Blog

สนทนากับ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินระดับแนวหน้าของไทย ผู้คืนชีวิตให้ของเหลือใช้ด้วยพลังศิลปะ ในนิทรรศการ The Leftover

สนทนากับ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินระดับแนวหน้าของไทย ผู้คืนชีวิตให้ของเหลือใช้ด้วยพลังศิลปะ ในนิทรรศการ The Leftover

09 มีนาคม 2563

ถ้าเอ่ยชื่อของ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ในหมู่คนรักศิลปะ คงมีน้อยคนที่ไม่รู้จักศิลปินร่วมสมัยระดับแนวหน้าของไทยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นและได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากลผู้นี้

ถ้าหากคุณเป็นมิตรรักแฟนศิลปะรุ่นเก่าที่ติดตามแวดวงศิลปะไทยมาหลายปีดีดัก ก็น่าจะรู้จักเขาในฐานะศิลปินภาพพิมพ์ผู้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เขาคือดาวรุ่งจากคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยผลงานภาพพิมพ์ที่โดดเด่นด้วยองค์ประกอบของสีสันและพื้นที่ว่าง จนคว้ารางวัลเกียรตินิยมอันดับสามจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ และรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดศิลปกรรมร่วมสมัยของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นรางวัลจากเวทีการประกวดศิลปะที่สำคัญและทรงเกียรติเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทยในยุคนั้น

แต่หลังจากไปศึกษาต่อที่ประเทศโปแลนด์ ไทวิจิตก็หันเหมาทำงานจิตรกรรมในแนวนามธรรมอันโดดเด่นด้วยสีสันสดใสสนุกสนาน ฝีแปรงอิสระรุนแรงและเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว บนวัสดุอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นผืนผ้าใบ แผ่นไม้ โลหะ ไปจนถึงผ้ากระสอบและกระดาษลัง นอกจากนั้นเขายังสร้างสรรค์ผลงานสามมิติรูปทรงแปลกตาที่เป็นได้ทั้งประติมากรรมและงานดีไซน์เปี่ยมฟังก์ชัน ซึ่งประกอบสร้างขึ้นจากวัสดุเหลือใช้อย่างท่อเหล็ก ตะแกรงลวด เหล็กดัด เศษไม้ ปูนซีเมนต์ หรือเศษชิ้นส่วนของอุปกรณ์ เครื่องจักร หรือเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นอย่างที่แฟนศิลปะรุ่นใหม่ๆ คุ้นเคยกันดี รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นหลังอีกมากมาย

เขามีนิทรรศการแสดงเดี่ยวและกลุ่มทั้งในและต่างประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เยอรมนี, อิตาลี, โปแลนด์, ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง ฯลฯ

ปัจจุบัน ไทวิจิตใช้ชีวิตและทำงานศิลปะที่เชียงใหม่ ในนิวาสถานรูปลักษณ์แปลกตา เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์โดดเด่น สนุกสนานเปี่ยมสีสัน ไม่ผิดกับเจ้าของบ้านเลยแม้แต่น้อย

หลังจากห่างหายจากการแสดงงานในบ้านเราไปหลายปี ในช่วงต้นปี 2563 นี้ ไทวิจิตก็กลับมาแสดงผลงานเดี่ยวครั้งใหญ่ของเขาอีกครั้งในนิทรรศการศิลปะที่มีชื่อว่า The Leftover ซึ่งมีที่มาจากการที่ผลงานศิลปะทั้งหมดทั้งมวลในนิทรรศการนี้ ล้วนแล้วแต่ทำขึ้นจากวัตถุข้าวของเก็บตกเหลือใช้ทั้งหลาย (Leftover)

นอกจากนิทรรศการครั้งนี้จะคิวเรตโดย ศิลปินร่วมสมัยชาวไทยผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นเป็นที่รู้จักในระดับสากลอย่าง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช แล้ว ด้วยพลังในการสร้างสรรค์อันท่วมท้นของศิลปินผู้นี้ ทำให้พื้นที่ในหอศิลป์เพียงแห่งเดียวไม่อาจรองรับผลงานทั้งหมดของเขาได้ นิทรรศการครั้งนี้จึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน และจัดแสดงในหอศิลป์สองแห่ง อย่างหอศิลป์ ARTIST+RUN และ Gallery VER นั่นเอง

โดยผลงานที่จัดแสดงในหอศิลป์ ARTIST+RUN เป็นผลงานภาพวาดนามธรรมสดใสสนุกสนานที่ทำลงบนวัสดุข้าวของเหลือใช้ต่างๆ ปะติดทับซ้อนผสมผเสกันจนกลายเป็นพื้นผิวขรุขระหยาบกระด้าง หากแต่ก็เปี่ยมไปด้วยสีสันละลานตาน่าตื่นใจ

ส่วนผลงานที่จัดแสดงใน Gallery VER ประกอบด้วยผลงานสามมิติอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปม้านั่งหน้าตาแปลกประหลาดสารพัดรูปแบบที่ประกอบขึ้นจากเศษเหล็กเหลือใช้, ภาพวาดบนเศษวัสดุ, ประติมากรรมลอยตัวที่ทำจากวัสดุเหลือใช้หลากหลายชิ้น และผลงานศิลปะจัดวางรูปตะแกรงเหล็กผืนใหญ่ติดตั้งเต็มผนัง แขวนห้อยด้วยประติมากรรมรูปร่างคล้ายของเด็กเล่นที่ทำจากเศษเหล็กเหลือใช้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนนับไม่ถ้วน

ในคราวนี้ นอกจากเราจะได้ไปเยี่ยมชมผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจของเขาในนิทรรศการครั้งนี้แล้ว เรายังมีโอกาสได้นั่งพูดคุยสนทนาอย่างใกล้ชิดกับศิลปินผู้นี้ เกี่ยวกับแนวคิดและแรงบันดาลใจในการทำงานในนิทรรศการครั้งนี้ของเขาอีกด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาร่วมกันรับฟังไปพร้อมๆ กันเถอะ

WURKON:

นิทรรศการ Leftover มีที่มาอย่างไร

ไทวิจิต:

เริ่มต้นจากคุณฤกษ์ฤทธิ์ (ตีระวนิช) ด้วยความที่เขาเองก็รู้จักเรามานานแล้ว แล้วก่อนหน้านี้เราเชิญเขาไปที่บ้านของเรา แล้วเขาก็ไปเห็นงานบางส่วนที่เราทำอยู่ แล้วเกิดสนใจ ก็เลยชวนเราว่า ทำไมเราไม่ไปแสดงงานที่แกลเลอรีเว่อร์ของเขาล่ะ? เราก็รู้สึกอยู่สองอย่างคือ เฮ้ย! จะดีเหรอ? เพราะเราเป็นศิลปินรุ่นเก่า ไม่ใช่ศิลปินที่ทำงานแบบคอนเซ็ปชวลที่ใช้ความคิดนำซึ่งเป็นงานแบบที่แสดงที่เว่อร์ส่วนใหญ่ กับ เฮ้ย! ดีเว้ย! ที่เขาชวนเรา ตอนแรกเราก็แบ่งรับแบ่งสู้ แต่พอเขาชวนหลายครั้งเข้า เราก็เลยตัดสินใจแสดง

WURKON:

Leftover สำหรับคุณหมายถึงอะไร

ไทวิจิต:

สำหรับผม คำว่า Leftover (ของเหลือทิ้ง) มีหลายระดับนะ ของเหลือทิ้งของบางคนก็อาจยังเป็นของใหม่อยู่เลย ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างถุงพลาสติกก็อาจจะเป็น Leftover ก็ได้ หรือถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบถึงสังคมบ้านเรา ระบบการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน หรือระบบการบริหารประเทศที่ไม่ประสานกัน ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้เราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากการทำงานที่จริงๆ ควรจะทำให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนรวม แก่ประชาชน สิ่งเหล่านี้ก็เป็น Leftover อย่างนึงได้เหมือนกัน เพราะเราได้เสียโอกาส หรือเสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์

WURKON:

ทำไมคุณถึงหยิบเอาของเหลือใช้มาทำงานศิลปะ

ไทวิจิต:

วัตถุเหล่านี้ถึงแม้จะเป็นของเหลือใช้ในสายตาคนอื่น แต่ผมมองว่าสิ่งของเหล่านี้ยังไปไม่ถึงที่สุดของคุณค่าของมัน ยังมีพื้นที่ให้เราใช้งานอีกตั้งเยอะ ถ้าเรามองเห็น มันก็จะให้ประโยชน์อะไรกับเราได้

WURKON:

แม้แต่ผ้าใบที่ใช้วาดภาพก็ยังเป็นของเหลือใช้

ไทวิจิต:

ใช่ งานในชุดนี้ส่วนใหญ่ผมทำลงบนวัสดุเหลือใช้อย่างกระสอบใช้แล้ว ผมไปซื้อกระสอบมือสอง กระสอบพริกบ้าง กระสอบข้าวสารบ้างนำมาใช้ใหม่ เหล็กที่ใช้ทำงานก็เป็นเหล็กเก่าเหลือทิ้ง แต่ก็มีเหล็กใหม่มาเสริมบ้างในโอกาสที่จำเป็น เพราะบางครั้งงานก็ต้องการความแข็งแรง ด้วยความที่ของเก่ามีความเสื่อมสภาพและด้อยคุณลักษณะด้านประโยชน์ใช้สอย แต่โดยส่วนใหญ่ผมก็ใช้ของเก่าทำงานเป็นหลัก

WURKON:

งานชุดนี้เป็นงานที่ทำขึ้นมาใหม่เพื่อนิทรรศการนี้ไหม

ไทวิจิต:

ก็มีบ้างบางส่วน แต่จริงๆ ผมก็ทำงานของผมมาเรื่อยๆ ไม่เคยหยุดนะ แต่ผมไม่ได้ตะบี้ตะบันทำงาน หรือทำงานเคร่งเครียด จนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ชีวิตเรามีกิจกรรมอื่นอีกตั้งเยอะ มันต้องมีความสมดุล ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าอยู่ตรงไหน แค่อย่าเครียดก็แล้วกัน แต่ด้วยความที่เราชอบที่จะคิดและทดลอง พอเราได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง บางทีก็ทำให้เราสนุกจนลืมเวลาไปเลยเหมือนกัน แล้วการทดลองแบบนี้ก็ทำให้ผมได้อะไรใหม่ๆ ตลอด ถึงแม้ผมจะทำงานในเรื่องเดียวกันมานานแล้ว

อย่างงานในคราวนี้ก็มีลักษณะเหมือนงานที่ผมเคยทำที่ผ่านๆ มา คือการใช้วัสดุเหลือใช้ แต่ความคิดของเราอาจจะเคลื่อนไปในมุมอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ผมจะเอาวัสดุเก่าๆ มาทำเป็น Functional Object (วัตถุที่มีประโยชน์ใช้สอย) พยายามคิดงานออกมาให้ใช้งานได้จริง และมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างที่ผมเคยทำมา จริงๆ งานชุดเก้าอี้ที่เห็นในนิทรรศการนี้ ผมสามารถทำให้มีฟังก์ชันใช้งานได้จริงๆ มีสัดส่วนที่นั่งสบายได้ แต่ในคราวนี้จะเรียกว่าผมจงใจละเลยตรงจุดนั้นเลยก็ว่าได้ เพราะผมต้องการให้วัตถุเหล่านั้นมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้เราคิดถึงศักยภาพของตัวเองมากกว่า

ผมต้องการเน้นที่สภาวะโดยรวมของการดึงเอาศักยภาพ ไม่ใช่จากตัวข้าวของเหลือใช้อย่างเดียว แต่ดึงศักยภาพทางความคิด ศักยภาพในการทดลองแก้ปัญหา ขบคิด หาทางออกใหม่ๆ ในการทำให้สิ่งของเหลือใช้เหล่านั้นกลับมาใช้งานได้ ใช้งานได้ในที่นี้ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการใช้สอย แต่เป็นการเปลี่ยนทัศนคติและวิธีคิดของตัวเราเอง

WURKON:

เป็นการการกระตุ้นทางความคิดมากกว่าประโยชน์ใช้สอยทางกายภาพ?

ไทวิจิต:

ใช่ เป็นศักยภาพของเราที่จะคิด ที่จะทำให้ของเหลือใช้เหล่านี้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อยที่สุดก็มีประสิทธิภาพกับตัวผมเองนั่นแหละ ทำให้เรารู้สึกสนุกและท้าทายที่สามารถหยิบเอาข้าวของที่ไม่มีประโยชน์ในสายตาของคนทั่วไปมาทำให้มีศักยภาพขึ้นมาใหม่ ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างผมเองชอบที่จะค้นหา ชอบความท้าทายที่จะเอาตัวเองเข้าไปจัดการกับปัญหา ขบคิดเพื่อหาทางออกใหม่ๆ

WURKON:

แบบนี้เรียกว่าการทดลองได้ไหม

ไทวิจิต:

ได้สิ มันคือการทดลองนั่นแหละ ผมก็ทดลองมาตลอด เพราะผมชอบวิธีนี้ เป็นวิธีของเด็กๆ เพื่อที่เราจะไม่ถูกครอบงำจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาก เพราะพอเราโตขึ้น ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้รับข้อมูลใหม่ๆ ที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น สิ่งเหล่านี้กลับมาเป็นกรอบที่มาจำกัดความคิดเรา แต่สำหรับผม ผมโชคดีที่ผมไม่ถูกจำกัดด้วยสิ่งเหล่านี้

WURKON:

แล้วคุณทิ้งกรอบเหล่านี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อคุณเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว

ไทวิจิต:

ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็เป็นอย่างนี้ของผม รู้แต่ว่าผมรู้สึกและชอบที่จะทำแบบนี้ ชอบที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่คุ้นชิน หรือลองเอาสิ่งที่คุ้นชินและไม่คุ้นชินมารวมอยู่ด้วยกัน สิ่งนี้ทำให้เรารู้สึกท้าทาย อย่างเมื่อก่อนผมเองจะมีกรอบว่า เฮ้ย กูไม่ชอบไอ้โน่นไอ้นี่ ทำแล้วกูไม่มีความสุข แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อด้อยของตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันยังไง สิ่งเหล่านี้สอนให้เราปล่อยวาง กล้าทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นชิน พอเราทำตรงนี้มากๆ เข้า ก็กลายเป็นสิ่งที่หาจุดจบไม่ได้ หมายถึงเรายังไปได้ต่ออีกเยอะ

WURKON:

สามารถพัฒนาต่อไปได้เรื่อยๆ ?

ไทวิจิต:

ใช่ สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้เรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้ว่าวันหนึ่งเราอาจจะเจออะไรที่พิเศษไปกว่านี้หรือเปล่า แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่เห็นเป็นไร คุณลองเวลาดูเด็กๆ เขาเล่นกันสิ เขาไม่คิดอะไร เขาไม่กลัวด้วย เวลาเขาวาดรูป หรือทำโน่น ทำนี่ เขาไม่เคยคิด ไม่เคยกลัวว่าจะทำไม่ได้

WURKON:

ไม่กลัวผิดพลาด?

ไทวิจิต:

ความผิดพลาดเป็นครูของเขาไง เพราะว่าถ้าเขาผิด เขาพลาด เขาเจ็บตัว เขาก็จะได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์ว่าอย่าทำแบบนี้อีก หรือถ้าจะทำก็ต้องระมัดระวังกว่านี้ ใช้วิธีนี้ไม่ได้ก็เปลี่ยนไปใช้วิธีอื่น เหมือนเวลาเขาปีนต้นไม้ ถ้าปีนท่านี้แล้วตก ก็ต้องเปลี่ยนไปปีนท่าอื่น ประสบการณ์มันจะสอนเขาเอง

WURKON:

แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ก็อาจจะเป็นตัวจำกัดเราได้เหมือนกัน อย่างคุณเองก็เรียนศิลปะตามแบบแผนหลักวิชาในสถาบันศิลปะมา ทักษะความเชี่ยวชาญที่คุณได้รับมาก็น่าจะเป็นข้อจำกัดที่ทำให้คุณไม่สามารถวาดรูปได้แบบเดียวกับเด็กๆ หรือเปล่า

ไทวิจิต:

ถูก! เพราะการเรียนในระบบการศึกษาก็เป็นกรอบอย่างหนึ่ง เหมือนที่ ปิกัสโซ กับ มิโร (Joan Miró) บอกว่า เขาต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการสละ ละทิ้งหลักวิชา ทักษะ หรือความเชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อที่จะรู้สึกเป็นอิสระเหมือนเด็กได้อีก เขาต้องใช้เวลานานในการปฏิบัติ ฝึกฝน ทดลอง เพื่อที่จะหลุดจากกรอบของทักษะหรือกรอบคิดแบบหลักวิชาเหล่านั้น แต่แน่นอนว่าทักษะหรือหลักวิชาก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะอย่างน้อยก็เป็นอีกก้าวหนึ่งทำให้เรามาถึงตรงนี้

WURKON:

น่าตลกดีที่เราต้องใช้เวลาและความพยายามหลายปีกว่าเราจะฝึกฝนให้ได้ทักษะความเชี่ยวชาญมา แต่ถึงวันนึงเราก็ต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่าที่จะทิ้งมันไป

ไทวิจิต:

ใช่ เพราะยิ่งคุณฝึกฝนให้ได้สิ่งนั้นมานานเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งทิ้งมันยากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะว่าคุณเชื่อมันแล้ว และคุณก็สร้างกรอบคิด สร้าง Mindset ขึ้นมา ทำให้การทิ้งมันเป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งในปัจจุบันนี้เรามีข้อมูลใหม่ถาโถมเข้ามามากมาย จนทำให้เรารู้ว่าข้อมูลบางอย่างเนี่ย เราหลงผิดมานานจนเราทำใจเปลี่ยนยากมาก ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้ผมอายุ 60 แล้ว แล้วผมเพิ่งอ่านหนังสือของคุณหมอญี่ปุ่นท่านหนึ่ง เรื่องการรับประทานอาหาร ว่าการกินแค่มื้อเดียวจะทำให้เรามีสุขภาพดีกว่าการกินอาหารสามมื้อ โอ้โห มันทำลายสิ่งที่เรารู้มาตั้งแต่เด็ก เรื่องสุขศึกษา โภชนาการ แล้วผมเองก็ลองปฏิบัติดู มันได้ผลดีมากเลย

WURKON:

ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะ แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตด้วย?

ไทวิจิต:

จริงๆ มันก็เรื่องเดียวกันหมดนั่นแหละ ผมก็คิดว่าอย่างน้อยผมก็ได้ลองทำดู แล้วผมก็รู้สึกดีมาก จริงๆ ผมไม่ถึงกับกินมื้อเดียวนะ ผมลองลดเหลือสองมื้อ ใหม่ๆ ผมก็หิวมาก แต่พอลองทำแค่อาทิตย์เดียวก็เห็นผล ผมรับรู้ตัวเองได้เลย การได้ทดลองกับตัวเองแบบนี้ คือการศึกษาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากที่เราเคยมีความรู้หรือประสบการณ์มา การทำงานศิลปะก็เป็นเช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราเรียนรู้มา เราก็อาจจะได้เจอสิ่งใหม่ๆ เพราะไม่แน่ สิ่งที่เราเรียนรู้มาก็อาจจะเป็นสิ่งผิดด้วยซ้ำไป

WURKON:

คนเราเรียนรู้ใหม่ได้เรื่อยๆ ?

ไทวิจิต:

ชีวิตก็เป็นอย่างนั้นแหละ

WURKON:

แต่บางทีพอคนเราอายุมากเข้า ก็มักจะคิดว่าตัวเองถูกเสมอ และไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

ไทวิจิต:

ก็อย่างที่ผมบอกไง เพราะคุณได้เรียนมา คุณมีความมั่นใจ ยิ่งถ้าคุณทำงานในตำแหน่งใหญ่โต ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็จะยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย มันจะยิ่งฝังรากลึกเข้าไปอีก ผมเองก็มีนะ ไม่ใช่ไม่มี นิสัยบางอย่างที่ไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองน่ะ ผมมีแน่นอน และให้ผลเสียกับตัวเองด้วย ผมเองก็ยังต้องฝึกที่จะละทิ้งนิสัยเหล่านี้ไปเหมือนกัน

WURKON:

งานชุดที่แสดงในนิทรรศการ The Leftover คุณใช้เวลาทำนานไหม

ไทวิจิต:

ก็ประมาณ 2 ปีหลังจากที่คุยกับฤกษ์ฤทธิ์ แต่จริงๆ อย่างที่บอกว่าผมทำมาตลอด บางคนบอกว่า 2 ปี ผมทำงานออกมาได้ขนาดนี้ โคตรเร็วเลย คือผมก็รู้สึกว่าตัวเองทำงานเร็วแหละนะ แต่บางคนคิดว่าทำงานออกมาได้เร็ว ทำออกมาได้เยอะแบบนี้ ยิ่งพอขายได้ด้วย เขาก็อาจจะคิดว่าการเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นอะไรที่โคตรง่ายจนอยากทำบ้าง แต่เขาหารู้ไม่ว่า ที่ผ่านมาเราก็มีงานที่ทดลองทำแล้วไม่ได้ผล ใช่ไม่ได้อยู่ไม่น้อย เหมือนงานชุดนี้ ก่อนที่จะมาแสดงในนิทรรศการนี้ ก็มีหลายชิ้นที่ผมไม่ได้เอามาแสดง ทั้งๆ ที่จริงๆ งานผมพร้อมแสดงมาตั้งนานแล้ว แต่ผมยังรู้สึกไม่พอใจไง ผมยังอยากทำอีก เหมือนเวลาคุณปลูกต้นไม้น่ะ บางทีต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะออกดอกออกผลใช่ไหม ตอนคุณปลูกช่วงปีแรกๆ อาจจะไม่ออกดอกออกผลดีเท่าไหร่ แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง โอ้โห มันออกดอกออกผลจนคุณงงเลย การทำงานศิลปะของผมก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในภาวะที่ลื่นไหล เหมือนต้นไม้กำลังออกดอกออกผล

WURKON:

ประมาณว่าเครื่องติดแล้ว

ไทวิจิต:

ใช่ๆ อย่างงานที่เอามาแสดงในนิทรรศการนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ถูกคัดเลือกมา ที่เหลือในสตูดิโอของผมยังมีอีกเยอะ บางส่วนก็เป็นชิ้นที่ยังใช้การไม้ได้ ใช้การไม่ได้ หมายถึงผมไม่ได้เลือกมา ผมคิดว่ามันยังไม่ดี ก็ทิ้งไว้ก่อน ผมทำแบบนี้มาตลอด อย่างสมมุติภาพวาดบางภาพผมวาดเสร็จแล้ว เซ็นชื่อเรียบร้อย แต่ผมก็ยังไม่ถูกใจ ผมไม่เลือกมา พอผมกลับไปที่สตูดิโอ ผมก็จะไปจัดการกับมัน อาจจะเรียกว่าทำลายก็ได้ คือไปย่อยสลาย แบ่งส่วน จัดการทำลายโครงสร้างเดิมที่เราไม่อยากจะเห็นมันแล้วน่ะ แต่บางชิ้นก็อาจจะไม่ถึงกับต้องทำลาย แค่มีอะไรบางอย่างซึ่งเราคิดว่าจะปรับปรุง ที่เราคิดว่าไม่สมบูรณ์ ยังขาดอีกนิดนึง เราก็ทิ้งมันไว้เรื่อยๆ จนถึงวันหนึ่งที่เรารู้ว่า อ๋อ ตรงนี้นี่เอง!

WURKON:

อะไรเป็นตัวบอกกับคุณว่างานชิ้นนี้ได้แล้วหรือยังไม่ได้

ไทวิจิต:

ไม่รู้สิ ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร มันคงเป็นทั้งเวลาและประสบการณ์ สัญชาตญาณหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ความคิดที่จะปรับปรุงงานให้ดีขึ้นเนี่ย จะว่าไปมันก็เสี่ยงนะ เพราะแก้แล้วอาจจะเละก็ได้ แก้แล้วพัง แต่ถึงจะพัง มันก็ไม่พังจริงๆ งงไหม? เพราะว่าถึงมันพังในเวลานี้ ในอนาคตคุณก็อาจจะมีวิธีการจัดการมันใหม่ เอามันมาย่อยสลาย เปลี่ยนโครงสร้างใหม่ เดี๋ยวก็ได้สิ่งใหม่ขึ้นมา

WURKON:

ไม่มีอะไรผิดถูก แต่ขึ้นอยู่กับเวลา

ไทวิจิต:

ใช่ ขึ้นอยู่กับเวลา ไม่จำเป็นต้องทิ้ง ถือเป็นการลดโลกร้อนด้วย เราสามารถพลิกแพลงไปได้เรื่อยๆ เอาของเก่ามาทำใหม่ สำรวจความผิดพลาด อะไรที่เป็นข้อดีก็เก็บเอาไว้

WURKON:

เวลาทำงานคุณมีการวางแผนล่วงหน้าไหม

ไทวิจิต:

ในการทำงานก็มีบ้าง แต่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าจนทำให้ผมถูกจำกัดจากการวางแผนของตัวเอง การที่งานของผมเกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง หรือเกิดขึ้นจากตัววัสดุ ทำให้เรามีอิสระในการทำงาน ได้ใช้ความคิด ได้ใช้สมอง ได้ลองใช้ประโยชน์จากของเหลือใช้พวกนี้ ถ้าคุณไปที่บ้านผม คุณก็จะเห็นว่าของเหล่านี้ถูกใช้งานจริงๆ แล้วของพวกนี้ก็มีความงามอยู่ เพราะผมเห็นความงามในทุกๆ สิ่ง ผมมองเห็นความงามจากความเก่า ความเป็นสนิม สีที่หลุดลอกเป็นชั้นๆ สิ่งเหล่านี้ให้อารมณ์ความรู้สึก หรือถ้าจะมองในแง่ของปรัชญาชีวิต มันก็บอกสัจธรรมบางอย่างกับเราว่า ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

WURKON:

คุณบอกว่าคุณเห็นความงามในความเก่า ความเป็นสนิม สีที่หลุดลอก ความเสื่อมสลายที่คุณพบเห็นในวัสดุ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งเหล่านี้ก็ถูกเติมแต่งดัดแปลงด้วยฝีมือในการทำงานศิลปะที่คุณฝึกฝนและสั่งสมมา ระหว่างความงามที่คุณบังเอิญเห็นจากวัตถุเหล่านี้ และความตั้งใจในการทำงาน คุณให้น้ำหนักอะไรมากกว่ากัน

ไทวิจิต:

ไม่รู้สิ ผมไม่เคยคิด แต่มันมีทั้งสองอย่างแหละ สำหรับผม ความบังเอิญเป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์จากการต่อยอด เพราะเราไม่ได้คิด ไม่ได้วางแผนมาก่อน ในขณะที่เราทำอยู่ มันจะเกิดสิ่งนี้ เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้นมาเอง ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของเวลาด้วย เวลาจะเป็นตัวช่วยเราทำงาน โดยที่เราไม่ต้องไปจัดการอะไรกับมันมากนัก ที่บอกว่า “เวลา” เนี่ย คือเวลาที่วัตถุต่างๆ สั่งสมมาแต่เดิมของมัน กับเวลาใหม่ที่เกิดขึ้นในการทำงานของเรา หรือแม้กระทั่งเวลาที่เราไม่ได้ทำงานก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น สมมุติผมทำงานชิ้นหนึ่งอยู่แล้วเกิดติดขัด ไปต่อไม่ได้ ผมก็จะไปทำชิ้นอื่นก่อน ในระหว่างนั้นก็เหมือนกับเราพยายามแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง แต่เราก็ไม่เอาตัวเองเข้าไปจับ ไปผลักดัน หรือกดดันตัวเองที่จะเอาให้ได้จนเกินไป

WURKON:

ทิ้งช่องว่างเอาไว้?

ไทวิจิต:

ใช่ ผมว่าตรงนี้สำคัญ เพราะว่าถึงแม้จะดูเหมือนว่าเราไม่ได้คิดกับมัน และหันไปทำงานอื่น แต่ผมเชื่อนะ ว่าสมองเราก็ยังทำงานต่ออยู่ดี

WURKON:

เหมือนเวลาวาดรูปแล้วถอยออกมาดูห่างๆ

ไทวิจิต:

ใช่ เหมือนเราถอยออกมาดูน่ะ ถึงแม้เราจะผละออกไปทำสิ่งอื่น แต่สมองเรายังทำงานอยู่ เหมือนเราคิดอะไรไม่ออก หาทางแก้ปัญหาไม่ได้ เราก็พยายามปล่อยๆ มันไปก่อน เดี๋ยวถึงเวลามันก็มาเอง ปล่อยให้เวลาทำงานของมัน

WURKON:

ยิ่งไปเค้นจะยิ่งไม่มา?

ไทวิจิต:

ยิ่งเค้นก็ยิ่งเป็นทุกข์ จริงๆ นะ เพราะเราเคยมีประสบการณ์มาแล้ว แต่บางครั้งเราก็เผลอ กูอยากทำให้ได้ ทำไมทำไม่ได้วะ! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย? แต่พอเรานึกขึ้นได้ สติก็กลับมา ก็เออ ช่างมันสิ ไปทำอย่างอื่นซะ บางทีอาจจะไม่ได้ไปทำงานชิ้นอื่น สื่ออื่นด้วยซ้ำ บางทีเราอาจจะไปดูแลต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ จัดโน่น จัดนี่ ดูหนังสือ ดูอะไร มันก็มีหลายวิธีที่จะปล่อยให้เวลามันทำงาน


WURKON:

งานประติมากรรมที่แขวนบนแผ่นลวดตาข่ายในนิทรรศการนี้เป็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นคุณทำมาก่อนเลย

ไทวิจิต:

ผมเองก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน แต่จริงๆ งานพวกนี้ก็ย่อยสลายมาจากงานที่ผมเคยทำมาก่อนหน้านี้แหละ สิ่งนี้เป็นเหมือนหลักการ โครงสร้าง และวิธีการทำงานของผมเลยก็ว่าได้ อย่างงานที่ผมทำเป็น Art Book ก็มาจากงานดรออิ้งที่ผมทำบนกระดาษมาย่อยสลายทำใหม่

WURKON:

Art Book ที่ขายในงาน BANGKOK ART BOOK FAIR ใช่ไหม

ไทวิจิต:

ใช่ งานชุดนั้นจริงๆ ก็มาจากงานที่ผมสเก็ตซ์ ทดลองอะไรต่อมิอะไรบนกระดาษแล้วผมไม่ชอบ แต่ผมก็ไม่ได้ทิ้งเพราะเสียดาย พอเวลาผ่านไป ผมก็เอามันกลับมาดูใหม่ คือมันจะมีบางเวลาที่เรากลับไปทบทวนในอดีตของเราเอง ซึ่งบางครั้งเนี่ย เรางงมากเลยนะ ว่างานที่คุณคิดว่าไม่ดี แต่พอเวลาผ่านไป มันกลายเป็นดีขึ้นมา สิ่งที่คุณเคยคิดว่าใช้ไม่ได้ พอเวลาผ่านไป กลับกลายเป็นใช้ได้ขึ้นมา โดยที่บางครั้งคุณไม่ต้องทำอะไรกับมันเลยก็มี

WURKON:

ไม่ต้องแก้อะไรเลย

ไทวิจิต:

ไม่แก้เลย แค่เก็บเอาไว้ เพราะตอนแรกเรายังมองไม่เห็นน่ะ พอเวลาผ่านไป ถึงปัจจุบันมันก็เปลี่ยนไปแล้ว

WURKON:

สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ตัวงาน แต่เป็นตัวตนและความคิดของคุณ

ไทวิจิต:

ใช่ ประสบการณ์ที่สั่งสมมาด้วย โอเค งานในลักษณะนั้นอาจจะมีน้อยชิ้น แต่งานที่เราเคยคิดว่าไม่ดี แล้วเราเอากลับมาทำใหม่ วาดทับลงไปใหม่บ้าง เอาไปทำภาพพิมพ์บ้าง กระบวนการทำงานของผมคือการมองเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วสามารถนำมันกลับมาสร้างใหม่ได้ตลอด เมื่อสองวันก่อนเพื่อนรุ่นพี่ผมเป็นสถาปนิกเก่าอายุ 76 ปีแล้ว แวะมาเยี่ยมสตูดิโอของผม เขาบอกว่า โอ้โห! ไทวิจิตคุณทำงานได้ตลอดชีวิตเลย! คือถ้าผมตายไปแล้วเกิดฟื้นมาใหม่ ก็ยังมีของให้ทำงานต่อได้อีกน่ะ

WURKON:

เมื่อกี้เห็นที่พูดว่างานสเก็ตซ์นี่ คุณทำงานสเก็ตซ์เพื่อเอามาขยายเป็นชิ้นใหญ่เหรอ

ไทวิจิต:

ที่ผมบอกว่างานสเก็ตซ์เนี่ย คือการทดลองเขียนอะไรลงไปดูแล้วยังไม่ได้ เวลาผมทำงาน ผมไม่ค่อยมีสเก็ตซ์หรอก เพราะถ้าผมทำงานสเก็ตซ์แล้วเอาไปขยายเป็นงานชิ้นใหญ่ งานมันก็เป็นคนละเงื่อนไขแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการก็อปปี้สเก็ตซ์น่ะ แต่งานบางประเภท อย่างงานประติมากรรมหรืองานศิลปะจัดวางเนี่ย ต้องมีสเก็ตซ์บ้าง เพราะต้องมีโครงสร้างของความคิดเพื่อที่จะพัฒนาไปสู่งานที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่สำหรับผม ผมไม่ชอบทำสเก็ตซ์แล้วขยายเป็นชิ้นใหญ่ เพราะผมเคยลองแล้ว ก็มีบ้างบางทีที่ออกมาโอเค แต่ส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพอเป็นงานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานที่มีความอิสระมากๆ อย่างงานของผม ผมอยากที่จะทดลอง อยากหาอะไรระหว่างทางที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ทำสเก็ตซ์แล้วขยายเป็นชิ้นใหญ่ก็เท่ากับว่าเราไปก๊อปปี้สิ่งที่เราคิดว่ามันดีในขนาดนี้ เพื่อทำออกมาเป็นขนาดใหญ่ โอ้โห มันแทบไม่มีชีวิตเลยน่ะ แล้วพองานไม่มีชีวิต ตัวเราก็พาลไม่มีชีวิตไปด้วย เพราะฉะนั้น ช่วงหลังๆ ถึงแม้จะทำงานชิ้นใหญ่ ผมก็ไม่เคยมีสเก็ตซ์ ถ้ามันจะเสีย ก็ปล่อยมันไป

WURKON:

เหมือนเป็นการผจญภัยไปกับงาน

ไทวิจิต:

ใช่

WURKON:

เวลาคุณทำงานประติมากรรม คุณหาแรงบันดาลใจในการสร้างรูปทรงมาจากอะไร

ไทวิจิต:

ก็มาจากสิ่งรอบๆ ตัว ยกตัวอย่างเช่น คุณเคยเห็นหลังคารถกะบะไหม ที่เป็นโครงขึงผ้าใบ แล้วทาสีกันน้ำ ยางมะตอย แล้วเขียนลวดลายลงไป โอ้โห นี่คือ Raw Creation เลยน่ะ แล้วของเหล่านี้ทำขึ้นมาโดยคนที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีศักยภาพในเชิงความคิดสร้างสรรค์ แต่ทำเพราะแค่อยากจะทำ ทำออกมาเหมือนเด็กๆ ทั้งๆ ที่คนคนนั้นอาจจะเป็นผู้ใหญ่แล้วด้วยซ้ำ อย่างประติมากรรมที่ดูเหมือนม้านั่งในนิทรรศการนี้ ผมได้ไอเดียจากช่างหรือ อันที่จริง กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเขาไม่มีความรู้ แต่จริงๆ เขามีศักยภาพ เขาเป็นเหมือนครูของผม บางคนเวลาเขาพักอยู่ว่างๆ ในไซต์ก่อสร้าง เขาก็เอาเศษไม้เศษเหล็กมาตอกมาเชื่อมเป็นม้านั่งเล่น มีตัวหนึ่งผมเอามาแสดงอยู่ในงานชุดนี้ด้วย ผมตั้งชื่อว่า Moment ผมได้แรงบันดาลใจมากจากช่วงเวลาที่คนเหล่านี้ได้พักผ่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดี เวลาคุณทำงานเหนื่อยๆ คุณก็ต้องการเวลาแบบนี้ ที่ร่างกายได้ผ่อนคลาย ได้งีบหลับตอนกลางวันสักห้านาทีสิบนาที ตื่นขึ้นมาคุณก็รู้สึกสดชื่น ผมก็เอาช่วงเวลาเล็กๆ เหล่านี้ทำออกมาเป็นม้านั่งตัวเล็กๆ ที่เป็นตัวแทนของช่วงเวลาพักผ่อน โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยหรือดูๆ ไป ม้านั่งเหล่านี้ก็ดูเหมือนเก้าอี้เด็กด้วยเหมือนกัน ซึ่งในอีกแง่หนึ่ง ผมอยากทำให้คนดูย้อนนึกไปถึงตอนที่คุณเป็นเด็ก ที่คุณกล้าทำทุกอย่างโดยไม่กลัวอะไร ไม่กลัวผิดพลาด หยิบอะไรมาได้ก็ลองทำดู ชอบก็ดี ไม่ชอบก็ลองทำใหม่ เด็กๆ จะมีศักยภาพแบบนี้ ผมก็แค่ย้อนกลับไปที่จุดเดิมตอนที่ผมเป็นเด็ก

WURKON:

ประติมากรรมที่แขวนอยู่บนตาข่ายเหล็ก ดูๆ ไปก็เหมือนของเล่นเลยนะ

ไทวิจิต:

ใช่เลย งานชุดนี้ผมตั้งชื่อว่า Classic Trap หรือ “กับดักอมตะ” นอกจากจะเหมือนของเล่นแล้ว มันก็มีลักษณะเป็นเหมือนเครื่องมือหรืออาวุธ เป็นปืนเป็นอะไร ซึ่งแสดงถึงสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ หรือถ้าไม่ใช้อำนาจก็ใช้กลไก ใช้เล่ห์กล หลอกลวง โกหกปลิ้นปล้อนเพื่อพยายามหาวิธีที่ทำให้ได้สิ่งนั้นมา ผมคิดว่าถ้าคนเรามีความโลภ โกรธ หลง หรือมีอัตตา เราก็จะติดกับดัก ติดบ่วง ตกอยู่ในห้วงของความทุกข์ กับดักที่ว่านี้มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เผลอๆ มีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แล้วด้วยซ้ำ และมันไม่มีวันจบสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังคงยึดติดกับกิเลส ไม่มองโลกตามสภาพความเป็นจริง หรือแม้กระทั่งความคิดของเราเอง ก็สามารถทำให้เราติดกับได้ ถ้าหากเราคิดว่าตัวเราดี คนอื่นเลว เราต้องทำลายมันซะ สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง ซึ่งสุดท้ายก็อาจนำไปสู่สงครามได้ การทำงานชุดนี้เป็นการทดลองหาทางออกจากกับดักของผม และถ้างานเหล่านี้ส่งผลในแง่ดีต่อผู้อื่นได้ด้วย ผมก็จะดีใจมาก แต่ที่แน่ๆ คือผมได้ใช้สิ่งของไร้ค่า เหลือทิ้ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลหรือเงื่อนไขอันใดก็ตาม นำมาทำออกมาให้มีคุณค่าทางความงาม ทางความคิด ผมก็รู้สึกว่าตัวเองประสบผลสำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว อย่างน้อยที่สุด ผมก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้และได้ใช้ประโยชน์จากมัน ในการทำให้สภาพแวดล้อมในบ้านของผมน่าอยู่ มีประโยชน์ใช้สอย และทำให้ผมใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข.

แถมท้าย: คุยกับ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินระดับโลกชาวไทยกับบทบาทคิวเรเตอร์นิทรรศการ The Leftover

WURKON:

ทำไมถึงคุณถึงสนใจทำนิทรรศการของครั้งนี้ขึ้นมา

ฤกษ์ฤทธิ์:

เราเห็นงานของ “พี่มอ” (ชื่อเล่นของไทวิจิตที่เรียกกันในหมู่คนรู้จักและคุ้นเคย) มานานแล้ว โดยเฉพาะงานที่เขาทำเป็นเก้าอี้ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ให้ความรู้สึกที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของการเป็นแค่งานศิลปะ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เราก็เลยอยากให้คนได้เห็นงานของเขาในมุมอื่นๆ นอกจากงานภาพวาดนามธรรมที่คนส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคย

WURKON:

เป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจที่ชื่อ Leftover พ้องกับชื่อ Gallery VER ของคุณ

ฤกษ์ฤทธิ์:

ก็คงเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะพี่มอเขาเป็นคนตั้งชื่อมาไง เราก็ชอบนะ เพราะทุกอย่างก็คือความ Over แต่ก็ไม่ Over ไง คือตอนเราไปสตูดิโอของเขา เราเห็นเขาเอาวัสดุเหลือใช้เก็บตกจากที่ต่างๆ มาทำเป็นงาน ซึ่งเราคิดว่าในยุคสมัยนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกใช้อย่างทิ้งๆ ขว้างๆ แบบนี้ น่าจะมีอะไรสักอย่างที่กระตุ้นให้เราคิดสักหน่อยว่าสิ่งที่เราทิ้งๆ กันอยู่นั้นส่งผลอย่างไรบ้าง สำหรับพี่มอ นอกจากเขาจะไม่ทิ้ง เขายังเอาของเหลือทิ้่งเหล่านี้มาทำให้เป็นอะไรที่มีประโยชน์ขึ้นมา ไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม เราเองเคยพูดเอาไว้นานแล้วว่า สถานที่ที่เก็บขยะได้ดีที่สุดก็คือ “พิพิธภัณฑ์” ซึ่งเป็นที่รีไซเคิลสิ่งของได้ดีที่สุด เพราะว่านอกจากจะเก็บข้าวของแล้ว ยังเป็นที่ที่ให้ประโยชน์ในแง่ของการศึกษาได้ด้วย เหมือนเป็นพื้นที่ให้คนได้มานั่งพิจารณาสิ่งของเหล่านั้นว่าคืออะไร

WURKON:

เอาของไร้ประโยชน์มาทำให้มีคุณค่าสูงสุด?

ฤกษ์ฤทธิ์:

ใช่ เพราะเราเองก็พยายามจะทำให้ศิลปะไม่ได้เป็นของสูงน่ะ เราไม่ต้องการให้ศิลปะเป็นอะไรที่คนต้องกราบไหว้บูชา เราต้องการให้มันเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ให้ใกล้ตัวคน

WURKON:

ลักษณะการแขวน การติดตั้งงานใน Gallery VER ก็แปลกจากนิทรรศการศิลปะทั่วๆ ไป ด้วยการเล่นกับพื้นที่ วางงานระเกะระกะ แขวนงานห้อยลงมาจากเพดานให้คนดูงานต้องคอยเอี้ยวตัวหลบเวลาเดินเข้าไป

ฤกษ์ฤทธิ์:

อันนี้คือความรู้สึกเหมือนเวลาไปบ้านพี่มอที่มีข้าวของเหล่านี้ที่เขาทำไว้ ทั้งเสร็จแล้วหรือยังไม่เสร็จ วางและแขวนอยู่ทั่ว ม้านั่งที่วางไว้ทั่วหอศิลป์ บางชิ้นคนก็หย่อนก้นลงนั่งพักได้ ส่วนการวางอะไรเกะกะระหว่างทาง เพราะเราอยากให้คนดูสะดุด ให้หยุดคิดสักหน่อย ว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกที่โล่งว่างกว้างขวางและสะดวกสบายเสมอไป ในขณะเดียวกัน Gallery VER ก็มีความเป็น White Cube (ห้องสี่เหลี่ยมสีขาว) อยู่มาก ซึ่งมันก็มีประโยชน์บางอย่างแหละนะ แต่ในนิทรรศการครั้งนี้เราต้องการทำลายความเป็น White Cube ของมันน่ะ.


ขอบคุณภาพจาก ARTIST+RUN และ Gallery VER

ภาพถ่ายโดย Preecha Pattara

#WURKON #art #contemporaryart #interview #thaiwijitpuengkasemsomboon #solo #exhibition #theleftover #painting #sclupture #installation #foundobject #abstract #object #chairs #artistrunbkk #GalleryVER #ศิลปะร่วมสมัย #inspiration #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON 

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30