Blog

คุยกับปาล์ม Instinct จิตรกรภายใต้โฉมหน้านักร้องเพลงร็อก

คุยกับปาล์ม Instinct จิตรกรภายใต้โฉมหน้านักร้องเพลงร็อก

14 มีนาคม 2562

ถ้าเอ่ยชื่อ ปรียวิศว์ นิลจุลกะ หรือ ปาล์ม Instinct หลายคนที่เป็นคอดนตรีบ้านเราน่าจะรู้จักเขาในฐานะนักร้องเพลงร็อกขวัญใจวัยรุ่น อดีตนักร้องนำของวง Girl และปัจจุบันในฐานะนักร้องนำวง Instinct เจ้าของเพลงฮ็อต โปรดส่งใครมารักฉันที ที่ฮิตระเบิดระเบ้อในฐานะเพลงประกอบภาพยนตร์ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ จนคนร้องตามได้ทั้งบ้านทั้งเมือง

แต่คงมีน้อยคนที่รู้ว่า นอกจากบทบาทของนักร้องแล้ว ปรียวิศว์ หรือ ปาล์ม ผู้นี้ยังมีอีกบทบาทหนึ่งในฐานะศิลปินวาดภาพอีกด้วย แล้วเขาก็ไม่ได้ทำเล่นๆ เป็นงานอดิเรกยามว่าง แต่ทำแบบจริงๆ จังๆ ทำงานศิลปะควบคู่กับการร้องเพลงมาตลอด และแสดงนิทรรศการศิลปะทั้งเดี่ยวและกลุ่มมาหลายครั้งหลายหน จนเรียกได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้ ซึ่งอันที่จริงแรกเริ่มเดิมที เขาเองก็สนใจงานศิลปะมาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก จนต่อมาก็เลือกศึกษาด้านศิลปะที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อจบออกมาก็ยังคงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงแรกๆ ภาพวาดของเขาเป็นภาพวาดแนวป๊อปเปี่ยมสีสันคล้ายกับการ์ตูนญี่ปุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวที่คนส่วนใหญ่เหนียมอายเกินกว่าจะพูดถึง โดยเขาสร้างคาแรคเตอร์ผู้ชายใส่หน้ากากที่เป็นตัวแทนของความรู้สึกในส่วนลึกของจิตใจผู้ชายทุกคน ซึ่งคาแรคเตอร์ที่ว่านี้ เขาได้ต้นแบบมาจากตัวเอง โดยคาแรคเตอร์ที่ว่านี้มักจะถูกแวดล้อมด้วยบรรดาสาวๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของแฟนตาซีด้านมืดของผู้ชายในรูปแบบต่างๆ โดย ปรียวิศว์ ต้องการนำเสนอความจริงอีกแง่มุมหนึ่งในสังคมเรา ที่คนทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่อยากพูดถึง ด้วยลีลาที่แฝงอารมณ์ขันแกมเสียดสีอย่างเปี่ยมสีสันยิ่ง

แต่ในนิทรรศการแสดงเดี่ยวครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ปรียวิศว์กลับเปลี่ยนหัวข้อในการทำงานศิลปะของเขา โดยหันมานำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้มีอาชีพที่คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนชาวไทยอย่างผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั่นเอง

ด้วยความที่เรามีโอกาสไปร่วมงานเปิดนิทรรศการ Siam Rangers : เป็นฮีโร่มันเหนื่อย ที่แสดงไปที่ หอศิลป์ศุภโชค ดิ อาร์ต เซ็นเตอร์ เมื่อเดือนสิงหาถึงกันยายนที่ผ่านมา รวมถึงได้พูดคุยสอบถามเกี่ยวกับที่มาที่ไปของนิทรรศการ และแนวความคิด แรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะของเขา จึงถือโอกาสเอามาเล่าสู่ให้ท่านผู้อ่านฟังกันในครั้งนี้ มาร่วมกันฟังเรื่องราวของ จิตรกรภายใต้โฉมหน้านักร้องเพลงร็อกอย่างเขากันเถอะ

WURKON:

นิทรรศการนี้มีที่มาจากอะไรเหรอครับ

ปาล์ม:

มันเกิดความเบื่อที่จะทำเรื่องเดิมแล้ว เพราะมันก็วนเวียนอยู่ในอ่าง เราก็เลยอยากทำอะไรที่มันเกี่ยวกับเรื่องอื่นบ้าง ผมก็เลยเริ่มต้นที่ทุกเรื่องที่เป็นดราม่าในสังคมไทย เพราะตอนนั้นมันเริ่มจากทางค่ายเพลงของผมให้ผมเริ่มเล่นเฟซบุ๊ก จากที่ไม่เคยเล่นมาก่อนผมก็เลยต้องเล่น พอเล่นไปเรื่อยๆ เราก็เจอเรื่องต่างๆ ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดราม่า, เรื่องการเมือง, เรื่องคนมีสี เรื่องดาราคนไหนได้กับใคร ใครอวดรวย เรื่องนึงที่สะดุดใจเราคือเรื่องของตำรวจ เพราะรู้สึกได้เลยว่า อาชีพตำรวจบ้านเราเนี่ย ทำอะไรใครก็ว่า แล้วช่วงนั้นมีข่าวเกี่ยวกับตำรวจเยอะ แต่ในขณะเดียวกัน ผมมีคู่เขยที่เป็นตำรวจ ยศรองผู้กำกับ ซึ่งเขาเป็นคนดีมากๆ คนนึง และไม่เห็นทำอะไรที่ไม่ดีอย่างที่คนอื่นเขาว่ากันเลย มันก็เลยทำให้เราคิดได้ว่า เออ! มันคงเป็นเรื่องของคนนั่นแหละ ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์หรือเครื่องแบบอะไรก็ตาม มันก็มีดีมีชั่วอยู่แล้ว เราก็เลยนึกว่า เออ เรื่องนี้น่าทำที่สุด เพราะอาชีพตำรวจเองก็ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุดอยู่แล้ว แล้วก็เป็นอะไรที่แซวได้ แบบในรายการ คดีเด็ด อะไรแบบนี้

WURKON:

ทำไมงานถึงออกมามีลักษณะเป็นการ์ตูนๆ เหรอ

ปาล์ม:

ด้วยความที่ผมไปอยู่ญี่ปุ่นมาตอนเด็กๆ งานผมก็จะเป็นสีเหมือนมังหงะ หรือการ์ตูนญี่ปุ่นมาโดยตลอด ผมชอบนักเขียนการ์ตูนคนนึงชื่อ อาจารย์โทริยามะ อากิระ (ผู้เขียนการ์ตูน Dragon Ball) เวลาเขาเขียนตัวเอง เขาจะใส่หน้ากากปิดปาก ผมก็เลยจิ๊กสัญลักษณ์เขามาใช้ เหมือนเป็นการคารวะอาจารย์เขาอีกทีนึง แล้วเราก็ชอบรูปแบบของยอดมนุษย์ พวกขบวนการยอดมนุษย์ 5 สี (Power Rangers) ภาษาญี่ปุ่นเขาเรียกว่า เซนไต ที่เป็นซีรีส์ฉายทางโทรทัศน์ที่ญี่ปุ่นตอนเย็นๆ แล้วเราก็คิดว่าตำรวจเนี่ย เป็นฮีโร่ที่คอยกอบกู้สถานการณ์ ปกป้องบ้านเมือง ผู้คน เราก็เลยทำงานชุดนี้ขึ้นมา โดยเอารูปแบบของยอดมนุษย์ Power Rangers มาใส่ให้ตำรวจ แต่ถ้าเอามาใช้ตรงๆ เดี๋ยวจะโดนลิขสิทธิ์ เราก็เลยเปลี่ยนเป็น Siam Rangers มันซะเลย ชุดของตัวละครก็คือชุดตำรวจนั่นแหละ แต่ทำหลากสีให้เหมือนกับชุด Power Rangers เท่านั้นเอง แล้วพอมันเป็นยอดมนุษย์แบบญี่ปุ่นมันก็ต้องมีการปล่อยพลังบ้าง ธีมของผมคือ มาแบบเว่อร์ๆ เล่นใหญ่ ถ้าใครเป็นคนรุ่นเราจะรู้ว่าเราเล่นมุกอะไร เพราะมันอยู่ในการ์ตูน อย่างภาพที่ต่อยรัวๆ ก็เอามาจากเคนชิโร่ หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ หรือรูปที่ยิงปืนฉีดน้ำก็เอามาจากหนัง จอห์น วู หรือหุ่นยนต์ T-1000 ในหนัง Terminator 2: Judgment Day (1991) ก็เป็นมุกในวัฒนธรรมป๊อป แต่เป็นป๊อปในยุคของผมนะ

WURKON:

แล้วเรื่องราวที่อยู่ในงานนี่ได้มาจากไหน

ปาล์ม:

ไอเดียก็เอามาจากข่าวที่เราเจอทุกวัน และประสบการณ์โดยตรง คือผมนี่เป็นนักโดนด่านตรวจมาหลายสน. แล้ว ผมรู้ว่าสน. ไหนตารางสะอาด หรือสกปรก ผมไปอยู่มาหมดแล้ว ผมโดนข้อหาเมาแล้วขับมาหลายดอกแล้ว เจ้าหน้าที่แต่ละคนก็แตกต่างกันไป ผมไปรายงานตัวมาหลายรอบแล้ว แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะ เราก็ไม่ได้โกรธเขานะ แต่เราก็ขอเอามาล้อเลียนเป็นงานศิลปะดีกว่า

WURKON:

ทำในเชิงหยิกแกมหยอก?

ปาล์ม:

ใช่ไง แค่แซวเล่น ภาพบางภาพ อารมณ์คือ เวลาเราเมาเหล้าแล้วขับรถกลับบ้าน แล้วเรากลัวว่า เลี้ยวขวาไปจะเจอด่านไหม พอเลี้ยวไปปุ๊บ จ๊ะเอ๋ สวัสดี เรามาแล้ว เราเอาอารมณ์อย่างงี้มาเขียนเป็นงาน แล้วก็วาดเป็นระเบิดตูมข้างหลัง แค่นั้นเอง เราไม่ได้ด่านะ แซวเฉยๆ ว่าเขามากันอีกแล้ว หรืออย่างภาพที่ไล่จับผู้ร้าย แต่ขี่จักรยานคันเดียวกัน อันนี้ก็ออกจะแฝงความดาร์กนิดนึง เพราะสุดท้ายเขาก็เป็นคนธรรมดาเหมือนกันกับเราๆ ซึ่งก็มีทั้งดีและไม่ดีใช่ป่ะ?

WURKON:

จริงๆ แล้วก่อนที่จะเป็นนักดนตรีปาล์มก็เรียนมาทางศิลปะมาก่อนใช่ไหม

ปาล์ม:

ใช่ครับ ผมจบสาขาจิตรกรรม จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แต่ไปๆ มาๆ ก็มาร้องเพลง ได้ทำเทป ออกเทป ก็เลยต้องแบ่งเวลากันไป

WURKON:

แต่ก็ทำศิลปะมาตลอดใช่ไหม

ปาล์ม:

ใช่ ทำมาตลอด ผมไม่เคยหยุด ในรุ่นมีผมคนเดียวมั้งที่ยังวาดรูปอยู่ คนอื่น ก็ไปเป็นอาจารย์บ้าง ทำเซรามิกซ์บ้าง ทำอาชีพอื่น ไม่ได้ทำนิทรรศการแสดงศิลปะแบบนี้

WURKON:

ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยนี่เรียนสายอาชีวะ เรียนศิลปะมาก่อนหรือเปล่า

ปาล์ม:

ไม่ครับ ผมจบโรงเรียนบดินทร์เดชา เรียนสายวิทย์ด้วย

WURKON:

อ้าว แล้วทำไมถึงเลือกเรียนศิลปะล่ะ

ปาล์ม:

จริงๆ ผมชอบศิลปะ ผมอยากเป็นศิลปินวาดรูปมานานแล้ว

แต่ตอนนั้นไปติดสายวิทย์ซะงั้น ผมเรียนหลักสูตร 2 ปีจบ ก็คิดว่า หรือว่าเราจะเข้าคณะสถาปัตยกรรมดีหว่า ก็ลองไปติวสถาปัตย์ดู ไม่รู้เรื่องเลยวาดเปอร์สเป็คตีฟก็ไม่เป็น ออกแบบก็ไม่เป็น สุดท้ายก็ไม่ชอบ คือตอนนั้นจริงๆ เราชอบ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เมื่อก่อนผมชอบวาดภาพไทยเหมือนอาจารย์เฉลิมชัย แต่เป็นไทยแบบครูพักลักจำ คือ ชอบเขียนหนุมานมาตั้งแต่เด็กๆ เลยเขียนลายไทยมาตลอด พอเข้า ม.4 คุณแม่พาไปหาอาจารย์เฉลิมชัย พาไปฝากเป็นลูกศิษย์แกเลย แกก็ใจดีติวให้ ติวเข้ามหาวิทยาลัยนั่นแหละ แกติวเขียนฟิกเกอร์ (รูปคนเต็มตัว) ติวอะไรให้

WURKON:

แกติวให้ตัวต่อตัวเลยเหรอ

ปาล์ม:

ใช่ เรียนกับแกสองคนเลย ผมเดินไปหาแกที่บ้านเลย

WURKON:

ปาล์มรู้จักกับแกมาก่อนเหรอครับ

ปาล์ม:

เปล่า ก็รู้จัก่วาแกเป็นใครนั่นแหละ แต่พอไปติวผมก็ไปหาแกบ่อยๆ ไปเยี่ยมแกที่เชียงราย แกก็ติวฟิกเกอร์ ติวดรออิ้ง อะไรอย่างนี้ บางทีผมก็เอางานสมัยเรียนไปให้แกดู

WURKON:

เรียนกับอาจารย์เฉลิมชัยมา แล้วทำไมไม่วาดภาพไทยล่ะ

ปาล์ม:

คือพอเรียนจบ ธีสิสผมห่วยแตกไม่ได้เรื่องได้ราวเลย คือ เหมือนเราอยู่ในโลกของศิลปะไทยแบบนี้มาตลอด เจอแต่อาจารย์เฉลิมชัย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ไม่เคยไปมองข้างนอกเลย แล้ววันหนึ่งเราไปเจองานของศิลปินจีน ยู่ มินจิน (Yue Minjun) สมัยที่กำลังฮอตๆ เราก็แบบ โอ้ย อะไรเนี่ย! มันมีงานแบบนี้ด้วยเหรอ? วาดก็ไม่ได้เยอะ แต่ทำไมมันสวยจัง คือสมัยก่อนเราจะเชื่อว่าเราจะต้องวาดรูปแบบรายละเอียดเยอะๆ แน่นๆ ใช่ไหม เราก็คิดได้ว่า เออ สุดท้ายเราทำงานแบบขายไอเดีย เน้นไอเดียดีกว่า วาดน้อยๆ ไอเดียเยอะๆ เอาฮาๆ ดีกว่า เอาเป็นตัวเราเองดีกว่า ผมคิดคาแรคเตอร์ประจำตัวของผม (ที่เป็นชายสวมหน้ากาก) ได้หลังจากนั้นอีกพักใหญ่ๆ เลย

WURKON:

แล้วความฮาในงานนี่มาตั้งแต่ตอนไหน

ปาล์ม:

ก็ตั้งแต่ตอนทำคาแรคเตอร์นั่นแหละครับ คือเราเป็นคนอย่างนี้ เราปฏิเสธตัวเองไม่ได้ เราจะไปวาดลายไทย มั่วๆ งงๆ อะไรแบบนี้ มันก็ไม่ใช่ เราก็เลยต้องหยุด เพราะเราทำต่อไปมันก็ไม่พัฒนาขึ้นอยู่ดี เพราะงานเราก็ไม่ใช่ทางอย่างนั้น จริงๆ สมัยนั้นตอนที่ผมเข้าไปเรียนปีหนึ่งอ าจารย์เฉลิมชัยแกไปฝากฝังผมกับอาจารย์วิรุณ ตั้งเจริญ เลยนะ แกบอก อาจารย์ๆ ฝากด้วย นี่ลูกศิษย์ผม เพราะฉะนั้นคนเขาก็เม้าธ์กัน โหย นี่ลูกศิษย์อาจารย์เฉลิมชัยว่ะ ซึ่งผมได้วิธีการร่างรูปมาจากแกนะ ทุกวันนี้วิธีการร่างรูปก็คล้ายกันกับของแก

WURKON:

ร่างยังไงเหรอ

ปาล์ม:

คือแกจะลงสีก่อน แล้วแกก็จะใช้ปากกาเมจิคถมๆ ร่างรูปขึ้นมา คนอื่นจะทำแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า ผมไม่รู้นะ แต่เดี๋ยวนี้ผมก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแบบของตัวเองไปเรื่อยๆ แล้ว พอเริ่มทำคาแรคเตอร์ที่ว่า ผมก็เริ่มห่างจากอาจารย์แล้ว เพราะมันงานคนละแนวแล้ว ไม่รู้จะคุยอะไร อาจเพราะจริตในการทำงานของเราไม่ตรงกันแล้ว แต่บางทีแกมีแสดงงานผมก็ไปหาบ้าง อย่างงานนี้ผมก็ชวนแกมานะ แต่เสียดาย เลขาฯ แกบอกว่าแกกลับเชียงรายไปแล้ว

WURKON:

แล้วตอนที่ไปอยู่ญี่ปุ่นนี่เป็นยังไงบ้างครับ เล่าให้ฟังหน่อยสิ

ปาล์ม:

ผมไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่ตอนเด็กมาก ตอนประถม ตอนผมไปเนี่ยดราก้อนบอลเพิ่งมา เป็นการ์ตูนแอนิชั่น เพิ่งมาตอนแรกเลย ผมก็ดูทุกวันน่ะ ดราก้อนบอลจะมาวันพุธ ช่องแปด ตอนสองทุ่ม ผมจำได้หมด วันพฤหัสจะเป็นเคนชิโร่ (หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ) วันเสาร์ก็จะเป็น พาวเวอร์เรนเจอร์ ตอนเย็นหน่อยก็จะมี เซนต์เซย์ย่า อะไรอย่างนี้ ผมจะนั่งดูอย่างนี้ตลอดทั้งวัน เพราะว่าที่บ้าน พ่อแม่ผมจะรับรองแขกแทบทุกวัน เพราะเป็นผู้ช่วยท่านทูต ผมก็จะอยู่ในห้องของผมตลอด มีทีวีสองเครื่องอยู่ในห้อง ดูช่องโน้น ดูช่องนี้ตลอดเวลา ทำแบบนี้อยู่สามปีน่ะ

WURKON:

ปาล์มก็เลยพูดภาษาญี่ปุ่นได้ด้วยใช่ไหม

ปาล์ม:

ได้ ผมพูดญี่ปุ่นได้ เพราะผมอยู่โรงเรียนญี่ปุ่น ผมก็เลยมีเพื่อนเป็นญี่ปุ่น ก็เล่นเกมแฟมิค่อมกัน เป็นเด็กเนิร์ดน่ะ โอตาคุนิดๆ ด้วยนะ เพราะอยู่ในห้องตลอดไม่ได้ออกไปไหน เออว่ะ เพิ่งรู้สึกตัวเองว่าเป็นโอตาคุนี่หว่า (หัวเราะ)

WURKON:

งานก็มีกลิ่นโอตาคุอยู่เหมือนกันนะ

ปาล์ม:

ใช่ๆ (หัวเราะ) ยิ่งวาดยิ่งออกมา ยิ่งชัด แต่ผมไม่เล่นกัมดั้มนะ เพราะผมไม่ดู ผมก็เลยไม่ค่อยอิน ที่ผมอินจริงๆ คือ ดราก้อนบอล, ขบวนการห้าสี ชอบมาก ผมเป็นติ่งมาร์เวลด้วย เพราะงานบางรูปในนิทรรศการนี้จะมีกลิ่นมาร์เวลอยู่ อย่างรูปใหญ่สุดในนิทรรศการนี้ชื่อ Civil War มันก็เป็นองค์ประกอบแบบมาร์เวลน่ะ คือมียอดมนุษย์สู้กันหลายๆ ตัวมาร่วมกันต่อสู้

WURKON:

การไปอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นทำให้ตัวตนเราเปลี่ยนไปไหม

ปาล์ม:

คือเราไปอยู่ตอนเป็นเด็กน่ะ ก็ได้มาเยอะนะ พวกความคิดแบบญี่ปุ่น พอกลับมาอยู่ที่เมืองไทย เด็กไทยไม่ค่อยเข้าใจผม เหมือนคุยกันไม่รู้เรื่อง มุกตลกบางมุก พอพูดไปเหมือนเขาไม่ค่อยเข้าใจเราน่ะ ผมใช้เวลาปรับตัวอยู่นานเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ไม่มีปัญหาเท่าไร เพราะเราเป็นเด็กเดี๋ยวมันก็ลืม มันก็กลืนๆ กันไปเอง

WURKON:

ตอนนี้ยังใช้ภาษาญี่ปุ่นได้อยู่ไหม

ปาล์ม:

พูดได้ๆ ผมมีเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่นเยอะ แล้วก็อย่างงานนี้ผมก็จะเชิญมาเหมือนกัน ด้วยความที่งานมันดูเป็นญี่ปุ่นอยู่ แต่มันก็เป็นลูกผสมนะ ไม่ได้แบบญี่ปุ่น100% ไง พวกแพทเทิร์นอะไรแบบนี้เราก็แฮปๆ เขามา พวกมุกตลกท่าทาง ท่าเว่อร์ๆ เพราะตลกญี่ปุ่นมันไม่เหมือนตลกไทย มันเป็นตลกแอคชั่น ออกท่าทางเยอะๆ น่ะ

WURKON:

ปาล์มเริ่มเล่นดนตรีได้ยังไงครับ

ปาล์ม:

ดนตรีนี่เริ่มจากตอนผมอยู่มหาวิทยาลัย เรียนศิลปะนี่แหละ พอดีรู้จักกับเพื่อนที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เขาก็มีวงอยู่ ในวงนั้นก็มี ยอด (ธนชัย ตันตระกูล), ชัช (สุชัฒติ จั่นอี๊ด) (มือกีต้าร์และมือกลองวงบอดี้สแลม) อยู่ ตอนนั้นกำลังจะขึ้นปีสามปีสี่ เด็กวัยรุ่นสมัยนั้นก็อยากจะไปออดิชั่นกับค่ายเพลง แล้วพวกเขาก็ไปออดิชั่นกันเองก่อน แล้วไม่ผ่าน เพราะเขาไล่ให้กลับไปหานักร้องมาก่อน เพื่อนผมก็เลยมาชวนผมว่ามาเป็นนักร้องให้วงเขาไหม เพราะเคยคุยกันไว้ว่า ถ้าจะออกเทปให้มาชวนนะ เดี๋ยวจะไปร้องให้ ผมชอบร้องเพลงน่ะ ก็มารวมวงกัน แล้วไปเสนอค่ายเพลง ไปเสนอจีนี่ เรคคอร์ดส แล้วก็อีกที่นึงคือ มิวสิค บั๊กส์ ระหว่างนั้นทางจีนี่ให้เราเข้ามาสกรีนเทสก่อน แล้วให้รอสักอาทิตย์สองอาทิตย์ เขาจะตอบกลับมาว่าจะเอาหรือไม่เอา แต่มิวสิค บั๊กส์ เนี่ย บอกเลยว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้มาเซ็นต์สัญญาได้เลย เราก็คิดหนัก เอาไงดี เพราะตอนนั้นเราอยากจะเข้าแกรมมี่เหมือนกัน แต่พอถึงเวลาปุ๊บ เราไม่สนน้ำบ่อหน้าละ เอาที่ได้แน่ๆ ก่อนดีกว่า เราก็เลยไปอยู่ มิวสิค บั๊กส์ อยู่มาเกือบหกปี ตอนนั้นเราชื่อวง Girl พอเข้าแกรมมี่ เราก็เปลี่ยนชื่อเป็น Instinct เปลี่ยนมา 10 ปี แล้ว

WURKON:

ทำไมถึงเปลี่ยนชื่อล่ะ

ปาล์ม:

คือผมอยากเปลี่ยนชื่อ เพราะผมเปลี่ยนแนวดนตรีด้วย ตอนนั้นวงเราเหลือแค่ผมกับมือคีย์บอร์ดอยู่สองคน เราอยากทำเพลงร็อคอะไรแบบนี้ ชุดแรก Instinct จะเน้นเปียโนเป็นหลักเยอะหน่อย สมาชิกก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย แต่เมนหลัก มือเปียโนก็ยังอยู่ ทุกวันนี้ Instinct มีสามคนแล้วได้มือกีต้าร์เพิ่มเข้ามาอีกคนนึง คนนี้เก่งมากยังอายุน้อยอยู่เลย

WURKON:

แล้วอะไรที่ทำให้เรามีความสนใจในดนตรี ถึงขนาดมาทำวงดนตรีตั้งแต่เป็นวัยรุ่น

ปาล์ม:

ผมแค่ชอบร้องเพลงเฉยๆ ผมเล่นดนตรีไม่เป็นนะ แต่ผมมีหน้าที่แต่งเนื้อร้องและทำนอง

WURKON:

อ้าว เล่นดนตรีไม่เป็นแล้วแต่งเพลงได้ยังไงอ่ะ

ปาล์ม:

สงสัยใช่ไหม มันมีสูตรอยู่ แต่ผมไม่บอกหรอก (หัวเราะร่วน)

WURKON:

แสดงว่าปาล์มก็เป็นคนเขียนเพลงเอง ทั้งเนื้อร้องและทำนองทั้งหมดของวงเลยเหรอ

ปาล์ม:

ใช่ ส่วนใหญ่เพลงของ Instinct ผมเขียนเองทั้งนั้นแหละ พวก โปรดส่งใครมารักฉันที, ขอโทษ…หัวใจ, นับถอยหลัง, หลุมรัก

WURKON:

การที่เราโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น หรือมีครอบครัวนี่ ทำให้ทัศนคติในการเขียนเพลงเราเปลี่ยนไปบ้างไหม

ปาล์ม:

เปลี่ยนครับ เปลี่ยนเยอะ แต่ว่าอันนี้อาจจะไม่ดี เพราะว่าสุดท้ายเราจะห่างไกลวัยรุ่น เราจะห่างไกลแฟนเพลงรุ่นใหม่ เพราะยังงั้นเราต้องกลับมาเป็นวัยรุ่นตลอดเวลา เพราะเขาอยู่กับเรื่องพวกนี้อยู่ สุดท้ายเพลงอกหักก็ยังอินอยู่ดี เราอาจจะต้องกลับมาคิดใหม่ว่า เราอาจจะกลับมาแต่งเพลงอกหัก แต่ว่าไม่ใช่อกหักแบบบ้าบอคอแตก เศร้าเป็นบ้าเป็นหลัง เราต้องมีแง่คิดอะไรบางอย่างให้คนฟังคิดได้ด้วย

WURKON:

อาจเพราะเรื่องอกหัก เรื่องเศร้ามันจับใจคน

ปาล์ม:

ใช่ แต่งเพลงฉันรักเธอจังเลย มันไม่เห็นจะดัง (หัวเราะ) อย่างพี่ป้าง (นครินทร์ กิ่งศักดิ์) นี่เขาเป็นตัวอย่างที่ดีมากนะ ที่เขายังแต่งเพลงแบบ คนมีสเน่ห์ ที่เป็นเพลงแบบเด็กมหาลัยอินได้น่ะ คือเขาทำได้ไง เพราะฉะนั้นเราต้องมีความเป็นวัยรุ่นตลอดเวลา

WURKON:

บางคนเขาทำงานศิลปะเหมือนเป็นการบำบัดจิตใจอย่างหนึ่ง การทำงานศิลปะของปาล์มเป็นแบบไหน

ปาล์ม:

บำบัดหรือเปล่าหว่า? ผมจะรู้สึกดีก็ต่อเมื่องานมันเสร็จ ตอนวาดอยู่ผมนี่หงุดหงิด อยากให้งานมันเสร็จเร็วๆ (หัวเราะร่วน) คนที่บำบัดคงจะเป็นแนวแบบอิมเพรสชั่นนิสต์สวยๆ อะไรแบบนี้มั้ง ถ้าผมวาดแนวนั้นผมอาจจะเป็นนะ แต่ผมเป็นคนนึงที่บอกเลยว่า ไม่ว่าผมจะเครียดระดับไหน ผมก็ยังวาดรูปได้ ทำงานได้ ดังนั้นใครที่มาอ้างว่า ทำงานศิลปะต้องมีอารมณ์ก่อนถึงจะวาดได้ ผมไม่เชื่อน่ะ

WURKON:

อาจเพราะว่าเรามีเดดไลน์มีกำหนดที่ต้องทำงานให้เสร็จด้วย

ปาล์ม:

ด้วยครับ เรามีเดดไลน์ แล้วเราก็รู้สึกว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียว เรามีแกลลอรี่ที่เขาให้ทุนเราทำงาน งานเราก็สเก็ตซ์ไว้แล้วน่ะ จะมานั่งโอ้เอ้มันก็ไม่ใช่ใช่ป่ะ อย่างมีช่วงหนึ่งที่พ่อผมนอนโรงพยาบาล ใกล้จะเสียแล้ว แต่ผมยังต้องนั่งวาดงานส่งให้ทันน่ะ ผมก็นั่งวาดไปเรื่อยๆ วาดจนหกโมงเช้า แม่ผมโทรมาบอกว่า พ่อไปแล้ว ผมก็ไปงานศพ เสร็จจากงานศพอีกวัน ผมก็กลับมาวาดรูปต่อ มันไม่ใช่เรื่องของอารมณ์แล้ว มันเป็นความรับผิดชอบ ศิลปะต้องใช้อารมณ์ไหม? ก็ไม่รู้สินะ ตอนนั้นทำไมเราวาดได้ล่ะ ก็วาดเหมือนเดิมเลย เรื่องพวกนี้เอามาใช้กับผมไม่ได้

WURKON:

ถ้าอย่างนั้น ปาล์มทำงานศิลปะไปเพื่ออะไร

ปาล์ม:

เออเนอะ! เพื่ออะไร? (หัวเราะ) คือผมแค่ไม่ชอบขั้นตอน ผมไม่ได้มีความฟินอะไรกับขั้นตอนในการวาด แต่ผมชอบดูงานที่มันเสร็จแล้ว

WURKON:

ทำงานเพื่อแสดงนิทรรศการ?

ปาล์ม:

ก็ใช่ คือเราทำงานศิลปะเพื่อการสื่อสารกับคนข้างนอก สื่อสารประเด็นของเรา ถ้าเราวาดแนวอื่นก็คงเป็นอีกแบบนึงอ่ะ เพราะเราก็ไม่เคยสัมผัสตรงนั้นเหมือนกัน ซึ่งถ้าจบชุดนี้ผมคงต้องทำเรื่องอื่นแล้ว อาจจะหาเรื่องอื่นทำ แต่อาจจะมีคาแรคเตอร์เดิมโผล่มาอยู่หรือเปล่า มันก็ยังไม่แน่

WURKON:

เพราะมันเป็นตัวตนของเรา?

ปาล์ม:

ใช่ แต่เรื่องตำรวจอาจจะหยุดไปก่อนแน่ๆ เวลาทำงานผมชอบกระบวนการตอนคิด ตอนวางแผน ตอนเห็นภาพว่างานเสร็จแล้วจะออกมาเป็นยังไง

WURKON:

เหมือนว่าเรามีสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารออกมา

ปาล์ม:

ใช่ เราชอบเป้าหมายที่มันเสร็จแล้ว กระบวนการตอนทำมันจะเป็นยังไง ผมไม่ได้ฟินอะไรขนาดนั้น (หัวเราะ)

WURKON:

ฟังดูเหมือนเป็นหน้าที่เลยนะ

ปาล์ม:

เออ ผมว่าเป็นหน้าที่เหมือนกันนะ แต่ก็มีบางวันที่วาดแล้วมันสนุกดีเว๊ย! ก็วาดไปเรื่อยๆ

WURKON:

งานปาล์มมันก็ออกมาสนุกนะ มันมีความสนุก ความบ้าพลัง ความคึกคัก

ปาล์ม:

ใช่ๆ มันเป็นอะไรอย่างนั้นแหละครับ แต่ผมไม่ต้องรออารมณ์น่ะ ผมไม่ต้องรอแบบ เฮ้อ มีความสุขจังเลย อยากวาดรูปแล้ว วาดดีกว่า อะไรแบบนี้ไม่มี (หัวเราะ)

WURKON:

ปาล์มวาดรูปทุกวันเลยไหม

ปาล์ม:

ถ้าว่างก็วาดทุกวันครับ

WURKON:

ปาล์มทำงานดนตรีไปด้วย ทำงานศิลปะไปด้วยควบคู่กัน แบ่งเวลาการทำงานยังไงเหรอ

ปาล์ม:

แบ่งไม่ได้ครับ (หัวเราะ) บอกเลยตรงๆ ว่าบางครั้งผมก็มีผู้ช่วยคอยวาดให้ด้วย บางทีก็ส่งสเก็ตซ์ให้เขาวาดให้

WURKON:

เหมือนขึ้นโครงแล้วให้เขาช่วยลงสี?

ปาล์ม:

ใช่ครับ เราค่อยมาตบทีหลังในบางส่วน บางคนที่รู้ใจมานาน เขาจะรู้ว่าต้องวาดยังไง อย่างสมมุติถ้าผมมีงานเยอะๆ แล้วต้องไปออกทัวร์คอนเสิร์ตยันสิ้นปี ไม่มีวันพักเลย แล้วผมจะเอาเวลาไหนไปวาดรูป ไม่มีหรอก นี่ขนาดผมยังมีงานไม่เยอะมาก ยังวาดช้าเลยน่ะ ขนาดผมมีผู้ช่วยหลายคนทำงานสำหรับนิทรรศการนี้ (Siam Rangers) งานยังทำไม่เสร็จตามกำหนดเลย

WURKON:

ปาล์มมีผู้ช่วยมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ปาล์ม:

ก็เพิ่งมีตั้งแต่ตอนทำงานชุดที่แสดงล่าสุดนี่แหละครับ

WURKON:

ความจริงการมีผู้ช่วยในการทำงานศิลปะก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนะ เพราะศิลปินระดับโลกอย่าง เจฟฟ์ คูนส์ (Jeff Koon) หรืออีกหลายๆ คนก็มีผู้ช่วยทำงานกันทั้งนั้น

ปาล์ม:

ใช่ คือผมเชื่อตลอดว่าเราทำยังไงก็ได้ ให้ท้ายที่สุดงานมันออกมาตามที่เราต้องการ ไม่งั้นเมื่อไหร่จะเสร็จล่ะ จริงไหม ศิลปินอย่างมูราคามิจะวาดรูปใหญ่เป็น 100 เมตรหลายรูปคนเดียว ก็ไม่ไหวหรอก เขาก็มีผู้ช่วยแหละ แต่เขาก็วาดเองบางส่วน

WURKON:

รูปแบบและเนื้อหาของภาพเราก็คิดขึ้นมาเอง

ปาล์ม:

ใช่ครับ ทุกรูปที่เราทำ เรามีแบบสเก็ตซ์ที่ชัดเจนให้เขา แล้วเราก็ซื้อสีให้เขาวาด บางคนนี่วาดได้อารมณ์มาก

WURKON:

ไปหามาจากไหนเหรอ ผู้ช่วยพวกนี้

ปาล์ม:

รุ่นน้องหามาให้ เป็นเด็กมหาวิทยาลัยนี่แหละ บางคนจบแล้วก็มี มีคนนึงเป็นน้องรักเลย เขาวาดดีมาก

WURKON:

จ้างเป็นพนักงานประจำเลยไหม

ปาล์ม:

ไม่ๆ ถ้าเรารวยขนาดนั้นก็คงจ้างมาเต็มบ้านแล้ว (หัวเราะ)

WURKON:

อย่างคุณ นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล เขาก็เปิดสตูดิโอศิลปะ มีทีมงานประจำหลายสิบคน ทำเป็นรูปแบบบริษัทเลย

ปาล์ม:

อยากมีแบบนั้นบ้างเหมือนกัน แต่เรายังไม่ดังขนาดนั้น (หัวเราะ) อย่างงานปั้นเนี่ย ผมปั้นเป็นที่ไหนล่ะ ก็ต้องจ้างเขาปั้นเอา ถ้าให้เปรียบเทียบมันก็เหมือนเราเป็นผู้กำกับหนังแหละนะ

WURKON:

แต่เราก็มีไอเดียอยู่แล้วว่าอยากให้งานออกมาแบบไหน?

ปาล์ม:

ใช่ มีไอเดียอยู่แล้ว อีกหน่อยนะ ถ้าทุกอย่างลงตัว ผมจะแบบ นอนอยู่บ้าน แล้วโทรศัพท์สั่ง เอ้า มาเอาสีไปวาดกัน (หัวเราะ)

WURKON:

ปาล์มไม่ได้เชื่อว่าศิลปินเป็นคนที่ต้องทำงานศิลปะด้วยตัวเองทั้งหมดใช่ไหม

ปาล์ม:

ใช่ มันก็เป็นแค่กระบวนการ จิตวิญญานของงานมันมาจากเราอยู่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากเปลี่ยนความคิดของคนในบ้านเรามากเลย อย่างแม่ผมเนี่ย เมื่อก่อนเขาก็ไม่เข้าใจ เขาบอก ทำไมไม่วาดเองล่ะ เขาไม่เก็ทน่ะ

WURKON:

คือถ้าเป็นงานแบบเรียลลิสติก (Realsitic), งานแอบสแตรก (Abstract), แอบสแตรกเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionist) หรืออิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionist) มันก็คงต้องทำเอง เพราะมันต้องสื่อเรื่องฝีมือหรืออารมณ์ความรู้สึกของศิลปินผ่านการวาดออกมา

ปาล์ม:

ใช่ๆ อะไรแบบนั้น แต่งานแบบผมใครๆ ก็วาดได้ ถ้าเขาจับแพทเทิร์นถูกนะ

WURKON:

คือเราต้องการสื่อสารความคิดออกมามากกว่า

ปาล์ม:

ใช่ ก็ยังมีคนที่ไม่ค่อยเข้าใจเยอะเหมือนกัน

WURKON:

แต่ปาล์มก็ไม่ได้ปิดบังใช่ไหม ที่เราไม่ได้วาดรูปเองทั้งหมด

ปาล์ม:

ไม่นะ ผมไปออกรายการโทรทัศน์ ผมก็บอกว่าผมมีผู้ช่วย บอกไปตรงๆ เลย

WURKON:

มีบางคนเขาผิดหวังไหม ที่เราไม่ได้ทำงานเอง

ปาล์ม:

ก็อาจจะมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ เขาก็บอกว่า เพิ่งรู้ว่าเป็นแบบนี้นี่เอง แต่ผมยังไม่เคยมีใครมาบอกว่าผิดหวังนะ เขาอาจจะรู้สึก แต่ไม่ได้บอกผม (หัวเราะ)

WURKON:

บางทีเราก็ทำทุกอย่างเองไม่ได้แหละนะ

ปาล์ม:

ใช่ๆ ไม่งั้นผมมิต้องทอผ้าเป็นแคนวาสเองเลยเหรอ หรือต้องปลูกต้นไม้ก่อน รอให้โตแล้วค่อยตัดมาทำเฟรม ใช่มะ? (หัวเราะ)

WURKON:

ถ้าปาล์มไม่ทำงานเพลง แล้วหันมาทำงานศิลปะอย่างเดียว คิดว่ามันจะเป็นอาชีพที่มั่นคงไหม เราจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า

ปาล์ม:

จริงๆ ร้องเพลงก็ไม่มั่นคงนะ มั่นคงตรงไหน (หัวเราะ) ร้องเพลงนี่ลำบากนะตอนนี้ ผมร้องเพลงมา 18 ปี ผมไม่เคยเห็นวงการดนตรีมันซบเซาเท่าครั้งนี้มาก่อน ปัจจุบันพฤติกรรมการฟังเพลงมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตอนนี้ผมเลยยังไม่ปล่อยเพลงใหม่ออกมา เพราะว่ายังไม่นิ่ง ดูสถานการณ์ไปก่อน แต่งานศิลปะนี่ เวลามันขายได้ มันก็ขายดีเลยนะ ผมเคยขายภาพวาดในนิทรรศการหมดเกลี้ยงนะ โหย แบบ ดีกว่าร้องเพลงอีก แต่งานดนตรีผมก็มีเล่นคอนเสิร์ตทุกเดือน มากบ้าง น้อยบ้าง สลับๆ กันไปแหละ บางทีเราก็ต้องเอาเงินจากงานดนตรีเจียดมาทำงานศิลปะบ้าง ก็แบ่งกันไปกันมา

WURKON:

แล้วการทำงานศิลปะตอนนี้ถือว่าอยู่ตัวหรือยัง

ปาล์ม:

ก็ถือว่าโอเคนะ คือตั้งแต่ทำซีรีส์นี้มา มีแต่ต่างชาติซื้อ ซึ่งก็ดีนะ เพราะใจผมก็อยากไปเมืองนอก แล้วเราก็จะไม่วาดในสิ่งที่เราไม่อยากวาดเพื่อให้คนอยากซื้อนะ

WURKON:

แล้วเพลงล่ะ เราร้องในสิ่งที่เราไม่อยากร้องได้ไหม

ปาล์ม:

ไม่ได้ครับ ผมถึงต้องแต่งเองไง เพราะผมอยากร้องในสิ่งที่ผมอยากร้อง

WURKON:

เพราะอารมณ์มันไม่ได้?

ปาล์ม:

ใช่ อย่างบางคนแต่งเพลงมาให้ผม แล้วมันไม่ตรงใจเรา เราก็เลยตัดสินใจแต่งเอง อย่างเพลง ขอโทษหัวใจ เนี่ย เป็นเพลงที่ผมภูมิใจนำเสนอมาก คือเราพูดกับตัวเอง ขอโทษหัวใจตัวเองที่ทำให้เจ็บ แต่ถึงเจ็บยังไงก็ต้องทนต่อไป เพราะเรายังลืมเขาไม่ได้ โอ๊ย ชอบมาก แต่งเองชอบเอง (หัวเราะ) ส่วนงานศิลปะนี่ชอบ 100% เลย เพราะไม่มีกั๊ก ปล่อยเต็มที่

WURKON:

เวลาทำงานปาล์มคิดถึงการตลาดบ้างไหม

ปาล์ม:

ในส่วนของเพลงนี่มองอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งศิลปะ เราก็เป็นแบบกึ่งคอมเมอร์เชียลนะ เราทำงานแบบป๊อป ให้มันดูง่ายๆ คือเราไม่อยากเขียนเรื่องเครียดๆ เพราะเราไม่ได้เป็นคนเครียด สังคมเราทุกวันนี้มันเครียดพอแล้วล่ะ เราไม่อยากเอาความเครียดไปให้ใคร แต่ว่าในส่วนของศิลปะผมปล่อยได้เต็มที่กว่าดนตรีน่ะนะ

WURKON:

ดูๆ ไปปาล์มมีลักษณะคล้ายๆ ศิลปินญี่ปุ่นเหมือนกันนะ

ปาล์ม:

ใช่ ผมชอบ ทาคาชิ มูราคามิ มากๆ แต่ผมก็ชอบศิลปินอยู่ไม่กี่คนหรอกนะ ผมชอบ เจฟฟ์ คูนส์, ทาคาชิ มูราคามิ, เดเมียน เฮิร์สต์ (Damien Hirst), แบงก์ซี (Banksy) แล้วก็ ยู่ มินจุน (Yue Minjun) อีกคนที่ชอบมากคือ มัวริชิโอ คาตาลาน (Maurizio Cattelan) คนนี้สุดๆมาก

WURKON:

คิดว่าจะทำงานศิลปะไปจนถึงเมื่อไร

ปาล์ม:

ก็คงทำไปตลอดชีวิตแหละครับ

WURKON:

แล้วร้องเพลงล่ะ

ปาล์ม:

อันนี้ต้องดูก่อนแหละ คือเราอยากเป็นศิลปินที่อายุมากแล้วก็ยังแต่งเพลงได้อยู่ เราไม่อยากให้คนไปนึกถึงแต่เพลงเก่า แบบ อีกสิบปียี่สิบปีก็ยังนึกถึงแต่ โปรดส่งใครมารักฉันที อันนี้ก็ไม่ใช่แล้ว มันก็ต้องขยันทำเพลงออกมาใหม่เรื่อยๆ

WURKON:

งานศิลปะกับดนตรี ปาล์มรักอะไรมากกว่ากัน

ปาล์ม:

ผมรักทั้งคู่ แต่งานเพลงมันขึ้นอยู่กับคนฟัง ขึ้นอยู่กับลูกค้า แต่ศิลปะมันเป็นสากล มันไปได้ทั้งโลกไง เราเชื่อว่ามันต้องมีคนที่ชอบงานเราอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของโลกบ้างแหละนะ.

ขอบคุณภาพผลงานศิลปะจาก หอศิลป์ ศุภโชค ดิ อาร์ต เซนเตอร์

ภาพถ่ายบุคคลโดย อักษร สุดเสนาะ

#WURKON #art #contemporaryart #music #ปรียวิศว์นิลจุลกะ #ปาล์ม #Instinc #จิตรกรในร่างทรงของนักร้องเพลงร็อก #งานจิตรกรรม #ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ #หยิกแกมหยอก #แต่งเพลง #โซเชียลมีเดีย #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัย www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30