อันเนื่องมาจากฉากหนึ่งในหนัง ในวาระ 10 ปี หนังไซไฟคลาสสิกในดวงใจ Children of Men

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นโอกาสครบรอบสิบปีของหนังไซไฟเรื่องหนึ่ง ที่ในปัจจุบันกลายเป็นหนังไซไฟคลาสสิคตลอดกาลใจดวงใจของคนรักหนังหลายคนไปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับดีกรีรางวัลออสการ์อย่าง อัลฟองโซ กัวรอง (Alfonso Cuarón) เจ้าของผลงานชั้นเยี่ยมอย่าง Great Expectations (1998), Y tu mama tambien (2001), Harry Potter and The Prisoner of Azkaban (2004) และ Gravity (2013) ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ

และหนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีสอีกชิ้นของเขาก็คือหนังไซไฟเรื่องที่เรากำลังจะพูดถึงนี่เอง หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า

Children of Men (2006)
Clive_Owen_in_Children_of_Men_Wallpaper_5_1280
Children of Men (2006)  Universal Pictures

ที่เล่าเรื่องราวของโลกอนาคตในปี 2027 ที่มวลมนุษยชาติตกอยู่ในวิกฤติแห่งความสิ้นหวัง เหตุเพราะมนุษย์ไม่สามารถตั้งครรภ์และมีลูกเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้อีกต่อไป เรื่องราวในหนังเริ่มต้นขึ้นด้วยการตายของชายคนหนึ่ง ซึ่งคงไม่สำคัญอะไรถ้าเขาไม่ได้บังเอิญเป็นมนุษย์ที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก และเหตุการณ์นี้เองที่นำพาให้เกิดความสิ้นหวัง เศร้าโศก และก่อให้เกิดความวุ่นวายและเหตุร้ายขึ้นทั่วโลก และทำให้มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับจุดจบแห่งการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์

ท่ามกลางความสิ้นหวังและความวุ่นวายนี้เอง ธีโอ (ไคลฟ์ โอเวน) ชายหนุ่มพนักงานรัฐชาวลอนดอนผู้ใช้ชีวิตอย่างซังกะตายได้พบกับ จูเลียน (จูเลียนน์ มัวร์) อดีตคนรักเก่าและหัวหน้ากลุ่มกบฏการเมือง ผู้ที่ชักนำให้เขาเข้าไปพัวพันเข้ากับความลับอย่างหนึ่ง ซึ่งความลับนี้เองที่จะกลายเป็นแสงสว่างแห่งความหวัง ท่ามกลางความมืดมนที่เป็นอยู่ และไปๆ มาๆ เขาก็ดันตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นฮีโร่จำเป็น ที่จะช่วยกู้วิกฤติแห่งอนาคตของมวลมนุษยชาติ

ด้วยฝีมือการกำกับ การสร้าง  บวกกับการแสดงชั้นดีของเหล่านักแสดงนำมากฝีมือ ทำให้ Children of Men เป็นผลงานอีกเรื่องหนึ่งที่นักดูหนังคุณภาพไม่อาจพลาดได้ และที่สำคัญนี่เป็นหนังแอ็คชั่นเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ ที่พระเอกใส่รองเท้าแตะ (หนีบ) เกือบครึ่งเรื่อง!

ถ้าใครเคยดูหนังแล้ว คงจะจำฉากที่ ธีโอ พระเอกของเราต้องเข้าไปพบกับญาติสนิทผู้เป็นบิ๊กในรัฐบาล อย่าง ไนเจล (แดนนี่ ฮุสตัน) ณ อาคารนิวาสถานของเขา หรือในอีกนัยหนึ่ง มันก็คือ ‘Ark of the Arts’ หรือ ‘กรุศิลปะ’ ที่ใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุอันมีค่าทั้งหลายแหล่ของโลกเอาไว้ ท่ามกลางกลียุคอันวุ่นวายนั่นเอง ซึ่งในสถานที่นี้เองที่ ธีโอ (และคนดู) ได้มีโอกาสยลผลงานศิลปะชิ้นเอกของศิลปินเอกของโลกสองคนมาปรากฏอยู่ในสถานที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ให้เห็นเป็นบุญตา

tumblr_nugrxxfmaF1uwh601o5_1280
ภาพจากหนัง Children of Men (2006)  Universal Pictures

ผลงานศิลปะชิ้นเอกชิ้นแรก ปรากฏตัวขึ้นในก้าวแรกที่ธีโอย่างเหยียบเข้าไปภายในห้องโถงของอาคารแห่งนั้นก็คือ ผลงานประติมากรรมอันเลื่องชื่อที่สุดของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคเรอเนสซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่มีชื่อว่า

เดวิด (David), 1501-1504
'David'_by_Michelangelo_JBU0001
David ภาพโดย Jörg Bittner Unna จากเว็บไซต์ https://goo.gl/ZX8ofC

ผลงานของ ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ประติมากร จิตรกร และ สถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี เติบโตที่เมืองฟลอเรนซ์ เขาได้รับการยอมรับให้เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกผู้หนึ่ง ไม่ใช่แต่ในยุคเรอเนสซองส์เท่านั้น หากแต่เป็นในทุกยุคสมัยนับแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ผลงานของเขาไม่ได้มีเพียงแค่งานประติมากรรมเท่านั้น แต่ยังมีจิตรกรรม สถาปัตยกรรม งานออกแบบตกแต่งภายใน ฯลฯ และทุกชิ้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานที่ทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่คับฟ้าด้วยกันทั้งสิ้น

‘เดวิด’ ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1501-1504 เป็นประติมากรรมแกะสลักหินอ่อนรูปเปลือยของวีรบุรุษและกษัตริย์ชาวยิวผู้ยิ่งใหญ่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล มีความสูงถึง 5.17 เมตร ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสระและพลังแห่งชีวิตอันงดงาม และกลายเป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองฟลอเรนซ์จวบจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบัน เดวิด ยืนตระหง่านอยู่ที่ Galleria dell’Accademia เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ส่วน ‘เดวิด’ ที่ขาหักจากการถูกทำลายจากฝูงจารชนที่ปรากฏอยู่ในหนัง เป็นของปลอมที่ทำขึ้นมาใหม่ (แหงดิ) แต่มันก็ยังคงแผ่มนต์ขลังของความสง่างามและสูงส่งอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย

มีเกร็ดขำๆ เกี่ยวกับรูปแกะสลักชิ้นนี้ว่า ตอนที่ไมเคิลแองเจโลเพิ่งแกะสลักรูปเดวิดนี้เสร็จ มีพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการวิพากษ์วิจารณ์และติเตียนว่าจมูกของรูปปั้นใหญ่เกินไป ให้แก้เสีย ไมเคิลแองเจโลเลยตัดรำคาญด้วยการแอบกำเศษผงหินอ่อนปินขึ้นไปบนรูปแกะสลักแล้วทำท่าขยุกขยิกให้เศษหินอ่อนร่วงลงมา พระผู้ใหญ่เห็นดังนั้นก็เอ่ยด้วยความภาคภูมิใจว่า “เห็นไหมลูก! ดีขึ้นเยอะเลย พ่อบอกเจ้าแล้ว” แล้วก็จากไปแต่โดยดี (อ่านะ!)

มีผลงานของไมเคิลแองเจโลอีกชิ้นที่ถูกกล่าวถึงแต่ไม่ได้ปรากฏในหนัง เขาว่ามันถูกฝูงชนที่บ้าคลั่งทำลายทิ้งไป (ในหนังนะ) โดยที่ไนเจลไม่สามารถช่วยเอาไว้ได้ ผลงานชิ้นนั้นมีชื่อว่า

ปิเอต้า (Pietà), 1498–99
Pietà (1498–99)
Pietà ภาพโดย Juan M Romero จากเว็บไซต์ https://goo.gl/fCqNtZ

ประติมากรรมแกะสลักรูปพระแม่มารีตระกองกอดพระศพของพระเยซูที่เพิ่งลงจากกางเขน ซึ่งเป็นผลงานประติมากรรมที่ถือกันว่างดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกไม่แพ้เดวิดเลยทีเดียว

เรื่องตลกร้ายก็คือ ในความเป็นจริงรูปแกะสลักปิเอต้าเคยถูกทุบทำลายจนเสียหายมาแล้ว โดยในวันที่ 21 พฤษภาคม 1972 ชายวิกลจริตคนหนึ่งถือค้อนเข้ามาทุบที่รูปแกะสลักพร้อมกับตะโกนร้องว่า “กูคือพระเยซู!” จนเสียหายหลายส่วน รวมทั้งส่วนใบหน้าและจมูกของพระแม่มารี เหตุการณ์นี้เป็นการขยี้หัวใจของชาวอิตาลีและคนรักงานศิลปะทั่วโลกกันเลยทีเดียว ปัจจุบันปิเอต้าได้รับการซ่อมแซมจนกลับไปอยู่ในสภาพปกติ และถูกแสดงอยู่ภายในตู้อครีลิกใสกันกระสุนใน St Peter’s Basilica (1498–99) จวบจนปัจจุบัน

understanding-art-children-of-men-1
Screen Shot 2559-12-05 at 9.59.43 PM
ภาพจากหนัง Children of Men (2006)  Universal Pictures

ผลงานศิลปะชิ้นเอกของโลกชิ้นที่สองปรากฏตัวขึ้นในฉากที่ธีโอนั่งคุยกับ ไนเจล ญาติของเขาในห้องอาหาร คือผลงานเอกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) อย่าง พาโบล  ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) ผลงานที่ปรากฏในห้องอาหารชิ้นนี้เป็นผลงานจิตรกรรมที่ทรงคุณค่าที่สุดชิ้นหนึ่งของเขาที่ทำขึ้นเพื่อต่อต้านสงคราม มันมีชื่อว่า

เกอร์นิกา (Guernica), 1937
guernica
Guernica ภาพจากเว็บไซต์ https://goo.gl/dmWb2r

โดยในปี 1937 รัฐบาลสเปนได้ว่าจ้างให้ปิกัสโซ่ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่ฝรั่งเศสวาดภาพฝาผนังขนาดใหญ่สำหรับแสดงในศาลาสเปนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการศิลปะนานาชาติในงานเวิลด์แฟร์ที่กรุงปารีส

ในช่วงที่เริ่มทำงาน เขาได้ข่าวโศกนาฏกรรมที่เกอร์นิกา หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ในแคว้นบาสก์ในสเปน ประเทศบ้านเกิดของเขา ที่ถูกรัฐบาลเผด็จการของนายพลฟรังโก อาศัยกองกำลังทหารนาซีและฟาสซิสต์บุกโจมตีและทิ้งระเบิดปราบปรามผู้ต่อต้านจนย่อยยับในสงครามกลางเมือง ทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้มตายเป็นจำนวนมากไม่เว้นแม้แต่เด็กและสตรี ทำให้เขาเกิดความโกรธแค้นเป็นอย่างมากและตัดสินใจวาดภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเกอร์นิกาขึ้นมา ปิกัสโซ่ลงมือเขียนภาพขนาดใหญ่ถึง 3.89 x 7.76 เมตร ด้วยสีน้ำมันทาบ้านที่เขาสั่งทำเป็นพิเศษ มันเป็นภาพเขียนแบบคิวบิสซึ่มที่ใหญ่สุดที่เขาเคยทำมา เขาตั้งชื่อมันว่า Guernica และกล่าวถึงภาพภาพนี้ว่า

“สงครามครั้งนี้ของสเปนคือการต่อสู้ของรัฐบาลฝ่ายขวาจัดที่ต่อต้านประชาชน ต่อต้านเสรีภาพ ชีวิตในการเป็นศิลปินของผมตลอดมานั้นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการต่อสู้อย่างต่อเนื่องยาวนานกับฝ่ายขวาจัดและความตายของศิลปะ อย่างนั้นแล้วจะมีใครหน้าไหนคิดว่าผมจะมีความเห็นพ้องกับฝ่ายขวาจัดและความตายได้อีก? ในภาพที่ผมกำลังวาดอยู่นี้ ซึ่งผมจะเรียกมันว่า เกอร์นิกา ผมได้แสดงออกถึงความชิงชังชนชั้นเผด็จการและทหารที่ทำให้สเปนจมดิ่งอยู่ในทะเลแห่งความเจ็บปวดและความตายอย่างที่มันเป็นอยู่”

เขาใช้เวลาวาดภาพนี้ถึง 35 วัน มันแล้วเสร็จในวันที่ 4 มิถุนายน 1937 มันเป็นภาพวาดแบบคิวบิสซึ่มที่แสดงภาพอันบิดเบี้ยวของหญิงสาวที่ร่ำไห้อุ้มศพลูกน้อยในอ้อมแขน เหนือศีรษะของเธอมีวัวยืนเบิ่งตาเบิกโพลง ภาพของซากศพทหารที่นอนตาย ภาพของม้าที่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมาน ภาพของคนที่กรีดร้องอย่างน่าเวทนา ที่อยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง

ถึงแม้จะเป็นภาพในโทนขาวดำแบบเดียวกับภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ แต่มันก็แสดงออกถึงความเจ็บปวดและความตายได้อย่างน่าสะเทือนใจ ด้วยภาพวาดภาพนี้ ปิกัสโซ่ใช้เทคนิคของงานศิลปะสมัยใหม่ถ่ายทอดความเลวร้ายน่าสยดสยองของสงครามได้อย่างทรงพลังยิ่ง

เมื่อภาพนี้เสร็จ มันถูกนำออกแสดงในงานเวิลด์แฟร์ที่กรุงปารีส และด้วยความที่ปิกัสโซ่มีเจตนารมณ์ว่าตราบใดที่ประเทศสเปนยังอยู่ในเงื้อมมือของเผด็จการ และยังไม่คืนสู่ความเป็นเสรีภาพและประชาธิปไตย เขาจะไม่ยอมให้ภาพนี้ถูกส่งกลับคืนไปที่นั่นเป็นอันขาด

ดังนั้น หลังจากถูกนำไปแสดงในหลายประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา ภาพนี้จึงถูกเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MOMA) จนกระทั่งหลังจากที่นายพลฟรังโกเสียชีวิตในปี 1975 สเปนก็เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ในที่สุดภาพเกอร์นิกาก็ถูกนำกลับสู่สเปนในปี 1981 และถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Reina Sofia ในกรุงมาดริด จวบจนปัจจุบัน และไม่ว่าจะเกิดสงครามขึ้นครั้งใดในโลก ภาพเกอร์นิกา ก็มักจะถูกยกมาเป็นตัวอย่างของการต่อต้านสงครามอยู่เสมอมา

มีเรื่องเล่ากันว่า ในช่วงที่ปิกัสโซ่อยู่ที่ปารีสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่นาซียาตราทัพเข้ามาศิลปินขบถหัวเอียงซ้ายอย่างเขาย่อมตกเป็นเป้าหมาย ในขณะที่เขาถูกสอบสวนตรวจค้นสตูดิโอ รอบแล้วรอบเล่าอยู่นั้น ครั้งหนึ่งเขายื่นภาพโปสการ์ดที่เป็นรูปของภาพวาดเกอร์นิกาให้เจ้าหน้าที่นาซี

หมอนั่นหยิบมาดูแล้วถามด้วยความเย้ยหยันว่า “ตกลงคุณเป็นคนทำมันขึ้นหรอกเหรอ?”

ปิกัสโซ่สวนกลับไปทันควันว่า “ไม่ คุณนั่นแหละที่เป็นคนทำ”

มีเกร็ดเล็กเล็กน้อยเกี่ยวกับภาพนี้ว่า ด้วยความที่ปิกัสโซ่เป็นศิลปินใหญ่ที่เจ้าชู้มากรักหลายใจมากจึงว่ากันว่าจริงๆ แล้วเขาได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งในการเขียนภาพนี้จากการทะเลาะตบตีกันของ บรรดาเมียๆ ของเขานั่นเอง (ฮา)

แถมท้าย เอ๊ะ อะไรแว๊บๆ : หมูสีชมพูตัวนั้นท่านได้แต่ใดมา
f5718dc558d1974576940575d891a18b
ภาพจากหนัง Children of Men (2006)  Universal Pictures

นอกจากผลงานศิลปะชิ้นเอกสองชิ้นของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่สองคนที่ปรากฏในหนังสองคนแล้ว ยังมีงานศิลปะอีกชิ้นที่โผล่แว๊บๆ ในหนัง แต่กลับเรียกความสนใจของคนดูหนังได้ไม่น้อย นั่นก็คือบอลลูนรูปหมูที่โผล่ขึ้นมาเหนืออาคารกรุศิลปะของไนเจล ซึ่งความจริงแล้วทั้งบอลลูนทั้งอาคารหลังนี้ เคยปรากฏตัวในฐานะปกอัลบั้มชิ้นหนึ่งของวงดนตรีโปรเกรสซีพร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษอย่าง พิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) นั่นเอง อัลบั้มชุดที่ว่านั้นมีชื่อว่า

Animals (1977)
PF-Animals
ภาพปกอัลบั้ม Animals ของวงดนตรี Pink Floyd จาก www.pinkfloyd.com

ปกอัลบั้มออกแบบโดย สตอร์ม ธอร์เกอร์สัน (Storm Thorgerson) แห่งกลุ่มดีไซน์ Hipgnosis (อ่านว่า ‘ฮิปโนซิส’) ที่เชี่ยวชาญในการออกแบบปกอัลบั้มให้กับนักดนตรีร็อกชื่อดังระดับตำนานหลายต่อหลายวง ไม่ว่าจะเป็น Pink Floyd, UFO, Bad Company, Led Zeppelin, AC/DC, Yes, The Alan Parsons Project และ Genesis ผลงานของพวกเขามักจะเป็นภาพถ่ายอันอลังการที่สร้างขึ้นด้วยการจัดฉากถ่ายขึ้นจริงๆ (ก็สมัยนั้นยังไม่มีคอมพิวเตอร์กราฟิกนี่นา!)

ดีไซน์และแนวคิดของปกอัลบั้มนี้มาจากไอเดียของ โรเจอร์ วอเตอร์ส ซึ่งได้แรงบันดาลใจในการทำคอนเซ็ปต์อัลบั้มชุดนี้มาจากนวนิยาย Animals Farm (1945) ของนักเขียนอังกฤษ จอร์จ ออร์เวล ซึ่งตอนแรกธอร์เกอร์สันไม่พอใจ เพราะทางวงปฏิเสธไอเดียแรกของเขา แต่ไอเดียของหมูบินและผลงานที่เสร็จสมบูรณ์กับผลตอบรับที่ออกมาได้อย่างวิเศษจนธอร์เกอร์สันต้องยอมรับมันในที่สุด

หมูสีชมพู (ซึ่งเป็นตัวละครเอกในนวนิยาย Animals Farm) หรืออันที่จริง บอลลูนหมู ที่ชื่อเล่นว่า อัลจี้ (Algie) ตัวนี้ มีขนาด 20 x 30 ฟุต ซึ่งทางวงจ้างบริษัทผลิตบอลลูนและเรือเหาะของเยอรมันอย่าง Ballon Fabrik และศิลปินชาวออสเตรเลียน เจฟฟรีย์ ชอว์ ทำขึ้นมา บอลลูนยางอัดด้วยแก๊ซฮีเลียมตัวนี้ถูกทำขึ้นเพื่อให้มันลอยอยู่เหนืออาคาร Battersea Power Station ซึ่งเป็นอาคารผลิตพลังงานถ่านหินหลังเก่าของรัฐบาลอังกฤษ ที่วอเตอร์สเคยขับรถผ่านทุกวันและเกิดความประทับใจจนนำมันมาใช้เป็นฉากของปกอัลบั้มนี้ของวง (ซึ่งอาคารนี้ก็ถูกใช้เป็นฉากหลังในหนัง ซึ่งสมมุติให้เป็นอาคารกรุศิลปะของไนเจลนั่นเอง)

ในตอนแรกธอร์เกอร์สันเสนอแนะว่าไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพบอลลูนหมูในสถานที่จริงก็ได้ เพราะเขาสามารถเอามาตัดแปะทีหลังได้อยู่แล้ว แต่วอเตอร์สไม่ยอม เขายืนยันว่าทุกอย่างต้องถ่ายทำจริงๆ จากสถานที่จริง ธอร์เกอร์สันยอมรับในภายหลังว่าวอเตอร์สเป็นฝ่ายถูก คุณค่าความงาม คุณภาพทางอารมณ์ และความดีความงามของผลงานชิ้นนี้มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะมันถูกทำขึ้นจริงๆ ในสถานที่จริงและมันก็เป็นแนวคิดหลักในการทำงานร่วมกันระหว่าง Pink Floyd และ Hipgnosis อย่างต่อเนื่องยาวนานในเวลาต่อมา

เจ้าบอลลูนหมูอัลจี้ตัวนี้กลายเป็นสัญลักษณ์อันโด่งดังและถูกนำไปปรากฏตัวในสื่อต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง อาทิเช่นหนัง Children of Men (2006) ที่ปรากฏตัวขึ้นในหนังเหมือนกันกับบนปกอัลบั้มของพิงค์ ฟลอยด์เดี๊ยะๆ โดยว่ากันว่าผู้กำกับจำลองฉากนี้ขึ้นเพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อ Pink Floyd นั่นเอง และก่อนหน้านั้นเจ้าหมูอัลจี้ตัวเดียวกันนี้ก็ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในหนังการ์ตูนชุด The Simpsons ในตอน Homerpalooza และมันยังถูกนำไปใช้ในการแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2012 ณ กรุงลอนดอนที่กำกับโดย แดนนี บอยล์ อีกด้วย

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

#WURKON #art #movie #childrenofmen #alfonsocuarón #arkofthearts #david #pietà #michelangelo #guernica #pablopicasso #pigballoon #algie #pinkfloyd #animals #stormthorgerson #hipgnosis #กรุศิลปะ #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะในภาพยนตร์

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

อันเนื่องมาจากฉากหนึ่งในหนัง ในวาระ 10 ปี หนังไซไฟคลาสสิกในดวงใจ Children of Men

CONTACT
WURKON
THAILAND

We would like to assist you if you have questions.
Please fill in the contact details, and we will be in touch as soon as possible.

Please enter your enquiry

 GENERAL ENQUIRY SAMPLE ENQUIRY MEDIA ENQUIRY

Contact details

We will use these details to respond to your enquiry.