรมดา?

ซันนี่:

ใช่ครับ มันหลายๆ อย่าง อย่างเช่น พระอาทิตย์เนี่ย จริงๆ มันเป็นสิ่งสวยงาม ถ้าให้คนไปนั่งดู ทั้งๆ ที่เขาไม่อยากจะดูนะ แต่ถ้าให้เขาไปนั่งดู จริงๆ เขาจะนั่งดูได้เป็นชั่วโมง เอ็นจอยกับโมเม้นต์นั้นได้เป็นชั่วโมง

เคนจิ:

แล้วแต่ละวัน พระอาทิตย์ขึ้นตกที่เดียวกัน บรรยากาศการดูในแต่ละวันก็ไม่เหมือนกัน

WURKON:

ตามล่าแล้วเจอไหม พระอาทิตย์ เนี่ย

ซันนี่:

เจอบ้างไม่เจอบ้าง การถ่ายรายการของเราคือ เราจะไม่อยู่ที่เดิมเพื่อรอ แต่จะเดินทางไปเรื่อยๆ ภารกิจของเราคือการตามล่าหาพระอาทิตย์

เคนจิ:

การไม่เจอก็คือประสบการณ์ที่ดีนะ มันก็เป็นรสชาติอีกอย่าง เหมือนกับผิดหวังมาสามวัน พอวันที่สี่ประสบความสำเร็จ มันก็ทำให้วันนั้นสวยงามขึ้น ดูดีขึ้น ทำให้คุ้มเหลือเกินที่ได้มาเจอ ได้มาเห็น แต่ถ้าเราเห็นทุกวัน มันก็จะเป็นเรื่องธรรมดา มันก็อาจจะมีรสชาติหลากหลายกันไป แต่ถ้าเรามีอุปสรรคบ้าง ฝนตก เมฆบัง ของหาย...

WURKON:

กล้องถูกขโมยบ้าง อะไรอย่างนี้

เคนจิ:

(หัวเราะ) เออ นั่นแหละ พอเราได้เห็นออกมาเป็นรูปภาพ เป็นวีดีโอ เรามองย้อนกลับไปมันสวยงาม อุปสรรคมันทำให้ชีวิตสวยงามขึ้น

ซันนี่:

มันเหมือนเป้าหมายเราอยู่ตอนนั้น จะเห็นหรือไม่เห็นก็ตาม มันเทียบกับการทำงานได้เหมือนกัน เราตั้งใจจะทำสิ่งนี้ในทุกๆ วัน เรารู้ว่าผลลัพธ์มันอยู่ตรงนั้น ไม่ว่าวันนี้เราเจอพระอาทิตย์สวยงามเป็นดวงหรือเปล่า มันก็ไม่ต่าง เพราะเรารู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น

WURKON:

เวลาเดินทางนี่เลือกสถานที่กันยังไง

ซันนี่:

ซีซั่นแรกนี่เราอยากจะเริ่มต้นที่ยุโรปก่อน เราเลือกที่ฝรั่งเศสเพราะว่าคุณแม่ผมเป็นคนฝรั่งเศส ก็เลยเลือกที่นั่น

เคนจิ:

แต่จริงๆ พอไปถึงแล้วก็ไม่ใช่

ซันนี่:

เพราะว่า แม่ไม่ได้เกิดเมืองนั้น (หัวเราะกันลั่น) เราไปผิดเมือง เราดันไม่ถามก่อนไง (หัวเราะ) เรารู้แค่ว่า เราได้ยินมาว่าแม่เกิดเมืองนั้น

เคนจิ:

เมืองมาร์กเซย (Marseille)

ซันนี่:

แต่แม่เกิดที่เมือง แอ็กซ์ ออง โพรวองซ์ (Aix-en-Provence) ใกล้ๆ เมืองมาร์กเซย แต่เราไม่ผ่าน อ้าว งั้นก็ไม่ต้องมาฝรั่งเศสก็ได้นี่หว่า (หัวเราะกันลั่น)

WURKON:

แล้วรู้ได้ยังไงว่าแม่เกิดอีกที่นึง

ซันนี่:

โทรไปถามครับ โทรไปตอนที่อยู่ที่นั่น “ถึง มาร์กเซย แล้ว บ้านเกิดแม่” แม่บอก “เปล่า ไม่ได้อยู่เมืองนั้นเลย” (หัวเราะร่วน) ก็ตลกดี พูดออกในรายการตรงนั้นเลย (หัวเราะ)

WURKON:

นี่คือลักษณะในการทำงานเลยใช่ไหม

ซันนี่:

ใช่ครับ คือมันเป็นรายการท่องเที่ยวที่มีเป้าหมาย คือ พระอาทิตย์ แต่ระหว่างนั้นเราก็ท่องเที่ยวไปเรื่อย แต่เราไม่อยากจะบอกคนว่า มาดูนี่นะครับ ที่นี่มีอะไรบ้าง อันนี้เป็นสิ่งที่เขาต้องมาเจอเอง เราแค่พาไปรู้คร่าวๆ ว่าแผนมันเป็นยังไง การเดินทางเป็นยังไง ที่เหลือเขาต้องมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง

WURKON:

ลักษณะการเดินทางก็จะเลยออกแนวด้นสด

ซันนี่:

ใช่ครับ เป็น Road Trip ด้วย ไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ไม่มีแบบว่า รอที่นี่สี่วัน แล้วค่อยย้ายเมือง เราย้ายทุกวัน

WURKON:

ไม่ได้วางแผนว่าจะต้องไปเจออะไร ไปดูอะไร ไปเจอเลย

ซันนี่:

ใช่ๆ รู้ว่าอันนี้สวยแหละ อยากผ่านอันนี้ แต่ถ้าผ่านอย่างอื่นด้วยก็ได้

WURKON:

พูดง่ายๆ คือ ไปตายเอาดาบหน้า ใช่ไหม

ซันนี่:

ช่าย (หัวเราะ) เราเลยมีช่วงนึง คือช่วง “จุกดีกว่าหิว” ขึ้นมา

WURKON:

คืออะไร?

ซันนี่:

ก็คือว่าการที่ จุก มันดีกว่า หิว อยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรกินหรือปล่าว อัดไว้ก่อน เอาให้อิ่มจนจุกไว้ก่อน เอาจนกินไม่ไหวน่ะ เพราะเราอาจจะไปอดอยากตายข้างหน้าก็ได้ (หัวเราะ)

เคนจิ:

ข้างหน้าอาหารอาจจะห่วยมาก

ซันนี่:

เราก็เลยมีช่วงนี้ขึ้นมา “จุกดีกว่าหิว” (หัวเราะ) เวลาเราเจออะไรที่อร่อยเราก็อัดไว้ก่อน เผื่อข้างหน้าไม่มี

เคนจิ:

ทริปล่าสุดรู้เลย

ซันนี่:

ใช่ ไปตุรกี ก็รู้เลยว่า จุกดีกว่าหิว เพราะฉะนั้น ถ้าเจอมื้อไหนอร่อยแล้วเนี่ย ก็กินเข้าไป! อย่าหยุด! กินให้เรียบ! กินให้เกลี้ยง!

เคนจิ:

แบบเลียจาน! เลียพื้น! เลียประตู!

ซันนี่:

มีอะไรก็กินเข้าไป! แทะกินให้หมด! (หัวเราะ) เพราะเราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีอะไรให้เราได้กินอีกหรือเปล่า

เคนจิ:

บางทีอาหารโรงแรมห้าดาวมา กินไม่ได้เลย เพราะมันคนละประเทศไง เขาอาจจะชอบแบบนั้น

ซันนี่:

แต่เราไม่เอา! (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

ไม่คิดจะลองดูบ้างเหรอ

ซันนี่:

ลองแล้วววว มันไม่ไหว กินไม่ได้เลย (หัวเราะ) ผมลองหมดแหละ แต่แว่.... กินไม่ได้ พยายามแล่ว (หัวเราะ)

WURKON:

เวลาเราเดินทางนี่ได้งบประมาณมาจากไหน

ซันนี่:

งบประมาณทีมงานแหละ เราไม่ได้แบบ ต้องมีตังค์เท่านี้ เพื่อไปทำภารกิจ เราก็ไปกัน เพราะทุกคนเป็น HUNTER เหมือนกันหมด ที่ไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่เราสองคน พวกทีมกล้อง ทีมโปรดิวเซอร์ ทุกคนเป็น HUNTER เหมือนกัน เราก็ไปด้วยกัน

WURKON:

ใครเป็นสปอนเซอร์ให้

ซันนี่:

ทาง LINE TV เป็นสปอนเซอร์หลักครับ เหมือนเขาจ้างผลิต

WURKON:

ก็ดีนะ เหมือนมีคนจ้างให้ไปเที่ยว

ซันนี่:

ม่ายยย จ้างเราตามล่าพระอาทิตย์ ไม่ได้จ้างเที่ยว เราไม่ได้เที่ยวเล้ย โอ้ย! เราทำงาน เหงื่อท่วมตัว ไม่ได้ช้อปปิ้งเล้ยยย (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

รายการท่องเที่ยวโดยทั่วไป ก็จะเป็นในลักษณะไปดูสถานที่ยอดฮิต ไปดูแลนด์มาร์คของเมือง โน่น นี่ นั่น แต่รายการนี้ไม่ใช่

ซันนี่:

ก็จะมีบ้าง เวลาผ่านไป เราก็เข้าไป แต่ส่วนมากเราก็จะไม่ได้บอกรายละเอียด แต่เราจะล้อเล่น ล้อเลียนกับทางทีมงาน

เคนจิ:

ส่วนใหญ่จะไปเล่นมุก ไปยิงมุกกันเองมากกว่า แต่ก็จะมีบอกให้ดูที่สวยๆ งามๆ ว่าอยู่จุดไหน หรือดูพระอาทิตย์ตรงไหน

ซันนี่:

หรืออย่าง มีเรื่องเล่าแบบว่า สมัยก่อนนะมีหินสองก้อน เพราะว่ามีคู่รักคู่หนึ่งรักกัน

เคนจิ:

แต่พ่อแม่ผู้หญิงกีดกัน เพราะผู้ชายจน ผู้หญิงก็เลยหนีไปอยู่กับผู้ชาย

ซันนี่:

พ่อแม่ไม่ยอม ก็ตามมาเอาทหารมาฆ่า เขาก็เลยสวดมนต์ขอพระเจ้า “ช่วยหน่อย ขอให้หนีไปได้ อย่าให้มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นเลย” พระเจ้าเลยสาปให้เป็นหินหมดเลยทั้งผู้หญิง ผู้ชาย พ่อ แม่ เราฟังแล้วเราจะรู้สึกยังไง ไม่ต้องมายุ่ง! ถ้าจะทำแบบนี้ (หัวเราะ) เอ้า! แก้ปัญหาให้ซี่! จะมาสาปกูทำไม! (หัวเราะ)

เคนจิ:

ไปไหนก็ปายย! (หัวเราะ)

ซันนี่:

เราก็จะเล่นอะไรแบบนี้กัน (หัวเราะ)

เคนจิ:

เหมือนในแต่ละเมืองก็จะมีตำนาน เป็นเรื่องจริงบ้าง เป็นเรื่องแต่งบ้าง เราก็จะเอามาพูดคุย อย่างไอร์แลนด์ กับ สก็อตแลนด์ มียักษ์จะมาสู้กัน แต่ยักษ์สก็อตแลนด์ตัวใหญ่กว่ามาก แต่ยักษ์ไอร์แลนด์ก็เลยหนีมาบอกเมีย เมียเลยออกอุบายให้เอาผ้ามาห่อตัวให้เหมือนเป็นเด็กทารก แต่ยักษ์สก็อตแลนด์มาเห็นก็เลยตกใจ วิ่งหนี

ซันนี่:

ทารกยังตัวใหญ่ขนาดนี้...

เคนจิ:

แล้วพ่อมันจะใหญ่ขนาดไหน ก็เลยวิ่งหนี แล้วทำลายทางที่เชื่อมกันทิ้งหมดเลย

ซันนี่:

ก็เลยบอกว่า ไอ้ยักษ์นี้มันชื่อ ไอ้บื้อ หรือเปล่าวะ? (หัวเราะ) เราก็เลยไปดูถูกตำนานเขา ม่ายช่ายย ก็เขาสร้างขึ้นมาให้คนสนใจไง

เคนจิ:

เขาอาจจะสร้างเรื่องมาเพื่อให้คนไปท่องเที่ยวอะไรแบบนั้น

WURKON:

เราก็เลยมองในแง่มุมที่ย้อนแย้ง?

ซันนี่:

เออ เราก็อยากรู้ ถ้าตามหลักเหตุผลแล้ว เขาก็ไม่ผิดหรอก แต่เราก็อยากลองเสนอไอเดียดู ทำไมไม่ทำอย่างนี้วะ ให้มันกลายเป็นมุกตลก คนดูจะได้ไม่ซีเรียส

เคนจิ:

อย่างตำนานเทพเจ้ายุโรป จริงๆ แล้วนิสัยไม่ดีหมดเลย แบบซุสไปขืนใจแม่ของอาเธน่า แล้วกินแม่ของอาเธน่าเข้าไป แล้วก็ออกลูกมาทางหน้าผากเป็นอาเธน่า อาเธน่าก็นิสัยไม่ดี เมดูซ่าโดนโพไซดอนข่มขืน อาเธน่าก็ดันไปสาปเมดูซ่าให้หัวเป็นงู แล้วเอเธน่าก็ดันส่งเพอร์ซิอุสให้ไปตัดหัวเขาอีก เอ้า เป็นคนยังไงกัน! อ้อ เป็นเทพยังไงกัน! (หัวเราะ) นิสัยไม่ดี๊!

ซันนี่:

เมดูซ่าเขาทำผิดอะไร้! (หัวเราะ)

WURKON:

มุกที่เล่นในรายการนี่คิดกันสดๆ เลยใช่ไหม

ซันนี่:

ใช่ แล้วแต่ว่าสถานการณ์คืออะไร เราก็คิดขึ้นมา ผมเชื่อว่ามันไม่มีคำว่า แป๊ก หรือว่าอะไรบนโลกใบนี้หรอก เราเล่นไปเหอะ มันคือความสนุกสนานไงครับ

เคนจิ:

มันแล้วแต่คนไง ว่าคนนี้ไม่ชอบ อีกคนอาจจะชอบก็ได้

WURKON:

แบบ ยิงรัวๆ เหมือน จุกดีกว่าหิว ใช่ป่ะ

ซันนี่:

ใช่ ยิงไปก่อน รู้สึกว่าอะไรมันไร้สาระ เราเล่นไปก่อน (หัวเราะ)

เคนจิ:

อย่างเราไปเจอคนท้องที่เขาเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง เราก็พูดคุยถึงเรื่องนั้นๆ ว่าเป็นอย่างงี้เหรอ? ทำไมมันเป็นอย่างงี้ล่ะ?

ซันนี่:

เราไปโดยไม่รู้อะไร ก็เหมือนเป็นตัวแทนคนดู ว่า เฮ้ย มันมีสิ่งๆ นี้เกิดขึ้นที่นี่

เคนจิ:

เหมือนไปอังกฤษ ไปเจอแม่น้ำที่เขาบอกว่า เป็นที่เลี้ยงปลาเทราต์ แล้วปลาเทราต์คืออะไร?

ซันนี่:

หน้าตามันเป็นยังไงวะ? ไม่รู้เลย!

เคนจิ:

เหมือนหัวไชเท้าหรือเปล่า อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)

WURKON:

มีไหม เวลาเราไปสถานที่ที่เข้าห้ามเข้า แต่เราแอบเข้าไปถ่าย

ซันนี่:

ไม่นะ เราจะเคารพกฏ ไปถึงแล้ว อ้าว เขาไม่ให้ถ่าย เราก็จะออกมาเม้าธ์ว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย ทำไมต้องไม่ให้ถ่ายด้วย กูเกิ้ลเอาข้างในก็เหมือนในรูปที่เสิร์ช ถ้ามันแบบเป็นสิ่งลี้ลับไม่มีใครเคยเห็นเลย เอ้า! ก็เข้าใจได้ แต่นี่กูเกิ้ลเอาก็เจอ แล้วจะมาห้ามไม้ให้ถ่ายไปทำไม ใช่ไหม? มันเป็นแบบนั้น (หัวเราะ)

เคนจิ:

แต่ว่ามันมีที่ที่ไปแล้วมันไม่เปิด อย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เนี่ย เราจะไปดูภาพ โมนาลิซ่า ไปแล้วมันปิด ไปถ่ายบ้านเชคสเปียร์ มันก็ปิด

ซันนี่:

เออ Sun Hunter ไปไหนแล้วชอบปิด (หัวเราะ)

WURKON:

ไม่เสียดายเหรอ ไปแล้วไม่ได้ดู ไม่เสียเที่ยวเหรอ

ซันนี่:

มันก็เป็นประสบการณ์ของเราน่ะครับ ก็โชคชะตาเราเป็นแบบนั้น เพราะสิ่งที่เราตามล่ามันคือพระอาทิตย์ ไม่ใช่สิ่งพวกนี้

WURKON:

เพราะว่ารายการอื่นเขาไปเขาต้องไปให้ถึงที่ ต้องเข้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ไปดูภาพโมนาลิซ่า ต้องไปดูบ้านเชคสเปียร์

ซันนี่:

ใช่ครับ สิ่งที่เราบอกได้คือ อย่ามาวันนี้ อย่ามาเวลานี้

WURKON:

จำเอาไว้ซะ?

ซันนี่:

ใช่ จำเอาไว้ซะ ว่าวันอังคารเขาปิด (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

แล้วทำไมไม่ดูวันเวลาเขาเล่า!

ซันนี่:

ไม่ดู๊ ผมไม่รู้ว่าเราจะเจอสิ่งนี้ (หัวเราะ)

เคนจิ:

สภาพอากาศบางทีก็เกี่ยว บางทีเราจะไปข้ามหน้าผาด้วยสะพานเชือก

ซันนี่:

เขาบอกว่าต้องมาเลยที่นี่ ใครไม่มา ถือว่ามาไม่ถึง

เคนจิ:

เราไปปุ๊บ ลมพัดสะพานหมุนฟิ้วๆๆ เลย

ซันนี่:

อ่ะ จะขึ้นยังไงล่ะ?

เคนจิ:

เขาก็ไม่ให้เราเข้า เขาไม่ให้เราข้าม เพราะกลัวเราเด๊ด

WURKON:

ก็เลยไปไม่ถึง

ซันนี่:

ใช่ แต่เรางงกับคำว่าไปไม่ถึงมาก คนชอบบอกว่า นี่นะ ถ้าไม่ได้กินอันนี้แสดงว่ามาไม่ถึงอังกฤษ ก็กูอยู่อังกฤษ! ก็ประทับตราพาสปอร์ตว่าเราเข้ามาในอังกฤษ ก็เนี่ย อังกฤษ กูมาแล้ว! มาบอกว่าไม่ถึงได้ยังไง! ไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้วหลอกว่ามาเมืองนอก! (หัวเราะ)

WURKON:

เราก็เลยไม่รอ

ซันนี่:

ใช่ครับ เราไม่เคยรออะไรเลย อ๋อ แต่ล่าสุดก็มีรอขึ้นบอลลูน เพราะเราอยากเห็นพระอาทิตย์จากบนบอลลูน

เคนจิ:

แต่ว่าสภาพอากาศไม่ดี เขาเลยไม่ให้ขึ้น คือเราอยากเห็นบรรยากาศพระอาทิตย์กับบอลลูนเป็นหลายร้อยๆ ลูก ก็รอสามวัน วันที่สี่เขาบอกว่าขึ้นได้ ตื่นตีสี่ ไปถึงที่โน่นตีห้า ทีมงานบอกเฮ้ย ขึ้นได้ชัวร์ เห็นไหม ต้นไม้นิ่ง ลมไม่พัดเลย แสดงว่าวันนี้เราได้ขึ้นแน่ๆ ถึงเวลาปั๊บ ขึ้นไม่ได้ ก็เลยย้ายที่ สรุป กลายเป็นว่าไปเจออย่างอื่นสวยกว่าตั้งเยอะ กูจะมารอทำไม? (หัวเราะ)

ซันนี่:

ใช่มะ ไปรอทำไมตั้งนาน!

WURKON:

คืออันนี้เป็นลักษณะของเราใช่ไหม ไม่จำเป็นต้องไปตามคนอื่น

ซันนี่:

ใช่ คือถ้าเรามีเป้าหมายในชีวิตน่ะ

เคนจิ :

สิ่งที่เราในรูปภาพกับสถานการณ์จริงๆ มันไม่เหมือนกัน ในรูปภาพบางทีมันอาจจะแบบ โห สุดยอดไปเลย แต่ว่าพอเราอยู่ในจุดนั้นมันอาจจะธรรมดาก็ได้ แต่อีกที่นึงอาจจะดีกว่ามากๆ แต่ว่าภาพถ่ายออกมาอาจจะไม่สวยก็ได้

ซันนี่:

ใช่ เราต้องมาเองมา สัมผัสมันเอง เป็นประสบการณ์ของชีวิต

WURKON:

สิ่งที่ The Sun Hunter ต้องการนำเสนอคืออะไร

ซันนี่:

จริงๆ ก็คงเป็นความสนุกสนาน และความสวยงาม แล้วมันก็เป็นทัศนคติในการใช้ชีวิตที่ดี

เคนจิ:

เหมือนกับ ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องเลวร้ายแค่ไหน เราก็ยังทำงานต่อด้วยทัศนคติที่ดีได้

ซันนี่:

พระอาทิตย์มันเปรียบได้กับทุกอย่าง มันก็เหมือนอย่างที่บอกว่าเป็นเรื่องการทำงาน ไม่ว่าเราจะเห็น หรือไม่เห็น สุดท้ายเรารู้ว่าเราจะไปทิศทางนั้นอยู่ดี เพราะสิ่งที่สำคัญันไม่ใช่เรื่องของเป้าหมาย มันคือเรื่องระหว่างทาง

เคนจิ:

จริงๆ เคยพูดไว้ก่อนที่จะไปถ่ายรายการ เราถามว่ามองพระอาทิตย์เป็นยังไง ในเช้าวันใหม่ เรามองว่าตอนกลางคืนบางทีเราจะเครียดมาก นอนไม่หลับ ทุกอย่างวิ่งเข้ามาในหัว เยอะมาก เครียดอะไรก็ไม่รู้น่ะ แต่พอเราตื่นเช้ามา ทุกอย่างคลี่คลายหมดเลย โดยที่เราไม่ได้ทำอะไร แค่พอเช้าวันใหม่ขึ้นมา ทุกอย่างก็เฟรช คลี่คลาย ความหมายของเช้าวันใหม่ มันก็ได้ทัศนคติของการแก้ปัญหา

ซันนี่:

มันเปรียบเทียบได้ทุกอย่าง ขึ้น ลง การเริ่มใหม่ การตกหล่น ซึ่งการตกหล่นมันก็ไม่ใช่ว่ามันจะต้องไม่ดีเสมอไป พระอาทิตย์ตกก็ดูสวยงาม ตกเพื่อที่จะขึ้นใหม่ไง

WURKON:

มีประสบการณ์แย่ๆ ในการเดินทางบ้างไหม

ซันนี่:

จริงๆ มันก็มีตลอดนะ แต่เราไม่ได้คิดว่ามันแย่

เคนจิ:

ใช่ มันก็คือประสบการณ์อย่างนึง

ซันนี่:

มันทำให้เราเดินไปอีกที่หนึ่งได้ มันเป็นเหมือนกับมนุษย์เรา เจอเรื่องไม่ดีบ้าง แต่มันทำให้เราเป็นคนแบบนี้ไง ใช่ไหมครับ

เคนจิ:

มันสร้างตัวเราขึ้นมา

ซันนี่:

เราแค่รอเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้นเอง

เคนจิ:

เหมือนกับของเราหายตั้งเยอะ ตากล้องของหายตั้งเยอะ

WURKON:

ตอนนั้นไปหายที่ไหนนะ

เคนจิ:

ที่มาร์กเซย

ซันนี่:

ที่คิดว่าเป็นบ้านแม่ผมน่ะ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ (หัวเราะ) เราเอาของทิ้งไว้ในรถ แล้วไปถ่ายรายการใช่ไหม

เคนจิ:

แล้วเขาก็ขึ้นมาช้อปปิ้งในรถเรา (หัวเราะ)

ซันนี่:

เราก็เลยคิดว่า ถ้าขโมยไม่ฮั๊วกับคนขับ ก็คนขับลืมล็อกรถ (หัวเราะ) สองอย่าง

เคนจิ:

มันมีฟุตเตจที่ถ่ายไปแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าเก่าๆ กระเป๋า Playstation 2 ซึ่งขโมยหยิบไปแล้ว แล้วมันก็เอาไปวางคืน เพราะเขาไม่เล่น Play2 ไง เพราะมันมี Play 4 แล้ว เขาก็เลยเอาอย่างอื่นไป (หัวเราะ) โชคดีไง เพราะฟุตเตจเราอยู่ในนั้น

ซันนี่:

สงสัยเขาไม่เล่นเกมส์ เขาเลยเอาไปวางที่อื่น เอาไปไม่หมด เรารู้ เพราะกระเป๋าย้ายที่

เคนจิ:

แล้วพอของหาย เราก็คิดว่าทุกคนต้องเฟลแน่เลย โปรดิวเซอร์หน้าเครียด ทุกคนหน้าเครียด แต่ตากล้องที่ของหายเยอะที่สุดน่ะ เสียไปหลายแสน กลับเป็นคนที่คอยบอกคนอื่นว่า ไม่เป็นไร ยังดีที่พวกเรายังปลอดภัย มันก็ทำให้เราเห็นทัศนคติ ว่าคนที่ของหายมากที่สุดกลับเป็นคนที่ปลอบใจคนอื่น

WURKON:

แบบ ไม่เป็นไร ฮือๆๆ ปาดน้ำตา

ซันนี่:

พอปลอบเสร็จตากล้องก็เดินลงแม่น้ำไป ไม่ใช่ๆๆ (หัวเราะ)

เคนจิ:

ก็ไม่ขนาดนั้น (หัวเราะ) เขาก็ยังตลกเฮฮา ทั้งๆ ที่คนอื่นเครียด คนแบบนี้ เป็นคนที่เราอยากจะเป็น เป็นคนที่มีทัศนคติแบบที่เราอยากจะเป็น เป็นคนที่ปกป้องคนอื่น ในขณะที่ใครๆ ก็สงสัยคนขับรถ ไอ้นี่ของหาย ก็ไปปกป้องเขา บอก เฮ้ย นี่มันพวกเรา

WURKON:

แล้วเรายังไปกับเขาต่อไหม หลังจากของหายแล้ว

เคนจิ:

ตอนแรกเปลี่ยน คือบริษัทรถเขาไปเปลี่ยนให้ แต่ตอนหลังก็กลับมาใหม่

ซันนี่:

พอตอนหลังกลับมานี่รวยเลยนะ ใส่ทองใส่อะไรมา สะพายกล้อง...

เคนจิ:

เป็นฮิปฮอปเข้ามาเลย ใส่เลสใส่อะไร สะพายกล้องตัวที่ขโมยไปมา

WURKON:

อันนี้พูดจริงป่ะเนี่ย?

ซันนี่:

ไม่จริงครับ (หัวเราะ) จริงๆ เขาเป็นคนซื่อๆ ไม่มีพิษมีภัย

เคนจิ:

แต่ตอนนี้ได้ยินว่าเขาซื้อบ้านแล้ว

ซันนี่:

เฮ้ยๆๆ ไม่มีๆ (หัวเราะ)

เคนจิ:

เราก็เลยมองว่าเป็นเรื่องของการได้เรียนรู้การอยู่กับคนด้วย เรื่องทัศนคติด้วย

WURKON:

และเราก็เอาความผิดพลาดของตัวเองมาออกอากาศด้วย ทั้งที่ปกติเขาจะไม่เอาเรื่องแบบนี้มาออกให้ขายขี้หน้าตัวเอง

ซันนี่:

ไม่ไช่ยังง้านน (หัวเราะ) คนเขาจะได้รู้ไงครับ ว่าเขาควรระวังอะไรบ้าง (หัวเราะ)

เคนจิ:

เราก็ไม่ได้ถ่ายให้มันออกดราม่าอะไรมาก เราแค่บอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเราก็ทำเป็นเล่นตลกกัน

WURKON:

ตลก แต่ในใจเรากำลังร้องไห้อะไรแบบนี้

ซันนี่:

ตลกกกก (หัวเราะ) ก็สนุกดีนะครับ ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องร้ายก็เถอะ แต่พอเวลามันผ่านไปแล้ว เรามาเล่าทีหลัง มันก็จะสนุก

เคนจิ:

ใช่ เหมือนเวลาเราไปเที่ยวไหนมาแล้วเราซวย เรื่องนั้นนะ เราจะเล่าได้เป็นสิบๆ ปี แต่ถ้าเราไปแล้ว โอ้โห แฮปปี้มาก ชีวิตมีความสุขมาก มันก็ไม่มีอะไรจะเล่า

WURKON:

มันก็ไม่มีสีสันใช่ไหม? หมายความว่าเรื่องที่มีมุมมองที่ตลกร้ายของชีวิต เรื่องร้ายๆ บางทีมันก็เป็นสีสันอย่างนึงใช่ไหม

ซันนี่:

ใช่ เพราะยังไงมันก็ต้องเกิดบ้างแหละ ใช่ไหม แหม ใครจะเจอแต่เรื่องดีๆ อย่างเดียว

เคนจิ:

จริงๆ แล้ว อะไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป

ซันนี่:

ใช่ เหมือนรายการนี้คนมองว่ามันไร้สาระ จริงๆ แล้วมันไม่เกี่ยวกับอะไรไร้สาระหรือมีสาระนะ เพราะปกติ คนสามารถมองหาสาระจากสิ่งที่ไร้สาระได้ ถ้าเขาตั้งใจจะมองหา เก็ตมะ? จริงจริ๊ง! ถ้าเราเห็นประโยชน์จากมัน มันก็ไม่ไร้สาระได้นิ ใช่ไหม? เราชอบโทษคนอื่นว่า อันโน้นไร้สาระอย่างโง้น อันนี้ไร้สาระอย่างงี้ คุณก็หาประโยชน์จากมันให้ได้ดิ

WURKON:

โห นี่ปรัชญานะเนี่ย

ซันนี่:

ช่าย (หัวเราะ)

เคนจิ:

หมายถึงถ้าเราดูแล้วได้ทัศนคติ มันก็ไม่ไร้สาระ

ซันนี่:

ใช่ เราจะไปโทษว่า อันนี้ดี อันโน้นไม่ดี ไม่ได้นะ ทุกคนก็มีอะไรของเขาน่ะ

WURKON:

นอกจากความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สินแล้ว เรื่องสวัสดิภาพมีความเสี่ยงอะไรบ้างไหม

ซันนี่:

จริงๆ ก็มีคนบอกว่าไปต่างบ้านต่างเมืองมันไม่ปลอดภัย

เคนจิ:

อย่างล่าสุด เราไปจอร์เจีย เราก็ไม่รู้ว่าประเทศจอร์เจียเป็นยังไง คือเราไม่รู้ว่าเขาออกจากสหภาพโซเวียตแล้วเป็นยังไง

ซันนี่:

ไปถึงเขาบอกว่าปลอดภัย 100% แล้วก็เดินควงปืนฟื่บๆๆ ออกไป (หัวเราะ)

เคนจิ:

ถือปืนสองมือ ยิงขึ้นฟ้าเปรี้ยงๆ ไม่ใช่ละ! (หัวเราะ) แต่ประเทศจอร์เจียนี่ปลอดภัยนะครับ ประเทศเขาดีมาก

ซันนี่:

เรารู้สึกอะเมซิ่งมาก เราไม่รู้เลยว่าจอร์เจียจะดีขนาดนี้

เคนจิ:

เป็นประเทศที่เพิ่งแบบมีสันติภาพ เพิ่งมีความสงบสุขมาหกเจ็ดปี ประเทศเขาเจริญเร็ว

WURKON:

แล้วเรื่องตื่นเต้นสยองขวัญล่ะ มีบ้างไหม?

ซันนี่:

จิชอบคิดว่าตัวเองเจอผี ไม่รู้ว่าจริงเปล่า

เคนจิ:

เจอผีหลอก ผีอำอะไรอย่างนี้

WURKON:

อำแบบยิงมุกใส่ไรงี้?

ซันนี่:

ไม่ใช่ละ! (หัวเราะ)

เคนจิ:

โดนผีอำ แบบ ลืมตามามองเห็นอะไรสักอย่าง แต่พอหลุดมาก็ไม่มีอะไร คือมันมีเมืองที่เขาบอกว่า ถ้าใครไปก็เจอผี แต่ว่าเราก็ไม่ได้ไปนอน แต่เราไปนอนแมนเชสเตอร์ แล้วโดนผีหลอก ผีอำแบบปรากฏตัว เห็นเงาคน เราก็แบบตะโกนเรียกเพื่อน แต่มันก็ไม่มีเสียงออกมา ตะโกนหลายรอบไม่มีเสียง ก็ดิ้นๆ จนหลุด เราคิดว่าเราตกเตียง แต่ไม่ตกเตียง แล้วเราก็ตื่นขึ้นมา

ซันนี่:

นี่คือช่วงคนอวดผีนะครับ (หัวเราะ)

WURKON:

นี่เป็นแฟนทีมฟุตบอลอะไรกันเหรอ?

เคนจิ:

อาร์เซนอล

WURKON:

มิน่า! พอไปแมนเชสเตอร์ เลยโดน “ผี” อำเลย

ซันนี่:

(หัวเราะ) เออ! สงสัยๆ

WURKON:

สำเนียงฟังยากไหมคนแมนเชสเตอร์ พูดเหมือน เลียม กัลลาเกอร์ ป่ะ

ซันนี่:

แมนเชสเตอร์ยังพอโอเค แต่ลิเวอร์พูลฟังแทบไม่รู้เรื่องเลย ยากมาก

เคนจิ:

อารมณ์เดียวกับ แบรด พิตต์ ในหนัง Snatch น่ะ (หัวเราะ) แล้วเรานึกว่าคนที่นั่นจะนิสัยไม่ดี แต่พอเราไปดูบอลเสร็จ เราไปนั่งกินข้าวกันอะไรกัน ก็มีคนเมาที่นั่งโต๊ะข้างๆ มาชวนคุย หน้าตานี่เราคิดว่ามาหาเรื่องเราแน่ แต่เขามาพูดดีๆ

ซันนี่:

เขาพูดดี บอกว่า เฮ้ย มึงเอามาห้าปอนด์ดิ๊! (หัวเราะ)

เคนจิ:

เฮ้ย ไม่ใช่ละๆๆ เขาบอกว่า ค้นเจอเอาหมดนะ! (หัวเราะ)

ซันนี่:

เขาบอก หลายทีนะพวกมึง... กูเพิ่งเคยม๊า! (หัวเราะ)

เคนจิ:

เขาบอก หน้าหล่อนะไอ้แว่น เอามาห้าบาทดิ๊! (หัวเราะ) ไม่ใช่ละ! (หัวเราะ)

WURKON:

อย่างศิลปะกับดนตรี มีอะไรที่น่าสนใจได้ไปเจอกันไหม

เคนจิ:

ก็มีนะ อย่างที่ไอร์แลนด์ เราไปร้านอาหาร ไปผับ เขาก็เล่นเพลงท้องถิ่น ไม่ได้เล่นเพลงใหม่ๆ แล้วคนก็แบบร้องรำทำเพลงสไตล์ไอริชกัน อย่างจอร์เจียก็จะเป็นเมืองศิลปะ ไปไหนก็จะมี เขาบอกว่าทุกคนที่อยู่จอเจียเป็นศิลปิน กับ กวี

ซันนี่:

เราก็คิดว่า หืมมม์ โม้หรือเปล่า พอเดินเข้าไป โอ้โห! ทุกอย่างเขาตั้งใจดีไซน์มาดีมากเลย

เคนจิ:

แล้วมันก็จะมีพวกภาพเขียนตลอดทางอะไรแบบนี้ เหมือนเมืองเขาสนับสนุนศิลปะ ผู้คนก็จะเป็นแบบนักปรัชญา ก่อนจะกินอาหารเขาจะมีToastmaster ที่ทำหน้าที่ขึ้นมาพูดเรื่องที่มันมีสาระในแต่ละโต๊ะ

ซันนี่:

มันเหมือนเป็นประเพณีของเขา สมมุติเราไปกินข้าวด้วยกัน จะมีคนหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะ ที่มีตำแหน่งเป็น Toastmaster ที่มาพูดอะไรแล้วทุกคนต้องชนแก้วกัน

เคนจิ:

คนพูดต้องมีอารมณ์ขัน มีวาทศิลป์ พูดแล้วคนสนใจ ต้องพูดเรื่องที่สร้างสรรค์ เพราะเขาเป็นประเทศที่ศิวิไลซ์ แล้วเขาก็มีวัฒนธรรม มีศิลปะตลอดทั้งเมืองเลย ซึ่งไม่น่าเชื่อ เรานึกว่าจะเป็นเมืองทื่อๆ เทาๆ แต่มันไม่ใช่

WURKON:

หมายความว่าตอนเราไปเราก็ไม่มีไอเดียเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ เลย

ซันนี่:

ใช่ๆๆ

เคนจิ:

คนไทยก็ไม่ค่อยไปนะ ที่นั่น ตอนเราไป ตม. ก็ตกใจนะ เรียกคนมาดู เฮ้ย คนไทยเว้ย! (หัวเราะ) แล้วก็เพิ่งรู้ว่าเมืองไทยไม่ต้องทำวีซ่าไปจอร์เจีย ตุรกี กับ จอร์เจีย ไม่ต้องใช้วีซ่า

ซันนี่:

พอไปจอร์เจียก็แบบ ไปอยู่ตุรกีมาตั้งนาน ทำไมไม่มาที่นี่วะ (หัวเราะ)

เคนจิ:

ตุรกีอ่ะ หนึ่งคือมันไม่ต้องขอวีซ่า สองคือคนชอบไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ตุรกี ไปดูภูเขา ขึ้นบอลลูน ไปดูมัสยิด สุเหร่า อะไรอย่างนี้ มีเยอะ คือทิวทัศน์ประเทศเขาไม่เหมือนที่อื่น ภูเขามันเป็นเหมือนหินละลาย ทั้งเมืองน่ะ ไม่ใช่แค่ลูกเดียว ทั้งเมืองภูเขามันเป็นเหมือนหินละลาย รูปร่างแปลกๆ หินแปลกๆ คนไปเพื่อจะไปดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ไปดูบอลลูนขึ้นหลายร้อยลูก ไปดูภูเขาปุยฝ้ายที่เป็นหินปูน เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ขึ้นมาแผงนึงเป็นสีขาวหมดเลยแล้วมีน้ำแร่ธรรมชาติ คนที่ชอบแบบนั้นก็จะไปกัน

WURKON:

แล้วเราไม่ชอบกันเหรอ

ซันนี่:

เราก็โอเคนะ แต่จอเจียมันดี๊! จอร์เจียดีมาก!

เคนจิ:

เราชอบอาหารที่จอร์เจียมากกว่า จอร์เจียนี่เหมือนกับ ไม่ว่าเราเป็นใครมา หิวหรือไม่หิว เขาจะเอาอาหารมาวางให้เต็มโต๊ะ

ซันนี่:

เหมือนเราเป็นราชาของที่โน่นอ่ะ ข้าวมาเต็มโต๊ะ เหมือนสมัยก่อน ใน Game of Throne แบบ เจ้าเมืองต้องมีของกินวางยาวสุดโต๊ะน่ะ

เคนจิ:

เป็นแบบนั้นเลย

WURKON:

นี่ไปกินที่ร้าน หรือที่บ้าน

ซันนี่:

เขาพาไป ไปนั่งตามร้านนั่นแหละ

เคนจิ:

เขามีอาหารประจำชาติเหมือนเป็นซาลาเปา แล้วข้างในเหมือนเป็นคล้ายๆ กุ้ยช่าย

ซันนี่:

ปกติถ้าเราไปร้านซาลาเปา เขาก็จะเสิร์ฟให้แบบ อ่ะ กินคนละลูก

เคนจิ:

อันนี้เขาให้ประมาณห้าสิบลูกน่ะ แล้วไม่ใช่เมนูเดียวนะ คือทุกอย่างเขามาแบบนี้หมด เวลาสั่งไก่แบบ... ถ้าในเมืองไทยเราสั่ง ไก่สามอย่าง เราได้ถั่ว ใช่ป่ะ แล้วเราก็ เฮ้ย อะไรวะ! เพราะอย่างเวลาเราสั่งไก่สามอย่าง เราคิดว่า เดี๋ยวไก่ทอดต้องมาแน่ๆ

ซันนี่:

ใช่! ไก่ย่างอีกไม้ อีกอันหนึ่งอะไรไม่รู้ แต่อร่อยชัวร์ ฟั่บบ เลื่อนมาเลย “ถั่ว” อ้าวแล้วไก่ล่ะ เขาก็บอก นี่ไง “ไก่สามอย่าง” มันไม่ใช่ไก่ด้วยซ้ำ! นั่นมันถั่ว! แล้วมันก็เป็นหัวหอม กับพริก! (หัวเราะกันลั่น)

ซันนี่:

แต่ที่จอร์เจียไม่ใช่

เคนจิ:

ที่นั่นเราบอก ขอไก่สามอย่าง ก็คือมาแปดอย่าง เสียบมากับดาบ เป็นรูปนก (หัวเราะ)

ซันนี่:

แล้วความพิเศษคือ ถ้าในร้านอาหาร จะมีไวน์ที่เขาทำเอง เขาบอกว่ามีมากว่า 8,000 ปี เป็นไวน์ขาว คือถ้าไปซื้อที่อื่นจะแพง แต่ถ้าเกิดคุณอยู่ในร้านอาหาร ไวน์ลิตรหนึ่ง 80 บาทกินไปได้เลย เรากินไปจนเมาแอ่นแล้ว เจ้าของร้านยังแถมมาให้อีก เอาไปเล้ย!

เคนจิ:

แถมมาให้เราอีกลิตร แล้ว Toastmaster เห็นว่าเราชื่นชมที่เขาพูดเก่ง แกเลย Toast ตลอด ให้เรา “หมดแก้ว” ตลอด

ซันนี่:

Toast ขึ้นพูดตลอด แล้วพูดดีตลอดนะ แต่เราเมาแอ่นอยู่ข้างล่าง ไม่ไหว! (หัวเราะ)

เคนจิ:

ก็คือถ้าเราสั่งไก่สามอย่างที่จอร์เจีย จะเป็นดาบเสียบขึ้นมาเป็นรูปนก แล้วก็มีไฟอยู่ข้างใน อันนึงเป็นนก อีกอันเป็นไก่งวง อีกอันเป็นไก่ฟ้า มีไฟมาด้วย เป็นภูเขาไฟ นั่นคือไก่สามอย่างของเขา แต่ของเราเป็นถั่ว (หัวเราะ)

ซันนี่:

โอ้ย นี่ก็แค้น ไก่สามอย่าง จั๊งงง (หัวเราะ)

เคนจิ:

ก็ไม่ต้องเขียนว่าไก่!

ซันนี่:

ใช่ ถ้ามันไม่ใช่ไก่ อย่าเรียกว่าไก่!

เคนจิ:

อย่ามาหลอกกู๊!

ซันนี่:

ก็เปิดเมนูดู อย่างอื่นมัน 120 ไง ยำวุ้นเส้น แพงว่ะ ไก่สามอย่าง 60 โหย ได้ตังทอนแน่ๆ

เคนจิ:

คือทั้งเนื้อทั้งตัว เรามี 200 ไง เราก็ เฮ้ย! เบียร์ขวดนึง ไก่สามอย่าง แล้วเหลือค่าแท็กซี่กลับบ้านไง

ซันนี่:

คิดว่า อิ่มแน่ๆ ไก่สามไม้ เบียร์ขวดนึง ค่าแท็กซี่กลับบ้าน ฟั่บบบ เรียบร้อย “ถั่ว” ท้องนี่ร้องงง หิววว (หัวเราะกันร่วน)

ซันนี่:

พอแล้ว! (หัวเราะ) กลับมาจอร์เจียก่อน จอร์เจียดีมาก ชมจนไม่รู้จะชมยังไงแล้ว

WURKON:

ที่ไหนดีที่สุดเท่าที่เคยไปมา

ซันนี่:

ก็ดีทุกทีนะ แต่จอร์เจียที่ไปล่าสุดนี่เราประทับใจมาก

เคนจิ:

จริงๆ แต่ละที่ก็มีความดีงามไม่เหมือนกัน อย่างไปอังกฤษเราก็ได้ไปดูบอลติดสนาม เป็นอีกบรรยากาศนึง จอร์เจียก็แบบสบายๆ

ซันนี่:

พระอาทิตย์ก็เป็นอีกทิวทัศน์นึง

เคนจิ:

สวิสก็เป็นอีกแบบนึง ใครที่ชอบความหรูหรา มีภูเขาน้ำแข็งตั้งอยู่ตรงหน้าเราเวลากินข้าว ทำกับข้าวกินกันเอง เปิดประตูไปเจอภูเขาน้ำแข็ง ก็จะเป็นชีวิตแบบเรียบง่าย สไตล์เจ้าของห้างทองไปเที่ยวอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)

WURKON:

ไปเที่ยวในยุโรปนี่ค่าครองชีพแพงไหม

ซันนี่:

แล้วแต่ที่นะ อย่างอังกฤษนี่ความจริง ถูกนะ แค่ค่าเงินเขาสูง แต่ตอนนี้ค่าเงินลงมาเยอะ มันมีร้านแบบร้านขนมปอนด์เดียว ถ้าเราซื้อชอคโกแลตปอนด์หนึ่ง นี่ได้แบบใหญ่ๆ เลย

เคนจิ:

ทุกอย่างปอนด์เดียว ของเล่น ขนม ปอนด์เดียวหมด เสื้อผ้าก็มีร้านที่ราคาถูกมากๆ ตัวละ 80 บาท เพื่อนมีเศษอยู่สองปอนด์ อยากใช้ให้หมด ก็ไปซื้อแว่นมา จ่ายตังค์ไป เขาลดอีก 40% ได้เหรียญเพิ่มมาอีก กูจะใช้เหรียญไง!

ซันนี่:

สรุปทั้งหมดนี่ 30 บาทเองเหรอ?

เคนจิ:

เฮ้ย ก็กูจะใช้เหรียญ มึงทอนมาเพิ่มอีก! (หัวเราะ) อะไรแบบนี้

ซันนี่:

แต่อาหารไม่ค่อยอร่อย มันก็จะเป็นแบบเดิมๆ ของมัน เฉพาะร้านอาหารอังกฤษนะ แต่มันก็มีร้านอาหารไทย อาหารจีน เหมือนเวลาไปอังกฤษ เราคิดไม่ออกว่าอาหารประจำชาติอังกฤษคืออะไร? อิตาลียังมี พิซซ่า มักกะโรนี พาสต้า อังกฤษนี่มันคืออะไรหว่า?

WURKON:

Fish and chips ป่ะ?

ซันนี่:

อ้อ แล้ว Fish and chips เรื่องเล่าคือ เป็นแค่เด็กคนหนึ่งเคยเอาปลามาทอด แล้วเพื่อนกินแล้วบอกว่าอร่อย ก็เลยมาเปิดร้าน Fish and chips พอเล่าเรื่องนี้ให้จิฟัง จิบอก ไอเด็กเปรต จบ (หัวเราะ) ไม่เห็นมีอะไรเลย

เคนจิ:

อย่างตอนไปไอร์แลนด์ไปกินอาหารอิตาเลี่ยนที่อร่อยสุดยอดในโลก เราไม่เคยกินอาหารอิตาเลี่ยนที่อร่อยเท่านี้มาก่อน

WURKON:

แต่อยู่ในไอร์แลนด์เนี่ยนะ

เคนจิ:

ใช่ ร้านเล็กๆ แต่แบบทุกอย่างอร่อยหมดเลย

ซันนี่:

หน้าร้านเขาก็มีป้ายเล็กๆ บอกว่าอาหารเขาได้รับรางวัลชนะเลิศอะไรสักอย่างมา เราก็เข้าไปนั่งดูแล้วบอก ชนะว่ายน้ำหรือปล่าว ไปวิ่งแข่งชนะมา แล้วเอาเหรียญมาวางหรือปล่าววว (หัวเราะ) สรุปอร่อยจริงๆ

เคนจิ:

โคตรอร่อยอ่ะ ไวน์ ชีส อร่อยจริงๆ อะไรก็อร่อย

ซันนี่:

อร่อยทุกอย่าง แทบเลียจานน่ะ มันเหมือนเราได้ไปเจอในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอ

WURKON:

มันมีคำพูดเก๋ๆ ที่บอกว่า คนเราได้เดินทางเพื่อจะค้นพบตัวเอง แล้วเราได้ค้นพบตัวเองกันหรือเปล่า

ซันนี่:

เราอาจจะไปเจอสิ่งที่ชอบไว ถ้าเราเจอสิ่งที่ชอบ มันก็คือค้นพบใช่ป่ะ อุ๊ย มันมีสิ่งนี้ในโลก ที่เราไม่คิดจะลองเลย เหมือนเราได้เจอสิ่งอะไรที่เราไม่เคยเจอ เหมือนออกจากกรอบที่เรามี เราไปเราอาจจะค้นพบ หรือไม่ค้นพบก็ได้ ใช่ไหม มันทำให้มีเป้าหมายที่ทำให้เรา อยากไปเที่ยวจัง อะไรอย่างงี้ คนก็เลยพูดว่า เนี่ยเราได้ค้นพบอะไรจากการท่องเที่ยว จริงๆ เราแค่ออกไปเจอสิ่งที่เราไม่เคยเจอ แค่นั้นเอง

เคนจิ:

จริงๆ เรารู้ตัวเองอยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง

ซันนี่:

เราไม่รู้หรอกว่าเราได้ค้นพบหรือเปล่า เพราะเรารู้อยู่แล้ว มันแค่ไม่เคย มาสัมผัสกันน่ะ ความรู้สึกนี้กับความรู้สึกนั้นมาสัมผัสกัน บางทีเรารู้สึกว่าเราอยากทำสิ่งนี้มาทั้งชีวิต แต่พอเราไปเจออีกสิ่งหนึ่ง โหย เราไปอยู่ไหนมาวะเนี่ย เราอาจจะอยากทำสิ่งนั้นมากกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ก็ได้ ก็คือเราให้โอกาสตัวเองแหละ โดยที่เรามีเป้าหมายไง ถ้าเรามีเป้าหมายอยู่แล้ว เราไปทำไม ใช่ไหม

เคนจิ:

เหมือนบางคนทำงานประจำ พอได้เริ่มไปท่องเที่ยว เริ่มหาเงินได้จากการท่องเที่ยว เขาอาจจะออกมาจากงานประจำ มาหาเงินจากการท่องเที่ยวแทน เขาอาจจะคิดว่า เฮ้ย! กูไปทำอะไรมาตั้งนาน มันก็แล้วแต่คนนะ บางคนอาจจะชอบทำงานประจำ บางคนอาจจะชอบเที่ยว

ซันนี่:

หรือพอไปเที่ยวเสร็จแล้ว เราอาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันดีอยู่แล้วก็ได้

WURKON:

แล้วซันนี่กับเคนจิล่ะ เป็นยังไง

ซันนี่:

เรามีสิ่งที่เราชอบในการทำเป็นอาชีพแล้วไง แต่ผมมีความฝันอยู่อย่างนึงเหมือนกัน คือผมอยากไปเจอที่ที่ผมไม่เคยไป แล้วเราก็มีโอกาสได้ไป คราวหน้าอยากไปอเมริกาใต้มาก

WURKON:

นี่คือวางแผนไว้

ซันนี่:

ใช่ คิดอยู่ อยากไปมาก

เคนจิ:

ก็ขอฝากทาง LINE TV ไว้ด้วย (หัวเราะ)

ซันนี่:

ใช่ ฝากทาง LINE TV ด้วย เราจะไปอเมริกาใต้กันนะครับ (หัวเราะ)

WURKON:

เวลาไปที่ไหนนี่ เราไปเสนอเขาว่าเราจะไปที่โน่นที่นี่ อะไรแบบนี้เหรอ

ซันนี่:

เราก็จะบอกว่าที่นี่มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง เราอยากจะลองไปดู แต่ก็แล้วแต่ ว่าวีซ่าเราจะผ่านหรือเปล่าแค่นั้นแหละ (หัวเราะ)

WURKON:

การไปถ่ายทำรายการ ทำให้เราขอวีซ่าง่ายขึ้นไหม

ซันนี่:

น่าจะยากขึ้นนะ เพราะเขาคิดว่าเราจะไปทำงาน (หัวเราะ)

WURKON:

เขาไม่คิดว่าเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยว โปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของเขาหรอกเหรอ

ซันนี่:

ถ้าแบบนั้นก็ต้องดีลกับเขาก่อน เขาก็อาจจะบอกว่า เราไม่ได้อยากให้โปรโมท จะมาทำไม! กลับไป! Go back to your home! (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วคิดจะทำรายการแบบนี้ไปนานเแค่ไหน

ซันนี่:

ก็จนกว่าจะไม่ได้ทำแหละ

เคนจิ:

จนกว่าเขาจะเบื่อเรา

ซันนี่:

เพราะผมรู้สึกว่าการออกไปโน่นไปนี่มันทำให้ชีวิตได้เจออะไรใหม่ๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่ผมอยากทำ และอยากให้คนที่ไม่เคยไปได้รู้คร่าวๆ ด้วยว่าอะไรที่ตรงกับตัวเอง อะไรที่มันลิงค์กับตัวเอง เหมือนดูละครหรือดูหนังที่เราร้องไห้ตามตัวละคร มันมีบางสิ่งที่ลิงค์ ว่าเราเคยเป็นแบบนั้น เราก็อยากให้สิ่งนี้ลิ้งค์กับเขา แล้วทำให้เขารู้สึกว่า เฮ้ย กูอยากเห็นภูเขาแบบนี้หว่ะ กูต้องไปว่ะ!

เคนจิ:

เหมือนกับเวลาเราอ่านประวัติศาสตร์มา แล้วเรามาเจอที่จริงๆ แล้วแบบเหมือนว่า เฮ้ยนี่กูรู้ กูเคยดูมาแล้ว กูเคยอ่านมาแล้ว ก็ยิ่งอินเข้าไปใหญ่

WURKON:

ไหนๆ ซันนี่ก็อยู่ในวงการหนัง และเคยทำหนัง เคยอยากลองท่องเที่ยวแล้วทำเป็นหนังแบบ Road Movie บ้างไหม

ซันนี่:

ดูยากเหมือนกันนะ

เคนจิ:

ดูแพง (หัวเราะ)

ซันนี่:

หรือเขาก็อาจจะไม่ให้ถ่าย ถ่ายๆ อยู่วิ่งมาตีเข่า จับล็อก อะไรแบบนี้ (หัวเราะ) แต่ที่ทำอยู่นี่ก็ดูเป็น Road Movie เหมือนกันนะ เพียงแต่ว่าเราแค่ไม่ได้อยู่ในรถ

เคนจิ:

เราไม่ได้ถ่ายในรถไง แต่ชีวิตเราส่วนใหญ่ก็อยู่ในรถ

ซันนี่

ใช่ เพราะต้องเดินทางแบบต่อเนื่อง

เคนจิ:

เราต้องเดินทางแบบจากใต้ ไปเหนือ ข้ามประเทศ

ซันนี่:

อย่างบางทีมาจากข้างบนลงมา แล้วพึ่บ ไปอีกประเทศหนึ่งเลย ภายในเวลา 10 กว่าวัน

เคนจิ:

เหมือนเดินทางไปเชียงใหม่ทุกวัน

WURKON:

ในอนาคตจะมีโปรเจ็กต์อะไรนอกจากรายการนี้ออกมาอีกไหม

ซันนี่:

ตอนนี้อาชีพผมมีอาชีพเดียวเลย คือเป็นนักแสดง ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร นอกจากจะเป็นนักแสดงไปจนกว่าผมจะทำไม่ได้เท่านั้นเอง

WURKON:

ก็เคยกำกับหนังสั้นมาก่อนแล้วนี่

ซันนี่:

ก็สนุกดี เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เพราะเวลาเรากำกับหนังผมต้องเขียนบทขึ้นมาเองด้วย เพราะผมฟังเรื่องคนอื่นมาแล้วผมคิดไม่ออก เวลาที่เราเขียนไป แล้วมีคนมาเล่นให้เราดู เออ มันก็ได้ประสบการณ์ เป็นอาจารย์ของเราในเรื่องการแสดงของเราเองอีกทีด้วย

WURKON:

คิดที่จะทำอีกไหม ตั้งทีมโมเดลลิ่งขึ้นมา เอาเพื่อนมาเล่น

ซันนี่:

คิดเหมือนกันครับ อยากให้มีหรั่งโมเดลลิ่ง อยากเขียนเป็นเรื่องสั้นๆ แล้วทำเป็นคลิปสั้นๆ แต่ต้องทำด้วยทัศนคติที่ดี และมีความติ๊งต๊องอยู่ อาจจะเป็นหนังสั้นสิบนาที จบในตอน

WURKON:

อยากให้พูดถึงจุดเด่นของแต่ละคนกันบ้าง ซันนี่มองเคนจิว่าเป็นไง

ซันนี่:

ความจริงเขามีความรู้หลากหลายด้านนะ ด้านธุรกิจก็มี ทำอาหารก็ได้ กล้ามใหญ่

เคนจิ:

เฮ้ยๆๆๆ (หัวเราะ)

WURKON:

อ๋อ เวลาถอดเสื้อออกรายการนี่เป็นคาแรกเตอร์ในบทใช่ไหม

ซันนี่:

ใช่ๆ (หัวเราะ) เขาพูดคุยเก่ง ติดต่อกับคนได้ดี เวลาไปต่างประเทศ ผมนี่เฉยๆ ผมไม่ชอบพูดคุยกับใครเท่าไหร่ แม้จะเป็นคนไทยก็เหอะ แต่จิชอบเดินไปทัก ไปพูดคุยเพราะอยากรู้อยากเห็น ถามเลย เดินไปสะกิดเขา เขาไม่คุยด้วย ก็ไปสะกิด (หัวเราะ) อันนี้มันเป็นยังไง อยากรู้

WURKON:

แล้วเคนจิล่ะ มองซันนี่ว่าเป็นยังไง

เคนจิ:

เขาทำอะไรโดยยึดหลักคุณธรรมอยู่แล้วเหมือนเฉินหลง (ซันนี่หัวเราะ) เฉินหลงจะมีคำพูดที่บอกว่า ทำอะไรก็ตาม ต้องมีคุณธรรมเป็นหลัก ซันนี่เขาคือเฉินหลงในภาคคนไทย (หัวเราะ) แล้วเขาก็ความรู้เยอะ เรื่องบางเรื่องที่เราไม่ได้คิดว่าเขาจะรู้ เขาก็รู้ บางเรื่องเราคิดว่าเรารู้คนเดียว แต่เขาก็รู้ เฮ้ย มันรู้ได้ไงวะ? และก็ความจำดี จำได้ทุกอย่าง

ซันนี่:

ใช่ เฮ้ย ที่นี่ที่ไหนเนี่ย?

เคนจิ:

เฮ้ยๆๆ เพิ่งบอกว่ามึงความจำดี นี่ชื่ออะไรนะ (หัวเราะ) บางทีเราจะทึ่งว่ามันสามารถเก๋าเกมได้ตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่สมัยเรียน มันโตมายังไง ในสภาพแวดล้อมแบบไหนวะ ตอนเด็กๆ เรายังห่วยอยู่เลย เรายังโง่ๆ ซื่อบื้อๆ อยู่เลย แต่ทำไมมันถึงรู้ว่าจะต้องทำอะไร ยังไง กับใคร น่าทึ่งน่ะ อะเมซิ่ง

WURKON:

ซันนี่เป็นคนตลกมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ซันนี่:

เฮ้ย ผมเป็นคนซีเรียสๆ (หัวเราะ) คือเราเจอใครที่เขาเป็นคนที่มีความสนุกสนานอยู่แล้ว มันก็จะเป็นไปเองนะ ผมว่า วันๆ เราจะคิดออกอย่างแรกๆ เลยว่า ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เราจะคิดถึงมันในมุมตลกยังไง มันจะเป็นโดยอัตโนมัติ อย่างเรื่องจริงจัง เราจะคิดมุมตลกของมันออกมาได้

เคนจิ:

เหมือนจะรู้ว่าถ้าเป็นเพื่อนคนนี้ จะเล่นมุกแบบนี้ แต่ถ้าเป็นเพื่อนอีกคน เราจะเล่นแบบนั้น

WURKON:

ก็เลยเลือกทำรายการด้วยกัน เพราะว่ารับส่งมุกกันได้

ซันนี่:

ใช่ๆ แต่จริงๆ ก็จะมีคนอื่นที่รับมุกได้เหมือนกัน แต่ถ้าเอามาออก ก็จะขายขี้หน้าเขา (หัวเราะกันลั่น)

WURKON:

อันนี้คือคัดเลือกมาแล้วว่าไม่อายคน

ซันนี่:

ใช่ ขายขี้หน้าน้อยหน่อย (หัวเราะกันร่วน)

เคนจิ:

ในทีมก็มีแบบเพื่อนที่รู้กันว่าจะพูดอะไร จะเล่นมุกอะไร ไหลไปทางไหน

ซันนี่:

หรือจะมีคนสนใจจะทำรายการไปเที่ยวไหม แล้วก็มีผมกับเพื่อนไปด้วยกันทั้งหมด เอาไหม (หัวเราะ) แล้วก็ค่อยๆ ตัดออกทีละคนเหมือน Weakest Link น่ะ ว่าไอ้นี้ได้ไปแค่นี้นะ เพราะว่าเป็นคนพึ่งพาไม่ได้ อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

WURKON:

แต่คาแรดเตอร์ของสองคนนี้เราคิดขึ้นมาไหม หรือว่าเราปล่อยไปตามธรรมชาติ อย่างซันนี่ต้องลุคคลีนๆ เคนจิต้องร็อกๆ อะไรแบบนี้

ซันนี่:

ไม่ๆ ก็แล้วแต่ว่าเขาเป็นยังไง เดี๋ยวมันก็จะออกมาเอง ในสิ่งที่เขาเป็น ใช่ไหม คนเรามีทัศนคติอะไร เดี๋ยวมันจะออกมาเอง

เคนจิ:

เสื้อผ้าเราก็เอาไปเอง

ซันนี่:

หน้าก็ไม่แต่ง ก็ไปสดๆ เพราะไม่มีตังค์จ้าง (หัวเราะ)

WURKON:

น้ำก็ไม่อาบ?

ซันนี่:

อาบๆ อาบตลอด (หัวเราะ) ตอนเช้าๆ จะเป็นประจำ สมมติตื่นแปดโมง แล้วต้องลงไปข้างล่างเก้าโมง แต่ละคนจะตื่นมามองว่าใครจะอาบก่อน เล่นเกมเชิงจิตวิทยา พลิกตัวนิดๆ ทำเป็นหลับต่อดีกว่า ให้มันอาบก่อน (หัวเราะ) บางทีก็ทัก เฮ้ย มึงจะอาบปะเนี่ย แต่ตัวเองไม่อยากอาบ (หัวเราะ)

WURKON:

มีอะไรฝากถึงรายการของเราในอ้อมใจของคนดูไหม

ซันนี่:

The Sun Hunter เป็นรายการที่ก็อยากบอกเล่าความสนุกสนานและความสวยงามของทั้งโลกโดยใช้พระอาทิตย์เป็นเป้าหมาย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เห็นได้ทุกวัน นั้นแหละ ก็ฝากไว้

เคนจิ:

เราใช้พระอาทิตย์เป็นเป้าหมายของเรา แต่ความหมาย คุณค่า รสชาติต่างๆ ของชีวิต มันอยู่ที่เรื่องราวระหว่างทาง ก็อยากให้เข้ามาดูกัน ว่าเรื่องราวระหว่างทางของเราเป็นยังไง เป็นเรื่องทัศนคติดีๆ ในแง่บวก กับอารมณ์ สนุกๆ คลายเครียดได้แน่นอน มีสาระหรือไม่มี ก็ลองมาดูกัน

ซันนี่:

สาระมันอยู่ที่ว่าคุณจะหามันเจอไหม เท่านั้นเอง

เคนจิ:

ใช่ อยากให้มาดูกันครับ เราจะได้ทำไปอีกหลายซีซั่น (หัวเราะ)

ซันนี่:

เฮ้ย ตกลงทำเพื่อตัวเองเหรอเนี่ย (หัวเราะ)

เคนจิ:

เออ (หัวเราะ) เราจะได้สร้างความสุขได้ต่อไปไง แล้งก็หวังว่าเราจะได้ไปทั่วโลก. (หัวเราะ)

ภาพถ่ายโดย อักษร สุดเสนาะ

ขอบคุณภาพจากเพจ The Sun Hunter

#WURKON #thesunhunter #ซันนี่สุวรรณเมธานนท์ #วันสว่างบุญพิพัฒนาพงศ์ #LINETV #รายการท่องเที่ยว #ตามหาพระอาทิตย์ #แรงบันดาลใจ #การเดินทาง #journey #inspiration

สัมผัสนวัตกรรมอันล้ำสมัยและแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30