Blog

สนทนากับ Sanitas Studio สตูดิโอออกแบบที่ยืนอยู่บนพรมแดนไร้ตะเข็บของงานภูมิสถาปัตยกรรมและงานศิลปะร่วมสมัย

สนทนากับ Sanitas Studio สตูดิโอออกแบบที่ยืนอยู่บนพรมแดนไร้ตะเข็บของงานภูมิสถาปัตยกรรมและงานศิลปะร่วมสมัย

30 มกราคม 2560

ในตอนที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงสตูดิโอสถาปัตยกรรมระดับแนวหน้าของไทยไปหลายแห่งแล้ว ในคราวนี้เราขอพูดถึงสตูดิโอสถาปัตยกรรมอีกแห่งที่มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน สตูดิโอแห่งนี้เป็นสตูดิโอออกแบบและให้คำปรึกษาด้านภูมิสภาปัตยกรรม หรือการออกแบบพื้นที่ภายนอกอาคาร แต่สตูดิโอแห่งนี้ก็ไม่ใช่สตูดิโอออกแบบงานภูมิสถาปัตยกรรมดาษดื่นธรรมดา หากแต่มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สตูดิโอแห่งนี้มีชื่อว่า

Sanitas Studio (สนิทัศน์ สตูดิโอ)

บริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม และสร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยที่ทำงานอยู่บนพรมแดนระหว่างภูมิสถาปัตยกรรมและศิลปะร่วมสมัย ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากบริบททางสังคม การค้นคว้าทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง และการเล่นกับรอยต่ออันไร้ตะเข็บของภูมิสถาปัตยกรรมและงานศิลปะร่วมสมัย

ผลงานของ สนิทัศน์ สตูดิโอ มีตั้งแต่โครงการภูมิสถาปัตยกรรม ประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ที่ทำออกมาในขนาดที่หลากหลาย งานแต่ละชิ้นเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างสภาพแวดล้อมและความหมายของมันที่มีความสัมพันธ์กับผู้คน ผลงานของสตูดิโอแห่งนี้ได้รับรางวัลมามากมายไม่ว่าจะเป็นรางวัลทางสถาปัตยกรรมและศิลปะ อาทิเช่น

งานภูมิสถาปัตยกรรมของโครงการ บ้านแสนคราม (Baan San Kraam) คอนโดมิเนียมริมชายหาดหัวหินของแสนสิริ ได้รับรางวัล Best Residential Landscape Architecture Thailand จาก International Property Award

หรือ Equilibrium ผลงานศิลปะจัดวางตุ๊กตาเป่าลมล้มลุกลวดลายเหมือนเครื่องเคลือบลายครามที่จัดวางบนพื้นทรายของหาดซองโด ได้รับรางวัล Special Selection ในงาน The Sea Art Festival 2013 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขามอ (Mythical Escapism) ผลงานเลื่องชื่อของสตูดิโอแห่งนี้ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ภูเขาจำลอง งานสถาปัตยกรรมไทยโบราณ ที่ถูกตีความออกมาเป็นงานศิลปะร่วมสมัย ในรูปแบบของงานศิลปะจัดวาง/ประติมากรรมขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับรางวัล Commended with Merit Award จาก Emerging Architecture Awards 2015 และถูกรับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ 'Aesthetica Art Prize 2015: 100 Longlisted Artists และถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือ The Aesthetica Art Prize Anthology ซึ่งรวบรวมผลงานของศิลปินชั้นนำ 100 คนจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

ในคราวนี้ เราได้ไปเยี่ยมเยือน Sanitas Studio แห่งนี้ และมีโอกาสได้พูดคุยสนทนากับผู้ก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้อย่าง สนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์ หรือคุณบีน

เรามาสำรวจแรงบันดาลใจและที่มาที่ไปของแนวคิดเบื้องหลังงานศิลปะและงานภูมิสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแนบเนียนของศิลปินและภูมิสถาปนิกสาวคนนี้กันเถอะ

WURKON:

คุณบีนเรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรมใช่ไหมครับ

สนิทัศน์:

ใช่ค่ะ ก็จบมาทางภูมิสถาปัตยกรรม ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

WURKON:

แล้วทำไมถึงมีความสนใจศิลปะร่วมสมัยเหรอครับ

สนิทัศน์:

คือเริ่มแรกอาจจะสนใจศิลปะก่อน ไม่ได้รู้ละเอียดว่าอะไรคือศิลปะร่วมสมัย เราก็เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ตามที่คณะสถาปัตย์สอน ซึ่งจริงๆ มันจบเร็วมาก พอแตะโมเดิร์นนิดนึงเนี่ยก็จบเลย หมดเวลาแล้ว (หัวเราะ) แต่พอเรียนจบ เราก็ยังสนใจศิลปะอยู่ เราอยากให้งานภูมิสถาปัตยกรรมไปไกลกว่าการเป็นแค่ประโยชน์ใช้สอยกับความสวยงาม เราอยากให้มันมีความหมายและมีความน่าสนใจมากขึ้น เรามองว่าศิลปะน่าจะเป็นตัวที่สร้างความหมายในพื้นที่ของสถานที่ที่เราออกแบบ หลังจากเรียนจบและทำงานสักพัก เราก็สมัครไปทำงานกับออฟฟิศที่สิงคโปร์ที่เขาเป็นศิลปินด้วย ก็คือทำทั้งประติมากรรมทั้งภูมิสถาปัตยกรรม ก็ทำประมาณสามปี แต่นั่นเขาจะทำงานเป็น Figurative มากๆ ทำประติมากรรมเป็นชิ้นๆ

WURKON:

คือการเอางานประติมากรรมไปประดับภูมิทัศน์?

สนิทัศน์:

ใช่ๆ ตอนนั้นเราก็อยากจะเรียนต่อ ตอนแรกคิดว่าศิลปะเนี่ย คงไม่ต้องเรียน อาจจะได้เลย แต่คิดไปคิดมา ก็ตัดสินใจไปเรียน เขาก็แนะนำให้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ พอไปเรียนก็เปิดโลกเลย เราเพิ่งเข้าใจศิลปะร่วมสมัยจริงๆ ก็ตอนไปที่นั่นนั่นแหละ โรงเรียนมันร่วมสมัยมากๆ ไม่แยกเลยว่าจิตรกรรม ประติมากรรม มีเดีย วิดีโอ ทุกคนเรียนด้วยกันหมด แต่มีเวิร์คช็อปให้เราไปใช้ได้หมดเลย แล้วก็มีเทคนิเชียนสอน เราจะไปทำประติมากรรม ทำไม้ ทำเซรามิกซ์ ทำเหล็ก ทำอะไร มันไม่จำกัดว่าคุณจะเป็นแค่จิตรกร ประติมากร แล้วจิตรกรนี่งานยังกับวิดิโออาร์ติสต์ (หัวเราะ) มันหลุดมาก ก็กลายเป็นว่าเราศึกษาจากที่โน่นเยอะ ไปดูสิ่งที่มันเกิดขึ้น

WURKON:

อย่างในบ้านเราเวลาเรียนจะแยกเลยว่า ถ้าเรียนจิตรกรรม ก็ทำจิตรกรรมไปอย่างเดียวเลย เรียนประติมากรรม ก็ทำประติมากรรมไปอย่างเดียวเลย

สนิทัศน์:

ใช่ คิดว่านะ แต่ที่นั่นเวลามาตรวจงานก็จะรวมกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็น Sound Sculpture (ประติมากรรมเสียง) บ้าง เป็นจิตรกรบ้าง คือมันเน้นที่ Subject แล้วเลคเชอร์ที่สอนจะเป็น Theory เขาก็จะสอนว่าทำไมมันเกิดโมเดิร์นิสม์ขึ้นนะ อันนี้ก็เลยทำให้เราเริ่มคิดมากขึ้น อย่างเรียนสถาปัตยกรรมเนี่ย มันอาจจะเป็นเหมือนดีไซน์ เป็นผลิตภัณฑ์ เป็นรูปเล่มมาแล้วว่าอันนี้มันคือยุคนี้ๆ แต่พอไปเรียนศิลปะมันกลายเป็นว่า ทำไมถึงเกิดยุคนี้ อ๋อ เพราะสภาพสังคมตอนนั้นเป็นอย่างนั้น มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมนะ แล้วมันพัฒนายังไงถึงเกิดเป็นโมเดิร์นนิสม์ มันเลยทำให้เราตั้งคำถามได้ดีขึ้น

WURKON:

ซึ่งอันที่จริงสถาบันการศึกษาศิลปะตะวันตกมันก็ไม่ได้แยกศิลปะแขนงต่างๆ ออกจากกันอยู่แล้ว อย่างในสถาบันบาวเฮาส์ (Bauhaus) ก็รู้มาว่าเขาเรียนร่วมกันหมดเลย ทั้งสถาปัตยกรรม การออกแบบ จิตรกรรม ประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าอะไรด้วย

สนิทัศน์:

ใช่ อย่างที่เราไปเรียนมันก็ค่อนข้างเปิด กลายเป็นว่าพอเสาร์อาทิตย์เราก็ไปดูทุกแกลเลอรีทั้งเล็กทั้งใหญ่ ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น มันทำให้เราอินกับศิลปะมากขึ้น เหมือนเราค้นพบอะไรใหม่ๆ เพราะการทำงานศิลปะมันก็เป็นการทำอะไรเกี่ยวกับตัวเองด้วย อย่างตอนเราเรียนสถาปัตยกรรม ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่เกี่ยวกับตัวเอง แต่เกี่ยวกับคนอื่น เราก็จะทำงานทุกอย่างในการแก้ปัญหาให้คนอื่น ตอนแรกนี่งงเลย ว่ามันต้องมี Subject ของตัวเอง ว่ามันต้องเขียนเข้าไปก่อนว่าเราจะเรียน Subject นี้นะ ซึ่งพอเข้าไปเรียนถึงได้รู้จักการตั้งคำถาม คุยกับตัวเอง แล้วสื่อออกมา ก็ได้เรียนวิธีคิดมาจากตรงนั้นเยอะ

WURKON:

แล้วมันแตกต่างกันมากไหม วิธีคิดในการทำงานศิลปะกับสถาปัตยกรรม

สนิทัศน์:

ก็ต่างกันเยอะเหมือนกัน คือตอนแรกเรานึกว่าไม่ต่าง เรานึกว่าทำได้เลย แต่พอเราไปเรียน เราถึงรู้สึกเลย งานช่วงแรกของเรา อาจารย์ที่สอนทฤษฏีเขาบอกว่ามันเป็นเหมือนคอนเซ็ปช่วลของกำแพง เพราะเราชินกับการสร้างพื้นที่ งานชิ้นแรกๆ ของเราที่หลุดมาเราเลยทำวิดีโอเพอร์ฟอร์มานซ์ เป็นตัวเองเล่นเพอร์ฟอร์มานซ์เลย

WURKON:

โห! ทำเพอร์ฟอร์มานซ์เลยเหรอ?

สนิทัศน์:

ใช่ ขำมาก (หัวเราะ) เราพยายามที่จะกระเทาะเปลือกของตัวเอง ให้มันหลุดไปเลย เพราะอย่างสถาปนิกเนี่ย เวลาเราดูอะไรสักอย่างเราก็จะดูที่ตัววัสดุ ว่ามันเป็นไม้ เป็นหิน ดูคุณภาพ ว่ามันสวย พื้นผิวดี ดูหรู เอามาใช้งานได้ แต่พอเป็นศิลปิน เวลาวิจารณ์กันมันจะเป็นคนละอย่างเลย มันจะสัมผัสที่ความรู้สึก อย่างเช่น อันนี้ดูแล้วรู้สึกถึงบ้านในป่าของคุณยายสมัยเด็ก อันนี้นึกถึงโรงพยาบาล มันมีประสบการณ์ส่วนตัวของศิลปินที่เอามาแบ่งปันกับคนอื่นได้ ซึ่งเราไม่เคยมองมุมนี้เลยมันอาจจะดูเป็นของสิ่งเดียวกัน แต่สถาปนิก นักออกแบบมองมุมหนึ่ง ศิลปินมองอีกมุมหนึ่ง มันก็สนุกดี

WURKON:

ปกติงานออกแบบนี่ไม่ค่อยใช้ความรู้สึกเหรอครับ

สนิทัศน์:

มันก็ใช้ความรู้สึกด้วยนะคะ แต่มันขาดสัญชาติญาณ บางคนก็คงใช้สัญชาติญาณแหละ แต่ด้วยความที่เราเรียนมาน่ะมันเป็น Problem solving ก็คือการแก้ปัญหา Design Solution อะไรอย่างงี้

WURKON:

มันเป็นการสร้างพื้นที่ให้คนอยู่อาศัยด้วย

สนิทัศน์:

ใช่ แล้วมันก็มีบริบทของเมือง สังคม มีอะไรที่บีบจนงานดีไซน์ออกมาเป็นแบบนี้ แต่พอเป็นศิลปะเนี่ย มันเหมือนมันมาจากอีกมุม ในความคิดของเรา

WURKON:

หมายถึงตอนไปเรียนนี่คือเราไปลดทอนตัวฟังก์ชั่นใช้งานของงานที่ทำลงเหรอครับ

สนิทัศน์:

อืมม์ ไม่ได้เรียกว่าการลดทอนฟังก์ชั่น แต่เหมือนไปเรียนรู้วิธีคิดอีกวิธีนึงมากกว่า โดยที่วางฟังก์ชั่นไว้ก่อน เพราะด้วยความที่เราฝึกฝนด้วยฟังก์ชั่นมาตลอด มันก็เลยค่อนข้างจะติดเยอะ ตอนนั้นก็ถือว่าวางมันลงก่อน แล้วก็ไปเรียนรู้วิธีคิดอีกแบบ

WURKON:

การที่คุณบีนมีพื้นฐานทางสถาปัตยกรรมและการออกแบบมานี่มันมีประโยชน์ต่อการเรียนศิลปะบ้างไหมครับ

สนิทัศน์:

ก็ค่อนข้างมี คือเพราะด้วยความที่เราถนัดเรื่องพื้นที่ งานส่วนใหญ่ของเราก็จะเป็นศิลปะจัดวาง อย่างตอนเรียนอาจารย์จะบอกว่าคุณต้องเร่งมือในเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์ คุณเรียนมาไม่หนักเท่าเพื่อน เพราะเพื่อนในชั้นส่วนใหญ่จบจาก Fine Art แต่คุณมีทักษะทางสถาปัตยกรรมในการมองพื้นที่ ในการสร้างความเชื่อมโยงพื้นที่เข้ากับงาน เราก็มีตรงส่วนนี้เป็นอาวุธประจำตัว เพราะในปีนึงๆ ส่วนใหญ่เขาจะรับคนจบ Fine Art หมด ก็มีปีที่เราเรียนที่มีเราที่เป็นสถาปนิกหนึ่งคน แล้วแล้วก็กราฟิกดีไซน์อีกหนึ่งคน

WURKON:

ตอนไปเข้าเรียนคุณบีนก็ใช้วุฒิสถาปัตยกรรมสมัครเลยใช่ไหมครับ

สนิทัศน์:

ใช่ค่ะ แต่เราก็ทำพอร์ตโฟลิโอ เพราะตอนที่ไปทำงานที่สิงคโปร์สามปีมันก็มีพอร์ตเป็นงานศิลปะบ้าง แต่อันนั้นมันก็ไม่ใช่งานศิลปะร่วมสมัยหรอกนะ แต่บีนว่าเขาก็มองเห็นศักยภาพของเราในแง่ของการทำงานกับพื้นที่ ในแง่ของความหลากหลายที่จะมาปะทะประสานกัน

WURKON:

แล้วพอไปเรียนแล้วได้อะไรกลับมาบ้างครับ

สนิทัศน์:

โห! พอไปเรียนแล้วได้กลับมาเยอะเลย หนึ่งคือวิธีคิด เราเริ่มคิดหลุดกรอบ แล้วน่ะ เราไม่มองงานดีไซน์เหมือนเดิม ที่ต้องเป็นหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า และค่อนข้างเรียนรู้ที่จะเชื่อสัญชาติญาณตัวเองมากขึ้น คุยกับตัวเองมากขึ้น เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามมากขึ้น มีความชัดเจนว่าเราสนใจอะไร สำรวจอะไร ทั้งตัวตนของเราและตัวงาน การแปลงความคิดที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนมากขึ้น เมื่อก่อนเรียนดีไซน์แล้วสงสัยน่ะ ชอบไปเรียน Critical Thinking ว่าเขาจะคิดกันยังไงนะ มันต้องเป็น หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แต่พอไปเรียนจบแล้ว เออ มันไม่ต้องหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้าก็ได้

WURKON:

เพราะมันกระจายออกมาเป็นเหมือนคลื่นใช่ไหม มันทับซ้อนกันหมดเลย

สนิทัศน์:

เออ ใช่ๆ เหมือนเราเห็นอีกด้านนึงที่มันไม่จำเป็นต้องหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แล้ว รู้สึกว่าทำให้เราทำงานดีไซน์ได้สนุกขึ้น

WURKON:

แสดงว่ามันช่วยในการทำงานดีไซน์ด้วย

บ้านแสนคราม (Baan San Kraam) ภาพถ่ายโดย วิสันต์ ตั้งธัญญา อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/q6KDwF

สนิทัศน์:

ช่วยมากเหมือนกัน เพราะเวลาเรามอง เราก็จะไม่มองอยู่แค่สิ่งเดิมๆ เมื่อก่อนเวลาดีไซน์มันจะชัดเจน เป็นการวิเคราะห์เรื่อง ขนาด ที่ตั้ง กายภาพ แต่ตอนนี้เราจะมองเรื่องอื่นด้วย เราก็มองเรื่อง สังคม วิธีการเลือกบางอย่างในงานดีไซน์ อย่างตอนออกแบบ บ้านแสนคราม เราก็จะไม่คิดแบบที่สถาปนิกคิด คือเหมือนเรามองคนมากขึ้น มองผู้ใช้งานมากขึ้นด้วย ที่สำคัญคือเรามองประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ตรงนี้เราได้มาจากการเรียนศิลปะเยอะ มันทำให้เราชอบประวัติศาสตร์ไปเลย เหมือนแต่ละงานเราจะพยายามศึกษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่ตั้ง ของพื้นถิ่น มันทำให้เรามองในมุมมองเชิงสังคมมากขึ้น มันก็ไม่ได้ตรงๆ นะ แต่มันได้มุมมอง วิธีคิดอีกด้านนึง

WURKON:

ตอนก่อนที่จะเรียนศิลปะเวลาทำงานออกแบบ คุณบีนรีเสิร์ชหนักเหมือนกับตอนหลังจากเรียนจบศิลปะมาไหม

สนิทัศน์:

ก็มีนะ มันเป็นไปได้ที่บางคนเขาอาจจะรีเสิร์ชเยอะก็จริง แต่สำหรับเรา วิธีตั้งคำถามมันต่างไป มันเหมือนความสนใจเริ่มแตกแขนงมากขึ้น แล้วมันทำให้เรารู้ด้วยว่าเราจะหาอะไร ไม่งั้นบางทีมันกว้างมาก มันกลายเป็นว่าจับทุกอย่าง แล้วไม่ได้ใช้ แต่ตอนนี้พอเรียนศิลปะ มันทำให้เราเริ่มรู้ว่าอันไหนควรตัด อันไหนควรเก็บ อันไหนควรเลือก อันไหนควรตั้งคำถาม มันจะเริ่มโฟกัสมากขึ้น อันนี้คือในแง่ของการประยุกต์มาใช้ในงานดีไซน์น่ะค่ะ

Equilibrium, 2013 The Sea Art Festival 2013 หาดซองโด ปูซาน เกาหลีใต้

WURKON:

เข้ามาดูที่ผลงานของคุณบีนบ้างนะครับ อย่างงาน Equilibrium นี่มีที่มาที่ไปยังไงครับ

สนิทัศน์:

จริงๆ งานชิ้นนี้เป็นการประกวดแบบงานศิลปะสาธารณะบนชายหาดที่เกาหลีใต้ แล้วเราก็เห็นโจทย์ ซึ่งเป็นเรื่องของงานศิลปะกลางแจ้งที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เราก็เลยไปค้นคว้ามาว่า ประวัติศาสตร์ของเกาหลี ประวัติศาสตร์ของหาดซองโด ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงงานมันมีความเป็นมายังไง ก็เจอว่า หาดนี้มันเปิดเป็นสาธาณะตอนที่โดนญี่ปุ่นยึดครอง มันมีทั้งความอิสระ แต่ก็กดดัน เราก็มีเพื่อนเป็นคนเกาหลี เราก็รู้ว่า ความจริงประเทศเขามีภาพลักษณ์ข้างนอกแบบหนึ่ง และก็มีความกดดันอยู่ภายใน อย่างธงชาติเกาหลีที่มีสัญลักษณ์หยินหยาง มันก็เป็นเหมือนจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เรามองว่าเกาหลีทั้งโดนญี่ปุ่นยึด โดนจีนครอบครอง และก็โดนผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านความรุ่งเรืองและตกต่ำ และตอนนี้มันก็กลายเป็นประเทศที่เจริญมากในเอเชีย งานชิ้นนี้มันก็เหมือนการพูดถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่มันล้มและลุกได้ ซึ่งตุ๊กตาล้มลุกธรรมดามันก็เหมือนตุ๊กตาชายหาด แต่เราก็ใช้สิ่งที่ควรจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ที่น่าเคารพ โดยค้นคว้าว่ามันมีโบราณวัตถุที่อยู่กับประวัติศาสตร์เกาหลีมาอย่างยาวนาน เราเจอเครื่องลายครามศิลาดลของเกาหลี ที่อยู่ในยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดคือ ราชวงศ์โครยอ (Koryǒ Dynasty) เราก็เอามาทำเป็นงานชิ้นนี้ ที่เล่นกับเรื่องข้างในข้างนอก ความเป็นทางการและความไม่เป็นทางการ สิ่งที่แตกได้อย่างเครื่องลายคราม และสิ่งที่แตกไม่ได้อย่างตุ๊กตาเป่าลม ของเล่นที่ใครๆ ก็เล่นได้ กับสิ่งที่ควรจะอยู่ในพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่เป็นเหมือนคู่ขัดแย้งเหมือนหยินหยาง ที่เอาสิ่งที่อยู่ตรงข้ามมาอยู่ด้วยกัน เราก็ทำเป็น Proposal (โครงการนำเสนอ) ไป แล้วมันก็ผ่านเป็นขั้นๆ แล้วก็ต้องทำแบบจำลอง

WURKON:

อันนี้คือการประกวดแบบงานศิลปะเลยเหรอครับ

สนิทัศน์:

ใช่ มันเป็นการประกวดแบบงานศิลปะ คนที่ได้เข้าไปมันก็จะหลากหลาย

WURKON:

การประกวดแบบส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยมันจะเป็นเฉพาะงานออกแบบหรืองานสถาปัตยกรรมมากกว่า

สนิทัศน์:

ใช่ อันนี้มันเหมือนเป็นพิเศษ เห็นปีหลังๆ ก็ไม่มีแล้ว ปีนั้นมันเป็นปีที่เหมือนเขาให้ศิลปินแต่ละคนเสนอโครงการว่าจะทำอะไร แล้วมันก็เป็นนิทรรศการประมาณเดือนนึง

WURKON:

ในต่างประเทศมันดูเป็นเรื่องปกติเลยนะครับ ที่หลายๆ วงการมันเหลื่อมทับซ้อนกัน อย่างสถาปนิกบางคนก็มาทำงานศิลปะ หรือศิลปินบางคนก็ไปทำงานสถาปัตยกรรม

สนิทัศน์:

ใช่ เห็นเยอะ อย่าง อ้าย เหว่ยเหว่ย (Ai Weiwei) ก็มีออฟฟิศที่เป็นสถาปัตยกรรม หรืออย่าง ซาฮา ฮาดิต (Zaha Hadid) ก็ทำนิทรรศการศิลปะ ทำเฟอร์นิเจอร์ ตอนไปเยี่ยมออฟฟิศ ซาฮา ก็มีโชว์รูม มีโมเดลเฟอร์นิเจอร์ มีอะไรเยอะแยะไปหมด

WURKON:

หรือแม้กราฟฟิกดีไซเนอร์ของเมืองนอกหลายคนก็เป็นศิลปิน อย่าง สเตฟาน แซกมายสเตอร์ (Stefan Sagmeister) เขาก็ทำทั้งงานออกแบบและงานศิลปะไปด้วย

สนิทัศน์:

ใช่ หรือว่า อย่างที่โน่น วงการมันชัดเจน เหมือนทุกคนก็ได้แลกเปลี่ยนกันชัดเจน ที่นี่ต่างคนต่างทำ มันไม่มีการทับซ้อนกัน

WURKON:

คุณบีนคิดว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ศิลปินหรือนักออกแบบเมืองนอกเขาทำงานครอบคลุมได้หลากหลายกว้างไกลขนาดนั้น

สนิทัศน์:

คือบีนคิดว่าเหมือนเขาอาจจะไม่ได้มองว่าเขาเป็นแค่สถาปนิก เป็นนักออกแบบ แต่เป็นเหมือน Environment Designer มากกว่า คือมันก็ไหลไปหมดเลย อย่างงาน ซาฮา มันก็ดูเหมือนไม่ได้หยุดอยู่แค่สถาปัตยกรรม แต่มันไหลเชื่อมไปหมด ไหลเข้าไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ หรือบางทีกลายเป็นงานศิลปะจัดวาง ถ้าจะถามว่า เพราะอะไร? คือเหมือนประวัติศาสตร์เขายาวนานเนาะ เขามีการบันทึกที่จริงจัง แต่บ้านเราเหมือนมันเพิ่งจะแบ่งว่าเราเป็นศิลปะแขนงนั้นแขนงนี้อยู่เลย เรายังไม่ผ่านกระบวนการนี้ เราต้องผ่านอันนี้ไปก่อน แต่เขาเหมือนผ่านมาแล้ว แล้วเสาร์อาทิตย์คนไปพิพิธภัณฑ์เยอะมาก คนไป Tate Modern นี่เยอะยิ่งกว่าพาราก้อน แต่เรายังไปพาราก้อนกันอยู่ มันคงต้องใช้เวลามั้ง คงต้องให้มีคนไป BACC เยอะกว่าไปพาราก้อนก่อน (หัวเราะ) แล้วเรื่องวิชาชีพ อย่างสถาปนิกเนี่ย เขาค่อนข้างที่จะได้รับการยอมรับชัดเจน ในเมืองนอกนะ เขาได้รับการยกย่องชัดเจน ซึ่งมันก็มากับทุกอย่าง ในแง่วิชาชีพ อย่างเช่นระยะเวลาการทำงานที่ค่อนข้างเป็นเหตุเป็นผล เหมาะสม ค่าจ้างที่ได้รับมันก็เป็นมาตรฐาน ในระดับนานาชาติ เขาเลยมีเวลาที่จะไปพัฒนาในหลายๆ ด้าน แต่ในเมืองไทย เหมือนวิชาชีพนี้มันยังไม่ได้รับการยอมรับที่ชัดเจน

WURKON:

มันก็เลยต้องดิ้นรน

สนิทัศน์:

ใช่ บีนว่าตอนนี้ทุกคนต้องดิ้นรน ต้องช่วยตัวเอง รัฐเองก็ไม่ยื่นมือมาช่วย

WURKON:

จะว่าไปมันเป็นตั้งแต่ระบบการศึกษาเลยนะครับ อย่างที่บอกไปว่า แม้แต่ในระบบอุดมศึกษา หรือปริญญาโท เราก็ต่างคนต่างแบ่งเแยกกันเรียนชัดเจน สถาปนิก ภูมิสถาปนิก ออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์

สนิทัศน์:

แต่ไม่จับมาทำด้วยกัน

WURKON:

ใช่ๆ หรือแม้แต่ในการเรียนศิลปะเอง ภาควิชาจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ทุกคนก็ต่างคนต่างเรียน ในขณะที่คุณบีนเล่าให้ฟังว่าในสถาบันที่เมืองนอก ทุกอย่างมันอยู่ด้วยกันหมด ถ้านักเรียนสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษก็มีสตูดิโอ มีเทคนิเชียนรองรับ แต่ของเราจะแบ่งไปเลยว่าคุณต้องเลือกว่าคุณเป็นอะไร เขาไม่ได้มองเทคนิคว่าเป็นสิ่งสำคัญ

สนิทัศน์:

ใช่ เขามองวิธีคิดมากกว่า

WURKON:

พอเรียนจบแล้วคุณบีนทำอะไรต่อครับ ออกมาทำงานศิลปะเลยไหม

สนิทัศน์:

พอเรียนจบก็ทำงานที่โน่นค่ะ พอดีได้ Work Permit ต่อสองปี ตอนนั้นก็ทำกับออฟฟิศที่เป็นภูมิสถาปัตย์ เราก็ขอทำงานสี่วัน วันนึงก็ออกมาทำสตูดิโอ ก็พยายามทำงานศิลปะ และมีนิทรรศการกลุ่มกับเพื่อนบ้าง สองครั้ง ก็พยายามพัฒนาไป พอหมดเวลาก็กลับมาเปิด Sanitas Studio คือตอนแรกอยากทำงานศิลปะอย่างเดียวเลย ชอบมาก อินน่ะ ร็อกแอนด์โรล (หัวเราะ) รู้สึกว่ามันใช่ เราได้เรียนรู้ตัวเอง รู้สึกว่าเราได้เจอสิ่งที่เราชอบจริงๆ แล้ว แต่พอกลับมาก็เริ่มมีคนถามว่าไปเรียนมาเป็นยังไง ก็เลยเริ่มเข้าไปคุยบ้าง แล้วก็เลยมีงานชิ้นแรกเป็นภูมิสถาปัตย์ ก็ทำควบคู่กันมาเรื่อยๆ เราก็พยายามเลือกว่าให้มันมีความเป็นศิลปะแทรกเข้าไปด้วย ก็พยายามทำให้ได้ ตอนแรกกลับมาก็ไม่รู้จะลงจอดยังไง เพราะมันเยอะน่ะ แค่จากที่นี่ไปลงจอดที่โน่นมันก็งงไปรอบนึงแล้ว มันตึ๊บ แล้วพอไปอยู่ที่โน่น ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันตลอดเวลา อยากดูโน่นดูนี่ไปหมด พอกลับมา... จริงๆ ก็อยากกลับมาด้วยแหละ เพราะจะได้เรียนรู้รากของตัวเองด้วย พอมีโอกาสอะไรเราก็เลยลองเริ่มทำ เริ่มพัฒนาขึ้นมา ตอนนี้มันก็เริ่มชัดเจนขึ้น

WURKON:

ปัญหาก็คือ พอเป็นงานภูมิสถาปัตยกรรมที่เป็นเชิงพาณิชย์ คุณจะอธิบายยังไงให้ลูกค้าเข้าใจแนวคิดที่มีการสอดแทรกศิลปะเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย

สนิทัศน์:

ตอนแรกยากเหมือนกัน เพราะตอนแรกเราก็ไม่รู้ ค้นคว้าเยอะ ประวัติศาสตร์เยอะ ทำคอนโดอันเดียว เราไปค้นคว้าว่าพระโขนงเคยเป็นอะไรมาก่อน (หัวเราะ) ไปเล่าเขาก็แบบ มาอีกละ! ประวัติศาสตร์อีกละ! ไปๆ มาๆ สักพักจับทางได้ว่า อ๋อ เขาไม่ชอบฟัง เพราะฉะนั้นจริงๆ เรื่องพวกนี้เราอยากรู้ เราก็รู้เอง แล้วเราก็ต้องดูว่าเขาสนใจอะไร เขาพูดถึงผู้ใช้งาน เขาพูดถึงตลาด เขาพูดถึงไลฟ์สไตล์ เขาอยากรู้ว่าทำยังไงคนถึงจะซื้อ เราก็ต้องมองว่าลูกค้าอยากฟังอะไร และเราก็สื่อสาร ก็คือต้องตอบโจทย์ โดยที่งานเรายังคงความเป็นตัวเราอยู่

WURKON:

คือก็ค้นคว้าแหละ แต่ไม่จำเป็นต้องไปพรีเซนต์ให้เขาฟัง

สนิทัศน์:

ใช่ เพราะเขาอาจจะไม่อยากฟังทั้งหมด (หัวเราะ) เราก็ต้องรู้ว่าเขาอยากฟังอะไร วิธีพรีเซนต์ก็สำคัญค่ะ

WURKON:

แต่การค้นคว้าเหล่านี้มันช่วยสร้างคุณค่าทางการออกแบบมากไหม

สนิทัศน์:

มากนะ บีนว่า เพราะอย่างน้อยเราก็รู้สึกเชื่อมโยงกับงาน เชื่อมโยงกับพื้นที่ด้วย

WURKON:

ไม่ได้สร้างขึ้นมาดื้อๆ

สนิทัศน์:

ใช่ เราก็ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ ในแง่มุมต่างๆ ว่ามันเป็นมายังไง ไม่ใช่แค่กับไซต์งานเท่านั้น เกี่ยวกับบุคคล หรือสังคม อะไรก็ตาม

WURKON:

มันช่วยให้งานไม่หลักลอย?

สนิทัศน์:

ใช่ค่ะ

WURKON:

บางทีคนส่วนใหญ่ชอบคิดว่านักออกแบบสร้างผลงานมาจากอากาศ

สนิทัศน์:

อันนั้นยากกว่า ในความรู้สึกบีน แล้วมันก็กลายเป็นว่า ทุกอย่างเป็นอะไรก็ได้ มันก็ไม่ลงตัวกับพื้นที่ คือมีอาจารย์ที่สอนมาตั้งแต่เด็ก ก็จะบอกว่า ยังไงเราก็ต้องฟังว่าไซต์อยากเป็นอะไร มันต้องอ้างอิงได้กับบริบทโดยรอบ มีไกด์ไลน์บางอย่าง

WURKON:

แล้วมันต่างกันไหมครับ ระหว่างการทำงานศิลปะและการค้นคว้าประวัติศาสตร์ กับเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานและการอยู่อาศัยของคน

สนิทัศน์:

ก็ต้องเอามาหลอมรวมกัน เพราะมันมาคนละแบบกัน เรื่องฟังก์ชั่นก็ต้องแม่น เรื่องประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่เราดึงเข้ามา แต่เราก็ไม่ได้ดึงมาทั้งดุ้น เราย่อยแล้วว่าอันนี้มันมีที่มาอย่างงี้ แล้วเราก็จะจับประเด็นนี้ เพราะจริงๆ เราไม่ได้ให้อ่านเหมือนในหอศิลป์ เราแค่ดึงมาประเด็นใหญ่แล้วเอามาตีความอีกทีนึง

WURKON:

เอาจริงๆ แม้แต่ภูมิสถาปัตย์ บางคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาทำอะไรกัน

สนิทัศน์:

ใช่ ทำอะไร? จัดสวนหรือเปล่า? ก็นับว่าเป็นศาสตร์ใหม่จริงๆ ค่ะ ตอนไปทำงานอังกฤษ ก็มีเพื่อนร่วมงานอังกฤษบอกว่า พ่อแม่เขาคิดว่าเขาทำงานปลูกต้นไม่ จะสังเกตเลยว่า ถ้าเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ที่มีประวัติศาสตร์การจัดสวนมายาวนาน จะมี English Garden, French Garden, Japanese Garden เนี่ย ความเป็นสวนมันแข็งแรง อย่างฝรั่งเศสเนี่ย ไม่มีโรงเรียนสอนภูมิสถาปัตยกรรม แต่จะเป็น Urban Design (งานออกแบบชุมชนเมือง) ไม่งั้นก็จะเป็นสวนแวร์ซายน่ะ เพราะฉะนั้น ภูมิสถาปัตยกรรมจริงๆ เริ่มจากอเมริกา ที่เป็นประเทศใหม่ ไม่มีอะไร

WURKON:

เลยต้องสร้างภูมิทัศน์ใหม่

สนิทัศน์:

ใช่ มันก็นับว่าเป็นศาสตร์ใหม่ แล้วหลักสูตรที่เราใช้ในจุฬาก็เอามาจากทางฝั่งอเมริกา ภูมิสถาปัตยกรรมมันคือการจัดการพื้นที่ทุกอย่างที่อยู่ภายนอกอาคาร อย่างบีนก็มองว่ามันเหมือนเป็นการดึงธรรมชาติมาอยู่ใกล้คน คือเราไม่ได้สร้างธรรมชาติ แต่เราดึงธรรมชาติเข้ามา มีสวนโดยรอบ สเกลมันเลยมีตั้งแต่สวนในบ้าน จนถึงโรงแรม รีสอร์ต เมือง ผังเมือง สเกลมันจะใหญ่ไปเรื่อยๆ งานของเราก็เหมือนออกแบบสถาปัตยกรรมแหละ เพียงแต่ว่าอุปกรณ์ของเราไม่ใช่เสา ไม่ใช่คานที่มีขนาดชัดเจน อุปกรณ์เราคือลำต้นไม้ พุ่มไม้ ดิน ต้นไม้มันโตได้ เราก็ต้องจินตนาการว่าเสาของเรามันจะแผ่กิ่งก้านสาขาไปแค่ไหน

WURKON:

แต่มันก็มีงานโครงสร้างเหมือนกันใช่ไหมครับ

สนิทัศน์:

มีค่ะมี  มีศาลา มีกำแพงกันดิน มันก็คือการออกแบบภายนอกอาคาร

WURKON:

การจัดสวนเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

สนิทัศน์:

เออใช่ การจัดสวนไม่ใช่ทุกอย่างของงานภูมิสถาปัตยกรรม มันเป็นแค่ส่วนนึง การจัดสวนอาจจะเรียกว่า Detail Design

WURKON:

มีคำนึงที่คุณบีนพูดมาแล้วน่าสนใจ คือ การดึงธรรมชาติเข้ามาใกล้คน

สนิทัศน์:

บีนมองว่าภูมิสถาปัตยกรรมมันไม่ใช่อยู่ดีๆ เราไปเลียนแบบ ไปสร้างธรรมชาติ แต่เราดึงให้ธรรมชาติมาใกล้คน เพื่อทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือตัวเองคิดว่าภูมิสถาปัตยกรรมเป็นเหมือนการ Framing (ล้อมกรอบ) คือธรรมชาติมันมีอยู่แหละ แต่เราไม่ได้รู้สึก ภูมิสถาปัตยกรรมเนี่ย ช่วย Framing ให้คนได้สัมผัสกับธรรมชาติได้ดีขึ้น ได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติ

WURKON:

มาถึงงานที่ทำให้คุณบีนเป็นที่รู้จักอย่าง เขามอ (Mythical Escapism) บ้างครับ งานชิ้นนี้มีที่มายังไงครับ

เขามอ (Mythical Escapism), 2013 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bacc)

เขามอ (Mythical Escapism), 2013 สวนสาธารณะ Park@Siam สยามสแควร์

สนิทัศน์:

งาน เขามอ ทำครั้งแรกกับ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bacc) เป็นนิทรรศการกลุ่ม ชื่อนิทรรศการ สถานพักตากอากาศ : นิทรรศการศิลปะเพื่อภูมิทัศน์ของการพัก” (Resort: An exhibition for landscape of Rest) ที่พูดถึงห้วงเวลาของคนเมืองที่ชอบหนีออกไปเที่ยวพักตากอากาศ ออกไปจากกิจวัตรในชีวิตประจำวัน เขาก็เชิญทั้งจิตรกร นักออกแบบกราฟฟิก นักออกแบบเสียง ฯลฯ มาทำงานที่ตอบสนองหัวข้อนี้ พอเขาพูดถึงธีมนี้ สิ่งแรกที่เรานึกถึงคือ “เขามอ” มันเป็นรูปแบบหนึ่งของงานภูมิทัศน์ในอดีต เป็นภูเขาจำลองที่ได้รับความเชื่อและอิทธิพลมาจากจีนและอินเดีย ตั้งแต่สมัยอยุธยา อันนี้เราเรียนรู้เพราะเราเป็นภูมิสถาปนิกด้วย ซึ่งสวนจีนเปรียบเป็นตัวแทนของจักรวาล โดยภูเขารูปคล้ายก้อนเมฆจะสร้างบรรยากาศที่เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ ส่วนความเชื่อจากศาสนาพราหมณ์ในอินเดีย ภูเขาจำลองนี้จะเปรียบได้กับเขาพระสุเมรุตามตำนานในพุทธศาสนา โดยการจำลองภูเขาเหล่านั้นมาไว้ในสวนทั้งความเชื่อของจีนและอินเดีย เป็นเสมือนการนำภูเขา ธรรมชาติที่เปรียบเหมือนสวรรค์มาไว้ใกล้ตัว ไม่ต้องออกไปเดินทางแสวงหาธรรมชาตินอกรั้วที่อาศัย เนื่องจากสภาพอากาศอันโหดร้ายภายนอกที่เป็นอุปสรรคของการเดินทาง เมืองไทยเรารับอิทธิพลมาในช่วงแรก ความเชื่อของภูเขาจำลองจึงเปรียบกับเขาพระสุเมรุ อันเป็นแดนสวรรค์ที่อยู่ของเทวดา โดยครั้งดั้งเดิมเมื่อเริ่มมี เขามอนี้จะเกิดได้แต่ในพระราชวัง สำหรับพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น เมื่อเวลาล่วงมาประกอบกับความนิยมใหม่ในเชิงภูมิทัศน์ของงานสวนไม้ดัด เขามอจึงได้เกิดในคฤหาสน์ของผู้มีศักดิ์สูง ในวัดวาอารามสำคัญๆ และแพร่หลายสู่คนทั่วไป ต่อมาจนปัจจุบัน เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงจนเกิดความเท่าเทียมและอิสระทางความคิดและการแสดงออก “เขามอ” ในงานชิ้นนี้จึงพยายามที่จะแสดงความเป็นปัจเจกของผู้คนจากความอิสระของการคิดและการแสดงออกนั้น เป็น “ภูเขาแห่งความเชื่อ” ในยุคปัจจุบัน

สมัยก่อน การมีอยู่ของเขามอในไทยเป็นความเชื่อของพิธีกรรมทางศาสนา เป็น Mountain of Believe พอมาปัจจุบัน ความเป็นปัจเจกมันชัดขึ้น ความเป็นวิทยาศาสตร์เข้ามา เหตุผล ความถูกผิดอยู่ที่มุมมอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยใช้กระจกเงาเพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนได้ตะหนักมองภาพสะท้อนของตัวเองในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกระจกเงาที่ใช้คือ กระจกว่าว ที่ใช้กับวัด เพราะเราอยากเอาวัสดุที่มีความหมายในสัญลักษณ์ของความเชื่อในอดีตมาเป็นตัวส่งผ่านความเปลี่ยนแปลงของความเชื่อนั้น ส่วนโครงสร้างลูกบาศก์ที่มาต่อกันเป็นตัวภูเขา และกระจกเกรียบจำนวนมากที่มาแปะต่อกันเป็นยูนิตบนพื้นผิวของภูเขา มันก็เป็นสัญลักษณ์แทนตัวบุคคลจำนวนมากที่อยู่รวมกันในสังคมส่วนพื้นที่ข้างใน โดยปกติ เขามอ ทั่วๆ ไป จะจำลองมาจากภูเขาจริงๆ ซึ่งถ้าเราเข้าไปในถ้ำที่อยู่ภายในเขา มันจะมีพื้นที่ที่เหมือนเป็น Sanctuary (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งมีต้นไม้ มีความชุ่มชื้นร่มเย็น และความสงบอยู่ข้างใน กระบวนการทำงานของเรานอกจากจะค้นคว้าในหอสมุด เราก็ออกเดินทางไปดูสถานที่จริงเหล่านั้นด้วย หลังจากนั้นเราก็ตั้งคำถามว่า Sanctuary ของเราคืออะไร เราก็เลยใช้ “ดิน” เพราะดินเป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบของสรรพสิ่ง สร้างบรรยากาศที่สงบนิ่งภายในเขามอ โดยซ่อนความหมายเชิงนามธรรมของ “ความเชื่อ” ผ่านรูปกรอบของเจดีย์ที่ภายในว่างเปล่า (Negative space) มันเหมือนเราตั้งคำถามว่า ความเชื่อที่เรายึดถือมันมีอยู่จริงไหม และมันคืออะไรกันแน่?

WURKON:

งาน เขามอ ตัวนี้มีการจำลองจากที่ไหนมาโดยเฉพาะไหมครับ

สนิทัศน์:

ไม่นะคะ ไม่ได้มีที่ไหนเฉพาะเจาะจง คือตอนแรกทำโมเดลมาเยอะมาก ตอนแรกไม่ได้เป็นอย่างงี้เลย เขามอ ทำมาไม่รู้กี่อัน แล้วมันก็ไม่ใช่ ตัดออก ตอนแรกจะปลูกต้นไม้จริง โอ้โห ทำมาเยอะมาก จนอันนี้เราลดทอนมันจนเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันใช่

WURKON:

อย่างความเป็นกระจกเงาแบบนี้ก็มีเอาไปปรับใช้กับงานภูมิสถาปัตย์ด้วยใช่ไหมครับ

WYNE Sukhumvit (วายน์ สุขุมวิท) Sales Gallery, 2011

WYNE Sukhumvit (วายน์ สุขุมวิท) Mirror Wall, 2011

WYNE Sukhumvit (วายน์ สุขุมวิท) Sculpture Berm, 2011

สนิทัศน์:

ความจริงทำเป็นงานภูมิสถาปัตย์ก่อน ปี 2010 ทำให้ WYNE Sukhumvit (วายน์ สุขุมวิท) ตอนทดลองทำครั้งแรกในเซลล์แกลเลอรีเราจึงลองใช้กระจกว่าวในพื้นที่กลางแจ้งครั้งแรก ซึ่งเซลล์แกลเลอรีจะอยู่ในช่วงเวลาหกเดือน เพราะกระจกมันก็จะมีอายุการใช้งานของมัน ส่วนของจริงด้านนอกคอนโดเป็นสแตนเลสเงา

WURKON:

แปลว่ากระจกว่าวมันมีอายุการใช้งานอยู่

สนิทัศน์:

มี ต้องเปลี่ยน อย่างในวัดเขาก็เปลี่ยนค่ะ อย่าง เขามอ เนี่ยเราทำจบที่ BACC เราก็คิดว่าไม่อยากให้มันหยุดอยู่แค่นี้ เรามองว่าจริงๆ มันเป็นพื้นที่กลางแจ้ง ก็เลยคุยกับจุฬา ขอย้ายไปตรงพื้นที่ระหว่างสยามสแควร์กับจุฬาที่เป็นสวนเล็กๆ (สวนสาธารณะ Park@Siam) ซึ่งเขามอ ก็มีบริบทเดิมในพื้นที่กลางแจ้ง และอยากให้คนเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งเราก็จะได้เรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลง กาลเวลาระหว่างงานและสภาพรอบด้าน รวมถึงอายุการใช้งานของมัน ที่ต้องปรับต้องเปลี่ยน ตอนนี้ก็กำลังซ่อมอยู่

WURKON:

แบบนี้การทำงานศิลปะจัดวางนี่เราต้องคิดถึงอายุการใช้งานกับช่วงเวลาในการแสดงงานไหมครับ ว่าถ้าเราเลือกวัสดุแบบนี้ มันจะอยู่ได้นานแค่ไหน

สนิทัศน์:

ใช่ค่ะ ต้องคิดค่ะ เพราะงานนิทรรศการเนี่ย จริงๆ มันสร้างขึ้นมาเพื่อแสดง 3 เดือน 6 เดือน ใช่ไหมคะ แต่อย่างงานที่เป็นถาวร งานในโครงการ ยกตัวอย่างเช่นงาน “สวนของพ่อ” ที่อยู่ในสวนตรงข้ามเซ็นทรัลเวิร์ล อันนั้นบริษัท ระฟ้า (พลัส อาร์คิเต็ค) เขาให้เราทำเป็นงานศิลปะเข้าไปอยู่ข้างใน สวนของพ่อ อันนั้นเป็นงานศิลปะจัดวางที่ต้องอยู่ถาวร เพราะฉะนั้นวัสดุทุกอย่างมันต้องแข็งแรงคงทนอย่างสแตนเลส

Dad's Garden (สวนของพ่อ) สวนปทุมวนานุรักษ์

WURKON:

แล้วความหมายมันเปลี่ยนไหมครับ เพราะการใช้วัสดุบางทีมันก็แฝงความหมายเชิงสัญลักษณ์ของมันอยู่

สนิทัศน์:

ก็ไม่นะคะ คือ กระจกว่าว มันก็เหมาะกับ เขามอ เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่ในวัดในอะไรมาก่อน แต่ สวนของพ่อ เราก็พูดถึงการสะท้อนเมือง เราทำเรื่องการสะท้อนเหมือนกัน แต่อันนี้เราเหมือนต้องการให้คนตระหนักว่าจริงๆ แล้วเราอยู่ที่ไหน เดินในเมืองบางทีเราไม่รู้สึกตัวเอง งานชิ้นนี้เหมือนกับดึงคนให้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น คือมันเป็นเหมือนภูเขาอันนึงอยู่ในสวน เราจะทำให้คนเหมือนเดินผ่าภูเขา คือจริงๆ พื้นที่นี้เป็นที่ของทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ เขาก็เลยเอามาทำสวนสาธารณะ ที่เรียกว่า สวนของพ่อ แต่ชื่อเต็มคือ สวนปทุมวนานุรักษ์ เขาก็จะเล่าเกี่ยวกับปรัชญาของในหลวง แต่เอามาเล่าด้วยลักษณะแบบภูมิสถาปัตย์ เขาก็เลยให้เราลองเสนอดูว่าเราจะทำอะไร เราก็เลยเล่าเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาของในหลวง คือเราไปศึกษามาว่า เวลาในหลวงท่านสอนจะเหมือนกับว่า ท่านไม่ให้ปลา แต่สอนให้ตกปลาเป็น ก็คือสอนให้คิด งานชิ้นนี้จะเหมือนกับเป็นที่ที่ให้คนเมืองได้หยุด ได้ Pause ได้ สะท้อนตัวเอง ก็เลยทำเหมือนก้อน Topography (ภูมิประเทศ) อันใหญ่ แล้วก็ตัดเป็นเส้นทางให้คนเดินเข้าไปข้างใน จริงๆ คือทำให้คนรู้สึกว่าตัวเล็กลงด้วยมุม ด้วยเงาสะท้อน ก็บอกเขาว่าอยากให้คนรู้สึกตัวเล็กลงเหมือนเป็นไส้เดือน (หัวเราะ) เหมือนเดินเข้าไปอยู่ในชั้นดิน เพื่อให้เราตระหนักในตัวเองน่ะคะ

WURKON:

ลักษณะแบบนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับงานของ ริชาร์ด เซอร์รา (Richard Serra) เลยนะครับ แต่เป็นกระจกเงา (สแตนเลสเงา)

สนิทัศน์:

ใช่ (หัวเราะ) เงามันจะดู (Distort) บิดเบือนนิดนึงด้วย

WURKON:

อันนี้มันก็จะคนละแบบกับเขามอเลยนะครับ

สนิทัศน์:

ใช่ค่ะ คนละแบบ

WURKON:

มันก็จะไม่เหมือนกับศิลปินบางคนที่ถนัดเทคนิคอะไรก็จะทำแต่เทคนิคนั้นซ้ำๆ ประมาณ ถ้าคิดถึงสนิทัศน์ ก็ต้องคิดถึงกระจกเงา อะไรแบบนั้น

สนิทัศน์:

ก็ไม่ใช่นะคะ จริงๆ อย่างงานนิทรรศการแสดงเดี่ยวที่หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย (CAPTURING THE INTANGIBLE) มันจะมีงานที่เป็นการ Invert (กลับด้าน) ของเจดีย์ เข้าไปข้างใน โดยนิทรรศการทั้งหมดมันเริ่มจากชิ้นที่ชื่อ FORM OF BELIEF I (HOLDING EMPTINESS) ที่เราสร้างพื้นที่ข้างในเจดีย์ขึ้นมา คือเหมือนเราตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เรากราบไหว้อย่างเจดีย์เนี่ย เราไหว้อะไรกันแน่ คือความเชื่อมันจับต้องไม่ได้ มันถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ เราเลยอยากจะจับตัวตนของความเชื่อ เราก็เลยหล่อมันด้วยเรซินขึ้นมา อันนี้คือชิ้นแรก

FORM OF BELIEF I (HOLDING EMPTINESS), เรซินใส, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

WURKON:

ซึ่งสัญลักษณ์ของความเชื่อที่ว่าก็คือความว่างเปล่าที่อยู่ข้างในรูปทรงที่หล่อขึ้นมา?

สนิทัศน์:

ใช่ค่ะ คือเราชอบอะไรที่มันเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ความเชื่อ อย่างเจดีย์ที่เราเห็น เราไหว้ เราเข้าไปเดินใกล้ๆ แต่เราไม่เคยเข้าไปข้างใน ไม่เคยรู้ว่าแก่นมันคืออะไร อันนี้ก็เลยเป็นที่มาของอีกชิ้นถัดมาที่ชื่อ A JOURNEY WITHIN ตัวงานมันจะเป็นผ้ามุ้งบางๆ พิมพ์รูปป่า ห้อยลงมาจากเพดาน โดยเปิดพื้นที่ให้แหวกให้คนได้เข้าไปสำรวจข้างใน ซึ่งพื้นที่ว่างข้างในมันเป็นรูปทรงนามธรรมของถ้ำ คล้ายๆ กับรูปกลับด้านของเจดีย์ คือทำพื้นที่ว่างให้เป็นรูปทรงเจดีย์ (ซึ่งมันก็เชื่อมโยงกับงาน เขามอ ด้วย) ซึ่งภาพป่าที่ว่าก็ถ่ายมาจากป่าที่บีนเคยไปมา คือเรามองว่า พอเราไปอยู่ในธรรมชาติ เราได้เห็นเรื่องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจริงๆ รูปทุกรูปที่อยู่ในเจดีย์ผ้ามันเป็นภาพป่าที่ไล่มาเรื่อยๆ จนมาถึงถ้ำที่อยู่ข้างใน จริงๆ ก็เหมือนกับพาคนกลับไปข้างนอกอีกครั้ง เพราะหอศิลป์จุฬามันเป็นพื้นที่ค่อนข้างปิดน่ะค่ะ ความตั้งใจแรกก็เลยอยากทำข้างในให้เป็นข้างนอก ก็เลยยกป่าเข้ามาอยู่ในหอศิลป์ และในอีกสเต็ปหนึ่งก็คือการพาคนกลับเข้าไปในพื้นที่ข้างในอีกที นั่นก็คือความเชื่อ

A JOURNEY WITHIN, ผ้าพิมพ์ลายแขวน, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

WURKON:

เป็นวิธีคิดของสถาปนิกชัดๆ เลยนะครับ เรื่องของพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิสถาปนิก เพราะว่ามันเป็นเรื่องของพื้นที่ข้างนอกและข้างใน

สนิทัศน์:

ก็ด้วย แต่มันไม่ใช่ข้างนอกข้างในทางกายภาพนะคะ แต่มันเป็นข้างนอกข้างในทางนามธรรม คือ นิทรรศการนี้มันชื่อ CAPTURING THE INTANGIBLE ซึ่งก็เป็นการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เห็นมันคือสิ่งที่เป็นหรือเปล่า? อย่างงานชิ้นนึงมันชื่อ FROM OF BELIEF (UNDER THE SKIN) ที่มันเป็นรูปทรงของเจดีย์ที่หล่อด้วยเยลลี่ ซึ่งมันพูดถึงกายภาพข้างนอกที่มันดูแข็งแรง แต่ข้างในมันยวบนิ่มหยุ่น ซึ่งก็เป็นการตั้งคำถามในแง่นามธรรมว่า สิ่งที่เราเห็นมันเป็นสิ่งนั้นจริงๆ หรือเปล่า

FROM OF BELIEF (UNDER THE SKIN), ซิลิโคนกับเยลลี่, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

WURKON:

ฟังแล้วนึิกถึงงานของ ราเชล ไวท์รีด (Rachel Whiteread) เลยนะครับ ที่เขาทำแม่พิมพ์สิ่งต่างๆ เพื่อหล่อรูปทรงของพื้นที่ในมุมกลับค่า (Negative Space) ออกมา

สนิทัศน์:

อ๋อ (เสียงดัง) นึกออกละ ที่ไปหล่อบ้านใช่ไหมคะ เคยเห็นๆ แต่ของเราพูดในมุมมองของความเชื่อ

WURKON:

การพูดเรื่องความเชื่อส่วนหนึ่งเพราะเราเป็นคนเอเชีย หรือเป็นคนไทยด้วยไหม

สนิทัศน์:

ด้วย งานนี้นอกจากจะพูดเรื่องความเชื่อ เรายังพูดเรื่องความจริง เหมือนตั้งคำถามต่อความเชื่อและดึงความจริงเข้ามาอยู่ในบทสนทนาด้วย อย่างมีงานชิ้นนึงชื่อ FORM OF BELIEF V (IMPERMANENCE) ที่หล่อน้ำแข็งเป็นรูปทรงเจดีย์ แล้วพอแสดงไปเรื่อยๆ มันก็จะค่อยๆ ละลาย ก็เหมือนกับสิ่งที่มั่นคงแข็งแรง แล้วมันก็ค่อยๆ เสื่อมสลาย จนสุดท้ายมันก็จะเหลือแค่ซาก อย่างงานอีกชิ้นชื่อ INVISIBLE TRUTH ที่ด้านนึงเป็นใบไม้เหี่ยวแห้ง ที่กำลังจะสลายไป ส่วนอีกด้านนึงฉาบด้วยทองคำเปลว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนอยากได้ อยากเป็น สิ่งที่คนบนบาน สิ่งที่เห็นกับสิ่งที่เป็น งานอีกชิ้นชื่อ INVISIBLE BEGINNING ซี่งเป็นการตั้งคำถามว่าเราเริ่มต้นตรงไหนกันแน่ ซึ่งเป็นเมล็ดพืชที่เราไปหล่อมาเป็นเงิน กับลูกโป่ง ซึ่งมันพูดถึงความเปราะบางของชีวิต เป็นการตั้งคำถามว่า ความเชื่อคืออะไรกันแน่? หรือจริงๆ ความเชื่อมันว่างเปล่า อีกชิ้นนึงชื่อ INVISIBLE ENDING ซึ่งเป็นโลงศพ ซึ่งเราตั้งคำถามว่าจุดจบเราอยู่ตรงไหนกันแน่ เราคิดว่าจุดจบอยู่ตรงนี้ แต่จริงๆ มันเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งเราใส่ดินเข้าไปข้างในโลง เพราะอย่างที่บอกว่าดินเป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบของทุกสรรสิ่ง พอดูเข้าไปข้างในมันจะเห็นเงาสะท้อนของกองดินที่มันไม่สิ้นสุด งานชุดเจดีย์มันจะพูดถึงความเชื่อ  ส่วนงานชุดนี้มันจะพูดถึงความจริง มันตั้งคำถามว่า จุดเริ่มต้นและจุดจบของเราคืออะไร

FORM OF BELIEF V (IMPERMANENCE) น้ำแข็งและผงกระดาษ, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

จากซ้าย INVISIBLE ENDING, INVISIBLE TRUTH, INVISIBLE BEGINNING, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

INVISIBLE TRUTH, ทองคำเปลวบนใบไม้แห้ง, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

INVISIBLE BEGINNING, เปลเด็กแรกเกิด, เมล็ดพืชเงิน, ลูกโป่งใส, ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

INVISIBLE ENDING, โลงศพ, กระจกเงา, ดิน และต้นไม้ ผลงานจากนิทรรศการ CAPTURING THE INTANGIBLE, 2016

WURKON:

น่าสนใจดีนะครับ เพราะงานของคุณบีนเหมือนเป็นการใช้รูปแบบการนำเสนอแบบศิลปะตะวันตกมาถ่ายทอดแนวคิดหรือปรัชญาแบบตะวันออก ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับแนวทางของ อ.มณเฑียร บุญมา อยู่เหมือนกันนะครับ อีกอย่างพอหลังจาก อ.มณเฑียร แล้วก็ไม่ค่อยมีศิลปินคนไหนทำงานที่เชื่อมต่อระหว่างศิลปะตะวันตกและแนวคิดแบบตะวันออก คือถ้าไม่เป็นแนวร่วมสมัยคอนเซ็ปช่วลไปเลย ก็เป็นแนวพุทธศิลป์แบบคุณเฉลิมชัยไปเลย งานของคุณบีนมันก็เป็นจุดเชื่อมต่อที่น่าสนใจระหว่างศิลปินสองรุ่นเหมือนกันนะครับ

สนิทัศน์:

ก็จริงนะคะ ส่วนตัวก็ชอบงานอาจารย์ มณเฑียร เหมือนกันค่ะ งานของอาจารย์น่าสนใจเยอะ แต่จะไปเห็นที่เมืองนอกมากว่าเมืองไทย

WURKON:

การเป็นสถาปนิกและเป็นศิลปินไปด้วยพร้อมกันมันมีประโยชน์กับการทำงานมากน้อยแค่ไหนครับทั้งในสองด้านเลย

สนิทัศน์:

สำหรับตัวเองก็มีประโยชน์ อย่างที่บอกว่าพอเราทำงานดีไซน์ ก็สนุกขึ้น ได้หามุมมมองใหม่ๆ เข้ามา มันทำให้เรารู้ว่าเราสนใจอะไร โฟกัสอะไร อย่างในแง่งานศิลปะ เราก็เอางานดีไซน์มาช่วยได้เยอะ อย่างงานนิทรรศการแสดงเดี่ยวเนี่ย ตอนแรกไม่ได้รู้สึก เพราะจริงๆ ทำทั้งสองอย่างอยู่แล้ว

WURKON:

อย่างที่บอกว่าตอนเรียนต้องทิ้งทักษะทางดีไซน์ลงด้วยซ้ำ

สนิทัศน์:

ใช่ แต่ตอนนี้เราเอากลับมาช่วยได้ อย่างวิธีการจัดพื้นที่ คือได้พื้นที่หอศิลป์มา เขาก็ให้อิสระเราเต็มที่เลย ตอนที่ต้องจัดนิทรรศการเดี่ยว เราต้องจัดพื้นที่เองทั้งหมด ความจริงทำโมเดลของหอศิลป์ขึ้นมาเลย (หัวเราะ)

WURKON:

โห ต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอครับ

สนิทัศน์:

ใช่ ต้องทำ เพื่อเทสต์ก่อน

WURKON:

เป็นการทำงานศิลปะแบบสถาปนิกชัดๆ เลยนะครับ

สนิทัศน์:

ใช่ เราจะได้รู้ว่าต้องวางงานไว้ตรงไหน ตอนแรกวางตรงนี้ไม่เวิร์ค เปลี่ยนมาวางตรงนี้ดีกว่า มีโมเดลรูปคนดูด้วย (หัวเราะ) ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าอันนี้คือสิ่งพิเศษ แต่พอมีคิวเรเตอร์มาดู เขาก็ถามว่า คุณคิดเองทั้งหมดเลยเหรอ เราก็บอกว่า ใช่

WURKON:

เหมือนกับทำโมเดลงานสถาปัตยกรรมเลย

สนิทัศน์:

ใช่ เราก็ใช้ทักษะตรงนี้มาช่วยในแง่ของการจัดการ ในแง่ของพื้นที่ หรือวิธีคิด เพราะงานบางชิ้นมันซับซ้อนมาก ทั้งการติดตั้งงาน หรือการขนงานเข้ามาในหอศิลป์

WURKON:

นี่คือข้อดีของการเป็นสถาปนิกใช่ไหมครับ เราจะไม่คิดถึงการทำงานอย่างเดียว แต่เราจะคิดว่าจะเอามันเข้าไปอยู่ในหอศิลป์ได้อย่างไร

สนิทัศน์:

ใช่ ก็คิดไปหมด รวมถึงระยะเวลาในการติดตั้งด้วย เพราะเวลาในการติดตั้งก็ไม่เยอะ เพราะจริงๆ เขาให้เวลามาชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าเราติดตั้งนานแค่ไหนเราก็เสียเวลาในการแสดงงานไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องคำนวณว่ามันจะต้องเสร็จกี่วัน แล้วค่าแรงมันแพงด้วย

WURKON:

ซึ่งการเป็นสถาปนิกมันช่วยตรงนี้ได้

สนิทัศน์:

ใช่ ก็พอช่วยได้

WURKON:

เพราะเอาเข้าจริงๆ การทำงานศิลปะมันก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ นอกจากการทำงานแล้ว ยังต้องมีการติดตั้ง ขนส่ง การดูแลรักษาด้วย

สนิทัศน์:

ใช่ๆๆ คิดอย่างนี้ก็ถูก เพราะอย่างบีนเองก็เคยมองว่าศิลปะเป็นอะไรที่มีค่ามาก

WURKON:

จริงๆ ในปัจจุบันศิลปะก็ถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์และความสูงค่าลงด้วยวิธีคิดแบบหลังสมัยใหม่มาตั้งแต่ยุคของ มาร์เซล ดูชองป์, โจเซฟ บอยส์ มาจนถึง ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช แล้ว

สนิทัศน์:

ใช่ ที่มันไม่ใช่ของสูง ไม่ใช่ของล้ำค่าแล้ว

WURKON:

แต่มันก็ตลกตรงที่ ถึงมาร์เซล ดูชองป์ จะพยายามทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของศิลปะแค่ไหน แต่โถฉี่ของเขา...

สนิทัศน์:

ก็ยังแพงอยู่ดี (หัวเราะ) โจเซฟ บอยส์ก็แพง มันก็เป็นเรื่องของการตลาดไป แต่งานของเขามันก็เหมือนเป็นการเปิดโลกน่ะ ก็นับว่าเขาก็เป็นผู้บุกเบิกน่ะ

WURKON:

ถ้าอย่างงั้นแล้วคุณสนิทัศน์จะนิยามตัวเองว่าเป็นอะไร

สนิทัศน์:

เออ ก็ยากเหมือนกันเนอะ ก็คือ ตอนนี้เวลาทำงานศิลปะก็เป็นศิลปิน แต่เวลาไปทำงานสายอาชีพ ก็เป็นภูมิสถาปนิก

WURKON:

แต่ถึงจะถามคุณแบบนี้ แต่เราก็คิดว่าปัญหาของโลกนี้ประการนึงก็คือการที่เราพยายามนิยามสิ่งต่างๆ ว่าอะไรมันเป็นอะไรนี่แหละ

สนิทัศน์:

เนอะ มันทำให้เราจำกัดตัวเองน่ะ

WURKON:

อย่างคนทำงานสร้างสรรค์เมืองนอกบางคนเขาไม่นิยามตัวเองว่าเป็นอะไร เขาไม่จำเป็นต้องทำงานสถาปัตยกรรม ทำงานออกแบบ หรือทำงานศิลปะอย่างเดียว เขาจะทำอะไรได้กว้างขวางมาก

สนิทัศน์:

ใช่ๆๆๆ

WURKON:

คุณบีนได้ไปสอนที่ไหนบ้างไหมครับ

สนิทัศน์:

ก็ไปเป็นอาจารย์พิเศษบ้างค่ะ มีสอนสตูดิโอบ้าง แล้วก็ไปเปิดวิชาเลือกเกี่ยวกับศิลปะของนักศึกษาภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตย์ ที่จุฬา เรียกว่า Art Application in Landscape Architecture เป็นวิชาที่เคยมีแล้วปิดไปนานแล้ว เพราะอาจารย์ไม่อยู่ เขาเห็นว่าเราทำด้านนี้ ก็เลยอยากให้ไปช่วยสอนน้อง ก็เหมือน Art Appreciation พาไปดูงาน ไปคุยกับศิลปิน

WURKON:

พอไปสอนแล้วเป็นยังไงบ้างครับ

สนิทัศน์:

ก็สนุกดีนะ ก็เหมือนเปิดมุมมองที่ไม่ได้เป็นแค่ Landscape, Ecology เท่านั้น มันก็มีมุมของศิลปะด้วย เหมือนมุมนี้ในภาควิชานี้มันหายไปนาน

WURKON:

เพราะก่อนหน้านี้เขาอาจมองว่าศิลปะเป็นแค่ของประดับ

สนิทัศน์:

ใช่ เราเข้าใจเลย เพราะเราเคยเรียน ตอนเราเรียนนี่ พอแตะโมเดิร์นปุ๊บ จบ (หัวเราะ) คือเรารู้ว่าเขาขาดอะไร เราก็อยากให้ตรงนั้น ก็ถามก่อนเลยว่าเรียนเท่าที่พี่เรียนหรือเปล่า ก็ใช่จริงๆ (หัวเราะ) เราก็เข้าไปเติมให้เขาเข้าใจว่าตอนนี้มันถึงศิลปะร่วมสมัยแล้วนะ ตอนนี้มันเป็นอย่างงี้ ตอนนี้วงการมีใครทำอะไรบ้าง อันนี้เป็นวิชาเลือกของภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม แต่ก็มีเด็กสถาปัตยกรรมมาลง เด็กผังเมืองมาลงเรียน ที่เขาสนใจ ที่กระตือรือร้นหน่อย เราก็ไปให้เยอะที่สุดน่ะค่ะ ไปพิพิธภัณฑ์เกือบทุกแห่ง ไปคุยกับภัณฑารักษ์ ไปฟังเขาเล่าเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ให้ได้รู้ว่าวงการศิลปะร่วมสมัยมันเป็นยังไง แล้วสิ่งที่เขาจะทำได้คืออะไร ตอนเรียนจบก็ให้เขาทำงานเป็นชิ้นเป็นศิลปะจัดวางออกมา ก็ไปขออนุญาตใช้พื้นที่เอา

WURKON:

โห ดูเป็นเรื่องเป็นราวมากเลยเนอะ

สนิทัศน์:

ใช่ ก็เลยต้องทำปีเว้นปี (หัวเราะ) ปีนี้ก็เลยหยุดไปก่อน เดี๋ยวปีหน้าค่อยดูว่าจะเอายังไง

WURKON:

น่าเปิดต่อนะครับ เพราะมันก็เป็นลู่ทางใหม่ๆ ทางวิชาชีพสำหรับนักศึกษา เพราะลูกค้าเดี๋ยวนี้ก็ให้ความสนใจกับศิลปะมากขึ้น

สนิทัศน์:

ใช่ เดี๋ยวนี้เขาสนใจนะ บีนว่า เดี๋ยวนี้บางคนที่เรียกให้เข้าไปทำงานภูมิสถาปัตยกรรม เพราะเขาชอบงาน เขามอ ก็แปลกดี

WURKON:

เหมือนผู้ประกอบการในยุคนี้เขาเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของศิลปะมากขึ้น

สนิทัศน์:

ใช่ เหมือนตอนนี้เขาสนใจเรื่องราว เขาชอบ Story  พอเขาเห็นงานเราเขาก็รู้สึกว่ามันมีเรื่องราวดี อาจจะเป็นที่ตรงนี้

WURKON:

อย่างตอนนี้ TCDC COMMONS ก็ไปเปิดในโครงการคอนโดมิเนียม ใช้ความรู้ทางดีไซน์เป็นจุดขายให้ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่

สนิทัศน์:

เออ ใช่ อันนี้คิดว่าดี เพราะโครงการนี้เขาอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยด้วย ตอนนี้มันไม่ใช่แค่โปรดักต์แล้วมั้ง มันต้องเล่าเรื่องให้ได้ด้วย

WURKON:

เพราะฉะนั้นนักศึกษาดีไซน์หรือนักศึกษาสมัยนี้ต้องมองในมุมมองใหม่นะ ไม่ใช่แค่มองแต่งานดีไซน์ หรืองานศิลปะ โดดๆ อย่างเดียว ถ้ามีภาควิชาหรือการเรียนการสอนอย่างที่คุณบีนทำมันก็คงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ดี

สนิทัศน์:

เป็นแค่วิชาเลือกเฉยๆ ค่ะ (หัวเราะ) วิชาเดียวเลย ความจริงยังคิดอยู่เลยว่ามันสั้นมากเลย

WURKON:

เพราะคนที่ทำอย่างคุณบีนตอนนี้ในบ้านเรามันก็มีคนเดียว

สนิทัศน์:

ใช่ๆ เวลาคนถามก็จะแบบ เออ เป็นอะไรนะ แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครถามแล้ว ซึ่งก็ดี (หัวเราะ) มีช่วงนึงเราไม่ใส่ในนามบัตรเลย ว่าเราเป็นอะไร มีแค่ชื่ออย่างเดียว (หัวเราะ)

WURKON:

ตอนนี้การผสมผสานสองอย่างนี้ถือเป็นจุดขายของ Sanitas Studio ไหมครับ

สนิทัศน์:

ก็อาจจะเป็นแบบนั้นไปโดยธรรมชาติ เหมือนลูกค้าเห็นงานที่เราทำแล้วมาจ้าง เขาก็รับฟังมากขึ้น ก็ดีขึ้น

WURKON:

สุดท้ายคุณบีนมีอะไรอยากจะฝากถึงคนรุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำงานด้านนี้บ้างครับ

สนิทัศน์:

จำได้เลยว่าไปฟัง ทอล์กของ แฟรงก์ เกห์รี ที่สิงค์โปรแล้วเขาบอกว่า ทุกคนมีหนทางของแต่ละคนแหละ แต่เราต้องหาทางที่เหมาะกับเราให้เจอ หา Passion ของเราให้เจอ หาสิ่งที่เราชอบให้เจอ แล้วมันก็จะไปของมันเอง อีกเรื่องนึงก็คือทัศนคติ เหมือนพอเราวางทัศนคติของเราให้ถูกต้องเหมาะสม มันก็ทำให้เราไปได้เร็ว และไม่ไขว้เขว แล้วก็อย่าไปกลัวทำงานหนัก เพราะกว่าจะไปถึงจุดที่ลงตัวได้ ทุกคนทำงานโคตรหนัก (หัวเราะ) แล้วถ้าเรามี Passion มันก็ทำให้เราทำงานเหนื่อยน้อยลง ไม่ใช่ไม่เหนื่อยนะ มันก็เหนื่อยแหละ (หัวเราะ) แต่มันชื่นใจ เหนื่อยทุกงาน แต่มันมีความสุข

WURKON:

เหมือนมีบางคนบอกว่า ถ้าเราทำงานที่เราชอบ งานนั้นก็จะไม่ใช่การทำงานอีกต่อไป

สนิทัศน์:

ก็ยังเป็นการทำงานอยู่ดีแหละ (หัวเราะลั่น) แต่เราว่ามันก็มีความสุขด้วย ถ้าเจอสิ่งที่เราชอบแล้วสามารถทำมันเลี้ยงตัวเองได้มันก็ถือว่าเป็นโชคดี

WURKON:

แปลว่าตอนนี้ทำงานศิลปะและภูมิสถาปัตยกรรมควบกันนี่อยู่ได้ใช่ไหมครับ

สนิทัศน์:

อยู่ได้นะค่ะ แต่เหนื่อยนิดนึงนะ (หัวเราะ) อยู่ได้ใช่ไหม (หันไปหาทีมงาน) (หัวเราะ)

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Sanitas Studio

ภาพถ่ายผลงานโดย วิสันต์ ตั้งธัญญา, Terk

ภาพถ่ายบุคคลโดย อักษร สุดเสนาะ

#WURKON #Architect #Art #sanitasstudio #landscapearchitecture #installationart #sculpture #เขามอ #mythicalescapism #CAPTURINGTHEINTANGIBLE #ArtApplicationinLandscapeArchitecture #story #passion #ภูมิสถาปัตยกรรม #ศิลปะจัดวาง #ประติมากรรม #ศิลปะร่วมสมัย #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะและสถาปัตยกรรม

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30