Blog

งานดีไซน์โดดเด่นโดนใจในหนังเจ้าป้าแห่งวงการหนังสเปน เปโดร อัลโมโดวาร์

งานดีไซน์โดดเด่นโดนใจในหนังเจ้าป้าแห่งวงการหนังสเปน เปโดร อัลโมโดวาร์

22 พฤษภาคม 2564

เปโดร อัลโมโดวาร์ (Pedro Almodóvar) นักสร้างหนัง, ผู้กำกับ, นักเขียนบท, โปรดิวเซอร์ และอดีตนักแสดงชาวสเปน เจ้าของฉายา “เจ้าป้าแห่งวงการหนังสเปน”  ผลงานหนังของเขาเต็มไปด้วยลีลาอันจัดจ้าน เปี่ยมสีสัน เต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นพิสดารเหนือความคาดหมาย เและถึงพร้อมไปด้วยศิลปะภาพยนตร์อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว 

นอกจากความที่อัลโมโดวาร์เป็นผู้ที่หลงใหลในศิลปะและงานดีไซน์ จนทำให้มีงานศิลปะชั้นดีและงานดีไซน์ชั้นเยี่ยมปรากฏให้เห็นในหนังของเขาอยู่บ่อยครั้ง และนอกเขาจะหยิบงานศิลปะและงานดีไซน์เหล่านั้นมาใช้ในหนังเพราะความหลงใหลและรสนิยมส่วนตัวอันวิไลของตัวเองแล้ว หลายๆ ครั้ง ผลงานศิลปะและงานดีไซน์ในหนังเหล่านั้นยังทำหน้าที่ในการช่วยขับเคลื่อนเรื่องราว ขับเน้นบุคลิกภาพของตัวละคร และเป็นสัญลักษณ์สัมพันธ์กับเนื้อหาในหนังอย่างแนบเนียนอีกด้วย 

ในส่วนของงานศิลปะ สามารถอ่านได้ในบทความนี้ https://xspace.gallery/blogview?i_uid=hrcp1kld64wg

ในส่วนของงานดีไซน์ เรามาดูกันว่าหนังเรื่องไหนของเขา มีงานดีไซน์อะไรอยู่บ้าง...

1. Pain and Glory (2019) 


Pain and Glory (2019)

ผลงานเรื่องล่าสุดของอัลโมโดวาร์ ที่เล่าเรื่องราวชีวิตในอดีตอันรุ่งเรืองและปัจจุบันอันร่วงโรยของผู้กำกับวัยหนุ่มใหญ่ที่กำลังเริ่มหมดไฟและร่างกายเสื่อมถอย อันเป็นเหมือนหนึ่งภาพสะท้อนของตัวอัลโมโดวาร์เอง ซึ่งนอกจากทรงผมของตัวละครเอกในหนังอย่าง ซัลบาดอร์ มัลโล ที่รับบทโดย อันโตนิโอ แบนเดอรัส จะเลียนแบบทรงผมของอัลโมโดวาร์แล้ว ฉากนิวาสถานของเขาก็ได้แรงบันดาลใจมาจากบ้านของอัลโมโดวาร์ เช่นเดียวกัน


เก้าอี้อาร์มแชร์ 637 Utrecht (1935)

ไม่ว่าจะเป็น เก้าอี้อาร์มแชร์ 637 Utrecht (1935) ผลงานการออกแบบของสถาปนิกและดีไซเนอร์ชาวดัตช์ เกอร์ริต รีตเวลด์ (Gerrit Rietveld) หนึ่งในนักออกแบบผู้โดดเด่นเป็นเอกแห่งยุคโมเดิร์น และเป็นหัวหอกแถวหน้าของกระแสเคลื่อนไหว  De Stijl เขายังเป็นเจ้าของผลงานเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ระดับตำนาน

เก้าอี้ Utrecht ตั้งชื่อตามชื่อเมือง อูเทรคต์ บ้านเกิดของรีตเวลด์ เขาออกแบบเก้าอี้ตัวนี้ในปี 1935 ผลงานดีไซน์ที่เผยความหลงใหลในการเปิดเผยองค์ประกอบพื้นฐานของเฟอร์นิเจอร์ กลั่นกรองออกมาเป็นรูปทรงที่ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมาดา งานดีไซน์ชิ้นนี้ถูกผลิตออกมาในปี 1988 หนึ่งศตวรรษหลังจากวันเกิดของของรีตเวลด์


โคมไฟ Pipistrello (1965)

หรือโคมไฟ Pipistrello (1965) ที่ออกแบบโดยสถาปนิกและนักออกผลิตภัณฑ์ชาวอิตาเลียน กาย อูเลนติ (Gae Aulenti) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของปีกค้างคาว (Pipistrello แปลว่า “ค้างคาว” ในภาษาอิตาเลียน) ผลงานดีไซน์ที่ถูกแสดงในคอลเล็คชั่นถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA)


Pain and Glory (2019)


โคมไฟ Eclisee (1967)

และโคมไฟ Eclisee (1967) ที่ออกแบบโดย วิโก มาจิสสเตรดดี้ (Vico Magistretti) โคมไฟรูปทรงโค้งมน งานดีไซน์สไตล์ออร์แกนิคโมเดิร์นกลิ่นอายป๊อป ที่ได้รับรางวัล Compasso D'Oro โดย ADI (สมาคมเพื่อการออกแบบอุตสาหกรรม) หนึ่งในรางวัลทางการออกแบบอันเก่าแก่และทรงอิทธิพลที่สุดของยุโรป


Pain and Glory (2019)

หรือในฉากโฮมออฟฟิศของ ซัลบาดอร์ กับเก้าอี้ทำงานสีแดงสดบาดใจที่เข้ากันอย่างเหมาะเจาะกับการตกแต่งอันสดใสฉูดฉาดภายในบ้านของผกก. รุ่นเดอะในเรื่องนั้นคือ


เก้าอี้ Eames Soft Pad (1969)

เก้าอี้ Eames Soft Pad (1969) ผลงานของคู่ดีไซเนอร์สามีภรรยาชาวอเมริกัน ชาร์ลส์ และ เรย์ อีมส์ (Charles and Ray Eames) ในซีรีย์ Aluminum Group ซึ่งถูกออกแบบขึ้นในปี 1958 ที่ออกแบบสำหรับบ้านของ เออร์วิน มิลเลอร์ นักอุตสาหรรมผู้อุปถัมภ์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่

"การออกแบบเป็นการวางแผนในการจัดการกับองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ ในทางที่ดีที่สุดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวมันเอง”

เก้าอี้ Eames Soft Pad หรือเรียกอีกชื่อว่าเก้าอี้ Management ตัวนี้ถูกออกแบบและผลิตจากโครงสร้างอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ตัวเก้าอี้สามารถหมุนและปรับเอียงและปรับระดับความสูงได้ด้วยระบบแก๊ส เพื่อให้เหมาะกับการนั่งในทุกสภาวะ ขาเก้าอี้ห้าแฉกติดล้อเลื่อนให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก เช่นเดียวกับซีรีส์ Aluminum Group เพียงแต่เพิ่มเบาะนวมหนานุ่มเข้าไปในตัวที่นั่งและพนักพิง (อันเป็นที่มาของชื่อ Soft Pad) เปลี่ยนเก้าอี้สำนักงานธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเก้าอี้ทำงานอันหรูหราสำหรับบ้านและสำนักงาน ที่มีน้ำหนักแต่แข็งแรงทนทานและนั่งสบายอย่างเหลือเชื่อ

ด้วยเซ้นส์แห่งความเป็นนักผจญภัยทางการออกแบบ ชาร์ลส์ และ เรย์ อีมส์ ทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบอันไร้ขอบเขตร่วมกัน ผลงานอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของทั้งคู่เปิดภาพลักณ์ใหม่ให้กับวงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ที่เปี่ยมความล้ำยุคสมัย ราคาย่อมเยา สนุกสนาน แต่เต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอย ซับซ้อน หากแต่ก็เรียบง่าย และสง่างาม นั่นคือนิยามของงานออกแบบสไตล์ “อีมส์"

มันเป็นงานดีไซน์อีกชิ้นของ ชาร์ลส์ และ เรย์ อีมส์ ที่ถูกสะสมในคอลเล็คชั่นทางดีไซน์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA)


Pain and Glory (2019)


Bleus d’Ailleurs by Hermes

แถมด้วยชุดน้ำชา Bleus d’Ailleurs สีน้ำเงินอันเรียบหรูของแบรนด์ Hermes 


Pain and Glory (2019)


Le Pera (1963) โดย เอนโซ มาริ (Enzo Mari)

หรือฉากในบ้านของ อัลแบร์โต อดีตนักแสดงนำขี้ยาในหนังของซัลบาดอร์ ที่แขวนโปสเตอร์ภาพพิมพ์ซิลค์สกรีนสไตล์ป๊อปอาร์ต Le Pera (1963) รูปลูกแพร์สีเขียวสดใส ผลงานของสถาปนิก/ดีไซเนอร์บรมครูชาวอิตาเลียน เอนโซ มาริ (Enzo Mari)


Pain and Glory (2019)


เก้าอี้ Superleggera (1957)

หรือในฉากที่อัลแบร์โตหยิบยืมเอาเรื่องราวสวนตัวของซัลบาดอร์มาดัดแปลงเป็นละครเวที ในฉากมีเก้าอี้สีแดงสดตัวหนึ่งเป็นองค์ประกอบหลักบนเวทีละครอันเรียบง่ายไร้การประดับประดาของเขา เก้าอี้ตัวที่ว่านั้นมีชื่อว่า Superleggera (1957) ผลงานการออกแบบของ จิโอ ปอนติ (Gio Ponti) สถาปนิกและดีไซเนอร์ชาวอิตาเลียนคนสำคัญผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 20

เก้าอี้ตัวนี้มีความโดดเด่นตรงที่โครงสร้างของเก้าอี้ถูกทำออกมาให้บางเบาท้าทายแรงโน้มถ่วง โดยโครงสร้างไม้ที่พยุงขาเก้าอี้นั้นมีความหนาแค่ 18 มิลลิเมตร ทำให้เก้าอี้ทั้งตัวมีน้ำหนักแค่ 1,700 กรัม หรือแค่ 1.7 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ซึ่งตรงกับชื่อของเก้าอี้ภาษาอิตาเลียนว่า "Superleggera" ที่แปลว่า "Superlight" หรือ "เบาโคตรๆ" นั่นเอง

ในขณะที่เบาะนั่งมีทั้งแบบบุนวมหุ้มผ้า หรือหวายอินเดียสานมือ และเบาะเชือกถักสานที่เรียกว่า Danish Cord Seat หรืองานเชือกถักของของเดนมาร์ก ซึ่งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความทนทาน แม้จะถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความแข็งแกร่งของวัตถุดิบชนิดนี้ ทำให้มันถูกนำไปใช้งานแทนยางรถยนต์เมื่อครั้งที่ยางพาราขาดแคลนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เชือกถักเดนมาร์กชนิดนี้ ไม่ได้ถูกทำขึ้นด้วยวัสดุพิเศษพิสดารอะไร นอกจากกระดาษบิดฟั่นเป็นเกลียวเพียงเท่านั้นเอง ด้วยความที่เป็นวัสดุจากธรรมชาติ ทำให้เชือกถักเดนมาร์กให้สัมผัสที่ดีในการนั่ง บวกกับกรรมวิธีในการถักเบาะของเก้าอี้ที่ทำให้มันนั่งได้สบายอย่างยาวนาน โดยเบาะนั่งของเก้าอี้ถูกถักขึ้นด้วยมือจากเชือกเพียงเส้นเดียวเท่านั้น

2. Julieta (2016) 


ภาพโปรโมทหนัง Julieta (2016)

ผลงานของอัลโมโดวาร์ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสามเรื่องสั้นในหนังสือ Runaway ของ อลิซ มันโร (Alice Munro) นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลชาวแคนาดา ที่เล่าเรื่องราวของ ฆูเลียตตา หญิงสาววัยกลางคนกับการค้นพบข่าวของลูกสาวของเธอที่หายหน้าไปหลายปี ที่กระตุ้นให้เธอหวนรำลึกถึงอดีตอันร้าวรานของตัวเอง 


Florence Knoll Sofa (1954)

กับภาพโปรโมทหนัง ที่มีสองนักแสดงนำกับผู้กำกับบนเก้าอี้ Florence Knoll Sofa (1954) ผลงานการออกแบบของ ฟลอเรนซ นอล สถาปนิก นักออกแบบภายใน และนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชาวเยอรมัน เธอยังเป็นนักธุรกิจเฟอรนิเตอร์ผู้ปฏิวัติงานออกแบบสำนักงาน และนำพางานดีไซน์สมัยใหม่สู่การออกแบบตกแต่งสำนักงาน

โซฟานี้เป็นผลงานการออกแบบเฟอรนิเจอร์ที่เป็นตัวอย่างของงานดีไซน์สไตล์มิดเซ็นจูรีโมเดิร์น ด้วยรูปการใช้รูปทรงเรขาคณิต ตรรกะทางดีไซน์ที่เธอได้เรียนรู้จากดีไซน์เนอร์ระดับปรมาจารย์ ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอ โรห์ ผู้เป็นอาจารย์ของเธอ จนกลายเป็นโซฟาอันทันสมัยและไร้กาลเวลา


Julieta (2016)


Cesca (model B32) (1928)

และฉากหนึ่งในหนังกับเก้าอี้ Cesca (model B32) (1928) หนึ่งใน Cantilever Chair หรือ "เก้าอี้คานโยก" ที่สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุดตัวหนึ่ง ถูกออกแบบขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 โดย มาร์เซล บรอเยอร์ (Marcel Breuer) นักออกแบบชื่อดังฮังกาเรียนแห่งสถาบันบาวเฮาส์ (Bauhaus) สถาบันทางดีไซน์อันโด่งดัง ที่เผยแพร่แนวคิดทางการออกแบบอันเรียบง่าย คมคาย และเน้นประโยชน์ใช้สอย อันเป็นรากฐานของงานดีไซน์แบบโมเดิร์น ทั้งในการออกแบบผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงงานสถาปัตยกรรม

องค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของเก้าอี้ตัวนี้ก็คือ ท่อเหล็กดัดชุบโครเมี่ยมที่นอกจากเป็นแกนยึดตัวเก้าอี้และช่วยรับน้ำหนัก มันยังช่วยเสริมแรงสปริงในการนั่งอีกด้วย นอกจากจะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของเก้าอี้แล้วมันยังช่วยเพิ่มลุคและกลิ่นอายแห่งความเป็นโมเดิร์นให้กับเก้าอี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบอุตสาหกรรมอันเป็นหัวใจแห่งยุคสมัยใหม่ หากแต่ก็เบรกด้วยความนุ่มนวลของโครงสร้างตัวที่นั่งไม้บีชเสริมด้วยเปลือกหวายสานทั้งที่นั่งและพนักพิง ที่ให้สัมผัสอันนุ่มนวลและอบอุ่นในการนั่ง 

ในภายหลัง บรอเยอร์ได้พัฒนาเก้าอี้ตัวนี้ขึ้นมาอีกระดับ ด้วยการเสริมเท้าแขนลงไปบนตัวที่นั่ง เพื่อเพิ่มความสบายอย่างไร้ขีดจำกัดให้กับมัน และให้ชื่อมันว่า โมเดล B64 หรือ Cesca Chair ซึ่งตั้งชื่อตามลูกสาวของเขา ฟรานเซสกา (Francesca) นั่นเอง

3. The Skin I Live In (2011) 


The Skin I Live In (2011)

ผลงานเขย่าขวัญดราม่าของอัลโมโดวาร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายของนักเขียนชาวฝรั่งเศส เธียรี ฌองเก็ต ที่มีชื่อว่า Mygale (หรือในชื่ออังกฤษว่า Tarantula) ที่เล่าเรื่องราวของศัลยแพทย์พลาสติกหนุ่มใหญ่ที่หมกมุ่นกับการจองจำสาวงามปริศนาไว้ในคฤหาสน์ของเขา ซึ่งหญิงสาวผู้นี้นี่เองที่กุมความลับอันน่าตื่นตะลึงเอาไว้ 


Barcelona Daybed (1930)

ในหนังมีผลงานดีไซน์ชิ้นเอกอย่าง Barcelona Daybed (1930) เก้าอี้ยาวอันเปี่ยมสุนทรียะ ดังคำกล่าวของ ลุดวิก มีส์ ฟาน เดอร์ โรห์ (Ludwig Mies van der Rohe) ผู้รังสรรค์ผลงานเฟอร์นิเตอตัวนี้ขึ้นมาที่กล่าวว่า "God is in the details" หรือ "พระเจ้าทรงอยู่ในทุกรายละเอียด" เมื่อนั้น พลังอันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริงในระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาจากสมองและสองมือ ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย สะอาดตา สง่างามที่สุดเท่าที่เราจะหาได้จากงานโมเดิร์นดีไซน์ รายละเอียดเล็กน้อยๆ เหล่านี้นี่แหละที่ทำให้เก้าอี้เดย์เบดตัวนี้มีความงดงามอย่างแท้จริง

ตัวเก้าอี้ทำจากหนังแท้ที่ตัดเป็นผืนสีเหลี่ยมจัตตุรัสที่หุ้มบุเก้าอี้ถูกเย็บต่อเข้าด้วยกันอย่างประณีตด้วยมือ โครงสร้างและขาเก้าอี้ไม้ถูกขัดจนขึ้นเงาด้วยมือเช่นเดียวกัน มาพร้อมกับหมอนยาวเข้าชุด แสดงออกถึงความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดที่ผนวกกับงานช่างฝีมือชั้นเยี่ยมที่หล่อหลอมให้เก้าอี้ตัวนี้กลายเป็นงานดีไซน์คลาสสิกที่คงทนไร้กาลเวลา 

Barcelona Daybed ถูกออกแบบขึ้นมาพร้อมๆ เก้าอี้กับตัวอื่นๆ ในคอลเล็กชั่นเดียวกัน และถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกใน เยอรมันพาวิลเลียน ในงาน International Exhibition ที่เมือง บาร์เซโลนา ประเทศสเปน อันเป็นที่มาของชื่อเก้าอี้ตัวนี้นั่นเอง 

เดิมที เก้าอี้  Barcelona ถูกใช้เป็นเก้าอี้ประทับของกษัตริย์สเปนในระหว่างที่มาเยี่ยมชมงาน คงไม่ต้องถามถึงคุณภาพและความสบายว่าจะมีขนาดไหน (ก็ถึงขนาดรองรับพระบั้นท้ายของกษัตริย์สเปนเชียวนา!) ซึ่งอันที่จริงมันก็ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากฟอร์มของเก้าอี้พับของกษัตริย์โรมันและอียิปต์ในโบราณกาลนั่นเอง

ซึ่งการผนวกเอารูปฟอร์มแห่งอดีตกาลเข้ากับวัตถุดิบสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืนลงตัวนี่เอง ที่ทำให้เก้าอี้ในคอลเล็กชั่น Barcelona ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมแหร่หลายไปทั่วโลก และถูกสะสมอยู่ในคอลเล็กชั่นทางดีไซน์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ของนิวยอร์ก (MoMA) ตั้งแต่ปี 1977 จวบจนบัดนี้ เก้าอี้ Barcelona และ Barcelona Daybed ก็ยังคงความสง่างามและเป็นที่รักใคร่ในหมู่ผู้นิยมดีไซน์ตลอดมา


The Skin I Live In (2011)


โต๊ะ Noguchi (1947)

รวมถึงผลงานดีไซน์ระดับตำนานอย่าง โต๊ะ Noguchi (1947) ผลงานดีไซน์ที่ อิซามุ โนงุจิ (Isamu Noguchi) ศิลปิน ภูมิสถาปนิก และดีไซเนอร์ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ออกแบบขึ้นในปี 1939 เขาออกแบบให้กับ แอนสัน กู๊ดเยียร์ (Anson Goodyear) ประธานกรรมการพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แหางนิวยอร์ก (MoMA) โต๊ะกาแฟออร์แกนิคดีไซน์ ที่ได้รับการขนานนามให้เป็นประติมากรรมที่มีฟังก์ชั่นใช้งาน กับขาโต๊ะโค้งมนที่สลักเสลาจากชิ้นไม้วอลนัทแฝดสองชิ้นที่วางกลับด้านประกบกันเป็นเส้นสายรูปทรงเลื่อนไหลอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในงานเฟอร์นิเจอร์ในยุคก่อนหน้า แต่ก็ยังแข็งแรงพอที่จะรองรับท็อปโต๊ะกระจกรูปทรงออร์แกนิกโค้งมนแต่หนาหนักได้อย่างมั่นคงโดยไม่จำเป็นต้องมีตัวรับน้ำหนักอื่นใดอีก

4. Broken Embraces (2009) 


Broken Embraces (2009)

ผลงานโรแมนติกเขย่าขวัญสัญชาติสเปนของอัลโมโดวาร์ ที่เล่าเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนของโชคชะตา ความลุ่มหลง ความริษยา อำนาจและการทรยศหักหลัง ความรักอันร้าวรานใจในอดีตของนักเขียนตาบอด กับงานออกแบบฉากและงานสร้างในบรรยากาศในสไตล์ป๊อปอาร์ตเปี่ยมสีสัน


Broken Embraces (2009)


เก้าอี้ 637 Utrecht Sofa (1935)

ทั้งเก้าอี้ดีไซน์ที่ถูกใช้ในหนัง Pain and Glory อย่างเก้าอี้ 637 Utrecht Armchair / Sofa ที่เข้าชุดกับหมอนอิงโซฟาของแบรนด์ Missoni 


La Mela (1963) 

และ La Mela (1963) โปสเตอร์ภาพพิมพ์ซิลค์สกรีนสไตล์ป๊อปอาร์ต รูปแอปเปิ้ลสีแดงกระชากใจ ผลงานออกแบบของสถาปนิกและดีไซเนอร์บรมครูอย่าง เอนโซ มาริ


Broken Embraces (2009)


เก้าอี้ Antibodi (2006)

และผลงานการออกแบบของของเพื่อนร่วมชาติของอัลโมโดวาร์ ปาตริเซีย อูรูคิโอลา (Patricia Urquiola) ดีไซเนอร์ชาวสเปน สองชิ้นอย่าง เก้าอี้ Antibodi  (2006) ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงดอกไม้บาน ที่เกิดจากแพทเทิร์นของเบาะที่เย็บเป็นรูปทรงกลีบดอกไม้เปี่ยมสีสันที่เกิดจากการกลับด้านกันของผ้าสักหลาด ผ้าขนสัตว์ และหนัง ให้อารมณ์ความรู้สึกอันอ่อนหวานเปี่ยมสไตล์ แต่นั่งสบายอย่างเหลือเชื่อ ชื่อของเก้าอี้ได้แรงบันดาลใจสารแอนติบอดีในร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง


เก้าอี้ Tropicalia garden (2008)

และเก้าอี้ Tropicalia garden (2008) ผลงานเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งที่ประกอบด้วย เก้าอี้อาร์มแชร์ เดย์เบด และเก้าอี้เปล ที่เกิดจากการสานเส้นเชือกพลาสติกโพลีเอสเตอร์ความยืดหยุ่นสูงหลายสีสันเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นเฟอร์นิเจอร์อันหรูหราสง่างามสีสันพร่างพราย


เก้าอี้ Bertoia (1954)

ตามมาด้วยเก้าอี้ Bertoia (1954) ผลงานสร้างสรรค์ของ แฮร์รี่ แบร์โตญ่า (Harry Bertoia) ศิลปิน ประติมากร นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชาวอิตาเลียน นักค้นคว้าและปฏิวัติทางดีไซน์และอุตสาหกรรมการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เขาใช้วัสดุชนิดใหม่ในวงการดีไซน์สมัยนั้นอย่างเหล็กเส้นที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง มาสร้างเป็นงานเฟอร์นิเจอร์อันแปลกใหม่ขึ้นมา เขาทดลองใช้กระบวนการดัดและเชื่อมสานเหล็กเส้นสร้างงานศิลปะที่นั่งได้ขึ้นมาชุดหนึ่ง งานดีไซน์โดดเด่นแปลกตา โฉบเฉี่ยว ล้ำยุคสมัย และนั่งสบายจนไม่น่าเชื่อว่า รูปลักษณ์อันละเอียดอ่อนโปร่งบางและงดงามราวกับประติมากรรมของมันนั้นไม่ผิดไปจากคำกล่าวของแบร์โตเญียที่ว่า

"ถ้าคุณมองดูเก้าอี้ตัวนี้ให้ดีๆ คุณจะรู้สึกราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากอากาศ ดังเช่นงานประติมากรรมที่มีพื้นที่ว่างไหลเวียนผ่านตัวมัน”


โต๊ะ Saarinen Dining หรือ Tulip (1957)

และปิดท้ายด้วย โต๊ะ Saarinen Dining Table หรือ Tulip Table (1957) ผลงานดีไซน์คอลเล็คชั่นสุดท้ายของสถาปนิก/นักออกแบบระดับตำนานชาวอเมริกันเชื้อสายฟินแลนด์ เอโร ซาริเนน (Eero Saarinen) ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของดอกทิวลิปเหมือนชื่อของมัน ชุดเฟอร์นิเจอร์ขาเดียวตัวนี้เป็นงานที่ช่วยแก้ปัญหาทางดีไซน์อย่างหนึ่งที่ซาริเนนชิงชังเสมอมา นั้นคือ "ความเกะกะยุ่งเหยิง" เขาต้องการที่จะลดทอนและเคลียร์โครงสร้างของงานเฟอร์นิเจอร์ให้เรียบง่ายและชัดเจนที่สุด 

"ขาของโต๊ะและเก้าอี้ทั่วๆ ไปส่วนใหญ่ทำออกมาได้น่าเกลียด ยุ่งเหยิง และวุ่นวาย ผมต้องการกำจัดขาเก้าอี้ที่แลดูเกะกะออกไป และทำให้เก้าอี้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้ง" 

เขาจึงออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชุด Tulip ขึ้นมา ให้มีขาเดี่ยวเป็นรูปทรงคล้ายเชิงเทิน (ที่ดูไปดูมาก็เหมือนขาแก้วไวน์ไม่หยอก) ที่สร้างเอกภาพทางดีไซน์ขึ้นมาสู่งานเฟอร์นิเจอร์

แรกเริ่มเดิมที ซาริเนนหมายมั่นที่จะสร้างเฟอร์นิเจอร์นี้ขึ้นจากวัสดุเพียงชนิดเดียวตามคอนเซ็ปต์ "หนึ่งดีไซน์ หนึ่งวัสดุ" ของเขา หากแต่วัสดุอย่างไฟเบอร์กลาสไม่เหมาะสำหรับที่จะทำเป็นฐานเก้าอี้ เนื่องจากมันมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากๆ และมีโอกาสเแตกหักสียหายสูง ท้ายที่สุดฐานของเก้าอี้ก็เลยต้องทำจากอลูมิเนียมหล่อ เคลือบสี เพื่อให้เข้ากับท็อปโต๊ะที่มีทั้งแบบพลาสติกลามิเนต หินอ่อน และไม้

ด้วยรูปทรงที่เรียบง่ายแต่เก๋ไก๋สวยงามสไตล์โมเดิร์น และโครงสร้างที่ปฏิวัติรูปลักษณ์เดิมๆ ของเฟอร์นิเจอร์ ทำให้มันเป็นงานดีไซน์คลาสสิกที่เป็นไอคอนแห่งยุคสมัย นอกจากนั้นมันยังได้รับการยกย่องให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่นำสไตล์ "Space Age" หรือ "ยุคอวกาศ" ขึ้นมาในโลกเป็นตัวแรกๆ 

ด้วยรูปลักษณ์อันล้ำสมัย เส้นสายโฉบเฉี่ยว และวัสดุที่ทันสมัยที่ให้อารมณ์แห่งอนาคต ทำให้เฟอร์นิเจอร์ชุดนี้ถูกนำไปใช้ประกอบฉากในภาพยนตร์ไซไฟวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายเรื่อง อาทิ ซีรีส์ Star Trek ในปี 1966 - 69 และ The Clockwork Ogrange (1971) 

นอกจากนั้นมันยังได้รับรางวัลทางการออกแบบระดับโลกอีกหลายต่อหลายรางวัล อาทิ Museum of Modern Art Award และ Federal Award for Industrial Design ในปี 1969 และ Design Center Stuttgart Award ในปี 1962 รวมถึงถูกสะสมเป็นคอลเล็คชั่นถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ของนิวยอร์ก (MoMA)

ทั้งหมดทั้งมวลรวมกันเป็นฉากที่สะท้อนความสดใสและพลังอันโดดเด่นของอิตถีเพศ ที่ปรากฏอยู่ในงานของ อัลโมโดวาร์เสมอมา.

#WURKON #dseignonfilm #movie #pedroalmodovar #furnituredesign #painandglory #julieta #theskinilivein #brokenembraces #moderndesign #inspiration #แรงบันดาลใจจากงานดีไซน์สู่ภาพยนตร์

Related Stories

Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 089-481-0055
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30