Blog

คุยกับ PBM มรดกแห่งความคิดสร้างสรรค์ ความก้าวหน้าแห่งงานสถาปัตยกรรมที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

คุยกับ PBM มรดกแห่งความคิดสร้างสรรค์ ความก้าวหน้าแห่งงานสถาปัตยกรรมที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น

13 มีนาคม 2562

ที่ผ่านมาเรานำเสนอเรื่องราวของคนทำงานเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ในแขนงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาปนิก มาแล้วหลายคน ซึ่งสถาปนิกแต่ละคนก็มีรูปแบบและวิธีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป บางคนทำงานเดี่ยว คนเดียว บางคนทำงานกันเป็นคู่ ในคราวนี้เราไปพบเจอสถาปนิกอีกบริษัทหนึ่งที่มีรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจ นั้นคือการทำงานในรูปแบบของครอบครัว บริษัทสถาปนิกแห่งนั้นมีชื่อว่า PBM หรือในชื่อเต็มว่า Progressive Building Management นั่นเอง

PBM เป็นบริษัทสถาปนิกที่เชี่ยวชาญทั้งการออกแบบและการก่อสร้าง ที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 40 ปี โดยคุณเกษม บุญสวน และ คุณลัดดา เตชะวณิช มีความโดดเด่นในด้านการบริการออกแบบที่ครบวงจร โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญทั้งการออกแบบและการก่อสร้างที่สร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมหลากหลายมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ร้านอาหาร ไปจนถึงการตกแต่งภายใน

กัมปนาท เตชะวณิช และ กฤษณี เตชะวณิช

จวบจนในปัจจุบัน มรดกทางความคิดสร้างสรรค์นี้ก็ถูกส่งต่อมายังคนรุ่นลูกทั้งสาม รวมถึงคู่ชีวิตของพวกเขาอย่าง กัมปนาท เตชะวณิช และ กฤษณี เตชะวณิช ภรรยา, เกียรติระบิล เตชะวณิช, กังวานสิริ เตชะวณิช กับคู่ชีวิตอย่าง นโรตม์ กิตติวณิชานนท์ ที่ต่างก็มีใจรักและทำงานในสายงานสถาปัตยกรรม และสืบทอดการทำงานต่อเนื่องมาได้เป็นอย่างดี

ด้วยผลงานที่โดดเด่นน่าจับตาอย่าง สำนักงานของบริษัทใหม่ในเครือของธนาคารกสิกรไทยอย่าง ศูนย์นวัตกรรมและเทคโลยี KASIKORN Business - Technology Group (KBTG), สำนักงานของบริษัท Mercedes Benz Thailand, สำนักงานของบริษัท DuPont Thailand

ในคราวนี้เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนครอบครัวสถาปนิกครอบครัวนี้ ที่สำนักงานสถาปนิกอันร่มรื่นและเปี่ยมด้วยบรรยากาศสบายๆ และเป็นกันเอง ของพวกเขา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นมาเป็นไป รวมถึงแนวคิด ทัศนคติ และกลวิธีในการทำงานสร้างสรรค์ของครอบครัวสถาปัตยกรรมครอบครัวนี้เอามาฝากท่านผู้อ่านกัน

การตกแต่งภายในศูนย์นวัตกรรมและเทคโลยี KASIKORN Business - Technology Group (KBTG)

WURKON:

ก่อนอื่นช่วยแนะนำตัวหน่อยได้ไหมครับว่าแต่ละคนดูแลในส่วนไหนกันบ้าง

นโรตม์:

ผมต๊อบครับ เป็นสถาปนิกของบริษัท ดูเรื่องสถาปัตยกรรม

กังวานสิริ:

อีฟค่ะ จริงๆ ก็จบสถาปัตยกรรมแหละ แต่ตอนนี้ก็ดูหลากหลายด้านแล้ว

WURKON:

แรกเลยบริษัทสถาปนิก PBM นี่มีจุดเริ่มต้นมาจากไหนครับ

กังวานสิริ:

จริงๆ เริ่มมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ เกือบ 40 ปีที่แล้วน่ะค่ะ เพราะคุณแม่ก็จบคณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ แล้วช่วงนั้นเนี่ย คณะสถาปัตยกรรม (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร) ลาดกระบัง เพิ่งก่อตั้ง นิสิตสถาปัตย์จุฬาฯ พอจบเป็นบัณฑิตก็ไปเป็นอาจารย์สอนที่ลาดกระบังกันตั้งแต่รุ่นแรก คุณพ่อคุณแม่ก็มีโอกาสได้ไปสอนตั้งแต่รุ่นแรก ท่านก็รู้สึกว่าวิชาชีพครูสอนสถาปัตย์มันอาจจะไม่เหมือนสอนวิชาอื่น การสอนวิชาชีพมันต้องปฏิบัติงานจริงน่ะ พ่อกับแม่เขารู้สึกว่าไม่สามารถเป็นอาจารย์อย่างเดียวโดยที่ไม่มีประสบการณ์ ท่านก็เลยทำงานไปด้วย เป็นพาร์ตไทม์ และทำงานสอนเป็นงานหลัก จนสักพักนึงคุณพ่อลาออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง ในขณะที่คุณแม่ยังสอนอยู่ ตอนนั้นก็ชินนะ ที่คุณแม่ไปสอนตอนกลางวัน แล้วตอนกลางคืนก็กลับบ้านมาเปิดไฟโต๊ะดราฟต์ทำงาน (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นงานสถาปัตยกรรมเมื่อสามสิบสี่สิบปีที่แล้วมันยากกว่ายุคนี้นะ เหมือนบางคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องซื้อแบบน่ะ

WURKON:

ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ้างสถาปนิกออกแบบ?

กังวานสิริ:

ใช่ๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียตังน่ะ

นโรตม์:

เรียกว่าคนไม่รู้ว่าสถาปัตยกรรมกับอาคารมันต่างกันยังไง ไม่รู้ว่าการออกแบบเพิ่มมูลค่าให้กับอาคารที่อยู่อาศัยยังไง

WURKON:

เรียกกันง่ายๆ ว่าเป็น “ตึก” เลยดีกว่า

นโรตม์:

ใช่ (หัวเราะ) เขาใช้ชีวิตอยู่ในตึกแถวก็อยู่กันได้น่ะ อยู่ในที่ที่ถูกกำหนดให้อยู่ ซึ่งมนุษย์ก็ปรับตัวไปได้ เขาก็เลยไม่รู้หรอกว่าทำไมต้องจ้างผู้ออกแบบ หรือต้องทำให้คุณภาพชีวิตการอยู่ในอาคารมันดีขึ้น ในยุคสมัยนั้นน่ะนะ

กังวานสิริ:

ใช่ มันก็เลยทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดส่วนที่ทำงานก่อสร้างด้วย คนเขาถึงจะโอเคที่จะจ่ายเงิน เพราะเขาเห็นตึก ไม่ใช่จ่ายเงินแล้วเห็นกระดาษ เห็นไอเดีย มันคืออะไรไม่รู้น่ะ

WURKON:

ตึกมันเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้

กังวานสิริ:

ใช่ เราก็เลยเหมือนกับต้องทำงานก่อสร้างที่มีงานออกแบบเป็นออพชั่นเสริม

WURKON:

บางทีเขาเรียกสถาปนิกว่าช่างเขียนแบบด้วยซ้ำไป

นโรตม์:

ใช่ๆ ปัจจุบันนี้ผมคุยกับผู้รับเหมาเขาก็ยังยังเรียกผมว่า ช่างแบบ อยู่เลย (หัวเราะ)

กังวานสิริ:

เราก็เลยต้องเปิดพาร์ตก่อสร้างมาควบคู่กันเลย ก็จะเป็นงานโครงสร้าง งานสถาปัตย์เป็นหลัก เสาร์อาทิตย์คุณพ่อคุณแม่ก็จะพาไปไซต์งานเล่นทราย เล่นหิน เล่นดิน เป็นปกติตั้งแต่เด็กแล้ว (หัวเราะ) จนมาช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง ที่บริษัทปิดไปหลายแห่ง พนักงานโดนเลย์ออฟกันหมด ตอนนั้นโชคดีที่คุณแม่ได้ภาษาอังกฤษ เขาก็เริ่มจับงานตกแต่งภายในให้บริษัทข้ามชาติ เพราะถึงบริษัทไทยเศรษฐกิจตกต่ำ แต่กลายเป็นว่าบริษัทข้ามชาติมาเปิดในไทยช่วงนั้นเยอะมาก แล้วคุณแม่ก็ได้ดีลงานกับบริษัทต่างชาติ ส่วนมากจะเป็นพาร์ตตกแต่งภายใน เพราะบริษัทข้่ามชาติเขาจะมาเปิดออฟฟิศในตัวเมือง ก็ได้งานมา แล้วก็แปลกที่กลายเป็นว่าฝรั่งให้โอกาสเราออกแบบ มากกว่าคนไทยด้วยกันเสียอีก ก็เริ่มจากงานออกแบบออฟฟิศของบริษัทต่างชาติ เขาก็ อ้าว ก่อสร้างได้ ลองออกแบบไหม? จนเริ่มมาออกแบบอย่างเดียว ซึ่งจนทุกวันนี้ เราก็ยังได้รับความไว้วางใจ ใช้บริการเราอยู่ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเราได้รับความไว้วางใจขนาดที่เขาไม่ต้องสืบราคาจากเจ้าอื่น ก็อนุมัติให้ทำได้เลย  โดยเขาก็เริ่มจากมาตั้งสาขาเล็กๆ ในไทย พนักงานห้าหกคนเหมือนกัน แล้วเขาก็ขยายจนทุกวันนี้มีโรงงานมีอะไรใหญ่โต

WURKON:

เรียกว่าโตมาด้วยกันเลย

กังวานสิริ:

ใช่ค่ะ พอเรามีโอกาสในการออกแบบปุ๊บเนี่ย งานอื่นๆ มันก็ตามมา

WURKON:

พอมีผลงาน งานก็ตามเข้ามา

กังวานสิริ:

ใช่ค่ะ

WURKON:

ตอนนั้นบริษัทใช้ชื่อ PBM หรือเปล่าครับ

กังวานสิริ:

จริงๆ ชื่อเต็มของเรายังเป็น Progressive Building Management นะคะ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ พอมารุ่นลูกก็มีพี่ชายคนโต พี่อาร์ค (กัมปนาท เตชะวณิช) จบสถาปัตย์ลาดกระบัง เป็นลูกศิษย์คุณแม่นี่แหละ (หัวเราะ) แล้วก็ไปเรียนต่อด้านการบริหารงานก่อสร้างที่เท็กซัส แล้วก็พี่โอ๊ค (เกียรติระบิล เตชะวณิช) จบจากคณะสถาปัตย์ ภาควิชาตกแต่งภายในจากลาดกระบัง ส่วนอีฟจบคถะสถาปัตย์จุฬา แล้วก็ไปเรียนต่อโปรเจค แมเนจเมนต์ ที่อังกฤษ

WURKON:

เรียนด้านสถาปัตยกรรมกันทั้งบ้านเลยนี่ ที่บ้านนี่...

กังวานสิริ:

จะถามว่าที่บ้านบังคับให้เรียนหรือเปล่าใช่มะ? (หัวเราะ) ไม่ได้บังคับเลย ไม่ได้อะไรเลย ตอนแรกเขาเล็งว่าพี่คนโตจะเป็นวิศวะด้วยซ้ำ ไม่ได้บังคับเลย อย่างที่บอกแหละว่าตอนเด็กๆ ไปเล่นทรายเล่นอะไรที่ไซต์ก่อสร้าง

WURKON:

มันอยู่ในสายเลือดใช่ไหม

กังวานสิริ:

ใช่ มันอยู่ในชีวิตประจำวันนะ คืออีฟก็ไม่รู้เหมือนกันว่าครอบครัวอื่นเขาเป็นยังไงน่ะ  จนมีคนมาทัก เหมือนเวลาไปห้างอย่างเงี้ย ไม่ค่อยดูของนะ แต่คุณพ่อจะไปเคาะโน่นนี่ว่าใช้วัสดุอะไรน่ะ (หัวเราะ) ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เราก็เลยรู้สึกว่าคุยกันแล้วสนุก ถ้าเรียนอย่างอื่นคงคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วพี่อารค์ก็แต่งงานกับพี่อุ๊ ซึ่งจบสถาปัตย์ (สถาบันพระจอมเกล้าธนบุรี) บางมด ส่วนต๊อบก็จบสถาปัตย์ศิลปากร เราขยายกิจการเลยเนอะ (หัวเราะ)

WURKON:

คือนอกจากทุกคนจะเรียนสถาปัตย์แล้วยังแต่งงานกับสถาปนิกด้วย เหมือนสร้างอาณาจักรสถาปัตยกรรมเลยนะ

กังวานสิริ:

นี่ไม่ได้ตั้งใจน่ะ (หัวเราะ) พอมาเป็นรุ่นลูกเราก็เลยใช้ชื่อย่อว่า PBM

WURKON:

ให้มันเรียกง่ายขึ้นใช่ไหม

กังวานสิริ:

ถามว่าเรียกง่ายขึ้นไหม จริงๆ ยากขึ้นนะ อะไรนะ DBM, DTM เหรอ ก็ยอมรับว่ามันเรียกยากน่ะ แต่เราไม่อยากเปลี่ยนเป็นชื่ออื่น ก็รู้สึกว่าเป็นชื่อที่พ่อแม่ตั้งมาน่ะ

WURKON:

พอเป็นรุ่นลูกแล้วเราได้งานมาจากไหน

กังวานสิริ:

ก็โชคดีเนอะ มันก็ต่อยอดมาจากรุ่นพ่อแม่ด้วยน่ะค่ะ งานสถาปัตยกรรมมันอยู่นานเนอะ ลูกค้าก็เลยกลายเป็นเหมือนญาติเหมือนกันนะ เพราะเขาก็ทำงานมากับพ่อแม่ แล้วเห็นเรามาตั้งแต่ประถม เขาก็ยังใช้เราต่อเนื่องกันมา แต่พอมาเป็นรุ่นลูก งานออกแบบมันเริ่มนำ เริ่มมีมากกว่าพาร์ตก่อสร้างแล้ว นอกจากลูกค้าอยากได้งานที่จบเบ็ดเสร็จ ก็จะจ้างพาร์ตก่อสร้างด้วย

WURKON:

ไม่ใช่ออพชั่นเสริมใช่ไหม?

กังวานสิริ:

ไม่ใช่ออพชั่นเสริม (หัวเราะ) เพราะถามจริงๆ ว่าพาร์ตงานก่อสร้างเราใหญ่ขนาดไปสู้กับบริษัทก่อสร้างอื่นๆ ไหม ก็ไม่นะ แค่เหมือนเราอยากก่อสร้างให้มันจบงานเราให้สมบูรณ์ เหมือนเราออกแบบแล้วเราได้สร้าง พอไปเดินข้างในนั้นมันเป็นผลงานเราร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ

WURKON:

เพราะเราไม่ต้องไปรอลุ้นว่าช่างก่อสร้างคนอื่นว่าจะทำออกมายังไง

กังวานสิริ:

ใช่ แล้วเอาจริงๆ มีใครชมเราก็ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เวลามีอะไรผิดเราก็รับร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนกัน

WURKON:

งั้นมันก็ต้องแบกรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย เพราะเราก็ทำครบวงจร

กังวานสิริ:

จริงๆ ถามว่าเสี่ยงไหม เสี่ยงน้อยกว่านะ เพราะเราเขียนแบบเอง และก่อสร้างเองด้วย คือเอาจริงๆ สุดท้ายคนที่เสี่ยงเยอะที่สุดคือเจ้าของโครงการถูกไหม (หัวเราะ)

นโรตม์:

ผมว่ามันอยู่ที่มุมมองน่ะ เหมือนกระบวนการออกแบบปกติ ถ้าลูกค้าไว้ใจให้ทำทั้งออกแบบทั้งก่อสร้าง เขาก็จะไม่มาเหนื่อยนั่งไล่เวลามีปัญหาว่าตรงนี้ใครผิด ตรงนั้นใครผิด แต่ลูกค้าบางคนเขาก็จะเหมือนประชาธิปไตยที่ต้องมีฝ่ายค้าน ต้องมีรัฐบาล ก็ต้องมีผู้ออกแบบ ต้องมีผู้ก่อสร้าง มันอยู่ที่มุมมอง เพราะจริงๆ ถามว่าเราอยากสร้างให้ทุกงานหรือเปล่า? ก็ไม่นะครับ ขึ้นอยู่กับลูกค้า ว่าบางคนน่าจะมีปัญหาในพาร์ตก่อสร้าง เราถึงจะสร้างให้ ยิ่งเป็นงานสถาปัตยกรรม เราจะไม่ค่อยได้รับงานก่อสร้างเท่าไหร่ จะเป็นผู้ออกแบบหลักซะมากกว่า เพราะว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ออกแบบกับลูกค้า หรือผู้รับเหมากับลูกค้ามันต่างกัน

WURKON:

แล้วงานที่รับก่อสร้างด้วยส่วนใหญ่จะเป็นงานแบบไหน

นโรตม์:

ส่วนใหญ่จะเป็นงานตกแต่งภายในน่ะครับ

กังวานสิริ:

คือบริษัทของเรามันจะมีส่วนของสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีส่วนของกราฟฟิกดีไซน์เข้ามาเสริม แต่เป็นกราฟฟิกที่เกี่ยวกับพวก Signage Graphic (กราฟฟิกป้ายสัญลักษณ์) Environmental Graphic (กราฟฟิกภายในสภาพแวดล้อม) ไม่ได้ทำสื่อสิ่งพิมพ์นะคะ แล้วก็มีพาร์ตก่อสร้าง ซึ่งคนงานเราก็จ้างเป็นรายเดือน ไม่มีงานเราก็เลี้ยงเขา ทำโน่นทำนี่ ไปเรื่อย อยู่กันมายี่สิบสามสิบปีตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ กลายเป็นญาติ เป็นครอบครัวกันไปแล้ว (ยิ้ม)

WURKON:

ปกติบริษัทส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มักจะตัดค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วยการไปจ้างช่างข้างนอกเป็นงานๆ ไป

นโรตม์:

เขาลด fixed cost ของบริษัทน่ะครับ แต่มันก็เสี่ยง นัดว่าวันนี้จะเข้ามาทำให้ อยู่ๆ ไม่มา เราไม่รู้จะตามใครเลย

กังวานสิริ:

แล้วพอไม่ใช่ทีมงานตัวเอง เราก็ไม่กล้ารับประกันคุณภาพงานกับลูกค้าเต็มที่ใช่ป่ะ นี่อยู่กันมาเหมือนญาติกันแล้วน่ะ ทีมงานประมาณ 30 - 40 คน แต่ช่วงที่ทำโครงสร้างใหญ่ก็ 100 - 200 คนก็เคย อย่างตอนนี้ก็พยายามรักษาทีมงานตรงนี้ไว้ เพราะฉะนั้นงานก่อสร้างจริงๆ ปีๆ นึงเรารับได้สามสี่งานเต็มที่แล้ว ถึงเราจะทำบริษัทเราก็รู้สึกว่ามันเหมือนครอบครัวเหมือนกัน เวลาเราไปรับบรีฟงานลูกค้า พี่ชายก็จะไปประชุมกับลูกค้าเอง เราจะไม่ให้ลูกน้องไปรับผิดชอบแทน โดยส่วนตัวอีฟ พอเราเป็นครอบครัวแบบนี้ คำชม คำติ เราก็รับเองหมด เหมือนเราเปลี่ยนนามสกุลไม่ได้ คุณมาสิบยี่สิบปีก็ยังเจอเรา เราไม่สามารถหนีปัญหาด้วยการลาออก บอกลูกค้าว่า ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ได้อยู่บริษัทนี้ ไม่ได้ พอรับงานเองมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย อย่างนึงคือเราไม่สามารถรับงานได้เยอะหรอก ซึ่งเราก็พอใจนะ (หัวเราะ) ค่อนข้างจำกัดเหมือนกัน โครงการแต่ละปีก็จะไม่ได้เยอะมาก เพราะพี่ชายไปดูเองทุกครั้ง เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีแบบว่า เอ๊ะ ลูกน้องไม่ได้บอก อันนี้ลูกน้องรับผิดชอบ อะไรแบบนี้ และข้อดีอีกอย่างในมุมมองของเราคือ ความผิดพลาดต่างๆ เราได้เรียนรู้เต็มที่ สามารถเก็บมาพัฒนางานเราต่อๆ ไป เพราะเราจะรู้เลยว่า ผิดพลาดเพราะออกแบบ หรือก่อสร้าง โดยไม่มีการโยนความผิดให้ทีมอื่น

WURKON:

อันนี้เป็นลักษณะของผู้บริหารหรือซีอีโอยุคใหม่เหมือนกันนะ อย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก, สตีฟ จ็อบส์ อีลอน มัสค์ นี่จะเป็นอะไรที่คนเข้าถึงได้ และลงมารับผิดชอบปัญหาเอง อย่าง ริชาร์ด แบรนสัน ที่บางทีก็ไปเสิร์ฟเครื่องดื่มในเครื่องบินของบริษัทตัวเองอะไรแบบนี้ สถาปนิกเจ้าของสตูดิโอหลายคนที่เคยไปสัมภาษณ์มาก็ลงไปคุยงานด้วยตัวเอง หรือผู้อำนวยการหอศิลป์บางคนผมไปเจอ ยังเดินกวาดหอศิลป์ของตัวเองเลย มันก็ดูผ่อนคลายดีนะครับ ไม่ต้องมามีชนชั้นแบ่งว่าใครต้องทำนั่นทำนี่

กังวานสิริ:

พูดเหมือนดูหล่อมากเลยนะ (หัวเราะ) ตั้งแต่รุ่นคุณแม่แล้วนี่แหละ ก็ไปกวาด เช็ดไซต์ก่อสร้างเอง กลับบ้านตีสี่ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วตอนนี้ PBM รับงานอะไรเป็นส่วนใหญ่เหรอครับ

กังวานสิริ:

ส่วนใหญ่ตอนนี้งานตกแต่งภายในออฟฟิศ/องค์กรจะเยอะ แต่ก็มีงานตกแต่งภายใน งานสถาปัตย์ก็จะมีงานทำที่อยู่อาศัยแล้วก็งานทำร้านอาหารน่ะค่ะ

WURKON:

งานออฟฟิศนี่ทำมาตั้งแต่สมัยแรกๆ แล้วใช่ไหมครับ

กังวานสิริ:

จริงๆ แรกๆ เราก็จับหลากหลายแนวนะคะ แต่อย่างที่อีฟบอกว่าเป็นโอกาสน่ะค่ะ พอเราได้ทำอะไรปุ๊บ โอกาสมันก็มักจะมาอย่างงั้นน่ะ

นโรตม์:

เรียกว่าเราทำงานออฟฟิศอยู่มือน่ะครับ

กังวานสิริ:

แต่งานที่ได้มาส่วนมากก็ประกวดแบบนะ ไม่ใช่แบบเขาเจาะจงมาจ้างเราเลย ก็ประกวดแบบหมดแหละ

WURKON:

อย่างงานออกแบบภายในสำนักงานของกสิกร (KBTG) นี่ก็ประกวดเหมือนกันใช่ไหม

กังวานสิริ:

ก็ประกวดแบบเหมือนกันค่ะ ตอนแรกเราได้รับโอกาส เข้าไปเป็นผู้ออกแบบทำสาขาเล็กๆ ก่อน พอเขามีโครงการขึ้นเขาก็เปิดประกวดแบบ ตอนนั้นมียี่สิบกว่าบริษัท เราก็ประกวดแบบเข้ามาจนผ่านรอบสอง และจนถึงรอบสามทีมสุดท้าย เราเป็นบริษัทไทยบริษัทเดียวที่เข้ารอบ เอาจริงๆ ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักเราหรอก เรามีผลงานบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีขนาดใกล้เคียงกับโครงการนี้เลย และไม่เคยเผยแพร่หรือแสดงตัวตนที่ไหนมาก่อน ก็วัดกันด้วยผลงานน่ะ เอาผลงานเข้าไปสู้ มีบางท่านอาจจะรู้สึกไม่มั่นใจที่จะทำงานกับบริษัทไทย แต่ก็ลองดู พอเขาเห็นแบบเขาก็มั่นใจกับเรามากขึ้น ซึ่งจริงๆ คงมองเห็นความทุ่มเท ความตั้งใจประกอบด้วย ก็เลยได้โอกาสตรงนั้นมา

WURKON:

มีงานไหนที่ PBM ภูมิใจนำเสนอไหมครับ

กังวานสิริ:

ก็งานกสิกรนี่แหละค่ะ เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ เป็นการก้าวกระโดดของเราเหมือนกันที่มารับงานนี้ แล้วก็ใช้เวลานานมาก ประมาณสามปีน่ะ เพราะรูปแบบมันมีการเปลี่ยนไปหลากหลายมาก โห สามปีนี่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยก็เรียนเกือบจบเลยน่ะ (หัวเราะ) ออฟฟิศนี้อยู่ตรงเมืองทอง ที่เป็นตึกเก่าที่อาร์เอสชอบไปถ่ายมิวสิควิดีโอน่ะ (หัวเราะ)

นโรตม์:

ที่อีฟยกตัวอย่างกสิกร เพราะเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของบริษัทด้วย อย่างที่เคยเล่าว่าก่อนหน้านี้เราเริ่มต้นมาจากงานก่อสร้าง และออกแบบ แต่งานออฟฟิศกสิกรนี่เป็นโครงการใหญ่โครงการแรกที่เราทำงานออกแบบอย่างเดียวเต็มตัว และมีพื้นที่ถึง 44,000 ตารางเมตร หลังจากนั้นเราก็สามารถเรียกตัวเองว่า Designer ได้เต็มตัว มีผลงานที่ส่งเสริมกับการงานก่อสร้างของเราได้ทัดเทียมกัน

WURKON:

รูปแบบของงานดีไซน์ของออฟฟิศกสิกรที่เห็นก็เป็นออฟฟิศในยุคใหม่ที่คนทำงานไม่ต้องนั่งในคอกสี่เหลี่ยม อย่างที่เราเคยไปสัมภาษณ์สถาปนิกหลายคนที่ผ่านมาเขาก็มีแนวทางเกี่ยวกับการวางรูปแบบของวิถีชีวิตการทำงานหรือผังสำนักงานยุคใหม่ ทางPBM มีแนวคิดแบบนั้นไหมครับ

นโรตม์:

จริงๆ ต้องเล่าว่ากสิกรเป็นจุดเปลี่ยนที่เราต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรเขาเยอะมากเลยนะครับ  เริ่มต้น เอาง่ายๆ ทุกคนทำงานอยู่ในคอก พื้นที่ใหญ่ๆ มีความเป็นส่วนตัว อยากจะทำอะไรตอนไหนก็ทำ แต่พอแนวทางการออกแบบพื้นที่สำนักงานมันเปลี่ยนไป พื้นที่ส่วนตัวต้องลดลง เพราะเครื่องไม้เครื่องมือมันเปลี่ยน แล้วพื้นที่ที่เล็กลงก็จะไปกลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่มันใหญ่ขึ้น เราก็เสนอรูปแบบการทำงานที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาน่ะ ซึ่งประจวบกับที่ทางธนาคารเอง ก็อยากที่จะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของเขาเช่นกัน ซึ่งกว่าจะหาเหตุผลการออกแบบ และรูปแบบการทำงานให้มันเปลี่ยนไปเป็นแบบที่เห็นอยู่ ก็ไม่ง่าย ผ่านคำถาม คำตอบ และความท้าทายมากมากเลย

WURKON:

หมายความว่า PBM เอาวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ไปเสนอเขา

กังวานสิริ:

ใช่ค่ะ ซึ่งจริงๆ ผู้บริหารบางท่านเขาก็มองว่าควรจะเปลี่ยนแหละ แต่ส่วนใหญ่ละกัน มันคือความเคยชินแบบเดิมๆ มันก็เป็นการปรับทัศนคติแหละ ว่าเราจะทำยังไงให้เขารู้สึกว่า คุณต้องลองน่ะ ไม่มีใครชอบหรอก โต๊ะทำงานตัวเองเล็กลง ถ้าดูแบบผิวเผินนะ เราต้องทำให้เขารู้ว่า ถึงโต๊ะเขาเล็กลง แต่เขาได้พื้นที่อย่างอื่นที่มีประโยชน์ และเป็นพื้นที่ที่เขาสามารถไปทำงานด้วยได้น่ะค่ะ

WURKON:

นี่หมายถึงคนยุคก่อนมิลเลนเนียลใช่ไหมครับ

กังวานสิริ:

ค่ะ (หัวเราะ) พอพูดถึงคำว่า FinTech (Financial Technology เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน), Startup (การเริ่มต้นธุรกิจเพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถทำซ้ำและขยายตัวได้ง่าย) คนจะเข้าใจว่าต้องเป็นคนรุ่นใหม่ อายุยี่สิบเท่านั้น เราว่ามันไม่ใช่แค่นั้นอย่างเดียว จะเห็นว่าคนทำงานตรงนี้ก็มีช่วงอายุหลากหลาย ตั้งแต่ 20 - 60 นั่นแหละ เราก็เลยมองว่า จริงๆ คนรุ่นใหม่คือคนที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เขาอาจจะอายุ 50 ก็ได้ แต่เขายอมรับแนวคิดใหม่ๆ เขาก็คือ Startup ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการตกแต่งออฟฟิศของกสิกรมันก็จะไม่ได้เป็นโทนฉูดฉาด เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด เพราะมันก็ความเป็นธนาคารอยู่ มันก็ต้องรองรับกลุ่มคนหลากหลาย ความชอบหลากหลาย เราก็พยายามทำให้มันเป็นโทนสีกลางๆ มีความจริงจัง แต่ก็มีความสนุกสอดแทรกอยู่ด้วย

WURKON:

ที่บอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนอายุ 20 แต่เป็นคนอายุ 50 ก็ได้นี่นึกไปถึงหนังเรื่อง The Intern (2015) เลยนะครับ

กังวานสิริ:

อ๋อ ชอบเหมือนกันค่ะ เรื่องนี้ (หัวเราะ)

WURKON:

จริงๆ ลักษณะในการทำงานในยุคปัจจุบัน ก็เป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า คนอายุ 60 เดี๋ยวนี้ก็ใช้ iPad

กังวานสิริ:

เล่น Line (หัวเราะ) เรารู้สึกนะว่า คนมาพร้อมกับความหลากหลาย ไม่มีทางที่เราจะใช้สีนี้สีเดียว หรือดีไซน์นี้ดีไซน์เดียวแล้วครอบจักรวาล ทุกคนต้องชอบแบบนี้แน่ๆ เลย มันไม่ใช่ แล้วเราก็ต้องตอบความหลากหลายนั้นให้ได้ สุดท้ายแล้วมันก็เป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนนั่นแหละ

WURKON:

อย่างที่เห็นผลงานที่ออกแบบเนี่ย โครงสร้างของออฟฟิศมันก็เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะครับ มีพื้นที่ส่วนตัวน้อยลง มีพื้นที่ส่วนรวมมากขึ้น อันนี้ก็คือการตอบรับเทรนด์การทำงานยุคใหม่่ของโลกด้วยเหมือนกันนะครับ ทาง PBM ได้แนวคิดนี้มาจากไหนเหรอครับ

กังวานสิริ:

อย่างที่บอกว่าเราจับงานออกแบบพื้นที่องค์กรมา 20 ปีแล้วเหมือนกัน มันก็ค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เชิงว่าโครงการนี้มาแล้วเปลี่ยนปุ๊บขาวเป็นดำเลย มันก็ค่อยๆ ไล่เฉดมาเรื่อยๆ เทรนด์นี้จริงๆ มันเริ่มมาสิบกว่าปีแล้วเหมือนกันนะคะ ที่เริ่มเปลี่ยนจากคอกทำงานมาเป็นรูปทรง L รูปทรง I เป็นพื้นที่ทำงานไปด้วย กินกาแฟไปด้วย สิ่งเหล่านี้จริงๆ มันถูกพูดถึง และใช้ในโครงการอื่นๆ แล้วค่อยๆ ต่อยอด และพัฒนาจนมาถึงกสิกร ซึ่งกสิกรก็คือการออกแบบเมื่อสามสี่ปีที่แล้ว ตอนนี้เราก็มีวิวัฒนาการไปอีก ตอนนี้โครงการที่ทำก็มีกลยุทธ์ใหม่อีก ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

WURKON:

แล้วแบบนี้เราไปศึกษากลยุทธ์ในการออกแบบเหล่านี้มาจากไหน

กังวานสิริ:

เอาแบบแรงๆ ง่ายๆ เลยนะ ก็คือการโดนด่าน่ะค่ะ (หัวเราะร่วน) โอเค มันก็ต้องมีการรีเสิร์ชอยู่แล้วแหละ ง่ายที่สุดก็คือการีเสิร์ชสิ่งที่คนอื่นเคยทำมาแล้วเป็นครูของเรา แต่ครูที่ดีที่สุดก็คือประสบการณ์ของเรานี่แหละ ไปไซต์งานทุกวัน ทุกคนจะบ่นเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะแม่บ้าน ชั้นเก็บของสูงไป ทำไมต้องอย่างงั้นอย่างงี้ รีเซ็ปชั่นบอก ทำไมโต๊ะต้องเป็นสีขาว รู้ไหมว่ามันเปื้อนง่าย เราก็เก็บหมดเลยนะ แล้วยิ่งเป็นงานดีไซน์ที่ก่อสร้างด้วยนะ ยิ่งต้องรับเสียงบ่นร้อยเปอร์เซ็นต์เลยน่ะ เราก็ต้องเอาไปปรับใช้เรื่อยๆ มันก็เป็นครูที่ดีแหละ

WURKON:

เราก็ต้องฟังจากคนทำงานทุกระดับ

นโรตม์:

แม่บ้านพาเอ็มดีของเราไปดูว่า เนี่ย ทำไมชั้นเก็บของมันอยู่สูงจัง หยิบของลำบากมาก (หัวเราะ) ตอนโดนบ่นก็หัวร้อนแหละ แต่กลับมานั่งคุยกัน ก็เท่ากับว่าเราเก็บความรู้สึกของผู้ใช้งานในทุกระดับ

กังวานสิริ:

เราไม่ได้มองว่าการดีไซน์คือการตอบเรื่องสุนทรียะ เรื่องความสวยงามอย่างเดียว แต่จริงๆ การดีไซน์มันคือการแก้ปัญหานะ คือการทำยังไงให้ชีวิตคนดีขึ้นกว่าเดิม จริงๆ สถาปัตยกรรมมันคือปัจจัยสี่เลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นคนที่ต้องใช้งานและอยู่กับมันนั้นเยอะ

WURKON:

อย่างงี้ระหว่างสุนทรียะความงาม กับฟังก์ชั่นการใช้งานและวิถีชีวิตคน เรามองว่าอะไรสำคัญกว่ากัน

กังวานสิริ:

ผสมกันเนอะ สถาปัตยกรรมมันเป็นส่วนผสมของวิทยาศาสตร์กับศิลปะน่ะค่ะ

นโรตม์:

เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน แล้วแต่โครงการนำ เช่น ความต้องการของลูกค้าคนนี้เขาอาจจะให้ความสำคัญกับสุนทรียะ เราก็ต้องตอบโจทย์นั้นน่ะครับ อยู่ที่ว่าใครให้ความสำคัญอย่างไหนเป็นอันดับแรก เราก็ต้องตอบโจทย์นั้น

กังวานสิริ:

คือเปรียบความต้องการของลูกค้าเป็นวิทยาศาสตร์ แต่เราใช้ศิลปะตอบ (หัวเราะ)

WURKON:

ที่บอกว่าแต่ละปีรับงานไม่ได้เยอะ อย่างงี้ทาง PBM ใช้อะไรเป็นสิ่งที่จะตัดสินใจในการเลือกรับงานนั้นๆ ครับ

กังวานสิริ:

อย่างที่บอกว่า ครอบครัวเรารุ่นลูกตอนนี้มีห้าคนแล้ว ข้อดีก็คือห้าคนนี้คาแรคเตอร์เราต่างกันมากเลย เราก็จะคุยกับลูกค้าได้คนละแบบ คนละหัวข้อที่เราสนใจ แต่การทำงานสถาปัตยกรรมมันคือส่วนผสมของผู้ออกแบบ, ลูกค้า, บริบท, เวลา ต่างๆ การคุยกับลูกค้า หรือการรับงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดมันอยู่ที่ว่า เคมีของเราเข้ากันหรือเปล่า เพราะก่อนจะเกิดผลงานผลงานนึง เอาจริงๆ ผู้ออกแบบใช้เวลานาน อย่างกสิกรนี่คือสามปีน่ะค่ะ ไปประชุมไซต์ทุกอาทิตย์ ไม่เคยขาดเลย ถึงแม้บางทีไปแล้ว ไม่มีส่วนของเรา แต่เราก็ไป ไปเพื่อเรียนรู้ส่วนอื่นๆ ของโครงการ

นโรตม์:

เคมีเข้ากัน จิตวิทยาในการคุยกันไปด้วยกันได้ รูปแบบ ฟังก์ชั่น สุนทรียะ ไม่ได้เป็นตัวนำ ถ้าเราคุยกันรู้เรื่อง เดี๋ยวมันจะมีส่วนผสมที่ลงตัวของแต่ละโครงการ แต่ละลูกค้าออกมาเอง

WURKON:

มันก็เป็นวิวัฒนาการของการออกแบบเหมือนกันนะครับ เหมือนงานออกแบบสมัยใหม่จะมีการเอาศาสตร์แบบมานุษยวิทยาที่เอาวิถีชีวิตของคนมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบด้วย

นโรตม์:

ใช่ครับ เรียกว่าเป็นวิธีการในการทำงานของเรา หรือเลือกงานของเราก็แล้วกัน ที่มองว่ามนุษย์เป็นส่วนสำคัญที่สุดนั้นแหละ (ยิ้ม)

กังวานสิริ เตชะวณิช และ นโรตม์ กิตติวณิชานนท์

WURKON:

ที่บอกว่าคาแรคเตอร์ในการทำงานของพี่น้องแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไปนี่ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับว่าแต่ละคนเป็นแบบไหนบ้าง

(ขณะที่คุยกันอยู่ คุณแม่ลัดดา (เตชะวณิช) ก็เดินเข้ามาสมทบในวงสนทนาด้วยอีกคน)

กังวานสิริ:

คุณแม่มาพอดี งั้นให้คุณแม่พูดดีกว่า

ลัดดา:

จริงๆ แต่ละคนก็เรียนสถาปัตย์เหมือนกัน แต่คนละแขนง แล้วทุกคนก็เลือกที่จะเรียนต่อยอดในสาขาที่ตัวเองชอบ แล้วเขาก็ทำได้ดี อย่างอาร์คเขาเรียนต่อด้านการบริหารงานก่อสร้าง เรื่องการวางแผนงานอะไรต่างๆ ก็จะเป็นหน้าที่ของเขา ส่วนงานตกแต่งภายในก็เป็นหน้าที่ของโอ๊ค  ส่วนทางอีฟเขาชอบกราฟฟิก เขาก็มาดีไซน์กราฟฟิกไป และทางคุณต๊อบก็ดูแลงานสถาปัตยกรรม ส่วนคุณอุ๊ ลูกสะใภ้ก็เรียนมาทางเรื่อง Energy Conservation (อนุรักษ์พลังงาน) เรื่อง LEED เรื่อง GREEN (สถาปัตยกรรมอนุรักษ์พลังงาน/สถาปัตยกรรมสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม) ต่างๆ เขาก็มาช่วยทางนี้ เพราะฉะนั้นทั้งห้าคนก็จะเก่งคนละด้าน ตอบโจทย์คนละแบบ พอแพ็คเป็นทีมก็เห็นว่าเป็นทีมที่น่าสนใจ ทำงานด้วยกันได้อยู่ (หัวเราะ)

WURKON:

เหมือนทีมบาสเก็ตบอลเลยนะครับ

ลัดดา:

ใช่ค่ะ เซ็นเตอร์ พอยต์การ์ด และตำแหน่งต่างๆ ครบเลย ความหลากหลายในความเห็น มุมมองก็มีขัดกันบ้าง แต่เป็นการมองหาจุดอ่อน ข้อบกพร่อง นอกจากนี้ ก็มีทีมงานทั้งทีม ซึ่งก็อยู่กันเป็นครอบครัวแล้วล่ะ อยู่กันมานาน ที่พร้อมจะทุ่มเททำงานกับเราเต็มที่

กังวานสิริ:

ถ้าชัดๆ คือพี่อาร์คเขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่สุด เขาจะมีความรับผิดชอบ แล้วก็จะดูเรื่องไอทีพวกนี้ พวกเรื่องรายละเอียดหรือเทรนด์ที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท รวมทั้งพวกงานระบบต่างๆ ส่วนพี่โอ๊คเนี่ย ถ้าจะนิยามก็จะเป็นติสต์ๆ (หัวเราะ) ผมยาว นั่งชิลล์ คือสองคนนี้ต่างกันเยอะน่ะ ถ้าไม่ชอบคนนี้ก็น่าจะชอบอีกคน (หัวเราะ)

WURKON:

มีช้อยส์ให้เลือก

นโรตม์:

คนนึงก็ฟังก์ชั้นฟังก์ชั่นจัดๆ คนนึงก็สุนทรียะสุดฤทธิ์

WURKON:

แล้วเวลาคุยงานเป็นยังไง

กังวานสิริ:

ก็ทะเลาะกันไง (หัวเราะร่วน)

นโรตม์:

แต่ด้วยความเป็นพี่น้องน่ะ การทะเลาะมันก็ง่ายขึ้น มันไม่เหมือนหุ้นส่วนที่ทะเลาะแล้วแยกกันอยู่ได้ พี่น้องทะเลาะกัน สุดท้ายก็ต้องอยู่ด้วยกันอยู่ดี ก็ต้องหาจุดร่วมให้ลงตัวจนได้

ลัดดา:

ซึ่งแม่ว่าก็ดีนะ มันเป็นการระดมความคิดที่หลากหลาย เหมือนเราทำตัวเป็นตัวแทนของลูกค้าไปด้วย ซึ่งอาจจะมีความคิดต่างหลากหลาย คือทางวิทยาศาสตร์ทางเทคโนโลยี อาร์ค เขาจะเก่ง มันก็เป็นจุดแข็งของงานดีไซน์ของเรา แต่ถ้าหากว่างานเราเป็นเทคโนโลยีกับฟังก์ชั่นตลอดมันอาจจะขาดเสน่ห์ โอ๊คเขาจะเป็นอาร์ติสต์ เป็นคนที่มีเซนส์ทางศิลปะเยอะ ซึ่งจะเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องวัสดุที่จะเลือกใช้ หรือการใช้แสงอะไรพวกนี้ มันก็เป็นส่วนผสมที่โอเคน่ะค่ะ

DuPont Thailand

WURKON:

ไหนๆ คุณแม่มาก็ขอถามหน่อยละกันนะครับ ว่าการที่ลูกๆ เรียนสถาปัตยกรรมกันหมดทุกคนนี่คุณแม่ดีใจหรือหนักใจครับ (หัวเราะกันร่วน)

ลัดดา:

จริงๆ แม่ให้อิสระนะ แต่ตั้งแต่เล็กๆ เนี่ย เขาก็ติดแม่ไปไซต์งานก่อสร้างตลอด แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนแบบที่แม่เรียน หรือทำงานอย่างที่แม่ทำ แต่อาจจะเป็นเพราะมันค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวัน เห็นจนชินตา อย่างอาร์คเนี่ย จริงๆ ตอนแรกแม่เห็นว่าเขาชอบคอมพิวเตอร์ น่าจะไปทางวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรทางด้านรถยนต์ ช่วง มัธยมปลาย อาจารย์ที่โรงเรียนประเมิน อ.เค้าบอกว่า เรียนได้ทุกอย่าง บริหาร วิศวะ หรือ สถาปัตย์ ความสนใจหลากหลายมาก สุดท้าย เค้าเลือกที่จะเรียน สถาปัตย์ เพราะ มันตอบความคิดสร้างสรรค์ที่เค้ามีได้เยอะกว่า พอพี่ชายคนโตเรียนสถาปัตย์ โอ๊คที่เป็นคนรองก็ไปสมัครสอบได้สถาปัตยกรรมภายใน ตามนิสัยเขา เพราะเขาเป็นคนละเอียดอ่อน พอมาอีฟก็เลยกลัวว่าจะคุยกับพี่น้องไม่รู้เรื่อง ก็เลยตามไปเรียนสถาปัตย์ที่จุฬาฯ เป็นเรื่องของความสมัครใจ ไม่ได้บังคับ ส่วนเรื่องความหนักใจ แม่ไม่หนักใจนะคะ แต่เวลาทำงานร่วมกันมันก็มีบ้าง พี่น้องเกิดจากท้องแม่เดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน ทะเลาะกันมันเป็นเรื่องธรรมดา สามีภรรยายังทะเลาะกันเลย ก็เลยปล่อยเขาทะเลาะกันบ้าง (หัวเราะ) แต่สุดท้ายไฟนอล งานออกมาดี แม่ก็คอยดู แต่ตอนนี้แม่ดูเรื่องการเงินอย่างเดียวแล้ว ไม่ดูเรื่องดีไซน์แล้ว เพราะทะเลาะกันสี่ห้าเสียงก็พอแล้ว (หัวเราะกันลั่น) บางทีเขาก็ถามแม่ให้ช่วยดู ช่วยโหวตเหมือนกัน

WURKON:

อย่างช่วงยุคฟองสบู่แตก ที่อาชีพสถาปัตยกรรมค่อนข้างแย่มาก บริษัทผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไงครับ

ลัดดา:

คือเพราะว่าเราหลากหลายไง ตอนที่ฟองสบู่แตก จริงๆ แล้วตอนนั้นแม่ทำเรื่องสถาปัตย์กับการก่อสร้าง แต่ช่วงนั้นแม่ก็เริ่มหันมาทำออกแบบตกแต่งภายในครบวงจรและรับเหมาก่อสร้าง ก็รอดมาจากปี 40 ได้ ตอนนั้นแม่ทำตั้งแต่ Hard Rock Cafe สถาปัตยกรรมภายในทั้งหมด แล้วก็ทำ Citi Bank อะไรพวกนี้ ก็เลยไม่ได้เดือดร้อน ถ้าเราจับงานรับเหมาก่อสร้างอย่างเดียว หรือสถาปัตยกรรมอย่างเดียว คงไม่ไหว เราก็เลยมาจับงานออกแบบตกแต่งภายในครบวงจร ก็ไปได้ดี เพราะถึงงานโครงสร้างส่วนใหญ่ตกต่ำ แต่งานออกแบบตกแต่งภายในยังมีต่างชาติเข้ามาทำออฟฟิศในบ้านเรา แม่ก็เลยมาจับงานนี้ ตอนนั้นก็ยังร่วมมือกับบริษัทข้ามชาติ สถาปนิก มัณฑนกรหลายบริษัท เราก็ทำงานก่อสร้างภายในอย่างเดียว แต่พอหลังๆ ลูกจบมาเนี่ย ก็มีการประกวดแบบอะไรต่างๆ ก็มาจับงานออกแบบตกแต่งภายในที่เป็นส่วนของดีไซน์มากขึ้น

Hard Rock Cafe Bangkok ขอบคุณภาพจาก https://goo.gl/WcBn8m

WURKON:

เมื่อกี้พูดว่า Hard Rock Cafe คุณแม่เป็นคนทำเหรอครับ!

ลัดดา:

อันที่เป็นตุ๊กตุ๊กนะคะ ยุคแรกที่เจ้าของเขาเป็นเศรษฐีจากสิงคโปร์ เขาซื้อตึกไว้ตั้งปีกว่า งานไม่คืบหน้า เพราะเขาไปจ้างสถาปนิกคนอื่นแล้วไม่กล้าทำ ทำแล้วไม่เวิร์ค ออกแบบแล้วไม่สามารถปรับปรุงใหม่ตามความต้องการของเจ้าของได้ เขาก็เลยให้แม่ไปดู แล้วก็ปรึกษาว่า ทำได้ไหม? ตอนนั้นสโลแกนเราคือ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ แม่ก็รับ แล้วเขาก็ให้บินไปที่สิงคโปร์กับมาเลเซีย เพื่อจะดูว่าที่โน่นเขาทำยังไง แล้วเขาก็เอารูปให้เราดูว่าคอนเซ็ปต์ของ Hard Rock Cafe ที่ลาสเวกัส ที่โตเกียว ว่าเขามีคิงคอง มีรถโรลส์-รอยซ์อะไรพุ่งออกมา เขาก็มาปรึกษาเราว่าทำได้ไหม? เราก็บอกว่าบ้านเราก็เป็นรถตุ๊กตุ๊กก็ได้นะ ก็ให้ไอเดียเขา เราก็ถามว่าเขาจะปรับปรุงใหม่กี่ชั้น แต่ละชั้นต้องการอะไร คอนเซ็ปต์คุณเป็นยังไง เขาถามว่าเราทำได้ไหม เราบอกได้ เซ็นสัญญาเลยนะ จากแบบร่างเฉยๆ ตอนนั้นผู้รับเหมาก่อสร้างเป็นคนที่ทำให้สยามสแควร์ เราก็ช่วยเขาทางด้านสถาปัตยกรรมภายใน ทำไป สามเดือนเสร็จ จากที่เขาทิ้งไว้ตั้งแปดเก้าเดือน เดอะพาเลซดิสโก้เทคก็เหมือนกัน ที่เป็นสะพานลอยข้างใน จากนั้นแม่ก็เลยมาจับงานสถาปัตยกรรมภายในยุคนั้นแหละค่ะ

WURKON:

ขอโทษนะครับ เฟี้ยวมากเลยอ่ะครับคุณแม่! (หัวเราะกันลั่น) โดยเฉพาะ Hard Rock Cafe ที่เป็นสามล้อข้างหน้าเนี่ย มันเป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นไทยกับความเป็น Hard Rock Cafe แบบตะวันตกได้กลมกลืนมากๆ มันเป็นงานดีไซน์ที่เฟี้ยวมากๆ เลยในยุคนั้น สงสัยตั้งนานว่าใครทำ อยู่ตรงนี้นี่เอง (หัวเราะกันร่วน)

ลัดดา:

ค่ะ ตอนนั้นสั่งทำสามล้อจากไฟเบอร์ แล้วยกขึ้นไปสนุกสนานมาก มันตัดเป็นสองตอนไง ส่วนหัวติดด้านหน้า ส่วนท้ายติดด้านหลัง สนุกค่ะ ทำกัน ลุยกันจนถึงเช้า เขาจะมีที่ปรึกษามีวิศวกรจากมาเลย์มาคุม เขาก็มาถามเราว่ายูทำได้ไหม เราบอกว่า ไม่มีอะไรที่ไอทำไม่ได้ (หัวเราะ) แล้วยูจะทำเสร็จทันไหม พนันเลยว่ายูทำไม่เสร็จ เราบอก ไอทำเสร็จ พรุ่งนี้เช้ายูมาดูเลย เราทำถึงตีห้า เคลียร์เสร็จทุกอย่าง เขาก็ยอมยกนิ้วให้ ตอนหลังมีงานอะไรเขาก็เอามาให้เรา Gloria Jean's Coffees ที่เข้ามาสาขาแรกเราก็เป็นคนทำ

WURKON:

อย่างแนวคิดแบบสามล้อ Hard Rock Cafe หรือสะพานลอยใน เดอะพาเลซ นี่ไปได้แนวคิดมาจากไหนเหรอครับ

ลัดดา:

อย่างที่พาเลซ เขาได้ดีไซเนอร์มาจากสิงคโปร์ เขาก็เอาสะพานลอยมาอย่างเดียว เราก็เลยคิดหาทางสร้างให้มันเป็นไปได้ ใส่รายละเอียด ใส่อะไรให้เขาไป ช่วงนั้นเนี่ย ทำยังไม่เสร็จเลย ตอนกลางคืนเขาก็เปิดให้คนเต้นแล้วนะ (หัวเราะกันร่วน) กลางวันตั้งเสาขึ้นมาก่อสร้าง กลางคืนก็ปิดเป็นโซน คนเข้าไปเต้นก็ใส่หมวกกันน็อก

WURKON:

เก๋ไปอีก

Tropical Islands Resort ภาพจาก https://goo.gl/HjeniD

ลัดดา:

ใช่ค่ะ (หัวเราะ) โอ้ย แม่มีเรื่องเล่าเยอะ (ลูกๆ หัวเราะ) เราได้ไปทำงานที่เยอรมันด้วยนะ อันนี้น่าจะปี 2009 ที่เบอร์ลิน ชื่อ Tropical Islands Resort มันเป็นโดมยักษ์เลย ก็พวกลูกค้าเก่านี่แหละ เขาไปประมูลโดมยักษ์ที่เยอรมัน ซึ่งเคยเป็นโรงเก็บและซ่อมเครื่องบิน แต่เจ๊ง เทศบาลเยอรมันก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร บางคนก็บอกว่าให้ทุบทิ้ง เพราะพื้นที่พันกว่าไร่ เอาไปทำอย่างอื่น แต่เศรษฐีมาเลเซียเขาไปประมูลมาได้ เขาบอกว่าเขาจะทำ ควบคุมอุณหภูมิทั้งหมด 25 - 30 องศาเซลเซียส เป็นพื้นที่เขตร้อน ทำภูเขาเทียม โดมยาว 310 เมตร กว้าง 270 สูง 200 กว่าเมตร เป็นโดมที่ไม่มีโครงสร้างเสาอะไรเลย เขาเห็นผลงาน Hard Rock Cafe เดอะพาเลซ เขาก็บอกว่า ก็มีเรานี่แหละ ที่ทำได้ ก็เลยแนะนำแม่ไป  ก็ทำบ้านทรงไทยภาคกลาง สามยูนิต มีซุ้มประตูทางเข้าและยกพื้น ทำกันในโรงงานบ้านเรานี่แหละ เราก็แยกเป็นชิ้นส่วนขนส่งทางเรือไปประกอบที่โน่น เขาก็ขอคนงานเราไปติดตั้งบ้านไทย  โดยให้เวลาประมาณเดือนนึง เราก็พาคนงานไป สนุกสนานกันมาก เราก็ไปดูเทคนิคที่เขาทำทะเลสาบเทียม เดินท่อความร้อนหมดเลย ทำภูเขาเทียมทำจากโฟม เรือนอนุบาลต้นไม้เมืองร้อนจากเนเธอร์แลนด์ มันเป็นอะไรที่เราได้ไปเห็นเทคนิคเขาด้วย ระหว่างที่ติดตั้งเขาก็ใช้เว็บแคมถ่ายตลอด แล้วเขาก็ให้คนเข้าไปดูกระบวนการประกอบบ้านไทย เหมือนเป็นการแสดงอย่างนึง ตอนนี้บ้านไทยดังกว่าเพื่อนเลย เพราะเขามีจัดแต่งงาน จัดรดน้ำ ถามว่าทำไมถึงสร้างที่เบอร์ลิน เพราะคนเบอร์ลินส่วนใหญ่ไม่ได้ออกจากประเทศ แล้วเขาไม่มีทะเลไม่มีอะไร หน้าหนาวหิมะหนามาก พอเราทำเป็นพื้นที่เขตร้อน เขาก็ไปอยู่กันในนั้น บางคนอยู่ค้างคึนเลย คิดเป็นชั่วโมง สนุกสนาน ตอนนั้นแม่ก็ไปลุยคนเดียวน่ะ พวกนี้ยังไม่จบ แล้วก็เอาทีมช่างผู้ชายล้วน 17 คน เขาเลี้ยงดูดีมาก เพราะเราทำสัญญาว่าต้องดูแลคนงานเราอย่างดี นอนโรงแรมหรู ซักผ้าให้หมด อาหารเช้ากลางวันเย็น บุฟเฟ่ต์อาหารเยอรมัน ไส้กรอก เราก็ขนน้ำพริกกะปิปลาร้าไปแอบกินกันในคอนเทนเนอร์ (หัวเราะกันร่วน) ก็สนุก เป็นประสบการณ์ชีวิตนะ เสร็จแล้วกลับมาลูกๆ ก็จบพอดี แม่ก็เลิกทำแล้ว

WURKON:

ไม่น่าเลิกเลยนะครับ (หัวเราะกันร่วน)

Why 97 Pub and Restaurant

Lafs café

กังวานสิริ:

ตอนนี้มาดูการเงินแทน เป็นงานที่สำคัญที่สุด (หัวเราะกันลั่น) ตอนต่อมาก็มาถึงยุคพี่ชายคนกลางที่ชิลๆ เขาก็ไปเที่ยวบ่อยจนได้ทำร้านนั่งเล่น น่ะค่ะ เพราะไปชิลบ่อยๆ (หัวเราะ) นอกจากนั้นก็ทำร้าน สละโสด ที่รัชดา ร้าน Why 97 ที่เอเชียทีค งานร้านอาหารก็จะเป็นสายของพี่โอ๊คแหละ นั่งคุยงานในผับจนเช้า (หัวเราะ) แต่พี่โอ๊คเขาทำหลายอย่างน่ะค่ะ กลางวันเป็นดีไซเนอร์ ตอนกลางคืนเขาเป็นนักดนตรีเล่นในผับจริงจังเลยนะ เล่นกีต้าร์ตั้งแต่สมัยเรียนน่ะ เตะฟุตบอลด้วย ที่เห็นรางวัลที่ตั้งอยู่บนหิ้งไม่ใช่รางวัลออกแบบนะ รางวัลฟุตบอลทั้งนั้นเลย (หัวเราะกันลั่น)

WURKON:

ดูเป็นออฟฟิศที่สนุกสนานมากเลยนะครับ

ลัดดา:

เฮฮาค่ะ ตอนวันศุกร์เย็นเราก็มีปาร์ตี้กัน เดิมมีคลับเฮ้าส์อยู่ข้างหน้า มีโต๊ะปิงปอง มีฟิตเนส มีห้องซ้อมดนตรีกัน หลังๆ มันเกะกะก็เลยรื้อทิ้ง (หัวเราะ)

กังวานสิริ:

ทีมฟุตบอลเราไม่เป็นรองใคร

นโรตม์:

เอ๊ะ! นี่เราคุยเรื่องออกแบบกันอยู่ไม่ใช่เหรอ (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

มิน่าเห็นเสื้อทีมแมนยูฯ ของ เดวิด เบคแฮม พร้อมลายเซ็นแขวนอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วย ได้มายังไงครับเนี่ย

ภาพถ่ายโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ลัดดา:

อ๋อ พี่ชายแม่ค่ะ ชื่อ สันติภาพ เตชะวณิช เป็นอดีตผู้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทย ตอนนั้นเบคแฮมมาเมืองไทย เขาก็เลยถอดเสื้อให้ เซ็นลายเซ็นให้เสร็จสรรพ แล้วเขาก็เอาไปใส่กรอบ พี่เขาเอาไปวางทิ้งไว้ที่บ้าน ไม่มีใครดูแล เราก็เลยบอก เอามาแขวนไว้ที่นี่ดีกว่า

กังวานสิริ:

เป็นแรงบันดาลใจให้เราตั้งทีมฟุตบอล

นโรตม์:

ถ้วยฟุตบอลเราเลยเยอะกว่าถ้วยออกแบบ (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

ตอนนี้แนวทางการทำงานในรุ่นลูกเปลี่ยนไปจากรุ่นพ่อรุ่นแม่มากไหมครับ

ลัดดา:

เดิมเราเติบโตมาจากงานก่อสร้าง สมัยแม่คนจะรู้จักเราในฐานะ Progressive Building พอแม่วางมือให้ลูกทำ ก็พยายามที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ สร้างแบรนด์ใหม่ของคนรุ่นใหม่ ให้เป็นงานออกแบบ เป็นดีไซเนอร์มากกว่า เพราะสมัยแม่กับพ่อ ก็เรียนสถาปัตย์มาจากจุฬาฯ ทั้งคู่ ก็ทำงานออกแบบไป สร้างไป ส่วนใหญ่ก็เป็นบ้านพักอาศัย หรือว่าอพาร์ตเม้นต์ เสียส่วนใหญ่ แล้วก็สวมหมวกผู้รับเหมาก่อสร้างเยอะกว่า รุ่นลูกๆ เขาก็จะเป็นนักออกแบบมากกว่าแม่

WURKON:

โห ออกแบบ ฮาร์ดร็อกคาเฟ่ กับ เดอะ พาเลซ ก็ไม่ธรรมดาแล้วนะครับ (หัวเราะกันร่วน) การออกแบบและรับเหมาไปด้วยแบบครบวงจรนี่ก็ถือเป็นจุดแข็งของบริษัทคุณแม่ในยุคนั้นเลยใช่ไหมครับ

ลัดดา:

สมัยแรกๆ สถาปนิกยังถูกมองว่าไม่ควรมารับเหมาก่อสร้าง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่จริงๆ แล้วพอตอนแม่ไปอังกฤษ ที่นั่นเขาบอกกันว่า คนที่เหมาะจะมาทำงานก่อสร้างจริงๆ คือสถาปนิก เพราะเป็นคนที่รู้รายละเอียดและมาตรฐานของงานว่าควรจะเป็นยังไง จากที่เราคุมก่อสร้างมา พอเราออกแบบแล้วให้คนอื่นสร้างเนี่ย เรารู้สึกหงุดหงิดไง มันไม่ได้ดั่งใจ บางทีช่างกระเบื้องทำงานครึ่งๆ กลางๆ ตอนหลังเราก็ฝึกช่างเองเลย แล้วส่วนใหญ่ก็จะรับงานที่ ไฮคลาสหน่อย ไฮเอนด์หน่อย Tailor Made (สั่งทำขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ) น่ะ แล้วก็สร้างผลงานมาเรื่อยๆ ปากต่อปาก ในเรื่องของการออกแบบสถาปัตยกรรมตอนนี้ก็ไม่ได้ทำงานใหญ่เท่าไหร่ แต่มันมีงานมาตลอด 20 กว่าปีที่ทำงานมา โดยไม่ต้องโฆษณา เพราะเขาก็ห้ามโฆษณาด้วย (ตามกฎหมาย ห้ามสถาปนิกโฆษณา ใช้ หรือจ้างวาน ให้ผู้อื่นโฆษณาวิชาชีพของตัวเอง) จนเราเปลี่ยนพลิกผันตอนที่เศรษฐกิจไม่ดี เราสร้างคอนโดด้วยนะ คอนโด Pearl Garden 21 ชั้น เราก็สร้างมาแล้ว แต่ตอนหลังเราก็ทำโครงสร้างไม่ไหวแล้ว เพราะฟองสบู่แตกธุรกิจล้มกันหมด เราก็หันมาจับงานตกแต่งภายใน จังหวะนั้นเราก็ได้ทำ ฮาร์ดร็อกคาเฟ่ กับ เดอะ พาเลซ แล้วก็ได้ทำ Citibank, Standard Charter ทำสถาปัตยกรรมภายในโดยที่ต่างชาติออกแบบ โดยที่เรายังไม่ได้ออกแบบเท่าไหร่ พอลูกจบมาก็มีกำลังขึ้นมา เราก็เติบโตด้านดีไซน์มากขึ้น

WURKON:

แต่ฮาร์ดร็อกคาเฟ่นี่คุณแม่ออกแบบใช่ไหมครับ

ลัดดา:

ใช่ ก็คุยกันแล้วเขียนแบบ ปรับปรุงโครงสร้างข้างในอาคารเดิมที่เป็น ภัตตาคารแมนดาริน เราก็รื้อการตกแต่งภายในของเดิมออกหมด ตัดคาน เปิดพื้นที่โล่ง คือฝรั่งเขาไม่เข้าใจโครงสร้างของเราด้วย เขาก็ไม่กล้าทำ เราก็เอาวิศวกรของเราเข้าไป ถามเจ้าของที่สิงคโปร์ว่าเขาอยากได้อะไร เราก็ทำให้เขา อย่างตอนทำเคาน์เตอร์บาร์เป็นรูปกีต้าร์ โพลียูรีเทนมันยังไม่แห้ง โดนฝุ่นไม่ได้ ในขณะที่งานมันต้องเร่ง ก็เลยต้องทำซุ้มครอบไว้ให้คนอื่นทำงานได้ (หัวเราะ) สนุกมาก ลูกๆ เขาไม่รู้หรอก เรื่องเก่าๆ พวกนี้ (ลูกๆ หัวเราะกันลั่น) กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้นะ ก็เหนื่อยพอสมควร เพราะสัญญาที่เราทำก่อสร้างเนี่ย ก็โดนเบี้ยวมาเยอะ สมัยก่อนนะคะ แต่เดี๋ยวนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจตกต่ำไปแล้ว พวกบริษัทข้ามชาติที่อยู่รอดมาได้ก็รู้สึกว่าจะมีคุณธรรมมากขึ้น พวกที่แย่ๆ จับเสือมือเปล่าก็ล้มหายตายจากไปเยอะ เราอยู่ด้วยผลงานเก่าๆ ที่ลูกค้าพูดกันปากต่อปากน่ะค่ะ

WURKON:

สังเกตจากที่เล่าๆ มา บริษัทนี้เวลาทำงานนี่ดูมีความสุขสนุกสนานดีนะครับ (หัวเราะกันร่วน)

กังวานสิริ:

ก็มีนะ มันเหมือนเป็นชีวิต ก็อย่างที่บอกแหละ เหมือนกับว่าเราแยกพาร์ทกันทำงานก็จริง แต่จริงๆ คือเวลามีโปรเจ็กต์ตกแต่งภายใน บางทีอีฟกับต๊อปก็ไปด้วย เพราะเราคุยกับลูกค้าเอง หรืออย่างการทำฮาร์ดร็อกคาเฟ่ คุณแม่ก็ไม่ได้ใช้ทักษะเรื่องการตกแต่งภายในอย่างเดียว แต่มีความรู้เรื่องโครงสร้างด้วย เพราะคุณแม่เป็นสถาปนิก ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าสามารถตัดคานได้โดยไม่กระทบโครงสร้างหลัก ทางทฤษฎีมันก็เหมือนกับการส่งผ่านความรู้น่ะ คือเราคุยกัน แล้วก็ประสานการทำงานกันจริงๆ

ลัดดา:

การมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญหลายอย่างมันก็มีประโยชน์กับเรา ไม่ว่าทางด้านเทคโนโลยี ด้านโครงสร้าง ด้านการตกแต่งภายใน อย่างบริษัทต่างชาติที่เขาใช้เรา เพราะเขามั่นใจในตัวเรา เราก็ได้งานที่เกี่ยวกับโครงสร้างทุกที อย่างบริษัทสถาปนิกออสเตรเลียออกแบบโครงสร้างโดมที่ตึกเอ็มไพร์ มันต้องมีการตัดพื้น ตัดอะไร คนอื่นก็ไม่กล้าทำ แต่เราทำได้ เพราะเรามีวิศวกรของเรา

WURKON:

ก็เลยทำให้งานออกแบบของ PBM มีขอบเขตที่กว้างขึ้น?

กังวานสิริ:

พอเรามีพื้นฐานด้านงานก่อสร้างมา มันก็เลยทำให้เราได้ดีลงานเกี่ยวกับระบบวิศวกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานตกแต่งภายในด้วย บางโปรเจ็กต์เขาก็ไม่เชื่อว่ามันจะทำได้ แต่บางทีเราเคยทำมาแล้วไง เราว่าช่างเราทำได้น่ะ เราก็เอาตัวอย่างงานที่เคยทำมาก่อนไปให้เขาดูว่า นี่ไง ทำได้

Mercedes-Benz Thailand Headquarters

WURKON:

ก็ดีนะ เหมือนที่คุณอีฟบอกว่าสถาปัตยกรรมมันเป็นวิทยาศาสตร์ผสมกับศิลปะ มันก็จะดีตรงที่เรารู้ว่าสิ่งที่เราคิดสามารถทำให้เป็นจริงได้ จินตนาการก็ได้รับการตอบสนอง

กังวานสิริ:

ใช่ค่ะ โชคดีว่าเรามีพื้นฐานทางช่าง ทางด้านก่อสร้างมา มันช่วยได้เยอะ

ลัดดา:

มันครบวงจรหมดไง มันทำให้เรามองเป็นสี่มิติชัดเจน บางทีดีไซเนอร์เขาคิดไม่ออกว่ามันจะสร้างได้ยังไง

WURKON:

ไม่ธรรมดาเลยนะครับ มีมิติที่สี่ด้วย (หัวเราะกันร่วน)

นโรตม์:

มันมีเรื่องของเวลาด้วยไงครับ

ลัดดา:

เรื่องเวลาเราวางตารางเป๊ะ ส่งมอบงานให้เจ้าของไม่พลาด การที่เราได้มีโอกาสเป็นผู้รับเหมา ตีราคาแบบงานตกแต่งภายใน เราได้ศึกษาแบบของตั้งกี่บริษัทน่ะ เรารู้มาตรฐานการเขียน อันนี้ก็เป็นประโยชน์ที่เราเอากลับมาใช้กับออฟฟิศเรา

WURKON:

เรามาพูดกันเรื่องปัญหาคลาสสิคของสถาปนิกบ้านเราบ้าง อย่างเรื่องเกี่ยวกับฮวงจุ้ยนี้ได้เจอบ้างไหมครับ

ลัดดา:

จริงๆ แล้วคนยิ่งรวยยิ่งเชื่อซินแสฮวงจุ้ยนะคะ แล้วแม่ก็ทำบ้านมาตลอด คนที่มีอันจะกินเขาก็เชื่อกันมาก แต่เคยถามเขาว่าทำไมต้องเชื่อ บางทีสาเหตุคือ ตกลงกันไม่ได้ ต้องอ้างซินแส บางคนพี่น้องเจ็ดแปดคน เพราะฉะนั้นการเอาซินแสมาอ้างมันได้ผล สามีภรรยาเถียงกันไปกันมา สุดท้ายไปจบที่ซินแส (หัวเราะกันลั่น) เป็นทริคอันนึง แต่จริงๆ ต้องบอกว่า ศาสตร์ความเชื่อเกี่ยวกับฮวงจุ้ยของจีนที่มีมาแต่โบราณ มันเป็นเรื่องของการปรับทิศทางลม ทิศทางน้ำ มันเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์จริงๆ ไม่ใช่คติความเชื่อเฉยๆ บางทีบางโปรเจ็กต์เราออกแบบไป ซินแสบอก โห ทำไมถูกต้องหมดเลย เพราะมันเป็นศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกัน มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระ

WURKON:

เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีปัญหากับซินแสฮวงจุ้ย

ลัดดา:

ไม่มี เราคุยกันก็เข้าใจ พอวางไปมันก็ใช่ เป็นเหตุเป็นผล

นโรตม์:

เสริมบ้างนะครับ คือเหมือนเรามองว่าฮวงจุ้ยเป็นหนึ่งในความต้องการของลูกค้า ถ้า ณ วันแรกที่คุยกัน เขาบอกว่ามี เราก็จะเอาอันนั้นมาปรับใช้ให้เหมาะกับของเรา อันนั้นแหละจะไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันไม่มาตั้งแต่แรก อันนั้นแหละจะมีปัญหา ผมว่ามันไม่ใช่ปัญหาของฮวงจุ้ยแล้วแหละ มันคือการเปลี่ยนใจน่ะ ผมมองว่าปัญหามักจะเกิดจากการเปลี่ยนใจ และซินแสดูแบบไม่เป็น

WURKON:

มีซินแสที่ดูแบบเป็นด้วยเหรอครับ

นโรตม์:

ใช่ครับ อย่างที่คุณแม่เจอน่ะ เขาก็บอกทิศทางฮวงจุ้ยตามศาสตร์ที่เขาเรียนรู้สืบทอดมาหลายร้อยหลายพันปี แต่มันก็มีคนรุ่นใหม่ที่มาเพื่อใช้ความเชื่อหากินเฉยๆ บางอย่างมันก็พิสูจน์ได้ มันก็ตรงกับวิถีทางที่เราเรียนมาแบบวิทยาศาสตร์ แต่หลายๆ อย่างที่มันไม่มีเหตุผล วิธีที่ต้องเข้าไปดีลก็คือ ไม่ใช่ให้เขาบอกมาแล้วเราทำตาม แต่เราต้องเข้าไปคุยแล้วพลิกแพลงตามสถานการณ์ อย่างเขาบอกว่า ไม่ให้ทำรูใช่ไหม งั้นเราทำกรอบรอบแทนได้ไหม คือในเชิงประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรมมันก็ยังได้เหมือนเดิม แก่นของมันก็ยังอยู่

WURKON:

ถ้ามาก็มาตั้งแต่แรก?

กังวานสิริ:

ใช่ โดยเฉพาะทำบ้านนะ ตอนนี้ออฟฟิศก็ด้วย แม้แต่ออฟฟิศต่างชาติก็มี เพราะสุดท้ายคนที่นั่งในห้องเขาก็จะดูว่าทิศเขาอยู่ตรงไหน ตรงไหนตำแหน่งดี

นโรตม์:

เรามองว่ามันเป็นวัฒนธรรมผสมระหว่างไทยกับจีน เราต้องยอมรับวัฒนธรรมในประเทศน่ะ ไม่ใช่ว่าพอเราเป็นคนรุ่นใหม่แล้วเราไม่ฟัง ไปแอนตี้ ก็แค่ฟังแล้วเอามาปรับยังไงให้มันรวมกับดีไซน์ของเราแล้วออกมาดีได้

ลัดดา:

เราสามารถโน้มน้าวใจเจ้าของด้วยเหตุด้วยผล แล้วก็เลือกทางออกที่ดี ฟังก์ชั่นที่ดีที่สุดให้เขา โอเค บางทีถ้ามันไม่ส่งผลกระทบกับฟังก์ชั่นเราก็ปล่อยๆ ไปนะ อย่างมีสีแดงบ้างอะไรบ้าง เราก็หยอดๆ ไป ไม่เกี่ยวกับการใช้สอยก็ยอมรับได้

นโรตม์:

มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เจ้าของบ้านบอกว่าผมชอบเล่นไอแพดในส้วม เราจะบอกว่า เฮ้ย เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เราจะไม่ออกแบบให้ ก็ไม่ได้ เราต้องออกแบบให้เขาใช้งานได้ดีที่สุด และเขาสบายใจที่จะอยู่

WURKON:

ในแง่นึง นักออกแบบก็ต้องรับฟังความต้องการของลูกค้า แต่ในแง่ที่นักออกแบบไปเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของลูกค้า อย่างออฟฟิศของกสิกรที่เป็นรูปแบบการทำงานยุคใหม่ เราจะต่อรองกับเขาได้ยังไงครับ

ลัดดา:

อย่างที่บอกว่าเป็นการโน้มน้าวใจลูกค้าไงคะ ไม่ลองก็ไม่รู้ (หัวเราะกันร่วน)

นโรตม์:

เดี๋ยวนี้มีวิธีการหลายอย่างน่ะครับ แล้วแต่ว่าเราคุยกับใคร มีทั้งรูปตัวอย่างที่เราทำให้ดู ทำโมเดลขึ้นมา หรือทำแบบจำลองขนาดเท่าจริงเลย คุณลองอยู่ในพื้นที่นี้ดูนะ มันดีอย่างที่เราบอก รู้สึกอย่างที่เราบอกหรือเปล่า เราก็ต้องหาเครื่องมือไปพิสูจน์

กังวานสิริ:

อย่างงานกสิกรเนี่ย ทำแบบจำลองขนาดเท่าจริงเลยค่ะ ทำพื้นที่ขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่า ที่เราบอกว่าไม่แคบ กว้าง ให้เขาลองใช้ดูว่าเขารู้สึกกับมันยังไง อย่าง Work Station ที่ไปแข่งนำเสนองานมา ตอนนั้นมี 13 เจ้า ตอนนั้นโจทย์คือเขาต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอดเวลา อย่างวันนี้คุณได้เลื่อนขั้น คุณจะได้โต๊ะทำงานที่กว้างขึ้น โจทย์ของ Work Station ก็คือ จับเวลาเลยว่าใช้เวลาในการถอดประกอบเท่าไหร่ เจ้าที่ใช้เวลาเกินกำหนดก็จะถูกคัดออกไปก่อน เขาคำนึงถึงตรงนี้ก่อนความสวยงามเสียอีก

WURKON:

เหมือนทีวีแชมเปี่้ยนเลยนะครับ

กังวานสิริ:

(หัวเราะ) ก็พยายามหาเทคนิคอะไรเข้าไปช่วยให้เขาเห็นภาพมากที่สุดน่ะค่ะ

WURKON:

มีงานประเภทไหนที่ไม่อยากรับเลยไหม

กังวานสิริ:

ประเภทงานคงพูดยากแหละ เป็นที่ประเภทคนมากกว่า (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงเหรอครับว่าคนไหนที่เราไม่อยากทำงานด้วย

ลัดดา:

บางทีดูโหงวเฮ้ง (หัวเราะกันลั่น) บางทีเราคุยๆ สองสามคำ แม่แอบบอก คนนี้ไม่ต้องรับทำหรอก (หัวเราะกันร่วน)

นโรตม์:

พูดเรื่องฮวงจุ้ย โหงวเฮ้งเลยมาด้วยเลย (หัวเราะกันลั่น)

ลัดดา:

คือส่วนใหญ่เราเจอลูกค้าดี ตอนหลังๆ ที่แม่เกษียนมาเนี่ย ลูกค้าที่ไม่ค่อยดีแม่คัดออกหมดแล้วน่ะ (หัวเราะกันร่วน)

กังวานสิริ:

อย่างที่บอกแหละค่ะ ว่าตัวงานมันคือส่วนผสมของผู้ออกแบบ เจ้าของโครงการ บริบท และเวลา สุดท้ายแล้วเราเป็นคนปรุงน่ะ ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งมันอ่อนหรือแข็งไป มันก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาไม่ค่อยดีน่ะค่ะ

นโรตม์:

เราต้องนั่งคุยกับเขาเยอะๆ ชวนคุย เหมือนเราคุยกัน มันไม่ได้แค่เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับงาน แต่คุยกันไปเรื่อยๆ ทัศนคติเขาเป็นยังไง มีความชอบอะไร ทำธุรกิจอะไร ไลฟ์สไตล์เป็นแบบไหน เราก็จะรู้ได้ว่า ลูกค้าคนนี้จะอยู่กับเราได้ตลอดรอดฝั่งจนงานจบหรือเปล่า

WURKON:

เคยคุยกับคุณ จูน เซคิโนะ เขาบอกว่า การที่คนคนนึงมาจ้างสถาปนิกออกแบบบ้านนี่ค่อนข้างใจถึงเหมือนกัน เพราะแทนที่จะไปซื้อบ้านสำเร็จรูปในโครงการที่มีตัวอย่างให้ดูอยู่แล้ว กลับมาจ้างสถาปนิกออกแบบโดยที่ไม่เห็นอะไรเลย นอกจากจินตนาการบนกระดาษ

นโรตม์:

ใช่ ลูกค้าก็เลยสำคัญมาก ว่างานสุดท้ายมันจะออกมาเป็นยังไง มันไม่ใช่แค่เรารับเครดิตว่าเราเป็นดีไซเนอร์ จริงๆ มันคือส่วนผสมระหว่างเขากับเรา ว่ามันจะออกมาเป็นยังไงมากกว่า

กังวานสิริ:

เหมือนที่บางคนเรียกสถาปนิกว่า “หมอบ้าน” น่ะค่ะ เพราะเราไม่ได้สร้างแค่บ้าน แต่เราคุยกับคนยังไงให้เขาสบายใจที่สุด แล้วการทำสถาปัตยกรรมที่ละเอียดที่สุดอย่างการทำบ้านเนี่ย จริงๆ เราต้องรู้ว่าเขาใช้ชีวิตอยู่ยังไง ทำยังไงให้เขาสบายใจให้เขาเล่าว่า เออ เขาใช้ชีวิตแบบงี้ อย่างเราไปกับพี่ต๊อปเนี่ย เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ก็จะมีผู้ชายกับผู้หญิงใช่ไหมคะ บางทีเจ้าของบ้านผู้หญิงก็จะสะดวกคุยกับผู้หญิง เจ้าของบ้านผู้ชายก็จะสะดวกคุยกับผู้ชายมากกว่า บางทีเราต้องรู้ละเอียดมากเหมือนกัน

ลัดดา:

คือเรากำลังสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่เข้ากับครอบครัวเขาจริงๆ เราไม่ได้เอาสถาปัตยกรรมสไตล์ของเรา หรือไลฟ์สไตล์ของเราไปใส่ให้เขา ทุกครั้งเวลาทำบ้าน จะเป็นงานที่ออกแบบยาก และละเอียดที่สุด แล้วเราก็จะตอบสนองครอบครัวนั้นๆ โดยเฉพาะ บ้านแต่ละหลังที่เราออกแบบก็จะไม่ซ้ำแบบกัน เพราะว่าลูกค้าเราไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พอมีคนถามว่าสไตล์ของเราเป็นยังไง เราบอกว่ามันไม่ใช่ ต้องถามว่าลูกค้าเราแต่ละคน แฮปปี้กับบ้านที่เราออกแบบให้เขาไหม แต่ข้อดีของเราคือ เราทำงานออกแบบจากภายใน ออกไปสู่ภายนอก แล้วทำเปลือกหุ้มพื้นที่ที่เขาต้องการ มันจะต่างกับสถาปัตยกรรมทั่วไปที่ทำเปลือกภายนอกก่อน แล้วค่อยออกแบบภายในใส่เข้าไปทีหลัง หรือหานักออกแบบภายในเข้าไปทำทีหลัง เสร็จแล้วก็ไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ก็ต้องแก้กันใหม่ แต่เราดูจากการใช้งานว่าเป็นยังไง ชีวิตประจำวันของลูกค้าเป็นยังไง เราวางการตกแต่งภายในออกมา จนทุกอย่างลงตัวแล้ว เราค่อยทำเปลือกครอบอีกที

WURKON:

เป็นการทำงานแบบ Inside Out (ข้างในออกสู่ข้างนอก) ในขณะที่สถาปนิกบางคนจะทำแบบ Outside In

ลัดดา:

ใช่ นั่นคือปัญหาระหว่างสถาปนิกกับนักออกแบบภายใน ส่วนใหญ่บ้านจัดสรรเราจะเห็นว่า มีการทำแล้วเติม แล้วทุบ ระบบต่างๆ ไม่ได้ไปด้วยกัน แต่บริษัทของเรามีคนที่รู้เรื่องระบบ ฟังก์ชั่น แม้แต่จะเสียบปลั๊กตรงไหน เราจะดีไซน์ให้หมด

WURKON:

คุณแม่น่าจะกลับไปสอนอีกนะครับ (หัวเราะกันลั่น)

ลัดดา:

เป็นประสบการณ์น่ะค่ะ จากการทำทั้งงานสถาปัตยกรรม งานก่อสร้าง งานออกแบบภายใน มันทำให้เรามองภาพรวมได้หมด แม้แต่เรื่องงบประมาณด้วย ของเรารวมเบ็ดเสร็จเลย เหมือนคุณจะตัดเสื้อชุดนึงเนี่ย งบประมาณเท่าไหร่ ใช้เนื้อผ้าแบบไหน ไซส์เท่าไหร่ มันยืดหยุ่นได้ บางทีเจ้าของบ้านไม่อยากจ้างสถาปนิกเพราะไม่อยากเปลืองงบประมาณ แต่จริงๆ สถาปนิกเนี่ย ช่วยประหยัดงบประมาณของเจ้าของบ้านมากกว่าค่าจ้างสถาปนิกเสียอีก อย่างเช่นเรื่องสเป็ควัสดุต่างๆ เนี่ย เราจะเลือกสเป็คที่มีประโยชน์ในการใช้สอยที่ถูกต้องจริงๆ ไม่ใช่ทำเพราะคนโน้นคนนี้มาวิ่งสเป็ค แล้วเราให้ ผนวกกับความซื่อสัตย์สุจริตที่เราทำมาตลอด จนลูกค้าไว้ใจ ตอนหลังงานบางงานเสนอราคาไป เขาไม่ต้องต่อน่ะค่ะ”. (หัวเราะกันร่วน)

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ขอบคุณภาพถ่ายสถาปัตยกรรมจาก PBM

#WURKON #architecture #PBM #progressivebuildingmanagement #family #KBTG #ครอบครัวสถาปนิก #บริการออกแบบที่ครบวงจร #ดีไซน์คือการแก้ปัญหา #ผู้เชี่ยวชาญทั้งการออกแบบและการก่อสร้าง #แรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรม #การออกแบบพื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ #วิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30