Blog

Renoir กับเทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจของศิลปินสองรุ่น

Renoir กับเทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจของศิลปินสองรุ่น

13 มีนาคม 2562

ด้วยความที่เรียนมาทางด้านศิลปะและชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ หนึ่งในบรรดาหนังที่ผมโปรดปรานจึงเป็นหนังเกี่ยวกับชีวประวัติศิลปิน เพราะสำหรับคนเกียจคร้าน การดูภาพเคลื่อนไหวบนจอ ย่อมเพลิดเพลินกว่าการนั่งอ่านหนังสือเล่มหนาเป็นไหน ๆ

ในโลกนี้มีหนังชีวประวัติของศิลปินที่ถูกทำออกมามากมายที่นอกจากจะให้ความรู้แล้ว ยังสนุกสนานไปกับเรื่องราวและประทับใจไปกับบุคลิกอันน่าทึ่งของศิลปินเหล่านั้นที่ถูกถ่ายทอดลงบนจอภาพยนตร์

ปลายปี 2012 มีหนังของผกก. อารมณ์ศิลป์ชาวฝรั่งเศส ชีลส์ บูร์ดัวส์ (Gilles Bourdos) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวประวัติของศิลปินเอกของโลกศิลปะอีกคนหนึ่งออกมาให้ชมกัน

หนังเรื่องนั้นมีชื่อว่า Renoir (2012)

Renoir (2012)

คงไม่ต้องบอกกันว่าศิลปินผู้นั้นก็คือ ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste Renoir) นั่นเอง

จิตรกรชาวฝรั่งเศสผู้เป็นศิลปินหัวหอกคนสำคัญในกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์* ด้วยผลงานที่ถ่ายทอดความงดงามอ่อนหวานของธรรมชาติและผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงามอันเย้ายวนของหญิงสาว ภาพวาดของเขามีความโดดเด่นในเรื่องการใช้แสงอันสดใสเจิดจ้าและสีสันอันเอิบอิ่มชุ่มฉ่ำ ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในการถ่ายทอดภาพทิวทัศน์และผู้คนในอิริยาบถอันผ่อนคลาย ไม่จงใจจัดแต่งวางท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเปลือยของหญิงสาวเป็นหัวข้อที่เขาโปรดปรานในการวาดที่สุด เรอนัวร์มักจะนำเสนอรายละเอียดของสีสันผ่านฝีแปรงอันอิสระที่ทำให้ตัวละครในภาพค่อย ๆ กลืนเข้ากับสภาพแวดล้อมและหลอมรวมเข้าหากันอย่างนุ่มนวล

Impression, Sunrise, 1873, สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ Marmottan Monet, ปารีส, ผลงานของ โฆล้ด โมเนต์

อิมเพรสชั่นนิสม์* (Impressionism - ค.ศ. 1874-1926) เป็นกระแสศิลปะที่เริ่มต้นขึ้นจากกลุ่มศิลปินในปารีส, ฝรั่งเศส ที่ได้รับอิทธิพลจากวิวัฒนาการทางสังคมในยุคนั้นที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งทางด้านสังคม การเมือง (การปฏิวัติฝรั่งเศส) ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบทฤษฎีแสงสีทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นเหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้จิตรกรในยุคนั้นเริ่มวาดภาพด้วยการใช้ทฤษฎีแสงสีในบรรยากาศเพื่อบันทึกความประทับใจในธรรมชาติและชีวิตผู้คน พวกเขามักวาดภาพทิวทัศน์ ผู้คนธรรมดาทั่ว ๆ ไป (บ่อยครั้งเป็นภาพนู๊ด) แทนที่จะเป็นภาพเกี่ยวกับศาสนา เทพนิยายปรัมปรา หรือภาพของชนชั้นสูง ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและไม่เป็นที่ยอมรับในแวดวงศิลปะ พวกเขามักวาดภาพด้วยการใช้ฝีแปรงสะบัดอย่างหยาบ ๆ ด้วยความรวดเร็วจนทิ้งรอยฝีแปรงไว้บนภาพ เพื่อจับห้วงเวลาชั่วขณะที่อยู่ตรงหน้าซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกวินาที โดยไม่เน้นความเหมือนจริง แต่เป็นการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกและความประทับใจที่มีต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวในตอนนั้นมากกว่า จนนำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคำวิจารณ์ของ หลุยส์ เลอรอย นักวิจารณ์ชื่อดัง ที่กล่าวประชดประชันภาพ Impression, Sunrise ของ โฆล้ด โมเนต์ ว่า “ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความประทับใจแบบวูบวาบฉาบฉวย ภาพร่างลวก ๆ บนกระดาษติดฝาผนังยังดูเสร็จสมบูรณ์กว่าด้วยซ้ำ” ซึ่งโดนใจศิลปินกลุ่มนี้อย่างแรงจนเอามาตั้งเป็นชื่อกลุ่มในที่สุด อย่างไรก็ดี ศิลปินกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์นี่แหละ ที่ทำให้วงการศิลปะของโลกเดินทางมาถึงจุดหักเหสำคัญที่ทำให้มันก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เรียกว่า ศิลปะสมัยใหม่ หรือ Modern Art ในที่สุด

ในช่วงปลายยุค 1860 จากการฝึกวาดภาพทิวทัศน์กลางแจ้ง เขาและเพื่อนจิตรกร โฆล้ด โมเนต์ (Claude Monet) ได้ค้นพบว่าสีสันของเงานั้น แท้จริงไม่ได้เป็นสีน้ำตาลหรือดำ หากแต่เป็นสีที่สะท้อนสีสันของสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวมัน ซึ่งการค้นพบนี้ในปัจจุบันรู้จักกันในชื่อว่า “การสะท้อนแสงพร่า” หรือ Diffuse Reflection ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของเทคนิคในการวาดภาพของศิลปินรุ่นหลังเป็นอันมาก หลักฐานจากการทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันปรากฏเป็นภาพเขียนหลายชิ้นของทั้งคู่ ที่มีฉากหลังเป็นสถานที่เดียวกัน

ผลงานช่วงแรกของเรอนัวร์เป็นภาพวาดอิมเพรสชั่นนิสต์ที่บันทึกห้วงเวลาสั้น ๆ ของชีวิตผู้คนที่เต็มไปด้วยแสงสีอันพร่างพราย ภาพวาดที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดในช่วงนี้คือ Dance at Le Moulin de la Galette (Bal du moulin de la Galette), 1876 ที่แสดงถึงฉากกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเต้นรำอยู่ในสวนบนเนินเขามงมาตร์ ใกล้กับที่เขาอาศัยอยู่

Dance at Le Moulin de la Galette (Bal du moulin de la Galette), 1876 สีน้ำมันบนผ้าใบ พิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d'Orsay) ปารีส

Luncheon of the Boating Party 1880–1881 สีน้ำมันบนผ้าใบ The Phillips Collection, วอชิงตัน ดี.ซี.

Dance at Bougival (รายละเอียด), 1883 สีน้ำมันบนผ้าใบ คอลเล็คชั่นส่วนตัว, สหรัฐอเมริกา, เรอนัวร์มักจะมีธรรมเนียมในการวาดภาพเหมือนชิ้นสุดท้ายให้กับชู้รักของเขาเป็นของขวัญจากลา ก่อนที่เขาจะทิ้งเธอไป เขาวาดภาพนี้โดยตัดมาจากส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่อยู่ในบอสตัน โดยเน้นย้ำไปที่รายละเอียดบนใบหน้าของหญิงสาวที่แดงระเรื่อด้วยสีของปัดแก้มและความรัญจวนใจ

แต่หลังจากนั้นเขาก็หันเหออกจากแนวทางของกลุ่มเพื่อฝึกฝนเทคนิคใหม่ ๆ ในการวาดภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพผู้หญิง ดังเช่นภาพชุด The Bather หรือ ผู้หญิงอาบน้ำ ที่เขาทำขึ้นในช่วงปี 1884-87 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเดินทางไปอิตาลีในช่วงปี 1881 และได้เห็นผลงานของราฟาเอลและจิตรกรชั้นครูในยุคเรอเนสซองซ์ ซึ่งยังผลให้เขาทำงานในแนวคลาสสิกมากขึ้น (สังเกตจากภาพในช่วงนั้นที่วาดเนียนจนไม่เห็นรอยฝีแปรง)

แต่อย่างไรก็ดี หลังจากปี 1890 เขาก็เปลี่ยนแนวทางในการทำงานอีกครั้ง โดยหวนกลับมาวาดแบบเดิมด้วยรอยฝีแปรงชัดเจนแต่บางเบาและสีสันพรายพร่างที่หลอมรวมตัวละครให้กลืนไปกับสภาพแวดล้อม ผสมผสานกับภาพหญิงสาวที่มีเนื้อหนังอันอุดมสมบูรณ์และการโพสท่าแบบคลาสสิคอันได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะในยุคเรอเนสซองซ์ และมันก็กลายเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จที่สุดและกลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพวาดอันเปิดเผยของหญิงสาวท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม

ตลอดชีวิตการทำงานอันยาวนานเขาวาดภาพกว่าหลายพันชิ้น ด้วยสไตล์อันอบอุ่นอ่อนโยน เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน ทำให้ภาพวาดของเขาเป็นที่รู้จักรวมถึงถูกผลิตซ้ำมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการศิลปะโลก

ช่วงบั้นปลายชีวิต เขาป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบอย่างรุนแรง ในปี 1907 และย้ายไปอาศัยอยู่ในฟาร์มใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มีอากาศอบอุ่นกว่า ถึงแม้เขาจะทรมานจากอาการป่วยจนเคลื่อนไหวไม่ค่อยได้และต้องนั่งอยู่ในรถเข็นเกือบตลอดเวลา แต่เขาก็ยังคงวาดภาพต่อไป (หลายคนคิดว่าเรอนัวร์ขยับนิ้วมือไม่ได้จนต้องผูกพู่กันติดกับนิ้วมือเพราะสังเกตจากภาพถ่าย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เขายังจับพู่กันวาดรูปได้แม้จะเคลื่อนไหวไม่สะดวกและต้องให้คนคอยช่วยบีบสีและหยิบพู่กันใส่มือให้เขา เหตุที่เขาต้องพันผ้าไว้ที่มือดังที่เห็นในรูปก็เพื่อปกป้องผิวหนังที่อ่อนแอไม่ให้ระคายเคืองจากการจับด้ามพู่กันต่างหาก)

ในปี 1919 เรอนัวร์ได้เข้าไปเยี่ยมชมภาพเขียนของเขาในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ถูกแขวนอย่างเป็นเกียรติร่วมกับเหล่าศิลปินชั้นครูในอดีต ก่อนที่จะเสียชีวิตอย่างสงบในวันที่ 3 ตุลาคม ณ หมู่บ้านในเมืองกาเนีย ซูร์ แมร์ แคว้นพรอว็องซาลป์โกตดาซูร์

เรอนัวร์มีลูกชายสามคน หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ฌ็อง เรอนัวร์ (Jean Renoir) นักสร้างภาพยนตร์ชื่อดังในยุคหนังเงียบจนถึงยุคหนังเสียง ผลงานอย่าง Grand Illusion (1937), The Rules of the Game (1939) และ The Southerner (1945) ของเขาได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา และตัวเขาก็ได้รับการยกให้อยู่ในอันดับที่สี่ของผู้กำกับภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลที่จัดโดยนิตยสาร Sight & Sound และเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ผลงานของเขาเป็นที่รักของผู้กำกับกลุ่มคลื่นลูกใหม่ของฝรั่งเศส (French New Wave) อย่าง ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์ และ ฌอง ลุค โกดาร์

เรื่องราวในหนัง Renoir เองก็เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้นี่แหละ โดยหนังเล่าเรื่องราวในช่วงฤดูร้อนในปี 1915 ที่ฌ็องกลับบ้านมาอยู่กับปีแยร์-โอกุสต์ผู้พ่อ เพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บจากการร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเขาก็ได้พานพบกับหญิงสาวสวยสคราญผู้มีผมสีแดงนางหนึ่ง ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นนางแบบให้พ่อของเขาวาดภาพ

ซึ่งอันที่จริง จะว่าไปหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องของเรอนัวร์เสียทีเดียวนัก เพราะหนังเองก็โฟกัสเรื่องราวไปที่หญิงสาวคนที่ว่านี้มากกว่า

เธอผู้นี้มีชื่อว่า อองเดร อุซส์ลิง (Andree Heuschling) หรือในชื่อเล่นว่า ดีดี้ (DeeDee) ผู้หญิงที่ว่ากันว่าเป็นนางแบบคนสุดท้ายของเรอนัวร์ผู้พ่อ และเธอผู้นี้นี่เองที่เข้ามาเป็น “Muse” หรือ “เทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจ” ผู้จุดไฟสร้างสรรค์ในช่วงบั้นปลายของชีวิตให้กับเรอนัวร์ผู้พ่อ และเป็นแรงดลใจสำคัญในการผลักดันให้เรอนัวร์คนลูกก้าวพ้นจากเงาของผู้เป็นพ่อจนกลายเป็นคนทำหนังที่ยิ่งใหญ่ในกาลต่อมา

Blonde à la rose, (Blonde woman with a rose), 1915-17, สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ De l’Orangerie, ปารีส, ผลงานของ ปิแยร์ ออกุสต์ เรอนัวร์ ภาพวาดพอร์ตเทรต อองเดร อุซส์ลิง หญิงสาวผู้เป็นแรงบันดาลใจของเขา

“ผมทำหนังเรื่องนี้ให้ อองเดร อุซสลิง” ชีลส์ บูร์ดัวส์ กล่าวขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเอาไว้ “เธอเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกของศิลปะ (จิตรกรรม) กับโลกภาพยนตร์ และโลกของเรอนัวร์ผู้พ่อกับลูกชาย ด้วยการใช้ผู้หญิงคนนี้เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราว มันเปิดทางให้เราเข้าถึงโลกของผู้ชายต่างวัยคู่นี้ได้”

เมื่อครั้งที่อองเดรในวัยขบเผาะมาถึงบ้านของ ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ ผู้พ่อที่กาเนีย ซูร์ แมร์ ในริเวร่า เขากำลังหมองหม่นโศกเศร้ากับการจากไปของภรรยา หวาดผวากับการที่ลูกชายต้องเข้าร่วมรบในสงคราม และต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานจากอาการไขข้ออักเสบจนทำให้แทบจะเป็นอัมพาต หญิงสาวผู้มีจิตวิญญาณเสรีผู้นี้ที่เปิดเผยเรือนร่างอันงดงามโพสท่าให้เขาได้วาดภาพ เธอได้ปลุกวิญญาณศิลปินและความกระหายอยากในการมีชีวิตของเขาให้กลับมามีชีวิตชีวาและวาดภาพได้อีกครั้ง เขาพรรณาถึงเธอให้ฌ็องลูกชายฟัง (ในหนัง) ว่า

"ทิเชียน (จิตรกรชั้นครูในยุคเรอเนสซองซ์) คงจะบูชาเธอ .......ถ้าจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ฉันโปรดปราน เส้นสายอันนุ่มนวลที่เอิบอาบแสงสีทองของเนื้อหนัง นั่นแหละคือทุกสิ่งทุกอย่าง" (บทสนทนาส่วนใหญ่ในหนังได้จากบันทึกของเรอนัวร์ผู้ลูก)

เธอถูกส่งตัวมาหาเรอนัวร์ด้วยคำสั่งของ อลีเนีย ภรรยาผู้ล่วงลับของเขา นัยว่าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายสำหรับสามีของเธอ แต่ในความเป็นจริงว่ากันว่าเธอไปหาศิลปินอีกคนอย่างมาตีส (Henry Matisse) ก่อน แต่มาตีสบอกกับเธอว่าเธอไม่ใช่มาตีส เธอคือเรอนัวร์ (หมายความว่าเธอเหมาะสมที่จะเป็นนางแบบให้กับเรอนัวร์มากกว่าเป็นให้เขา) ท้ายที่สุดเธอก็กลายมาเป็นนางแบบคนสุดท้ายของเรอนัวร์ หญิงสาวผู้สดใสและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตเยาว์วัย ดื้อรั้น ท้าทายราวกับสัตว์ป่าที่ไม่มีวันเชื่อง

“เธอเป็นเหมือนพายุทอร์นาโด เต็มไปด้วยพลังงาน และมีความบ้าระห่ำอยู่ในตัว การมาถึงของเธอทำให้ศิลปินผู้ง่อยเปลี้ยท้อแท้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง มันทำให้เขาค้นพบพลังสร้างสรรค์ขึ้นมา เขาไม่ได้แค่ลุกขึ้นมาวาดภาพอีกครั้ง แต่เขาหวนกลับมาเขียนภาพนู๊ดอีกคราเลยทีเดียว”

ในขณะที่ตัว ฌ็อง เรอนัวร์ ลูกชายเองก็บาดเจ็บจากสงครามซมซานกลับบ้านมา และเกือบจะต้องสูญเสียขาและจิตวิญญาณไปสิ้น “เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่มั่นใจในตัวเอง ตกงาน การเป็นลูกชายของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่อย่างเรอนัวร์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา สิ่งที่เขาต้องการคือตัวกระตุ้นที่ผลักดันให้เขามุ่งมั่นในบางสิ่ง และแรงผลักนั้นก็คืออองเดรนั่นเอง ถ้าไม่มีเธอ ฌ็อง เรอนัวร์ อาจจะไม่ได้เป็นคนทำหนังก็เป็นได้”

ทั้งคู่ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ และกลายเป็นคู่รักกันในที่สุด และแล้วเทพธิดาบันดาลใจแห่งศิลปะก็กลายเป็นเทพธิดาบันดาลใจแห่งภาพยนตร์ ด้วยความที่อยากเห็นเธอเป็นดารา ฌ็องตัดสินใจหันเหจากเป้าหมายที่จะเป็นนักทำเซรามิกซ์มาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ทั้งคู่แต่งงานกัน และร่วมสร้างภาพยนตร์ขึ้นมา โดยมีอองเดรเป็นนักแสดงนำ (เธอเปลี่ยนชื่อเป็น แคทเธอรีน แฮสลิง นัยว่าเพื่อให้คนดูหนังอเมริกันจำชื่อได้ง่ายขึ้น) น่าเศร้าที่ถึงแม้เธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้เขาหันมาทำหนัง แต่ความตั้งใจของเขาในการดันให้เธอเป็นดาราดังกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง หนังส่วนใหญ่ของทั้งคู่ล้มเหลวทั้งในด้านรายได้และคำวิจารณ์ จนเขาแทบจะตัดใจเลิกทำหนัง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลงานในปี 1926 อย่าง Nana) จนเมื่อทั้งคู่เลิกรากันนั่นแหละ เรอนัวร์จึงค้นพบตัวตนในฐานะคนทำหนังอีกครั้ง

“มันช่างเป็นเรื่องที่ย้อนแย้ง เธอเป็นคนที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวพ้นจากร่มเงาชื่อเสียงของผู้เป็นพ่อ แต่ในขณะเดียวกัน เพื่อพัฒนาตัวเองในฐานะคนทำหนัง เขากลับต้องเขี่ยเธอทิ้ง และก้าวต่อไป”

ภายหลังเธอแสดงบทรองในหนังสองสามเรื่อง และมีอาชีพเป็นนักเต้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะละทิ้งวงการบันเทิงอย่างสิ้นเชิง และใช้ชีวิตที่เหลืออยู่นอกสายตาของสาธารณชน เธอเสียชีวิตในวัย 79 ที่ชานเมืองปารีสในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1979 ส่วนฌ็อง เรอนัวร์ เสียชีวิตอีกไม่นานต่อมาในปีเดียวกัน

หนัง Renoir (2012) ถ่ายทอดเรื่องราวของจิตกรผู้เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะอิมเพรสชั่นนิสม์ในช่วงท้ายของชีวิตได้อย่างหมดจดงดงาม (นี่เป็นหนังเรื่องที่สองที่ถ่ายทอดเรื่องราวของศิลปินผู้นี้ลงบนจอภาพยนตร์ เรื่องแรกสร้างในปี 1915 เป็นการบันทึกภาพเรอนัวร์นั่งวาดภาพของเขาอยู่)

อีกทั้งการแสดงของนักแสดงที่รับบทเรอนัวร์ผู้พ่อ อย่าง มิเชล บูเก้ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในวัยโรยรา ผู้ซ่อนไฟแห่งการสร้างสรรค์อันไม่มีวันดับมอดภายใต้ร่างกายอ่อนล้า ทุกขเวทนาจากโรคภัยได้อย่างสมบทบาท (ในฉากแม่บ้านคอยล้างมืออันปูดโปนผิดรูปที่เหมือนกับปุ่มปมของต้นไม้โบราณของเขาด้วยน้ำแช่น้ำแข็งเย็นจัดเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด หนังตกแต่งมือของบูเก้ออกมาได้เหมือนเรอนัวร์ตัวจริง (ที่เห็นในรูป) มาก) ส่วน แวงซ้อง โรติเยร์ ผู้รับบทเรอนัวร์ผู้ลูก ก็ถ่ายทอดภาพของชายหนุ่มอ่อนต่อโลกผู้ยังค้นหาตัวเองไม่เจอออกมาได้เป็นอย่างดี

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวละครที่สำคัญไม่แพ้เรอนัวร์พ่อลูกอย่าง อองเดร อุซส์ลิง นางแบบสาวสคราญที่เป็นแรงบันดาลใจของชายสองรุ่นที่สวมบทบาทโดยนักแสดงสาว คริสตา เทเครต ผู้มีวงหน้างดงามราวกับหลุดมาจากภาพเขียน รูปร่างอันอวบอิ่มเย้ายวน บุคลิกอันแจ่มใส เปิดเผยจริงใจ จนไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเธอจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งคู่ได้เช่นนี้

ผนวกกับงานภาพถ่ายอันสวยงามของ มาร์ก หลี่ผิงปิง ที่ถ่ายทอดความงามของทัศนียภาพและเรือนร่างของหญิงสาวด้วยสีสันที่ชุ่มฉ่ำ เอิบอาบด้วยแสงอร่ามเมลืองมลังของฤดูร้อนแบบเดียวกับภาพเขียนอิมเพรสชั่นนิสม์

และที่สำคัญเหล่าบรรดาภาพวาดอันงดงามของเรอนัวร์ในหนัง ซึ่งที่จำลองออกมาอย่างสมจริง ไม่ใช่ภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ หากเป็นภาพที่วาดขึ้นจริงจากปลายพู่กันของศิลปินที่ผู้เคยเป็นอาชญากรนักปลอมแปลงรูปอย่าง กาย ริบส์ (Guy Ribs) นั่นเอง เขาเป็นบุคคลที่เหล่าเจ้าของแกลเลอรี่รู้จักเป็นอย่างดี และที่สำคัญ คนพวกนั้นก็ซื้อภาพวาดของเขาด้วย

ชีวิตของริบส์เองก็มีสีสันไม่ใช่น้อย เขาเกิดในซ่อง มีแม่เป็นโสเภณี มีพ่อเป็นนักเลง ตัวเขาเคยเป็นทหารรับจ้างให้กับกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เขาหลงใหลและอุทิศตัวให้กับภาพเขียนของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เขาจำลองภาพเขียนของศิลปินชั้นครูเหล่านั้นแล้วขายให้กับอาชญากรวงการศิลปะเพื่อนำไปหลอกขายต่อในฐานะภาพจริง (แสดงว่าวาดเหมือนมาก) และแทนที่จะลอกเลียนแบบภาพวาด ริบส์สร้างผลงานขึ้นมาใหม่โดยเลียนแบบสไตล์ของศิลปินชื่อดังอย่าง ปิกัสโซ่, ชากาล หรือแม้แต่ เรอนัวร์ และนำไปหลอกขายให้กับนักสะสมต่าง ๆ ซึ่งต่อมาส่งผลกรรมให้ริบส์ที่มีอายุ 61 ปีต้องโทษจำคุกเป็นเวลาสามปี

บูร์ดัวส์ได้เจอกับริบส์ไม่กี่เดือนหลังจากที่เขาออกจากเรือนจำ ริบส์โชว์ตัวอย่างผลงานและรายงานของตำรวจให้เขาดู “มันเป็นภาพวาดเลียนแบบผลงานของเรอนัวร์ที่เหมือนกับของจริงจนแทบแยกไม่ออก ยิ่งเวลามันไปปรากฏอยู่บนจอหนัง คนดูอาจจะคิดไปว่าเรอนัวร์ตัวจริงกำลังนั่งวาดอยู่ก็เป็นได้”

กาย ริบส์ ศึกษาภาพเขียนของเรอนัวร์ในพิพิธภัณฑ์ออร์แซ

เขาใช้เวลาหกเดือนในการวาดภาพทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในหนัง และก็ไม่ใช่แค่วาดเลียนแบบภาพของเรอนัวร์ที่เคยมีอยู่แล้วขึ้นมาเท่านั้น หากแต่เขาวาดภาพใหม่ในแบบที่เรอนัวร์ “น่าจะทำ” ขึ้นมาด้วย เพื่อการนี้ ริบส์ได้รับสิทธิพิเศษให้เข้าไปดูภาพเขียนของเรอนัวร์ที่เก็บอยู่ในกรุของพิพิธภัณฑ์ออร์แซ (Musée d'Orsay) ที่ไม่ได้จัดแสดงให้คนทั่วไปชม เขามีโอกาสได้ศึกษาผลงานของเรอนัวร์อย่างใกล้ชิดที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา ศึกษาเทคนิคที่ทำให้เรอนัวร์เป็นเรอนัวร์อย่างที่เป็นอยู่นั่นเอง

ในหนังจะถ่ายให้เห็นภาพมือของเรอนัวร์เวลาที่ลงฝีแปรงอย่างเชี่ยวชาญกันแบบสด ๆ ในหนัง ซึ่งอันที่จริงมือที่วาดรูปเหล่านั้นเป็นมือของริบส์ (ซึ่งถูกตกแต่งให้เหมือนกับมือของเรอนัวร์) นั่นเอง นอกจากนั้นริบส์ยังช่วยกำกับท่าทางและมือของ มิเชล บูเก้ นักแสดงผู้รับบทเป็นเรอนัวร์ให้เคลื่อนไหวอย่างถูกต้องอีกด้วยเช่นกัน

จัดหนักจัดเต็มเสียขนาดนี้ คอหนังผู้รักศิลปะคงไม่อาจพลาดหนังเรื่องนี้ได้ด้วยประการทั้งปวงแล้วกระมัง!

ข้อมูล/ภาพ : หนังสือ Renoir ผู้เขียน Peter H. สำนักพิมพ์ TASCHEN (2012),  เว็บไซต์ outnow.ch/Movies/2012/Renoir/Bilder, https://goo.gl/FijZ6x, https://goo.gl/9gTXPV, https://goo.gl/RozQfo, https://goo.gl/nEhD7b

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

#WURKON #art #movie #renoir #gillesbourdos #pierreaugusterenoir #andreeheuschling #jeanrenoir #guyribs #แรงบันดาลใจจากหนัง #แรงบันดาลใจงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30