Blog

คุยกับ สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในสำนักงานและผู้ก่อตั้งพื้นที่ทำงานแห่งอนาคต Paperspace

คุยกับ สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในสำนักงานและผู้ก่อตั้งพื้นที่ทำงานแห่งอนาคต Paperspace

13 มีนาคม 2562

เราเคยกล่าวถึงงานออกแบบตกแต่งภายในของอาคาร KX (Knowledge Xchange Center) หรือ อาคารศูนย์ส่งเสริมสมรรถนะทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นอาคารศูนย์การเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ที่มีดีไซน์ที่เต็มไปด้วยแนวคิดอันแปลกใหม่น่าสนใจไปในหลายตอนที่ผ่านมา ในตอนนี้เราเลยอยากจะขอแนะนำนักออกแบบผู้อยู่เบื้องหลังโครงการออกแบบตกแต่งภายในอาคารแห่งนี้กัน

นอกจากเขาจะเป็นนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญการออกแบบภายในสำนักงานที่มีผลงานการออกแบบสำนักงานให้กับบริษัทชั้นนำของโลกมาแล้วหลายแห่ง เขายังเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์พื้นที่ทำงานยุคใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า Paperspace ซึ่งจะปฏิวัติรูปแบบและพื้นที่ในการทำงานแบบเดิมๆ และตอบรับเทรนด์การทำงานของโลกยุคใหม่ที่ตอบสนองวิถีชีวิตการทำงานของคนยุคใหม่ที่เน้นความเป็นอิสระและความคิดสร้างสรรค์กำลังจะย่างก้าวเข้ามาถึงในอนาคต

เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนเขาถึง Paperspace พื้นที่ทำงานรูปแบบใหม่ใจกลางเมืองของเขา ที่มีการตกแต่งภายในอันเก๋ไก๋เปี่ยมสไตล์แลดูบรรยากาศโปร่งสบายเป็นกันเอง หากแต่ก็มีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างพร้อมสรรพสำหรับการทำงาน จนทำเอาเราอยากมานั่งทำงานที่นี้ด้วยเลยทีเดียว

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาทำความรู้จักกับตัวตน ความคิด แรงบันดาลใจ และความเป็นมาเป็นไปของนักออกแบบผู้เชี่ยวชาญการออกแบบสำนักงานและผู้ก่อตั้ง พื้นที่ทำงานยุคใหม่ Paperspace อย่าง สมบัติ งามเฉลิมศักดิ์ หรือคุณอุ้ม ผู้นี้กันเถอะ

WURKON:

แรกเริ่มเลย คุณอุ้มเริ่มต้นงานในสายนี้ได้ยังไงครับ

สมบัติ:

ผมเรียนจบด้านอินทีเรียมาจากคณะสถาปัตยกรรม (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร) ลาดกระบัง. ทำงานที่แรกที่สิงคโปร์เมื่อปี 2000 ก็คือเรียนจบมาช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจพอดี จบอินทีเรียมาส่วนใหญ่ก็จะไม่มีงานทำกัน ผมทำงานอยู่ที่เมืองไทยได้สักปีนึง ก็รู้สึกว่าไม่น่าจะรอด พอดีมีเพื่อนทำงานอยู่ที่สิงคโปร์เป็นภูมิสถาปนิก ก็ชวนไปทำที่โน่น ผมก็เลยซื้อตั๋วเครื่องบิน ไปวอล์กอิน หางานทำอยู่ ก็ไม่ได้อยู่สักพัก ก็ไปๆ กลับๆ พยายามอยู่สักสองสามรอบ ก็เลยไปได้งานที่สิงคโปร์ ที่แรกที่บริษัท DB&B แล้วพอดีที่ทำงานที่แรกเขาเป็นบริษัทที่ออกแบบสำนักงานอย่างเดียว คือสิงคโปร์เขาจะมีกลุ่มที่ค่อนข้างจะชัดเจน คือบริษัทที่ได้ทำสำนักงาน ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะทำสำนักงาน แต่บังเอิญเขารับ (หัวเราะ) คืออะไรก็ทำน่ะ หลังจากวันนั้นก็ทำออกแบบสำนักงานมาตลอดชีวิต ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย ทำอยู่ที่สิงคโปร์ได้สี่ปี พอปี 2005 ผมก็ได้รับข้อเสนอจากบริษัท Space Matrix ที่สิงคโปร์ให้กลับมาก่อตั้งออฟฟิศที่เมืองไทย เขาจะทำทีมออกแบบที่เมืองไทย ตัวเจ้าของบริษัทเองเขาเป็นอินเดีย เขามีออฟฟิศที่อินเดียเจ็ดเมือง เขาอยากจะทำทีมออฟฟิศที่เมืองไทย เพราะที่สิงคโปร์ดีไซเนอร์ส่วนใหญ่เป็นคนไทย คนไทยเนี่ยออกแบบเก่ง แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เขาก็เลยใช้วิธีจ้างคนไทยเป็นดีไซเนอร์ จ้างคนสิงคโปร์เป็นเซลล์ อันนี้เป็นโมเดลของออฟฟิศสิงคโปร์ คือแทนที่เขาจะจ้างดีไซเนอร์แสนนึงที่สิงคโปร์ เขามาจ้างห้าคนคนละสองหมื่นที่นี่ดีกว่า ได้คนทำงานห้าเท่า เขาก็เลยเรียกคนไทยสามคนมาตั้งออฟฟิศที่เมืองไทย เราก็กลับมา ช่วงนั้นได้ทำงานน่าสนใจเยอะ เพราะออฟฟิศเก่าเขาเป็น Big 3 ในอินเดีย เพราะฉะนั้นเขาจะใหญ่มาก เขาจะได้ลูกค้าอย่าง Google, Microsoft, Yahoo, HP ได้ทุก Big name ที่อยู่อินเดีย เราเสนอโปรเจ็กต์ออกแบบออฟฟิศของ facebook ชนะบริษัท Gensler ที่เป็นบริษัท Big 3 ของอเมริกาด้วย ผมทำอยู่ที่นี่ได้อีกห้าปี ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว คือพอเราขึ้นไปเป็นผู้บริหารปุ๊บเนี่ย บทบาทเราเปลี่ยน เราไม่ได้สนุกกับงานอีกต่อไป เราต้องจัดการกับโครงการรายวัน กลายเป็นแผนกบริหารไป ประจวบกับตอนนั้นมีลูกคนแรก แล้วชีวิตมันไม่สมดุลเลย คือต้องอยู่กับงาน 15-16 ชั่วโมงต่อวัน เราก็รู้สึกว่า เอ๊ย! เราเคยทำ Google เราเคยทำ facebook มาเนี่ย ถ้าเราโดดออกมาตั้งสำนักงานเอง ยังไงเราก็สบาย คิดอย่างงั้่น ก็เลยลาออกมาเปิดสำนักงานออกแบบเล็กๆ ของตัวเอง ปรากฏว่าคิดผิด เพราะว่าคอนเน็คชั่นทั้งหมดของเรามันอยู่เมืองนอกหมดเลย อยู่ในอินเดีย ในสิงคโปร์ พอเราเปิดสำนักงานในเมืองไทย ไม่มีใครรู้จักเราเลย เรากลายเป็นดีไซเนอร์คนนึงในตลาดที่มีดีไซเนอร์อีกเป็นหมื่นคน ตอนนั้นก็ผิดหวัง ผมรับงานจากลูกค้าเก่าๆ ที่เขาให้งานออกแบบภายใน 100 ตารางเมตรมา ก็ทำไป แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้อีกแล้ว เพราะลูกค้าใหม่ๆ ก็ไม่รู้จักเรา เราเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ผมก็เลยพยายามจะทำการตลาดให้ตัวเองขึ้นมา ก็ส่งเรื่องไปที่นิตยสาร art4d เป็นนิตยสารที่อ่านตั้งแต่ตอนเรียน ที่มีอิทธิพลต่อวงการออกแบบมาก ผมก็เขียนจดหมายไปนำเสนอตัวเอง ว่าผมเคยทำ facebook นะ อยากสัมภาษณ์พูดคุยกันไหม ก็เลยได้ลง art4d เล่มนึง หลังจากได้ลง art4d ผมก็ได้ทำงานออกแบบโครงการเล็กๆ บ้าง ไม่ได้ออกแบบสำนักงานด้วย เพราะเขาไม่จ้างเรา ก็พอดีได้ไปออกแบบให้ S&P ได้ไปคุยกับเขา แล้วก็ได้รีแบรนดิ้งทั้งหมดให้เขาเมื่อสามปีที่แล้ว เป็นคนเซ็ตดีไซน์ต้นแบบ คือสามปีที่แล้ว S&P เขาจะรีแบรนดิ้ง เขาเลยเรียกดีไซเนอร์เข้าไปคุยสองสามบริษัท เราก็เสนอแบบของเราเข้าไป พอดีเราได้งานนั้น แล้วก็ทำสาขาแรกที่กัมพูชา เป็น S&P สาขาแรกในต่างประเทศ พอตรงนั้นมันประสบความสำเร็จมาก ห้างก็แฮปปี้ คนเยอะ ล้น คิวยาวมาก เขาก็เลยเอาโมเดลนั้นมาใช้ในเมืองไทย เมื่อสามปีที่แล้ว ตอนนี้ก็กำลังขยายสาขาไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับปรับปรุงสาขาเก่า

WURKON:

แล้วได้มาทำงานออกแบบสำนักงานอีกทีเมื่อไหร่

KX

สมบัติ:

จริงๆ โดยธรรมชาติผมชอบทำงานออกแบบสำนักงานมาตลอด ก็พอดีได้ไปทำงานออกแบบภายในอาคาร KX (Knowledge Exchange) คือผู้อำนวยการโครงการเป็นรุ่นพี่ที่ลาดกระบัง มันก็เป็นคอนเน็คชั่นอ่ะเนอะ เขากำลังจะหาอินทีเรียมาทำทั้งตึกอยู่ เราก็เอาพอร์ตโฟลิโอที่เราเคยทำทั้งหมดในชีวิตมาเสนอให้เขาดู บวกกับความที่เราเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน ผมก็เลยได้งานนั้นมา คือระบบนิเวศของ KX เนี่ย เขาบอกว่าพวกทำงานออกแบบอุตสาหกรรม (Industrial Design - ID) ที่จบมาจากบางมด (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) เนี่ย คือเก่งที่สุดในประเทศแล้ว แต่ปัญหาคือ จบมาไม่มีบริษัทในบ้านเรารองรับคนทำงาน ID เลย ต่อให้สร้างคนเก่งออกมา ถ้าไม่มีตลาดรองรับก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทาง KX ก็เลยคิดว่า ถ้าอย่างงี้เขาสร้างระบบนิเวศใหม่ขึ้นมาเองดีกว่า โดยการไปคุยกับองค์กรวิสาหกิจต่างๆ อย่าง Betagro, Hitashi, Toshiba ต่างๆ นา ๆ แล้วก็เชิญองค์กรพวกนี้ให้เอาโปรเจ็กต์มาคุยกับเขา เช่น เขาอาจจะไปคุยกับ Toshiba ว่าเขาอยากทำวิจัยและพัฒนาตู้ไมโครเวฟที่เปิดด้วยมือซ้ายดีไหม? อะไรแบบนี้ เขาก็ไปหาโครงการพวกนั้นเข้ามา แล้วเขาก็จะไปหาพวกคนเก่งๆ ของบางมดที่จบในแต่ละรุ่นๆ แล้วเขาก็เป็นโค้ช เทรนเด็กพวกนี้ให้ทำงานจริง เปิดบริษัท แล้วพอเขาทำไปได้สองสามปี จนเริ่มแข็งแรงแล้ว เขาก็จะปล่อยให้ออกไปตั้งบริษัทของตัวเอง แล้วก็เอารุ่นใหม่เข้ามา นี่คือคอนเซ็ปต์ของ KX เราทำโปรเจ็กต์นี้อยู่ปีนึง แนวคิดในการออกแบบก็ไล่ตั้งแต่ทางเข้าตึก คอนเซ็ปต์ของอาคารก็คือ Trial & Error เขาบอกว่าเขายอมให้เด็กทำผิดเพื่อเรียนรู้ เพราะฉะนั้นเข้าไปก็จะรู้สึกว่าอะไรๆ มันยังไม่ค่อยถูกต้องนัก ทุกอย่าง Error ตอนผมได้โปรเจ็กต์นี้ผมยังไม่มีออฟฟิศเลย ผมสอนอยู่ที่ ม.กรุงเทพ เนื่องจากยังไม่มีงานทำ ผมเลยไปเป็นอาจารย์อยู่สามปี พอได้โปรเจ็กต์นี้ ใหญ่มาก หลายหมื่นตารางเมตร เราก็เลยระดมคนครั้งแรก ผมเรียกน้องดีไซเนอร์จุฬาฯ ที่เคยรู้จักกันที่สิงคโปร์มาเป็นซีเนียร์ แล้วผมก็หาทีมดีไซเนอร์สนับสนุนอีกสองคน เป็นเด็กที่ผมสอนที่ ม.กรุงเทพที่เพิ่งจบรุ่นนั้น เป็นเด็กมีแววที่ผมมองเอาไว้อยู่ เราใช้สี่คนรันโปรเจ็กต์หลายหมื่นตารางเมตร กระบวนการทำงานแบบนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับระบบของ KX ที่ผมทำให้ คือเขาปั้นเด็กใหม่ให้เรียนรู้ที่จะโตใช่ป่ะ จริงๆ เรา ก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เราก็เอาเด็กใหม่มาสอนทุกอย่าง อย่างมีน้องคนนึงชื่อแป้ง จบมา ยังไม่เคยแตะงานจริงสักครั้งเดียวเลย เราก็สอนเขาด้วยโปรเจ็กต์นี้เลย เขาทำพรีเซนต์มา เราก็พาเขาไปดูหน้างานจริง จนกระทั่งเสร็จออกมาก็เหมือนที่เขาทำ เขาก็ภูมิใจ ว่าเออ เขาทำงานจริงได้ แล้วลูกศิษย์ผมคนนึงเขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟ เขาเป็นหลานของ ม.ล. นัดดา ดิศกุล ณ อยุธยา ก็ไปนั่งทำอยู่ในมุมนึงของร้านกาแฟของเขาแถวสามเสน ก็เอาพรินเตอร์ เอาทุกอย่างไปตั้ง ทำงานกัน พอทำ KX เสร็จ ผมรู้สึกว่าเราไม่สามารถทำงานอยู่ในร้านกาแฟได้แล้ว เราโต เรามีลูกค้า ลูกค้ามาหาเราที่ร้านกาแฟมันคงไม่เวิร์คเท่าไหร่ แบรนดิ้งเราไม่ดีเลยน่ะ ผมรู้สึกว่าผมควรจะมีออฟฟิศ แต่ผมก็ไม่อยากมีออฟฟิศแบบคนอื่นน่ะ ตอนผมอยู่บริษัทเนี่ย ผมรู้ว่ามันมี Fix Cost ในการรันออฟฟิศ พอมันเริ่มมีลูกน้องมันก็จะมีค่าใช้จ่าย เราก็จะไม่ค่อยโฟกัสกับงานแล้ว เราจะไปโฟกัสกับเงินเพื่อเลี้ยงออฟฟิศมากกว่า

WURKON:

ไปโฟกัสกับการบริหารมากกว่า?

Kliquedesk

สมบัติ:

ใช่ ผมก็ไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นไง แล้วจะทำยังไงดี ก็เลยไปคุยกับเพื่อนว่าเราทำ Service Office กันไหม? คือมันเป็นการที่ สมมติว่าเราจะเปิดบริษัทกันสามคน เราเพิ่งเริ่ม เรายังไม่รู้ว่าบริษัทเราจะรอดหรือเจ๊ง มันจะมีบริการที่ให้เราเช่าห้องสามคน ในนั้นเขาก็จะมีห้องประชุม มีเคานท์เตอร์ต้อนรับอะไรให้ เราพาลูกค้ามาได้ โดยที่เราจ่ายแค่เดือนละสองหมื่น สมมติเราทำไปปีนึง บริษัทเรารอด เราก็หาที่เช่าใหม่ ถ้าบริษัทเราเจ๊ง เราก็เสียแค่แสนกว่าบาท ก็ยังเป็นการลงทุนที่น่าลอง เราก็เลยคิดว่าจะเปิด Service Office ไปหาไซต์ ไปได้ที่ตึก ชินวัตรไหมไทย สุขุมวิท 23 ชั้นสอง 300 ตารางเมตร พอดีเพื่อนเป็นออฟฟิศแบบอยู่ในนั้น เขามีคนสิบคนแล้ว ก็ไปชวนเขามาเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจใหม่กัน ตั้งชื่อว่า Kliquedesk ชื่อ Desk เนี่ย มันมาจากคำว่า โต๊ะ เราพยายามหาสแลงแบบไทย เหมือนเวลาเราเสิร์ชอะไรทางออนไลน์แล้วมันมีเสียง คลิ๊ก แต่หุ้นส่วนเขาบอกว่ามันเป็นสแลงทางฝั่งยุโรปที่แปลว่า คนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน เราก็ใช้ชื่อนี้ ชื่อก็อ่านง่าย คล่องปากดี เราเปิดตัว Kliquedesk เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ช่วงที่ Co-working Space ยังไม่เข้ามาในตลาดสำนักงานบ้านเรา เพิ่งมี Hubba ที่เดียวมั้ง เราเปิดตัวหลังจากเขาสามสี่เดือน แต่เขาเป็น Co-working ของเราเป็น Service Office เราก็เอาความรู้ที่ได้จากการทำอินทีเรียมาตลอดชีวิตมาทำธุรกิจของตัวเอง คุมไซต์เอง กำหนดงบประมาณเอง หาช่างเอง คุมทุกอย่างเอง เพราะมันเป็นเงินของเราไง เราเอาเงินที่เก็บจากการทำงานมาลง ก็ออกมาเป็นที่นี่

WURKON:

ซึ่งที่นี่ก็เป็นที่ทำงานของคุณสมบัติด้วย

สมบัติ:

ใช่ครับ ผมนั่งอยู่ตรงบาร์นี่แหละ ผมไม่อยากได้ห้อง (หัวเราะ) ช่วงที่อยู่บริษัท Space Matrix สาขาที่เมืองไทย ผมไม่ได้อยู่ออฟฟิศเลย เพราะบินตลอดเวลา เราเข้าออฟฟิศเพื่อประสานงานกับลูกน้อง เราก็บินไปเรื่อย

WURKON:

ไม่ได้ใช้ห้องทำงาน

สมบัติ:

ไม่ได้ใช้ห้องทำงานเลย เราทำงานบนออนไลน์ตลอดเวลา ผมก็เลยรู้สึกว่าผมไม่จำเป็นต้องใช้ออฟฟิศเลย แต่มันต้องมีช่วงเวลาที่ผมต้องเจอคน เจอลูกค้า เจอทีมบ้าง แต่ผมไม่อยากได้ออฟฟิศ ผมก็จะนั่งตรงบาร์นี่แหละครับ ในพื้นที่นั้นทั้งหมดจะมีอยู่ 12 ห้อง ผมปล่อยให้คนอื่นเช่าหมดเลย เรารันที่นี่มาสี่ห้าปีแล้ว ตอนนี้เรากำไรละ ก็เป็นธุรกิจที่เวิร์คดี แล้วจริงๆ เนื่องจากว่าตัวเองก็ยังเป็นอาจารย์อยู่ ผมก็เอานักศึกษาที่ผมสอนมาดูงานเรื่อยๆ เวลามีโปรเจ็กต์ผมก็พานักศึกษาเข้ามาเรียนรู้กับเราเป็นระยะๆ Kliquedesk เนี่ย เราส่งไปลงเว็บไซต์ต่างประเทศเยอะ เราก็ได้ลงหมดเลย คือในแง่ของดีไซน์มันเป็นออฟฟิศที่ค่อนข้างเตะตา ทีนี้ผมก็ทำออฟฟิศอยู่เมืองไทยได้สองปี ก็ยังรู้สึกว่าเมืองไทยยากน่ะ เพราะคอนเน็คชั่นมันก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในประเทศนี้ ต่อให้งานคุณดีเท่าไหร่ ถ้าคุณไม่มีคอนเน็คชั่น คุณก็ไม่ได้งานหรอก ตอนที่อยู่สิงคโปร์ผมรู้สึกว่าธุรกิจที่โน่นมันใสสะอาดกว่า คือถ้าคุณงานดี คุณไม่จำเป็นต้องมีคอนเน็คชั่นก็ได้

WURKON:

วัดกันที่ผลงาน

สมบัติ:

ใช่ครับ มันจะเป็น Pitching ครับ ซึ่งการ Pitching ที่สิงคโปร์มันใสสะอาด อย่างบางทีเขาเรียกมา Pitch สามเจ้า เจ้าที่ดีที่สุดจะได้งาน ไม่ใช่ล็อกไว้แล้ว แล้วเรียกอีกสองเจ้ามาเพื่อ

WURKON:

เป็นไม้ประดับ?

สมบัติ:

ใช่ ผมเป็นไม้ประดับอยู่พักนึงจนผมรู้ว่า อ๋อ เวลาใครมาเชิญไป Pitch อย่าไป (หัวเราะ) คือเราเป็นไม้ประดับน่ะ ผมเลยเปลี่ยนแผน กลับไปเปิดออฟฟิศที่สิงคโปร์แทน พอดีช่วงที่อยู่สิงคโปร์ได้เป็นพลเมืองถาวรที่นั่น ก็เลยมีสิทธิในการเปิดออฟฟิศที่โน่นค่อนข้างง่าย ผมก็เลยไปชวนเพื่อนที่อยู่ออฟฟิศเก่าที่อยู่ Space Matrix ที่สิงคโปร์ ว่า เฮ้ย มาเปิดออฟฟิศกันดีกว่า แล้วเราเอา Kliquedesk เป็นใบเบิกทาง เราก็ใช้ Kliquedesk ส่งประกวดที่สิงคโปร์ เราส่งประกวดงาน IDA (International Design Awards) ที่สิงคโปร์ เราได้รางวัล Bronze Award ปี 2015 เราก็เปิดตัวบริษัทออกแบบที่สิงคโปร์ ชื่อ Studio of Design ก็ทำงานแบบ กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ แต่ลูกค้าจริงๆ มาจากสิงคโปร์ กรุงเทพฯ เป็นทีมสนับสนุน เราได้งาน Cannon ได้งานองค์กรรัฐค่อนข้างใหญ่ 7,000 ตารางเมตรที่สิงคโปร์ เราได้ไปงานออกแบบ Airbnb ที่ปักกิ่ง 400 ตารางเมตร เราไป Pitch กับบริษัทสิงคโปร์และบริษัทจีน แล้วเราชนะ Airbnb เนี่ย เป็นโปรเจ็กต์ที่ทำให้เรียนรู้เยอะมาก ในแง่ของกระบวนการ ในแง่ของเทรนด์ เขาให้แนวทางมาว่า ในอนาคตเนี่ย โต๊ะทำงานส่วนตัวมันจะลดลงไปเยอะมาก สมัยก่อนคนมีโต๊ะทำงานสองเมตร  กลายเป็นเมตรแปดสิบ เป็นเมตรห้าสิบ ตอนนี้คนอาจจะไม่ต้องมีโต๊ะเป็นของตัวเองก็ได้ มันจะมีไดอะแกรมของวงจรชีวิตการทำงานของออฟฟิศ Airbnb ทั่วโลก เขาเรียกว่า Activity based office คือพื้นที่ใช้งานทั้งหมดมันจะถูกใช้งานเป็นพลวัตร แล้วแต่ว่าเราจะใช้งานมันยังไง แล้วเราทำ Pitching เนี่ย เราทำด้วยมือ คือเสน่ห์ของการทำงานด้วยมือในยุคที่ดิจิตอลมันมา ทุกอย่างเป็น 3D หมด การทำงานด้วยมือมันพิเศษมาก ผมชนะได้งานของ facebook มาก็เพราะมือ เวลาเราขึ้นสไลด์เนี่ย เราเด่นที่สุดในหมู่ผู้แข่งทุกครั้ง คือคนสิงคโปร์ทำมืออย่างเราไม่ค่อยได้ เขาทำ 3D กัน สวย เหมือนจริงมาก แต่เสน่ห์เรามากกว่า

WURKON:

ใช่วิธีแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ

สมบัติ:

ใช่ๆ (หัวเราะ) ใช้ข้อจำกัดเป็นสินทรัพย์น่ะ ที่่น่าสนใจคือ เราเรียนรู้ว่าคนทำงานในปัจจุบันทุกคน ยืนทำงาน นั่งทำงาน นอนทำงาน ไม่มีใครอยู่กับโต๊ะ

WURKON:

เป็นคนรุ่นมิลเลนเนียล

สมบัติ:

ใช่ มิลเลนเนียลเขาจะคิดไม่เหมือนเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ เขาจะคิดอีกแบบนึง เขาจะไม่มีงานประจำอีกต่อไป เขาไม่สนใจ 9 - 6 KPI (Key Performance Indicator - ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน) ของเขาคือ Task (ภารกิจ) ไม่ใช่ Time (เวลา) อย่างตัวผมอยู่กรุงเทพฯ หุ้นส่วนผมอยู่สิงคโปร์ ผู้ว่าจ้างคือ Airbnb อยู่ในซานฟรานซิสโก เรามีหุ้นส่วนเราที่เป็นทีมก่อสร้างอยู่ปักกิ่ง เราทำงานสี่ประเทศอยู่ตอนนี้ เราใช้ Conference Call คุยงานกันหกเดือน ผมนี่ใช้ไอโฟนเลย เพราะประชุมกันเจ็ดโมงเช้า ผมเข้าออฟฟิศไม่ทัน ผมต้องล็อคอินด้วยไอโฟนอยู่หกเดือน เพื่อคุยงาน คุยในรถ ส่งลูกไปโรงเรียนหกโมงครึ่ง โดดเข้ารถคุยงาน ที่น่าสนใจคือ ผมไม่เคยเจอตัวผู้ว่าจ้างเลย

WURKON:

ไม่เคยเจอตัวจริงๆ

สมบัติ:

ใช่  ไม่เคยเจอตัวเขาเลย จนกระทั่งวันที่งานเราเสร็จแล้ว เราส่งมอบงาน เราต้องบินจากกรุงเทพฯ ไปปักกิ่ง เขาก็บินมาจากซานฟรานซิสโก แล้วก็จับมือกัน สนิทกันมาก เพราะคุยกันมาหกเดือนไง เขาเป็นดีไซเนอร์ด้วย ก็เลยคุยกันรู้เรื่อง แล้วเราก็พาคนที่ปักกิ่งที่เป็นคนทำงานในออฟฟิศนั้นจริงๆ เดินทัวร์ออฟฟิศ เพราะไม่มีใครเคยเห็นออฟฟิศนี้ ตัวผมไปอยู่สองครั้ง ไปเช็คไซต์ตอนที่มันเป็นห้องโล่งๆ แล้วก็ตอนที่เสร็จแล้ว คนอื่นไม่เคยเห็นออฟฟิศนี้ว่าเป็นยังไง ทุกคนเห็นครั้งแรกพร้อมกันเลย

WURKON:

พอทำ Airbnb เสร็จแล้วเป็นยังไงบ้าง

สมบัติ:

พอผมทำ Airbnb เสร็จ ผมรู้สึกว่า ผมเห็นโมเดลธุรกิจอันนึงที่น่าสนใจมาก คือ ผมเชื่อว่ามีคนที่มีลักษณะคล้ายผมมากในตลาด มีโปรไฟล์ ทำงานอยู่บริษัทใหญ่ แล้วก็ออกมา แล้วผมว่าเขาน่าจะเจอปัญหาเดียวกับผม คือ แบรนด์ยังไม่ได้ คอนเน็คชั่นไม่ได้ ทรัพยากรจำกัด จะเป็นเหมือนผมตอนช่วงสามปีแรก คือทำยังไงก็ได้ให้ออฟฟิศรอด ผมว่าคนพวกนี้มีหลายพัน ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นในภูมิภาคนี้ ถ้าผมสามารถสร้างสะพานเชื่อมให้เขาเข้ามาหากันได้ มันจะเป็นอีกธุรกิจนึงเลยนะ ปลายปี 2015 ผมเลยตั้งโปรเจ็กต์ขึ้นมาชื่อ Paperspace คุยกับเพื่อนคนไทยและน้องที่เป็นดีไซเนอร์ ว่าเรามาทำโปรเจ็กต์นี้กันดีกว่า ชื่อ Paperspace เนี่ย มันมาจากโปรแกรม AutoCAD ที่เราใช้เขียนแบบ เวลาเราเขียนแบบเราจะเขียนในพื้นที่ที่เรียกว่า Modelspace เขียนที่ไหนก็ได้ เล็กใหญ่ สเกลยังไงก็ได้ แต่พอเราจะพรินต์ออกมา เราใช้โหมด Paperspace มันคือการจัดการสิ่งที่มันไม่อยู่ในการควบคุม ให้อยู่ในการควบคุม และพร้อมที่จะสร้าง

Airbnb ปักกิ่ง

WURKON:

ทำนามธรรมให้เป็นรูปธรรม?

สมบัติ:

ใช่ ลองนึกภาพว่าดีไซเนอร์อยู่ในกรุงเทพฯ ในสิงคโปร์ หรือทำงานจากที่ไหนก็ไม่รู้ เราแค่ทำให้เขาประกอบร่างกันขึ้นมาเป็นแพคเกจที่ลูกค้าสามารถเอาไปใช้งานได้ นี่คือโมเดลผม แล้วก็ร่างแผนธุรกิจขึ้นมาว่า ถ้าเราสามารถสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง A กับ B ได้ สมมติ A เป็นแพลตฟอร์ม B เป็นดีไซน์สตูดิโอเล็กๆ ทั่วๆ ไป ซึ่งเรารู้ว่าปัญหาของสตูดิโอเล็กๆ เหล่านั้น คืออะไร หนึ่งคือ ที่ทำงานก็ไม่มี คุยกับใครใครก็ไม่รู้จักเรา เวลาเรานัดลูกค้ามาก็ไม่มีที่นั่งคุย ห้องสมุดวัสดุเราก็ไม่มี เวลาจะขอตัวอย่างวัสดุจากผู้ผลิต เขาก็ไม่มา เขาบอก งานแค่ 100 ตารางเมตร ก็ไม่มา ในขณะเดียวกัน ในแง่การตลาด เป็นดีไซเนอร์มาตลอดชีวิต ทำการตลาดไม่เป็น จะโพสต์ใน facebook ยังไม่รู้จะเขียนอะไรเลยน่ะ พอเข้าระบบ จดบริษัท สรรพากร จด Vat ยังไง ผมจำได้ โปรเจ็กต์แรกที่ผมส่ง Invoice ให้ลูกค้า ลูกค้าบอกว่า น้อง ต้องมี Tax Invoice นะคะ เราบอก มันคือะไรวะ? (หัวเราะ) มีอะไรอยู่ในนั้นบ้างเรายังไม่รู้เลย เราเป็นดีไซเนอร์ในบริษัทน่ะ เรามีทีมบัญชี ทีมกฎหมาย เราไม่เคยรู้เรื่องการรันบริษัทออกแบบ เรารู้แค่การออกแบบเท่านั้นเอง พวกนี้ปัญหาทั้งนั้นเลยครับ ถ้าเราสามารถสร้าง Infrastructure ตรงกลางได้เมื่อไหร่ แล้วเราให้ดีไซเนอร์ทำงานออกแบบอย่างเดียวเนี่ย เราจะขยายขนาดได้มากเลย เขาจะได้ทำในสิ่งที่เป็น Passion ของเขาให้เต็มที่เลย

WURKON:

หมายถึงว่าแชร์พื้นที่และระบบตรงกลาง

สมบัติ:

ใช่ ทั้งหมดอยู่ตรงกลาง ดีไซเนอร์ทำแบบอย่างเดียว นี่คือโมเดลทางธุรกิจที่ผมเขียนขึ้นตอนเดือนธันวาคม 2015 ปีกว่าแล้ว อย่างแรก คือเราจะทำพื้นที่ชุมชนของงานดีไซน์ แล้วเราก็ดูพื้นที่ตรงนี้ คือถ้าเราไม่มีที่เนี่ย เราจะกลายเป็นนายหน้า ผมเคยคุยโมเดลธุรกิจอันนี้กับคนหลายๆ คน ทุกคนเขาบอกว่า อ๋อ ไม่มีอะไรเลยนี่ ไม่ได้ลงทุนอะไรเลย อยากเป็นแค่นายหน้า ทำเว็บขึ้นมาอันนึง แล้วก็มาหลอกเอาพอร์ตโฟลิโอเราไป แล้วก็ไปหาลูกค้า จับแพะชนแกะ แล้วก็เอาเงินจากดีไซเนอร์ ผมว่าจริงๆ เราไปไกลกว่านั้น แล้วเราก็รู้สึกว่าอยากจะมีอะไรที่มันดูจับต้องได้ เราก็เลยหาพื้นที่ก่อน ก็มาอยู่ที่นี่แหละครับ จะบอกว่า พอเราทำออฟฟิศตัวเองเนี่ย สิ่งที่เราต้องคำนึงมากคือเงินครับ เราไม่ได้มีเงินมาก เราไม่ได้เป็นองค์กร เราเป็น SME มากๆ เราทำยังไงก็ได้ให้เงินมันใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ที่สุด อย่างพื้นเราก็เอาไม้อัดปู แล้วเอากระเบื้องยางปูทับเลย ห้องที่มีเดิมเราเก็บไว้ทั้งหมดเลย แค่เปลี่ยนวัสดุปิดผิวมัน แต่ก่อนมันจะมีพื้นที่ต้อนรับ เราบอกว่าไม่ต้องการ เราจะทำห้องประชุมที่ใหญ่มาก เราก็แค่ทุบผนังและพ่นสี เราใช้เงินไปครึ่งเดียวของของที่มันควรจะใช้ เก็บทุกอย่างเอาไว้ แล้วเราก็อยากเล่นกับความเป็นท้องถิ่นมากๆ เราอยากให้คนที่มาจำเราได้ เราก็ไปหาว่าจริงๆ แล้ว เอกลักษณ์ของไทยมันไม่ใช่วัด ไม่ใช่ลายกระหนก แต่มันคือ Street Food กับ Shopping น่ะ ฝรั่งเห็นภาพแบบนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อดูลายกระหนกหรอก เราว่าฝรั่งเขามีภาพจำอยู่ในหัว เราเลยอยากเอาไอ้เจ้า Thainess ตรงนี้ออกมา เราก็เลยเริ่มเล่นกับ Street Food ก่อน แทนที่เข้ามาจะเจอแผนกต้อนรับหรูๆ ไม่มี เข้ามาเจอซาเล้งแทน เราก็เอาซาเล้งมาตั้งข้างหน้า คนมาถึงปุ๊บ ต้องเล่นกับซาเล้งเ คนมาที่นี่ทุกคนต้องถ่ายรูปกับซาเล้งเรา ทุกประเทศ ปากีสถาน อินโดนีเซีย บางคนไม่เคยเห็นซาเล้งมาก่อน สนุกมาก แล้วเราก็เล่นกับการช็อปปิ้ง คือ บริษัทแบบส่วนใหญ่จะต้องเอารูปผลงานใส่กรอบสวยๆ หรูๆ เราอยากมีความเป็นพื้นบ้าน เราเอาราวตากผ้าแบบที่เห็นพ่อค้าแม่ค้าแขวนเสื้อขายในจตุจักร เอามาแขวนผลงาน แขวนหนังสือแบบแทน ที่เห็นเขียนอยู่บนกระดานนี่ไม่ได้เป็นของประดับตกแต่งนะ เราทำเวิร์คช็อปอยู่ในสามประเทศ คือพอเราทำ Paperspace ในเมืองไทยเสร็จเนี่ย เราไปชวนคนที่สิงคโปร์กับฟิลิปปินส์มาทำกับเรา คนพวกนี้เคยทำงานกับผมที่สิงคโปร์เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมบอกเขาว่าเราจะรื้อระบบอุตสาหกรรมดีไซน์ สนใจไหม? เขาสนใจ เราก็เลยฟอร์มบริษัทขึ้นมา เราจดทะเบียนบริษัทที่สิงคโปร์ไปเมื่อเดือนกันยา โดยรวบรวมทุนจากกลุ่มบริษัทดีไซเนอร์ด้วยกันเอง เพื่อทำธุรกิจนี้ เรามีบริษัทที่สิงคโปร์เป็นเรื่องเป็นราว แล้วเราก็จดที่เมืองไทยแล้ว กำลังจะจดที่ฟิลิปปินส์เดือนหน้า สามก้อนนี่ คือสิ่งที่เราทำเวิร์คช็อปกันอาทิตย์นึงว่า จริงๆ แล้วอะไรคือปัญหาของธุรกิจนี้ เราต้องแก้ปัญหานั้น เราถึงจะอยู่รอด ถึงจะโตได้ Uber มันก็แก้ปัญหาเกี่ยวกับแท็กซี่ใช่ไหม Airbnb ก็แก้ปัญหาเกี่ยวกับที่ัพักอาศัย เราก็แก้ปัญหาของบริษัทดีไซน์ เราใช้ออฟฟิศนี้ในหลายรูปแบบ เหมือนกับ KlicqueDesk เราใช้เป็นพอร์ตโฟลิโอ เป็นที่เทรนนิ่ง ทำธุรกิจด้วย ตัวนี้เราก็ปล่อยให้คนมาเช่า ตอนนี้รายได้ที่เข้ามาเกือบจะได้ Fixed Cost แล้ว ขาดอีกนิดนึงเราจะสบายแล้ว แต่จริงๆ เราก็มีเปอร์เซ็นต์จากโปรเจ็กต์ เราเอาโปรเจ็กต์เข้ามาที่นี่ด้วย นอกจากนั้นเราก็มีเทรนนิ่งที่นี่ ทุกๆ สองอาทิตย์ เอาดีไซเนอร์มาเทรนทุกเรื่องที่เรารู้ จัดเวิร์คช็อป เรียกซัพพลายเออร์ เรียกลูกค้าเขามาเพื่อโปรโมท ให้นักศึกษาเข้ามาดูงานเป็นระยะๆ

WURKON:

ปัจจุบันนี้ยังสอนอยู่ไหมครับ

สมบัติ:

ไม่ได้สอนแล้วครับ พอดีมีลูกอีกคนเวลาก็เลยไม่ได้แล้ว แต่ว่า แผนการณ์ต่อไปคือ ตอนผมสอนผมรู้ว่า นักศึกษาอินทีเรียที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งหมด หลักสูตรมันใช้ไม่ได้ เขาเรียนเป็นทฤษฎี เขาจบมาแล้วทำงานจริงไม่ได้ ผมเลยจะทำโรงเรียนของตัวเองที่นี่ สอนเด็กที่จบใหม่ทำงานออฟฟิศออกแบบ ถ้าสมมติเขาเก่งผมก็จะเชิญมาเป็นสมาชิกของที่นี่ เดือนมิถุนายนนี้เราจะมีกลุ่มแรกมาเทรนเป็นนักศึกษาฝึกงานจากสองสามมหาวิทยาลัย เราจะลองโปรแกรมนี้ เราจะให้สมาชิกเราเทรน เราจะดูว่าเราจะสามารถทำให้เขาเป็นมืออาชีพขึ้นมาได้ไหม ถ้าทำได้ เราจะเริ่มทำเป็นจริงเป็นจัง

WURKON:

เป็นโมเดลทางธุรกิจอีกตัว?

สมบัติ:

ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นโมเดลทางธุรกิจ ผมมองว่ามันเป็นการเติมคลื่นเข้ามาในระบบน่ะครับ

WURKON:

สร้างบุคลากร?

สมบัติ:

ใช่ เราต้องเตรียม เพื่อที่ว่าอีกสามปีเราจะมีเขาอยู่ในระบบรอ อีกหน่อยเขาก็จะกลายเป็นสมาชิกเรา ถึงตอนนั้นเขาก็แต่รับโปรเจ็กต์เรา ถ้าเราไม่สร้างตอนนี้เราจะไม่มีเครือข่าย เราทำเวิร์คช็อปกับ TCDC ชื่อ Future of Work ที่นี่ ให้ TCDC เป็นคนกระจายข่าวให้ พอทำเวิร์กช็อปกับ TCDC เสร็จก็มีรายการ Global Village ของ Voice TV มาติดต่อทำสกู๊ป เราก็เลยมีสกู๊ปเกี่ยวกับออฟฟิศในอนาคต อีกประเด็นนึงคือ ตอนผมทำออฟฟิศแบบของตัวเองที่แรก ผมไม่รู้วิธีประชาสัมพันธ์ตัวเอง ไม่รู็วิธีทำโฆษณาอะไรเลย ทำแต่แบบ พอทำ Paperspace มันทำให้บทบาทผมเปลี่ยนน่ะ แทนที่ผมจะเป็นดีไซเนอร์อย่างเดียว ผมต้องทำยังไงก็ได้ให้ดีไซเนอร์ออกสู่สาธารณะให้ได้ เพราะฉะนั้นปีนี้ทั้งปีจะเป็นปีของ Brand Awareness ของ Paperspace ทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จัก Paperspace เยอะที่สุด เราจะเชื่อมกับ TCDC กับ Voice TV กับใครก็ได้ที่มีช่องทางในการสื่อสารอยู่ในมือ ให้เขาพาเราไปหาคนหมู่มากให้ได้ ปีนี้มันมีงานประชุมเกี่ยวกับ Co-working space ที่เชียงใหม่ ชื่อ SEE YOU ASIA จัดปีละครั้ง ปีที่แล้วจัดที่บาหลี ปีนี้จัดที่เชียงใหม่ ปีหน้าจัดที่ปีนัง ก็จะมีโอเปอเรเตอร์ ซัพพลายเออร์ เจ้าของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศของ Co-working space เราไปเป็น Keynote Speaker เกี่ยวกับการออกแบบ Co-working space คือ Co-working space มันเป็นแค่แขนงย่อยๆ ของระบบนิเวศใหญ่ที่เรียกว่า Sharing Working คือเราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของพื้นที่ทำงานทั้งหมด มันจะมีประมาณ 10 หัวข้อ Co-working space เป็นหนึี่งในนั้น ตอนนี้เราทำวิจัยเกี่ยวกับ 10 หัวข้อนี้อยู่ เราอยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้เลย เราไปทำเวิร์คช็อปที่สิงคโปร์มาอีกรอบ คราวนี้เราจ้างเขาเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับการทำกลยุทธ์เลย คือสิงคโปร์ที่เขามาถึงจุดที่เป็นประเทศพัฒนาแบบตอนนี้ได้ เขาวางแผนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วนะ เขาไม่ได้ทำแบบดุ่ยๆ นะ เขาวางแผน ผมไปดูกลยุทธ์เขา ทุกๆ อย่างถูกวางแผนมาตลอด เราเลยรู้สึกว่าจริงๆ เราควรจะวางแผนว่าอีกห้าปีข้างหน้าเราจะทำอะไรบ้าง แล้วก็ไปขอทุนจากรัฐบาลสิงคโปร์ เพื่อให้ที่ปรึกษามาดูเวิร์คช็อปให้เรา คอร์สมันเจ็ดแสน รัฐบาลสิงคโปร์ออกให้ครึ่งนึง เราทำเวิร์คช็อปเสร็จแล้วเราก็ได้หนังสือหนาเตอะเหมือนสมุดหน้าเหลือง ว่าเราควรจะไปทางไหน เราควรจะไปอยู่ในตลาดไหน เราควรจะขยายตัวยังไง คือ Paperspace จะไม่ใช่บริษัทเหมือนบริษัทแบบ เป็นเอสเอ็มอีที่แก้ปัญหาวันต่อวัน แต่จะถูกวางแผนไว้ค่อนข้างยาว และทำไปทีละขั้น เป้าหมายของเราคือการรื้อระบบออกแบบทั้งหมด เรามองว่าลูกค้าสามารถเข้าถึงดีไซเนอร์ที่ดีได้โดยไม่ต้องไปบริษัทใหญ่ แล้วทรัพยากรมันจะมีอยู่ทุกที่ มันก็คล้ายกับ Uber

WURKON:

ดูๆ ไปก็คล้ายกับสหกรณ์เหมือนกันนะ

สมบัติ:

ใช่ จริงๆ เอเจนซีทำแบบนี้มาตั้งนานแล้ว วงการโฆษณาเป็นเรื่องปกติมาก แต่วงการออกแบบยังไม่มีใครทำ เท่าที่ผมค้นคว้า มีแค่ที่ญี่ปุ่น อเมริกา และเรา แค่สามที่ที่พยายามจะทำอย่างนี้ที่นี่ ตอนทำ Airbnb ผมรู้แล้วว่าทุกอย่างมันจะเข้ามือถือ เราอยู่กับมือถือ กับอุปกรณ์สื่อสารเยอะมาก วันนึงเราออฟไลน์นิดเดียว เพราะทุกอย่างอยู่บนอุปกรณ์สื่อสารหมด ผมมองว่าผมอยากยกเอาธุรกิจออกแบบเข้าอุปกรณ์สื่อสารให้ได้ นี่เป็นเป้าหมายของเรา เราเริ่มใช้ facebook workplace ในการสื่อสารในสามประเทศอยู่ตอนนี้ facebook workplace เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทำงาน บัญชีเป็นบัญชีสำหรับการทำงานเท่านั้น ตอนนี้เขาเปิดให้ใช้ 6,000 บริษัทก่อนทั่วโลก เราเป็นหนึ่งใน 6,000 แรก มันเอา Interface ทุกอย่างของ facebook มาปรับใช้ในการทำงาน มันกำลังจะกินตลาดการทำงานอยู่

WURKON:

คล้ายๆ กับเป็น Co-working space แบบออนไลน์

สมบัติ:

ใช่ครับ เปิดมาสองสามปีแล้ว ตอนนี้เขาทดสอบระบบอยู่ รัฐบางสิงคโปร์เพิ่งเซ็นสัญญาใช้แพลตฟอร์มนี้ 14,000 คนน่ะ ผมรู้สึกว่ามันจะเปลี่ยนทุกอย่างเลย

WURKON:

จุดแข็งของ Paperspace คืออะไร

สมบัติ:

ความน่าสนใจของ Paperspace เนี่ย เราทำโปรเจ็กต์นึงเป็นออฟฟิศของคุณไวท์ (ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล) ชื่อ Wecosystem ขนาด 1,300 ตารางเมตร เราเชิญไดเร็คเตอร์ของสองสตูดิโอมาทำ สตูดิโอฝั่งซ้ายถนัด Workplace Strategy สตูดิโอฝั่งขวาถนัด Residential Design เราจับสองสตูดิโอมาทำงานพร้อมกัน เพราะฉะนั้นมันจะเกิดส่วนผสมใหม่แน่นอน คือเซนส์ของคนทำบ้าน ทำที่อยู่อาศัย มันจะเข้ามาเติมอะไรบางอย่างให้กับการออกแบบออฟฟิศ

WURKON:

ความจริงออฟฟิศปัจจุบันมันก็เริ่มไปในทางนี้เยอะขึ้นนะ มีเรื่องของมู๊ดของอารมณ์เยอะขึ้น

สมบัติ:

ใช่ อย่างออฟฟิศของคุณไวท์เนี่ย ถ้าคนเข้าไปแล้วจะรู้สึกว่า เอ๊ะ! นี่มันออฟฟิศเหรอเนี่ย เข้าไปแล้วจะรู้สึกว่ามันเหมือนบ้าน แต่มีความไฮเทค อุปกรณ์เกือบทุกอย่างสั่งงานด้วยเสียง น่าจะอีกสักหกเดือนก็จะเสร็จ

WURKON:

อย่างในหนัง her ที่โลกอนาคตมันจะเป็นความไฮเทคที่แฝงตัวอยู่ภายใต้มู้ดแอนด์โทนและความรู้สึกแบบย้อนยุค จอคอมพิวเตอร์ก็ดูเหมือนกรอบรูป แต่อุปกรณ์ในบ้านทำงานด้วยเสียงและเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน ซึ่งในงาน Milan Design Week ครั้งล่าสุดมันจะมีเทรนด์ใหม่แบบนี้เกิดขึ้นมาเหมือนกันเลย

สมบัติ:

ใช่ๆ สไตล์แบบในหนังไซไฟอย่าง Star Wars นี่เอ๊าท์มาก

WURKON:

ถามเรื่องการทำงานบ้าง ปรัชญาในการทำงานของคุณสมบัติคืออะไร

สมบัติ:

เวลาไปสอนเด็กผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า จริงๆ มันไม่เกี่ยวหรอก ว่านามสกุลคุณคืออะไร หรือว่าคุณเก่งแค่ไหน มันขึ้นอยู่กับว่าในอีกสิบปีข้างหน้าคุณอยากไปอยู่ที่ไหนมากว่า แล้วคุณค่อยๆ วางแผน และพาตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างตอนผมได้ลงหนังสือ art4d เนี่ย ผมคิดเป็นแผนธุรกิจเลยนะ ว่าเราจะลง art4d แล้วเขาก็ไม่ได้มาเชิญเราด้วยซ้ำ เราเขียนโพรไฟล์ไปถามเขาว่า คุณอยากคุยกับผมไหม? ผมว่ามันเป็นวิธีคิดอีกแบบนึงนะ คือแทนที่จะรอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหาเรา ทำไมเราไม่พาตัวเองเข้าไปหาโอกาส บางทีมันก็ดูเหมือนกับไปง้อเขา ไม่เท่เลยนะ ต้องไปขอเขา แต่ผมไม่คิดแบบนั้นไง

WURKON:

ในยุคสมัยปัจจุบันที่คนเล่นโซเชียลมีเดีย การพรีเซนต์ตัวเองมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแล้วแหละนะ

สมบัติ:

ใช่ๆ เป้าหมายสุดท้ายของเราคือ เราอยากจะเอาทุกอย่างขึ้นดิจิตอลให้ได้ภายใน 5 ปี ผมเชื่อว่าอีก 5 ปี ทุกอย่างมันจะอยู่บนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ในมือถือ ใน iPad หมดแล้ว ปีนี้เราให้คุณไวท์ทำ App ให้เราตัวนึงชื่อ Papercloud เป็น App ที่เรากะว่าเราจะใช้ในการให้ลูกค้าติดตามงาน สมมติว่าคุณเป็นลูกค้าผม คุณจะเชื่อได้ยังไงว่าบริษัทเล็กๆ ของผมมันรันงานอยู่จริง เราก็เลยสร้าง App ตัวนี้ ที่ถ้ามีโปรเจ็กต์เกิดขึ้นเนี่ย คุณล็อกอินเข้าไปใน App มันจะบอกว่าตอนนี้โปรเจ็กต์ไปถึงขั้นไหนแล้ว มีใครอยู่ในทีมบ้าง ในไทม์ไลน์ 6 เดือน เราไปถึงไหนแล้ว เราทำได้ตามตารางเวลาหรือเราช้ากว่า ถ้ามันช้ากว่า ระบบมันจะเตือน พอเตือนปุ๊บ Paperspace จะเข้าไปคุยว่า เกิดอะไรขึ้น? ลูกค้าไม่อนุมัติหรือดีไซเนอร์ไม่ส่งงาน อย่างโปรเจ็ตก์ของคุณไวท์มีสองออฟฟิศทำงานด้วยกัน สองออฟฟิศนี้ก็จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน App นี้ ตอนนี้กำลังพัฒนาอยู่ น่าจะปล่อยออกมาภายในปลายปีนี้ แล้วเราก็เข้าไปเป็นหนึ่งใน 30 ทีมของ Siri Venture ที่เป็น Proptech start-up เราเอา App ตัวนี้เข้าไป Pitch กลางปีนี้เขาจะเลือกเหลือ 10 ทีม ถ้าเราได้อยู่ใน 10 ทีมนั้น เราก็จะมี Siri Venture เข้ามาเป็นผู้ร่วมลงทุนเพื่อขับเคลื่อน App ตัวนี้ด้วย เพราะมันใช้เงินเยอะมาก แต่เราก็ต้องมองผู้ร่วมลงทุนที่เข้ากับธุรกิจเราด้วย เราจะมุ่งเป้าไปที่ Proptech (เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในวงการอสังหาริมทรัพย์) เลย

WURKON:

คุณสมบติมองว่าในอนาคตออฟฟิศของบ้านเราจะเปลี่ยนเป็นระบบใหม่แบบนี้ทั้งหมดภายในกี่ปี

สมบัติ:

บ้านเราน่าจะพัฒนาช้านิดนึง ผมว่าในอนาคตออฟฟิศบ้านเราจะกลายสภาพไปเป็น Internal coworking คือบริษัทจะมีที่ทำงาน ให้คนเข้ามาทำงานแบบไม่ต้องตามเวลา ในขณะเดียวกัน บริษัทบางบริษัทจะเข้าไปใน WeWork (บริษัทที่จัดหาพื้นที่ทำงานกลาง ที่ให้คนเช่า) WeWork จะกลายเป็น Airbnb ในไม่ช้า คือแทนที่บริษัทจะลงเงินหลายล้านสร้างออฟฟิศตัวเอง ก็ไปเช่า WeWork เลย ตอนนี้มันมี 3 ตัว ที่เขาว่ากันว่าเป็นเหมือนตัวแทนของ Generation We คือ Uber, Aribnb และ WeWork ธุรกิจ WeWork เป็นแบบนี้ คือเขาจะสร้างออฟฟิศให้ แล้วบริษัทไหนก็แล้วแต่ที่อยากได้ที่ทำงานก็มาเช่าต่อจาก WeWork จะมาคนเดียวไปจนถึงหมื่นคนเขาก็มีให้ ตอนนี้บริษัทนี้กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่อเมริกาแล้ว คิดดูสิ ถ้าเราทำออฟฟิศเราเอง เราต้องจ่ายหลายล้าน เราไปเช่าเขาจ่ายเป็นรายเดือน ถูกกว่าเยอะ

WURKON:

อย่างที่คุณบอกว่าคนเดี๋ยวนี้ไม่ทำงานนั่งโต๊ะ อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้

Paperspace

สมบัติ:

ใช่ อย่างเราเปิด Paperspace มาตั้งแต่ปลายปี ในสามเดือนเราได้โปรเจ็กต์มาจากสามประเทศ มันก็มีมูลค่าสิบล้านแล้วน่ะ สำหรับมูลค่าโปรเจ็กต์นะ แล้วเราก็ชาร์จค่าดำเนินการจากมูลค่าโปรเจ็กต์มาหล่อเลี้ยงพื้นที่

WURKON:

ตอนนี้ในบ้านเรา รูปแบบของออฟฟิศสมัยใหม่แบบนี้มันยังจำกัดอยู่ในแวดวงของการทำงานสร้างสรรค์มากกว่า มันยังไม่กินไปถึงออฟฟิศทั่วๆ ไป

สมบัติ:

ใช่ๆ เราไปคุยกับใครๆ ครึ่งนึงเข้าใจ ครึ่งนึงไม่รู้ว่าเราพูดเรื่องอะไร ซึ่งก็ดี เพราะจริงๆ โมเดลนี้ในตลาดมันยังใหม่อยู่ ถ้าเราก้าวมาเป็นคนแรกได้ และเดินถูกทาง เราก็จะครองตลาดได้

WURKON:

ตอนนี้คุณสมบัติก็ยังทำ Kliquedesk อยู่ใช่ไหมครับ

สมบัติ:

ยังทำอยู่ครับ Kliquedesk เป็นหุ้นอีกกลุ่มนึง Paperspace ก็เป็นหุ้นอีกกลุ่มนึง

WURKON:

ในอนาคตจะมีเปิดสเปซหรือโมเดลธุรกิจอะไรเพิ่มอีกไหมครับ

สมบัติ:

ตอนนี้เราอยากได้เครือข่ายครับ เราจะเข้าไปคุยกับ TCDC เราอยากเอาโมเดลของ Paperspace เข้าไปอยู่ใน TCDC คือประเด็นของ Co-working space คือ มันจะต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ เราอยากสร้าง Co-working space ที่สมาชิกของเราได้โปรเจ็กต์ดีๆ ในโลก เพราะอย่างในมานิลา GDP มัน 7.1% เราพยายามจะดึงโปรเจ็กต์ดีไซน์จากมะนิลากลับมาที่นี่ คือทำคอนเซปต์ดีไซน์ที่นี่ แล้วส่งกลับไปให้มะนิลาเขียนแบบ

WURKON:

ในขณะเดียวกันก็สามารถแชร์พอร์ตโฟลิโอกันได้

สมบัติ:

ใช่ แชร์ได้หมดเลย สมมติคุณเป็นบริษัทแบบ แล้วมาทำงานกับเรา ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องรันบริษัทตัวเองอยู่ แต่ว่าพอร์ทที่ได้กับเรา คุณสามารถเอาไปใช้ได้เลย แค่ลงเครดิตว่า Collaborate with Paperspace ซึ่งในอดีตทำไม่ได้ ผมเป็นมือปืนรับจ้างให้หลายบริษัท แต่ทำงานเสร็จแล้วบอกไม่ได้ เลยว่าเราไปทำอะไรมาบ้าง มันเหมือนเป็นนักออกแบบใต้ดิน (หัวเราะ)

WURKON:

อย่างที่คุณบอกว่ามันไม่คลีน

สมบัติ:

ใช่ เราอยากทำให้มันคลีนตั้งแต่ต้นเลย เวลาเราไปหาลูกค้าเราบอกเขาเลยว่า เราเล็กมาก ทุกครั้งที่เราได้งานใหญ่ๆ เราพาเขามาที่นี่ก่อนเลย บอกว่านี่เป็นโมเดลธุรกิจนะ บริษัทที่ทำงานกับเราเขาก็มีแค่สามคนแหละ แต่เขาเคยเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทใหญ่ๆ มาก่อน ถ้าคุณไปจ้างบริษัทใหญ่ๆ ต่อให้เขาเอาเบอร์หนึี่งมาคุยกับคุณวันแรก พอหลังๆ เขาก็เอาเบอร์สามมาทำงานกับคุณอยู่ดี คุณก็เลือกแล้วกันว่าคุณอยากทำงานกับใคร เพราะเบอร์หนึ่งเหล่านั้นเขาก็มีอีกสิบโปรเจ็กต์ที่เขาต้องดู คือเรามีชั่วโมงบินแหละ เวลาเราไปพรีเซนต์ลูกค้าก็เชื่อเราแหละ

WURKON:

แต่เวลาทำงานจริงๆ ก็ไม่ใช่

สมบัติ:

ไม่ใช่ครับ (หัวเราะ) บริษัทนึงจะมีคนทำงานระดับนี้อยู่คนแค่หรือสองคน เพราะค่าตัวแพง โปรเจ็กต์ที่ได้เข้ามามันก็จะไม่พอเลี้ยงออฟฟิศ

WURKON:

ตอนทำกับออฟฟิศใหญ่กับออกมาทำเอง รายได้มันต่างกันมากไหมครับ

สมบัติ:

ต้องถามว่าอยู่ในหมวกของ Paperspace หรือ บริษัทออกแบบเล็กๆ

WURKON:

ถ้าเป็นหมวกของ Paperspace ล่ะ

สมบัติ:

Paperspace ยังไม่คืนทุนเลยครับ มันต้องใช้เวลาสามปีในการที่จะถึงจุดคุ้มทุน เพราะมันลงทุนไปเยอะมาก แล้ว Paperspace มันได้เปอร์เซ็นต์ไม่เยอะมากในแต่ละโปรเจ็กต์ มันต้องรอให้ถึงจุดที่มีสมาชิกเยอะมาก แล้วโปรเจ็กต์ทั้งหมดวิ่งเข้ามาหาเรา ตอนนั้นเราจะถึงจุดคุ้มทุน มันจะไม่เหมือนบริษัทแบบที่พอเราทำโปรเจ็กต์ปุ๊บเราจะได้กำไร

WURKON:

มองไปที่อนาคต

สมบัติ:

ใช่ครับ ก็รู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ เหมือนกันนะ (หัวเราะ) คือตอนทำบริษัทแบบเนี่ย พอได้งานมันก็ได้เงินเลย แต่ตอนนี้มันไม่ได้เลย เงินที่ได้มาก็เอามาลงทุนอย่างอื่น แต่ผมไปเรียนกับคุณไวท์มา เราก็ได้ความคิดเกี่ยวกับการลงทุนระยะยาว สมมติเราสามารถผ่านสามปีนี้ไปได้ อีกห้าปีหลังจากนั้น มันจะเป็นอีกฉากนึงเลย เราไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าอีกแล้ว ทุกอย่างมันจะวิ่งมาหาเราอย่างเป็นระบบ

WURKON:

ดูมีความหวังมากกว่า

สมบัติ:

ใช่ เราเชื่อว่าเราเปลี่ยนอะไรได้ คือถ้าไปตามดูพวกสตาร์ทอัพอย่าง Uber, Airbnb เนี่ย ผมว่าเขาเชื่อว่าเขาเปลี่ยนอะไรได้ แต่ในสิบรายอาจจะตายไปเก้า มีรอดมาได้หนึ่ง แต่เราเชื่อว่าเราจะเป็นหนึ่งในนั้น เราเชื่อว่าเราเปลี่ยนอะไรได้ ถ้าเราโชคดีเราก็ทำได้ ถ้าโชคร้ายก็ค่อยว่ากัน (หัวเราะ) จะว่าเสี่ยงก็เสี่ยงนะครับ แต่ว่าในอนาคตมันน่าสนใจ

WURKON:

ดูแล้วรู้สึกว่าคุณมีความสุขกับมันนะ

สมบัติ:

มีความสุขครับ (ยิ้ม) สนุกกับมัน คือผมทำงานอย่างงี้มา 15 ปี เราจะเปลี่ยนหมวกใบไหน เราก็วนเวียนอยู่ในวงจรเดิม เราต้องหาลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ไป Pitch งานก็เจอล็อกสเป็ค เราไม่อยากกลับไปอยู่วงจรนั้น เราอยากเปลี่ยนสถานภาพ ให้ลูกค้าเข้ามาหาเราเลย เพราะเชื่อว่า Paperspace มีดีไซเนอร์ที่เหมาะสมแน่นอน เข้ามาคุยกับเราก่อน แล้วเราจะคัดสรรหาดีไซเนอร์ที่เหมาะให้เขา

WURKON:

แล้วตอนนี้ยังออกไป Pitch งานอยู่ไหมครับ

สมบัติ:

ตอนนี้ไม่แล้วครับ งานที่เราได้มาทั้งหมดเนี่ย เป็นงานที่ลูกค้าเข้ามาหาเราเอง หรือว่าเราคุยกับลูกค้าถึงจุดนึงที่เขาเชื่อเราแล้ว อย่าง TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) เขามาฟังเราใน TCDC เขาก็มาเชิญเราไปดูออฟฟิศเขา แล้วก็อยากให้เราเสนอ proposal เราก็เสนอไปแบบที่ไม่ได้ทำดีไซน์ไป เสนอแต่แนวคิด เสนอค่าทำงาน หลังสงกรานต์ก็น่าจะเข้าไปคุยกัน คือ Pitch อย่างงี้ Pitch ได้ Pitch ด้วยไอเดีย ด้วยค่าทำงาน แต่ไม่ใช่ให้ทำทั้งหมดส่งไป ให้เขาบอกทีหลังว่า พอดีเราได้เจ้าอื่นแล้ว ไม่เอาแล้ว แล้วเราทำขนาดเขาเอาไปสร้างได้เลยน่ะ ซึ่งมันไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไร ทุกคนก็อยู่กับมันไป ทุกคนก็บอกว่า มันก็เป็นอย่างงี้แหละ

WURKON:

ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน?

สมบัติ:

เออ! เห็นไหม ทุกคนก็เหมือนยอมรับมันน่ะ ผมคิดว่า ทำไมไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรเลยวะ

WURKON:

อย่างเมืองนอกเขาจะมีสหภาพของวิชาชีพต่างๆ

สมบัติ:

ผมจะบอกว่าผมอยากทำสมาคมนักออกแบบหรือคนทำงานสร้างสรรค์ที่มีบทบาทมากกว่าการนัดกินข้าวหรือตีกอล์ฟกันน่ะ (หัวเราะ) อย่างตอนผมทำออฟฟิศ ไม่มีใครบอกเลยว่าผมต้องทำอะไรบ้าง ต้องมีเรื่องกฎหมายบัญชีอะไร ผมอยากทำสมาคมที่ช่วยให้ความรู้เรื่องนี้กับนักออกแบบหน้าใหม่ๆ อย่างคุณเอก Peoplespace เราก็คุยกับเขาอยู่ อาทิตย์หน้าเรานัด Peoplespace กับ Hubba มาคุยที่นี่พร้อมกัน อย่าง Peoplespace เนี่ย เขาเด่นเรื่อง Workplace Strategy ส่วน Hubba เด่นเรื่อง Community ส่วน Paperspace เด่นเรื่องดีไซน์ สมมติเรามาเชื่อมต่อกันเนี่ย เราจะมีโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เราสามารถไปหาองค์กรต่างๆ แล้วบอกว่าเรามีจุดแข็งสามจุดแบบนี้ได้ ซึ่งถ้าผมเป็นบริษัทดีไซน์อย่างเดียว ผมจะทำอย่างงี้ไม่ได้เลย เพราะทรัพยากรผมจะจำกัดมาก ผมรับห้าโปรเจ็กต์ผมก็ตายแล้วน่ะ แต่อย่างงี้ผมแค่เชื่อมโยงคนเก่งๆ เข้ามาหากัน ตอนนี้มีน้องๆ นักออกแบบเข้ามาเสนอตัวขอเป็นสมาชิก ก็มีคนเริ่มได้ยินชื่อเราแล้ว ตอนนี้เราจะขอดูก่อน ถ้าเด็กมากเราก็ขอฝึกเขาก่อน แล้วดูว่าโอเคไหม ฝีมือถึงไหม ถ้าพร้อมแล้วค่อยเข้ามาเป็นสมาชิกกัน.

ภาพถ่ายบุคคล อักษร สุดเสนาะ

ขอบคุณภาพจาก Paperspace

#WURKON #KX #ศูนย์การเรียนรู้ #paperspace #coworkingspace #officedesign #interior ##spacematrix #google #microsoft #yahoo #HP #airbnb #kliquedesk #สมบัติงามเฉลิมศักดิ์ #การออกแบบพื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ #วิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]


Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30