Blog

คุยกับดีไซเนอร์ซูเปอร์สตาร์ชาวญี่ปุ่น นาโอโตะ ฟูคาซาวะ

คุยกับดีไซเนอร์ซูเปอร์สตาร์ชาวญี่ปุ่น นาโอโตะ ฟูคาซาวะ

14 มีนาคม 2562

เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปงานเปิดนิทรรศการออกแบบ “What is MUJI?” ที่แสดงแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง มูจิ (MUJI) เนื่องในโอกาสที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลครบรอบ 70 ปี และเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักออกแบบรุ่นใหม่ในประเทศไทย โดยในนิทรรศการแสดงแนวคิดในการพัฒนาและการออกแบบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ชื่อดังของญี่ปุ่นอย่าง มูจิ ที่กลายเป็นเทรนด์ทางดีไซน์ที่โด่งดังและแพร่หลายไปทั่วโลก

ที่สำคัญ ดีไซเนอร์ระดับซูเปอร์สตาร์ชาวญี่ปุ่น ที่ปรึกษาทางการออกแบบของมูจิ อย่าง นาโอโตะ ฟูคาซาวะ (Naoto Fukasawa) ก็ได้เดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการครั้งนี้ และจัดบรรยายทางการออกแบบให้ชาวไทยที่สนใจได้รับฟังอีกด้วย

นาโอโตะ ฟูคาซาวะ เจ้าของผลงานดีไซน์ระดับไอคอนอย่าง Wall Mounted CD Player หรือเครื่องเล่นซีดีหน้าตาเก๋ไก๋ที่ดูคล้ายพัดลมดูดอากาศ ผลงานดีไซน์ที่หยิบเอาสิ่งของใกล้ตัวเรามาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ และเล่นสนุกกับความรู้สึกของผู้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด จนทำให้มันกลายเป็นงานดีไซน์ระดับปรากฏการณ์ ที่ได้เป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่นสะสมถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ค (MoMA) และส่งให้ฟูคาซาวะกลายเป็นดีไซเนอร์ซูเปอร์สตาร์ของวงการออกแบบโลก

นอกจากจะเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาทางดีไซน์ให้กับแบรนด์สินค้าชื่อดังอย่าง มูจิ แล้ว นาโอโตะ ฟูคาซาวะ ยังร่วมงานกับแบรนด์สินค้าชั้นนำของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น B&B Italia, Driade, Magis, Artemide, Danese และ Boffi ฯลฯ นอกจากนั้นเขายังชนะรางวัลทางการออกแบบระดับโลกหลากหลายรางวัล อาทิ IDEA Gold Award, iF Gold Award, D&AD Gold Award เป็นอาทิ

นอกจากจะร่วมงานเปิดนิทรรศการและจัดบรรยายทางการออกแบบแล้ว ดีไซเนอร์ระดับซูเปอร์สตาร์ผู้นี้ก็ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนชาวไทยพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับแนวคิดและแรงบันดาลใจในการออกแบบของเขาอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง และเราเองก็ได้รับโอกาสอันดีในครั้งนั้นด้วย เลยขอถือโอกาสเก็บบรรยากาศในการพูดคุยสัมภาษณ์ของเขาในครั้งนั้น เอามาเป็นของฝากให้ท่านผู้อ่านกัน

WURKON:

แรกเลย แนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ของมูจิแต่ละชิ้นเริ่มต้นจากอะไรเป็นอันดับแรก ดีไซน์หรือฟังก์ชั่น

นาโอโตะ:

ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของมูจิแต่ละชิ้นจะมองที่ฟังชั่นเป็นหลัก เพราะจะทำให้ดีไซน์เรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามให้ดีไซน์เป็นส่วนหนึ่งของฟังชั่น

WURKON:

มีหลักการคิดหรือแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของมูจิอย่างไรให้มีความสมดุลย์ของทั้งสองอย่าง

นาโอโตะ:

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของมูจิก็คือความเรียบง่ายและสะดวกในการใช้งาน นอกจากนั้น ราคายังต้องสมเหตุสมผล และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้ผู้ใช้รู้สึกอบอุ่นใจที่จะใช้สินค้าของมูจิ นั่นถือแนวคิดที่สำคัญที่สุด

WURKON:

อยากถามเกี่ยวกับปรัชญา Without thought ที่คุณเป็นคนบัญญัติขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่ละทิ้งความคิด แต่ใช้ความรู้สึกในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกับการเดินหรือการหายใจ ถ้าอย่างนั้นแล้ว เวลาคุณคิดงานคุณมีวิธีการอย่างไร

นาโอโตะ:

เวลาที่ออกแบบ ผมใช้สิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณ เป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น คนเราเวลาจะเลือกของอะไรมาใช้กับตัวเองแต่ละอย่างนั้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ความรู้สึก ไม่ได้คิดหรือวิเคราะห์อะไรมากมาย อย่างทุกคนที่นั่งฟังอยู่ในห้องนี้ก็เลือกตำแหน่งที่นั่งจากสัญชาตญาณทั้งนั้น ทุกคนจะใช้สัญชาติญาณว่าที่นั่งตรงนี้เหมาะหรือชอบโดยไม่ต้องคิดมาก ตัวผมเองก็เหมือนกัน เวลาทำงานผมก็ใช้วิธีนี้ ผมใช้จิตใต้สำนึกและความรู้สึกตัวเองในการออกแบบ

Wall Mounted CD Player ผลงานชิ้นเอกของ นาโอโตะ ฟูคาซาวะ

WURKON:

แนวทางในการออกแบบที่ใช้อารมณ์ความรู้สึก, สัญชาตญาณ และจิตใต้สำนึกเช่นนี้ ทำให้เรานึกไปถึงผลงานศิลปะแนวนามธรรมอย่างแอบสแตรคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionist) อย่างเช่นการทำงานศิลปะของ แจ็คสัน พอลลอค (Jackson Pollock) ที่มีวิธีการทำงานอย่างฉับพลันโดยไม่ได้คิด หากทำไปโดยสัญชาติญาณ หรืออย่างผลงาน Wall Mounted CD Player เครื่องเล่นซีดีหน้าตาคล้ายพัดลมดูด ก็ทำให้เรานึกไปถึงงานศิลปะแบบ Readymades ของ มาร์เซล ดูชองป์ ที่หยิบเอาข้าวของรอบๆ ตัวทั่วๆ ไปมาทำเป็นงานศิลปะ อยากทราบว่าคุณนำแรงบันดาลใจจากงานศิลปะมาใช้กับงานออกแบบบ้างไหม

นาโอโตะ:

สำหรับผม งานศิลปะมีสองประเภทด้วยกัน ประเภทแรกคือ งานศิลปะที่ศิลปินทำขึ้นมาตามใจตัวเอง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้คนรู้สึกดีหรือไม่ดี หากแต่ทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและหันมามองเท่านั้น กับอีกประเภทหนึ่งคืองานศิลปะที่ทำขึ้นมาเพื่อให้คนรู้สึกดี สำหรับผมแล้ว ผมพอใจที่จะทำดีไซน์หรืองานศิลปะในประเภทหลัง คือทำให้คนที่ใช้งานรู้สึกดี ผมคิดว่าหลายคนมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในตัวเอง เรากลับไม่รู้สึกว่ามันมีอยู่ งานดีไซน์เป็นตัวกระตุ้นให้เรารู้สึกถึงมันได้ ผมมองว่า ศิลปะ กับ ดีไซน์ เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกัน เวลาที่ผมทำผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วทำให้คนที่ได้เห็นรู้สึกดี รู้สึกว่าอยากได้อะไรแบบนี้มานานแล้ว ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน นี่คือจุดมุ่งหมายในการทำงานออกแบบของผม

WURKON:

คุณเป็นดีไซเนอร์ที่อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างยุคอนาลอคกับยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยนี้มีผลกระทบกับคุณอย่างไร คุณรู้สึกอย่างไรที่เทคโนโลยีบางอย่างล้าสมัย เลิกใช้ หรือหมดมนต์ขลังไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลงานชิ้นเอกของคุณอย่าง Wall Mounted CD Player ที่ปัจจุบันคนแทบจะเลิกฟังเพลงจากซีดีแล้ว คุณต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

นาโอโตะ:

เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าโลกดิจิตัลมันมาไว และสินค้าก็มีการเปลี่ยนแปลงไวมากด้วย ตัวผมเองก็ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่อย่างไรก็ดี มันก็มีผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานแบบเดิมๆ ที่เพียงแค่ปรับปรุงดีไซน์นิดหน่อยและคงสภาพความเป็นของเดิมเอาไว้ สิ่งที่ผมพยายามทำก็คือ ทำให้แบรนด์มูจิติดอยู่ในใจคนให้ได้ เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว คนเหล่านั้นก็จะเป็นลูกค้าผู้ภักดีกับแบรนด์มูจิ และยังคงใช้สินค้าของมูจิต่อไป อย่างเครื่องเล่นซีดีของเขานั้น ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่สะสมแผ่นซีดี และก็ยังคงซื้อเครื่องเล่นซีดีอันนี้ไปสะสมด้วย ถึงแม้เขาจะไม่ฟังมันก็ตาม ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก

WURKON:

คุณคิดว่าคนในยุคปัจจุบันหันมาให้ความสนใจสินค้าประเภทไหนมากขึ้น อย่างเช่นคนในกลุ่มมิลเลนเนียล คุณต้องปรับการออกแบบอะไรเพื่อตอบสนองคนกลุ่มนี้บ้างไหม

Hard Carry Case กระเป๋าเดินทางอลูมิเนียมแบบลาก สไตล์มินิมอล อันเรียบง่าย แต่ทนทานและมีน้ำหนักเบา

นาโอโตะ:

ตัวผมออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มูจิมาก็มากมายแล้ว แต่มีผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่อยากนำเสนอคือ Hard Carry Case หรือกระเป๋าลาก ซึ่งสมัยนี้ชาวเอเชียนิยมเอาไปใช้ใส่ของเวลาช้อปปิ้ง ซื้อเสร็จก็ยัดของใส่กระเป๋าแล้วเดินช็อปปิ้งต่อ และมันก็เริ่มฮิตในอเมริกาบ้างแล้ว ซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่ผมภูมิใจย่างมาก เพราะมูจิเองก็ไม่ได้เป็นแบรนด์ผู้ผลิตกระเป๋าโดยตรง แต่คนก็นิยมซื้อมาใช้ เพราะใช้ดี มีราคาถูก น้ำหนักเบา สำหรับเขา สำหรับผม ผมมองว่ามูจิไม่ได้เป็นแค่เพียงสินค้าที่คนซื้อมาใช้แต่อย่างเดียว แต่มูจิเป็นแบรนด์ที่ผู้ใช้มีความรู้สึกว่าเขาเป็นสมาชิกเป็นครอบครัว ดังนั้น ไม่ว่าอะไรที่เป็นสินค้าเด่นๆ ของมูจิ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี หรือกระเป๋าลาก เมื่อลูกค้าของมูจิซื้อมาใช้ พวกเขาจะรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองได้เป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกครอบครัวมูจิ ผมก็หวังว่าถ้าผมทำให้คนรุ่นมิลเลนเนียลคล้อยตามกับความรู้สึกนี้ได้ด้วยก็คงจะดี

WURKON:

งานดีไซน์ที่คุณทำให้มูจินั้นเน้นการใช้งานที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นสไตล์การออกแบบที่ใกล้เคียงกับงานแบบมินิมอลลิสต์ (Minimalist) แต่งานของคุณมีความแตกต่างจากงานแบบมินิมอลลิสต์ทั่วๆ ไป ตรงที่มันมีอารมณ์ขัน มีความรู้สึกอ่อนโยน นุ่มนวล ไม่แห้งแล้ง สิ่งนี้เป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจที่คุณใส่ลงไปในการออกแบบ

นาโอโตะ:

สำหรับผม สินค้ามูจิมีสเน่ห์ที่ความเรียบง่าย และราคาพอดีๆ ไม่แพงจนเกินไป ทำให้คนรู้สึกสบายใจที่จะซื้อหามาใช้ ผมคิดว่าสินค้าบางอย่าง แม้จะมีคุณภาพและฟังก์ชั่นที่ดี แต่ถ้าหากมีราคาสูงไป คนก็จะรู้สึกว่าไม่อยากจะใช้ขึ้นมา ดังนั้นสิ่งที่ทีมงานมูจิทุกคนใส่ใจ และใส่ไปในผลิตภัณฑ์ของมูจิก็คือความมีสเน่ห์ที่มันใช้ได้ดี และมีราคาที่ไม่แพงเกินไป

WURKON:

ด้วยความที่งานดีไซน์ก็เป็นเช่นเดียวกับแฟชั่น ที่ประกอบด้วยเทรนด์ และค่านิยมที่ผันแปรไปตามยุคสมัย งานดีไซน์ในยุคหนึ่งก็ตอบโจทย์คนในยุคหนึ่ง แต่อาจจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยและไม่เป็นที่นิยมเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น วลีอมตะในวงการออกแบบอย่าง Less is more (น้อยคือมาก) ที่ในปัจจุบันอาจกลายเป็น Less is bore (น้อยคือน่าเบื่อ) ไปแล้วก็ได้ คุณรู้สึกยังไงบ้างกับเรื่องนี้ คิดว่าต้องเปลี่ยนตัวเองไปตามเทรนด์ไหม

Mattress with Legs ที่ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดการนอนบนฟูกที่ปราศจากโครงเตียงของญี่ปุ่น โดยฐานฟูกทำจากไม้ที่แข็งแรง วางทับด้วยฟูกสปริง จึงทำให้มันสามารถเป็นได้ทั้งเตียงนอนและโซฟา

นาโอโตะ:

สำหรับผม ถ้าใครที่คิดว่า Less is more มันน่าเบื่อ ก็ไม่ต้องใช้ก็ได้ อย่างในยุคสมัยหนึ่ง ที่คนเราบ้าเครื่องใช้ไฟฟ้ากัน ต้องมีหลายๆ เครื่องในบ้านเพื่อให้ทันสมัย แต่ในยุคปัจจุบัน แค่เรามีสมาร์ทโฟน เราก็สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างในเครื่องเดียว ลักษณะแบบนี้เรียกว่าการ Clean up เราไม่จำเป็นต้องมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ เครื่องในบ้าน เป็นการประหยัดพื้นที่ ให้เราเอางานศิลปะ งานหัตถกรรมมาตั้งโชว์แทน สำหรับผม อะไรที่มันเยอะๆ มันล้าสมัยไปแล้วมากกว่า

WURKON:

ปีนี้เป็นปีที่ 10 ที่แบรนด์มูจิเข้ามาเปิดช็อปในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ไม่ทราบว่าในอนาคต คุณนาโอโตะมีแนวคิดหรือผลิตภัณฑ์พิเศษอะไรที่จะออกแบบให้ผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะไหม

นาโอโตะ:

ณ ตอนนี้ ถึงแม้จะใช้เวลาถึง 10 ปีก็ตาม แต่มูจิก็สามารถเปิด Flagship store ที่เมืองไทยได้แล้ว ก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจได้ระดับนึง ว่าเราได้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้ในที่สุด ทำให้รู้สึกอุ่นใจมากๆ จากนี้ต่อไปในอนาคตเราก็มีแผนจะทำผลิตภัณฑ์สำหรับชาวไทยโดยเฉพาะแน่นอน โดยส่วนตัวแล้ว ช่วงปีนี้ผมได้เดินทางมาประเทศไทยบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว และทุกครั้งที่มารู้สึกอุ่นใจ เพราะว่าคนไทยใจดีและอ่อนโยนมากๆ และความอ่อนโยนของคนไทยนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่มูจิต้องเรียนรู้และนำมาปรับใช้ด้วย

WURKON:

ในช็อปมูจิมีส่วนที่เรียกว่า Muji Found อยากทราบว่ามีปรัชญาอะไรในการออกแบบส่วนนี้ เพราะมันต่างจากภาพรวมของช็อป มันมีที่มาที่ไปอย่างไร

นาโอโตะ:

เวลาผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ สำหรับร้านใหม่ๆ ในประเทศต่างๆ ผมจะใช้สายตาของความเป็นแบรนด์มูจิ เสาะหาของที่มีอยู่ในประเทศเหล่านั้น เวลาเดินทางไปในหลายๆ ที่ในเอเชีย อย่างไต้หวัน ไปที่จีน ผมก็จะหาดูว่าอะไรที่จะนำมาผลิตในสไตล์ของมูจิ และนำมาวางขายที่ Flagship Store ของมูจิได้ อย่างเช่นในประเทศไทยผมก็ไปดูเครื่องเบญจรงค์ เป็นต้น

WURKON:

เวลาไปเปิดร้าน Flagship Store ในประเทศต่างๆ ผลิตภัณฑ์ดีไซน์ของมูจิที่ทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์คนญี่ปุ่นเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ในปัจจุบันมันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและบริบทของประเทศต่างๆ ไหม

นาโอโตะ:

มูจิเป็นแบรนด์ที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานแบบ Global (ระดับโลก) เช่นเดียวกับ iphone ดังนั้น เวลาออกแบบเราจึงไม่ได้เจาะจงว่าเราจะออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับคนญี่ปุ่นหรือคนต่างชาติใช้โดยเฉพาะ มันมีความเป็นสากลมากกว่า

WURKON:

ถ้าอย่างนั้น เวลาที่คุณดีไซน์ คุณมีหลักการหรือแนวคิดยังไงที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นขายได้ในระดับสากล

นาโอโตะ:

ในยุคสมัยนี้ของที่จะขายได้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นของดีเท่านั้น มันต้องมีการตลาด มีวิธีการขายที่ดีด้วย ถ้าจะให้ตอบในฐานะผู้คิดค้น มันจะมีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในใจของคนเราหลายคนเหมือนๆ กัน ถ้าเราหาสิ่งนั้นและผลิตมันออกมาได้ เมื่อลูกค้าเห็นของเรา เขาจะรู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันคือที่เขาตามหามานาน สิ่งนี้นี่แหละที่จะทำให้ขายได้ สิ่งนี้ผมเรียกมันว่า Archetype (ความเป็นแม่แบบ)

WURKON:

มีการสำรวจเกี่ยวกับผู้บริโภคไหม ว่าที่เขาซื้อผลิตภัณฑ์ของมูจิไปใช้เพราะอะไร ดีไซน์ ฟังก์ชั่น หรือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Right Angle Socks ถุงเท้าที่ถูกออกแบบให้มีมุมฉาก 90 องศาเสมือนข้อเท้าคน จึงมีความกระชับพอดีกับรูปของส้นเท้า ทำให้ถุงเท้าไม่ร่นเวลาสวมใส่

นาโอโตะ:

ฟังก์ชั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์ของมูจิมาใช้ แต่ถ้าเข้าไปในร้านของมูจิ ก็จะรู้ว่า ผลิตภัณฑ์ในร้านจะเป็นผลิตภัณฑ์สไตล์มูจิ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาอยากจะได้ อยากจะซื้อมาใช้ ซึ่งก็คือสิ่งที่เขาถูกใจนั่นเอง ในตัวของคนเรามันจะมีจุดที่เชื่อมโยงกันอยู่ แต่เราไม่รู้ว่ามันมีอยู่ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร หน้าที่ของแบรนด์มูจิคือ ต้องหาจุดนี้ให้เจอ ทำให้คนมองเห็นขวดน้ำ แล้วรู้สึกว่า นี่แหละขวดน้ำที่ฉันตามหามานานแล้ว ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน แต่เขาจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เขาอยากได้มานานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ มูจิ ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ของคนรักดีไซน์เท่านั้น แต่เป็นแบรนด์ของทุกคน การที่มูจิมาเปิดสาขาในประเทศไทย ผมก็อยากใ้ห้มันเป็นแบรนด์ของคนไทยเช่นเดียวกัน

WURKON:

ล่าสุด คุณเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์งานฝีมือพื้นบ้านของญี่ปุ่น และการที่คุณบอกว่าคุณสนใจเครื่องเบญจรงค์ อยากทราบว่าคุณมีทัศนคติต่องานฝีมือยังไงบ้าง มันส่งอิทธิพลผลต่องานดีไซน์ของคุณบ้างไหม แล้วมันมีผลต่อผลิตภัณฑ์ของมูจิในอนาคตหรือไม่

นาโอโตะ:

ในปัจจุบันยุคสมัยก้าวหน้าไปมาก การผลิตสิ่งของด้วยเครื่องจักรเป็นเรื่องปกติธรรมดา นั่นเป็นสาเหตุให้งานหัตถรรม หรืองานแฮนด์เมด มีมูลค่าสูง และมันก็ไม่ใช่แค่มุมมองสำหรับผลิตภัณฑ์ของมูจิเท่านั้น แต่สำหรับคนทั่วไปด้วย ลึกๆ แล้วผมไม่อยากให้งานแฮนด์เมดหายไป ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอ สำหรับมูจิ เราพยายามสรรหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นแฮนด์เมดออกมาจำหน่ายเช่นเดียวกัน เวลาที่มีสินค้าแฮนด์เมดมาขาย เราก็จะขายอย่างจำกัดจำนวน ทำเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นออกมา เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น เรามีการทำโครงการให้โรงงานจากสิบแห่งในประเทศญี่ปุ่นผลิตชามข้าวขึ้นมาในจำนวนจำกัด หรือมูจิเองก็มีสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ด้วย แล้วในกระบวนการผลิตก็จะมีเศษไม้ที่เหลืออยู่ เขาจะนำไม้ส่วนนั้นมาย้อมสีและผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นต่อไป หรือบางทีเราก็ไปสั่งเครื่องปั้นดินเผาและของตกแต่งต่างๆ มาวางจำหน่ายด้วย อย่างในเมืองไทยมีงานแฮนด์เมดที่น่าสนใจอยู่เยอะมาก แต่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการสรรหาอยู่

WURKON:

ก่อนหน้าที่จะเป็นดีไซเนอร์คุณเรียนอะไรมา แล้วคุณเคยอยากเป็นอย่างอื่นนอกจากดีไซเนอร์ไหม

นาโอโตะ:

ก่อนหน้าที่จะเป็นดีไซเนอร์ ผมก็เป็นนักศึกษาด้านดีไซน์มาก่อน พอเรียนจบก็เลือกเส้นทางการเป็นดีไซเนอร์ทันที แล้วผมก็ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่าเลือกทางผิด แต่นอกจากอาชีพดีไซเนอร์แล้ว สิ่งที่ผมสนใจก็มีอีกสองสามอย่าง อย่างแรกคืออยากเป็นเชฟ เป็นคนทำอาหาร อย่างที่สองคืออยากเป็นประติมากร อย่างที่สามคือยากเป็นนักตกแต่งสวน แต่ตอนนี้ในฐานะที่ผมเป็นดีไซเนอร์ให้มูจิ ก็ถือว่าผมได้ทำงานทั้งสามอย่างนี้รวมกันไปแล้วแหละนะ

WURKON:

ปรัชญาในการทำงานของคุณที่ไม่ได้ใช้ความคิดในการออกแบบ หากแต่ใช้จิตใต้สำนึกและสัญชาตญาณแทน อยากรู้ว่าเวลาที่คุณมาเมืองไทย คุณสังเกตเห็นกิจกรรมที่เกิดจากจิตใต้สำนึกหรือสัญชาตญาณของคนไทยอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณบ้างไหม

นาโอโตะ:

มีหลายอย่างเลย เพราะเวลาที่มาประเทศไทย ผมไม่ได้มาที่กรุงเทพฯ อย่างเดียว แต่ไปต่างจังหวัด ไปรีสอร์ทต่างๆ ด้วย การบริการต่างๆ ในสถานที่เหล่านั้นเป็นอะไรที่ทำให้ผมสบายใจและประทับใจมากๆ นี่เป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจทางการออกแบบเวลาที่มาประเทศไทย แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้ผมตกใจเวลาเดินตามท้องถนนในประเทศไทยเหมือนกันนะ เพราะสายไฟมันเยอะและรกรุงรังมาก ทำไมมันถึงเยอะขนาดนั้นเหรอ (หัวเราะ)

WURKON:

งั้นถ้าจะให้คุณใช้ดีไซน์แก้ไขเรื่องของสายไฟในบ้านเรา คุณจะทำยังไง

นาโอโตะ:

จริงๆ วิธีแก้ไขมันมีเยอะมาก แต่ถ้าจะให้แก้จริงๆ ก็ลดจำนวนลงก็ได้มั้ง (หัวเราะ)

WURKON:

โดยปกติเวลาที่คุณออกแบบ คุณมีอะไรเป็นแรงบันดาลใจไหม

Bincan umbrella stand, CoatStand ที่วางร่มและที่แขวนเสื้อโค้ท ผลิตโดยแบรนด์ Danese

เก้าอี้อาร์มแชร์ Hiroshima armchair และโต๊ะ Hiroshima table ที่ผสมผสานกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและงานช่างฝีมือเข้าไว้ด้วยกัน ผลิตโดยแบรนด์ Maruni

นาโอโตะ:

ผมสนใจในการสังเกตุพฤติกรรมของมนุษย์ เพราะบางครั้ง คนเรามักจะใช้สิ่งของต่างๆ ในแบบที่เราจะไม่ค่อยรู้ตัว ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจกับมัน อย่างเช่น ถ้ามีเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่ง โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเก้าอี้มีไว้นั่ง แต่ในความเป็นจริง เราอาจจะเอาเสื้อแจ็คเก็ตไปวางพาดบนเก้าอี้ตัวนั้นก็ได้ นั่นเป็นสาเหตุให้เราต้องสังเกตุพฤติกรรมของคน และดีไซน์ให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใช้งานได้ในหลายรูปแบบ

WURKON:

ถ้าคุณสามารถสื่อสารกับคนที่มาชมนิทรรศการ What is Muji? ในครั้งนี้ได้ สิ่งที่อยากให้ผู้ชมได้รับจากการชมนิทรรศการครั้งนี้คืออะไร

นาโอโตะ:

ผมอยากให้คนไทยรู้สึกว่า มูจิเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ และรู้สึกอุ่นใจว่ามูจิเป็นส่วนนึงในชีวิตของทุกๆ คน ผมไม่ได้แค่อยากให้ทุกคนซื้อผลิตภัณฑ์มูจิมาใช้เท่านั้น แต่อยากให้ทุกคนอุ่นใจที่มีมูจิอยู่ในวิถีชีวิตและไลฟ์สไตล์ของพวกคุณด้วย. (ยิ้ม)

อนึ่ง บทสัมภาษณ์นี้เป็นบทสัมภาษณ์รวม คำถามจึงเป็นคำถามจากเรารวมกับสื่อมวลชนหลายสำนัก

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ขอบคุณภาพผลิตภัณฑ์จากฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และเว็บไซต์ https://goo.gl/Kms7Eg

#WURKON #design #muji #naotofukasawa #นาโอตะฟูคาซาวะ #ดีไซเนอร์ระดับตำนาน #whatisMUJI #centralambassy #ไม่มีแบรนด์ #ไม่ตามกระแส #wallmountedCDPlayer #ปรากฏการณ์ทางดีไซน์ #rightanglesocks #mattresswithlegs #naoto #book #solarwatch #rightanglesocks #mattresswithlegs #aluminumhardcarrybag #archetype #แรงบันดาลใจจากงานออกแบบ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30