Blog

คุยกับ สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้ง ช่างชุ่ย อาณาจักรแห่งศิลปะและความคิดสร้างสรรค์แห่งใหม่ล่าสุดของประเทศไทย

คุยกับ สมชัย ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้ง ช่างชุ่ย อาณาจักรแห่งศิลปะและความคิดสร้างสรรค์แห่งใหม่ล่าสุดของประเทศไทย

13 มีนาคม 2562

บนที่ดินขนาด 11 ไร่ของถนนสิรินธร แขวงบางพลัด ย่านฝั่งธน มีอาณาจักรทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์แห่งใหม่ อาณาจักรแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า  “ช่างชุ่ย”

ภายในพื้นที่กว้างใหญ่แห่งนี้ประกอบด้วยอาคารนับสิบกว่าหลังที่สร้างจากวัสดุเหลือใช้นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างเหล็กดัดนับพันบาน ประตูหน้าต่างไม้สักเก่า กระจกเก่าบานยักษ์ของห้างสรรพสินค้าและสังกะสีจำนวนมาก ฯลฯ ที่นำมาเรียงต่อกันเป็นผลงานสถาปัตยกรรมเก๋ไก๋แปลกตา อันเต็มเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแฝงเอาไว้ด้วยลูกบ้าอย่างยากจะหาใครเสมอเหมือน ที่โดดเด่นเป็นสง่าที่สุดในพื้นที่แห่งนี้เห็นจะเป็นเครื่องบินเก่าลำมหึมาของจริงที่มาปรากฏตัวอยู่ใจกลางพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างน่าทึ่งเป็นที่สุด

หอศิลป์, โรงละคร, โรงภาพยนตร์, โค-เวิร์กกิงสเปซ, สตูดิโอดีไซน์, สวนพรรณไม้หายาก, ร้านตัดผมวินเทจ, พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว, พื้นที่แสดงสินค้าไทยๆ, ร้านขายแผ่นเสียง, ร้านหนังสือ, ร้านขายของดีไซน์, ร้านแฟชั่นเสื้อผ้า, ร้านชา, คาเฟ่, ภัตตาคาร, สตรีทฟู้ด, ตลาด, เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะปรากฏอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่รวมของกิจกรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์นานับประการ ทำให้มันเป็นพื้นที่แห่งใหม่ในการแลกเปลี่ยนความคิดและไอเดียของคนหลากหลายวงการ รวมถึงเป็นที่รวมตัวของศิลปินและนักสร้างปรากฏการณ์ผู้ขับเคลื่อนสังคมมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็น ศิลปินอย่าง พิเชษฐ กลั่นชื่น, บอย โกสิยพงษ์, นพดล ขาวสำอางค์, Documentary Club, happening TAM:DA PLAY ฯลฯ

เนื่องในโอกาสที่ ช่างชุย กำลังจะเปิดตัวในปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เราเลยถือโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่ และขออนุญาตเข้าไปพูดคุยกับบุคคลผู้เป็นต้นกำเนิดและอยู่เบื้องหลังอาณาจักรแห่งศิลปะและความคิดสร้างสรรค์แห่งนี้อย่าง คุณลิ้ม หรือ สมชัย ส่งวัฒนา ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีในฐานะเจ้าของแบรนด์แฟชั่นแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง Fly Now นั่นเอง

ภายใต้แสงแดดแผดกล้าและอากาศร้อนยามบ่าย คุณลิ้มเดินเข้ามาทักทายเราในสำนักงานของช่างชุ่ยด้วยท่าทางกระปรี้กระเปร่าสดชื่น และชักชวนให้เราเดินออกจากห้องแอร์มานั่งคุยกันด้านนอก “อยู่ตรงนี้มันอาจจะร้อนหน่อย แต่สักแป๊บนึงก็จะเย็น เราจะได้สัมผัสอากาศที่แท้จริงแทนที่จะนั่งสูดอากาศสังเคราะห์ในห้องปรับอากาศ ” และแล้วเขาก็เริ่มต้นการสนทนาที่สนุกสนานเพลิดเพลินและเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ จนทำให้เราลืมอากาศร้อนรอบข้างไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

WURKON:

แรงบันดาลใจแรกเริ่มของ ช่างชุ่ย มีที่มาจากอะไรครับ

สมชัย:

คือการเดินทางของชีวิตมันทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ในวัยหนุ่มเราก็สนใจเรื่องแฟชั่น ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงทำแฟชั่นอยู่ ในบทบาทของนักธุรกิจแฟชั่นคนนึง เราก็ผันตัวจากการเป็นดีไซเนอร์ เข้ามาสู่การเป็นผู้บริหารสูงสุด อยู่ในแวดวงนี้มาสามสิบกว่าปี เราต้องยอมรับว่าวงการแฟชั่นมันมีความหลากหลาย มีความทะเยอะทะยาน มีการแข่งขัน แต่เมื่อเราโต สิ่งที่โตตามคือความคิด เนื่องจากเราเป็นคนที่มีความเชื่อว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในครอบครัว ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ในสังคม สังคมเป็นส่วนหนึ่งของเรา ไม่ใช่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ผมอยู่ในประเทศนี้ มันไม่ได้หมายความว่าผมเป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้ แต่ประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งของผม นั่นหมายความว่าเราต้องเอาใจใส่สังคม ตอนทำธุรกิจเราก็ดูแลคนของเราเหมือนครอบครัว เหมือนพี่เหมือนน้อง ผมมีพนักงานเป็นเพื่อนหมด เวลาเลิกงานเราก็สนุกสนานกัน แต่นับวันชีวิตบนโลกใบนี้มันสนุกน้อยลง ในกรุงเทพมันก็สนุกน้อยลง เราอยู่ในห้องแอร์ เราก็รู้สึกว่ามันสบาย แต่ความจริงเราไม่สบายหรอก ผมไปดูคอนเสิร์ตในห้างห้างนึง แล้วเขาเล่นยาวมาก จะออกก็ออกไม่ได้ เพราะคนที่เชิญนั่งปิดหัวแถวอยู่ จะออกเขาก็เห็นผม นั่งดูตั้งแต่ทุ่มนึงถึงเที่ยงคืน เรากลับบ้านมาเรารู้สึกไม่สบายตัวเวลาตื่นมา ก็แสดงว่าเราไปสูดอากาศอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่นี่อาจจะร้อน แต่ถ้าคุณทนอยู่แบบผมได้สักเดือนคุณจะสดชื่นขึ้น ตกเย็นคุณไปจ็อกกิ้งกับผม มันแค่เป็นความเชื่อเท่านั้นเองว่านี่คือสิ่งที่คุณคุ้นเคย อย่างตอนเราดูคอนเสิร์ตในห้องแอร์ ถ้าเรามองออกไปที่แสงสว่างที่ส่องมา คุณจะเห็นว่าคุณอยู่ในหมอกซึ่งเป็นสารเคมีทั้งหมด แล้วคุณสูดมันไปในหกเจ็ดชั่วโมงนั้น ถามว่าร่างกายมันจะบอกคุณยังไง ไอ้ตรงนี้มันก็เป็นข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ เรากลับมามองว่าเราอายุ 57 แล้ว วัยนี้อีกแป๊บเดียวก็หกสิบ หกสิบนี่คนจีนสมัยก่อนมองว่าต้องจัดงานเลี้ยงใหญ่

WURKON:

แซยิด?

สมชัย:

ใช่ ตั่วแซยิด แปลว่าเดี๋ยวมันจะตายแล้ว (หัวเราะ) เพราะค่าเฉลี่ยคนยุคพ่อเราขึ้นไปเนี่ย ไม่เกิน 65 คนอายุ 60 เท่ากับคนยุคปัจจุบัน 80 - 90 แต่เดี๋ยวนี้ไม่นะ 60 ยังหนุ่ม คน 60 เดี๋ยวนี้ยังไปทำอะไรที่เราคิดว่าในอดีตไม่มีทางหรอกที่คนวัยหกสิบจะทำ ผมปั่นจักรยานสามสี่ร้อยกิโล ผมยังไปวิ่งเทรล อากาศร้อนๆ อย่างงี้ เก้าชั่วโมงเต็ม แล้วไม่ได้เดินนะ คุณต้องวิ่งขึ้นเขาลงห้วยต่างๆ ถ้าเราไม่ตายซะก่อน ตอนที่ผมอายุ 61 ผมก็คิดว่าตัวเองกลับมา 1 ขวบใหม่ (หัวเราะ) ในวันที่อย่างน้อยเราก็โง่น้อยลงแล้ว แต่ยังคงโง่อยู่นะ เพราะยิ่งรู้เยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโง่เท่านั้น แต่ตอนรู้น้อยๆ คิดว่าตัวเองเก่ง แต่ก็คงมีเรื่องผิดในชีิวิตน้อยลงแล้ว เพราะตอนหนุ่มๆ เราไม่กลัว มีเรื่องผิดถูกอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดตอนนั้นผมยังมีชีวิตแล้วยังไม่ตายก่อน ผมมองภาพความน่าจะเป็นตอน 61 ของผม ผมคงจะยังวิ่งเทรล ยังปั่นจักรยานได้อยู่ แต่เรากลับมาคิดว่าเราจะอยู่แบบไหน อยู่ยังไง ผมมีความคิดอันนึงนะ อาจจะเป็นความคิดโง่เขลาของผมก็ได้ คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดแบบผม ที่ผมอยากจะมีพื้นที่สักแห่ง ในที่ดินของผม ตอนแรกผมเคยคิดว่าจะสร้างออฟฟิศใหม่ของ Fly Now ในพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ มีคนสองร้อยคนอยู่ แล้วคุณปลูกต้นกฤษณา ปลูกต้นไม้หายาก ใหญ่ๆ ยักษ์ๆ เลย เอาว่าลงทุนเป็นล้านน่ะ ทำออฟฟิศแบบเหาะเหินเดินอากาศอยู่กับป่าในเมือง เราก็คิดว่าเราทำได้นี่หว่า ยังไงที่ดินมันก็เอาตัวมันรอดอยู่แล้ว เราอยู่อย่างงี้คุณภาพชีวิตมันดี ที่นี่มันคือชายขอบของกรุงเทพมหานคร แต่มันเป็นเมืองหลวงของฝั่งธน แล้วฝั่งธนฯ กับกรุงเทพฯ จริงๆ มันไม่ต่างกันหรอก ผมเชื่อว่าคนที่อยู่ทองหล่อ มีตังเขาก็มาอยู่ฝั่งธนฯ กันหมด โอเค เราก็เลยคิดว่าจะทำออฟฟิศ แต่คิดไปคิดมามันก็ไม่จบน่ะ พนักงานเราก็มีแค่สองสามร้อยคน ความสุขแบบนี้มันก็หาได้ ไปเที่ยวต่างจังหวัดปีนึงบ่อยๆ หน่อย ก็มีค่าเท่ากัน ส่งพนักงานไปเวิร์คช็อปที่โน่นที่นี่ ก็ทำได้หมด มันเลยมีความคิดแวบนึงขึ้นมาว่าเราน่าจะทำตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ของสังคม ผมคิดว่าอนาคตของประเทศนี้น่าจะเกิดจากคนรุ่นใหม่ เพราะผมก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่ เราย้อนอายุไม่ได้ ผมเคยถามเด็กอายุยี่สิบกว่า ว่าน้องยิ้มให้พี่ น้องคิดอะไรกับพี่ น้องเขาบอกว่า คิดว่าพี่เป็นพ่อค่ะ (หัวเราะ) เขาให้เราเป็นพ่อก็ดีแล้ว ฉะนั้นเรากลับไปไม่ได้หรอก เราเป็นผู้ใหญ่คนนึงที่ผ่านกาลเวลา และเคยเป็นอย่างเขา ถ้าเราเอาตัวเราไปเทียบกับเขา เรา 57 เขา 20 อายุมันห่างกัน 37 ปี คุณต้องเข้าใจว่า ถ้าเขาจับคุณเข้าไปอยู่ในถ้ำ 37 ปีเนี่ย คุณออกมาคุณเดินไม่เป็น คุณคุยกับคนไม่รู้เรื่องเลยนะ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเราเลี้ยงลูกเหมือนเดิม เลี้ยงลูกน้องเหมือนเดิม หรือพ่อแม่พยายามเลี้ยงเราเหมือนยุคของตัวเอง ผมว่ามันผิดนะ ไอ้ขนบธรรมเนียมจารีตบางเรื่องที่มันเป็นสัจจะมันไม่ผิดหรอก แต่ในเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมันผิด วันนี้เราก็เลยมองว่าอนาคตมันเป็นของคนรุ่นใหม่ แล้วทำยังไงที่จะเรียงร้อยคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่เข้าด้วยกันให้มันเป็นห่วงโซ่ เพราะว่าเด็กรุ่นใหม่มันก็ไม่ได้ดีหมด คนรุ่นอย่างเรามันก็ไม่ได้แย่หมด อย่างน้อยเราก็เก๋าน่ะ (หัวเราะ) อย่างผมคุยกับทุกคนหมด เด็กก็คุย วัยเดียวกับเราก็คุย แก่กว่าเราก็คุยได้ เพราะผมว่าการคุยการแลกเปลี่ยนมันดีน่ะ เราไม่เชื่อหรอกว่าเราจะฉลาดไปตลอดเวลาไปทุกขณะจิต เราอาจเคยฉลาด แต่มันเชยน่ะ เคยฉลาดแต่เอาท์แล้ว... ตอนนี้คุณได้ลมแล้วใช่ไหม อากาศร้อนมันทำให้เราดีขึ้น เดี๋ยวเหงื่อเราจะออก แล้วเราดื่มน้ำเยอะๆ เราจะสดชื่นขึ้น อย่างน้อยให้รูขุมขนที่มันไม่ได้ทำงานแล้วมันได้ทำงาน เราได้ซาวน่าแบบธรรมชาติ ไม่ต้องไปทุรนทุรายอยู่ในห้องเล็กๆ รอว่าเมื่อไหร่จะครบห้านาทีสักที (หัวเราะ)

WURKON:

ดูท่าเด็กจะชอบอยู่กลางแจ้งมากกว่าผู้ใหญ่นะครับ (ได้ยินเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ข้างนอก)

สมชัย:

ใช่ เด็กๆ ชอบธรรมชาติ เห็นไหม แต่พอโตขึ้นไปอยู่ในตึก แล้วพอแก่ตัวก็กลับไปหาธรรมชาติใหม่ แต่ทำไมไม่ให้เขารู้จักว่าธรรมชาติคืออะไรตั้งแต่เด็กจนแก่ เด็กสมัยนี้โตในตึก มันกลายเป็นเหมือนหนัง Truman Show* ไปแล้วน่ะ ผมก็เป็นทุนนิยมคนนึงนะ แต่ผมมีความสำนึกว่ามันต้องมีทางเลือกอื่นให้สังคมนี้ ผมเลยเลือกว่า จะไม่สร้างคอนโด ไม่สร้างตึกสูง ผมจะทำของผมอย่างงี้ มันก็เลยเป็น “ช่างชุ่ย” นี่แหละ โดยมีเป้าหมายคือ อยากเห็นคนรุ่นใหม่ยืนด้วยตัวเองได้ คุยได้ พูดจาได้ นำเสนอได้ ทำมาหากินเป็น แล้วก็มีรุ่นกลาง รุ่นใหญ่มาเรียงร้อยกัน มาสร้างกระบวนการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แล้วเดินไปข้างหน้าด้วยกัน อยู่ที่นี่อย่ากร่าง กรุณาถอดหัวโขนไว้ ถ้าท่านจะมีเครื่องประดับสวยงาม ผมไม่ได้ว่าอะไร ท่านจะขับรถยี่ห้อดีขนาดไหน ท่านก็ขับมาเหอะ แต่เราอยากเห็นมิตรภาพ เห็นความน่ารักแบบไทยน่ะ ผมว่าความเป็นไทยมันโคตรน่ารักนะ สมัยก่อนตอนเด็กๆ ไปต่างจังหวัดเราไปขอน้ำเขากิน กินเสร็จเขาเอากล้วยมาให้อีก เขาเห็นดูท่าจะหิว กินข้าวไหม? อย่างงั้นเลยนะ เดี๋ยวนี้มันไม่มีหรอก หิวน้ำจัง ขอน้ำกินหน่อย ได้ ยี่สิบบาท ใช่ไหม? เรารู้สึกว่าอดีตของเราคืออนาคตของคนที่เจริญแล้วน่ะ คนที่เจริญแล้วเขาอยากเป็นอย่างเราสมัยก่อน แต่เรากำลังจะไปเป็นอดีตของเขาน่ะ อันนี้เป็นแค่ความคิดของผม มันอาจจะผิดก็ได้นะ ผมเริ่มเห็นว่าอดีตของเราคืออนาคตของบางประเทศ ที่เขากำลังกลับเข้าไปในวิถีดั้งเดิมแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเราไปพม่า ไปหลวงพระบาง คนหลวงพระบางน่ารักหมดเลยน่ะ เราคุยกับคนพม่าไม่เหมือนตอนเรียนประวัติศาสตร์เลยนะ คนพม่าน่ารักมากเลย ซื่อ ใส เรารู้สึกว่าประวัติศาสตร์ต้องเขียนอะไรผิดแหงเลย (หัวเราะ) แล้วพม่ามาถาม ทำไมคนไทยเกลียดพม่าจัง คนพม่าทำบุญตักบาตรกันเป็นเรื่องปกติ ตอนผมไปเจดีย์ชเวดากอง ผมเคยถามคนที่ไปไหว้เนี่ย เขาไหว้เพื่ออะไร เขาบอกว่าไหว้เพื่อหวังว่าชาติหน้าขอให้มีชีวิตที่ดี เขาไม่ได้ขอเพื่อชาตินี้นะ แต่คุณลองมาดูในบ้านเราสิ วัดไหนให้ผลทันใจ เร็วเหมือนใจคิด รับประกันได้ว่าจะมีคนมาไหว้เต็ม บางคนลงทุนยี่สิบบาท ขอห้าสิบล้าน (หัวเราะ) เมื่อเรารู้เยอะ เราก็เห็นโอกาสเยอะ ก็เลยเอาวะ ก็ทำตรงนี้แหละ มันก็เลยเกิดเป็นเรื่องยุ่งในชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกมาก

*The Truman Show (1998)

หนังของ ปีเตอร์ เวียร์ ที่เล่าเรื่องราวของ ทรูแมน เบอร์แบงค์ (จิม แคร์รี) ชายหนุ่มที่เป็นตัวเอกของรายการเรียลลิตี้โชว์ที่มีคนดูทั้งโลก เขาอาศัยอยู่ในโลกจำลองและคิดว่าโลกนั้นคือโลกจริง โดยไม่เคยออกไปเห็นโลกภายนอกตั้งแต่เกิดจนโต

ภาพจากเว็บไซต์ ช่างชุ่ย ถ่ายโดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์

WURKON:

ก็เลยมาทำโครงการที่มันใหญ่ขนาดนี้

สมชัย:

สำหรับเรามันก็ถือว่าใหญ่ เพราะเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่คนที่เขาทำอะไรใหญ่ๆ เขาก็บอกว่ามันเล็ก แต่ผมคิดว่าจะยังไงก็แล้วแต่ มันก็ไม่เคยมีใครทำอะไรแบบนี้มาก่อน คุณคิดว่ามันง่ายนักเหรอ การที่คุณจะเอาสังกะสี เอาประตูหน้าต่างมานั่งแปะไล่แบบนี้ เทียบกับคุณกดปุ่มแล้วจ้างผู้รับเหมามาเทพื้น สร้างผนังแบบอุตสาหกรรม คือถ้าเรามีเงิน แล้วเราใช้เงินเพื่อสร้างค่านิยมว่าเงินคือเงิน แล้วมันจะได้อะไรล่ะ? ไอเดียแรกของที่นี่คือ “Nothing is useless” มันไม่มีอะไรไม่มีค่า มันอยู่ที่คุณจะเห็นค่าของมันหรือเปล่า วันนี้สังคมรุ่นใหม่กำลังตีค่าวัตถุอย่างผิดเพี้ยน ประตูบานเฟี้ยม เหล็กดัด คุณเอาไปช่างกิโลขายตอนนี้เลย ได้สามบาทเจ็ดบาท เอาไปโรงงานถลุงเหล็ก หลอมเอาไปทำอย่างอื่นได้สิบแปดบาท คุณดูลายกนกอันนั้นสิ (ชี้ไปที่หน้าต่างเหล็กดัดที่อยู่บนกำแพงอาคาร) ถ้าผ่านไปแล้วคุณไม่เห็น หรือคุณเห็นแล้วคุณไม่เอาเขากลับมา มันก็จะกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้น่ะ ผมถามว่าคุณเอาเหล็กดัดอันนี้ไปให้ร้านดัดเหล็กสมัยนี้ แล้วบอกให้ช่วยดัดมาร้อยชุด เผลอๆ เขาจะไม่รับด้วย ถึงรับก็ทำได้ไม่ถึง เรามีแบบนี้เป็นพันบานน่ะ แล้วบางอัน โอ้โห ไหว้เขาเลยน่ะ เขาทำเป็นสระบัว เทพพนม คุณพระช่วย! เราเห็นว่าทุกอย่างมันมีค่า วันนี้ของพวกนี้กำลังถูกทำลายไปเรื่อยๆ

WURKON:

ของพวกนี้คุณลิ้มไปเก็บสะสมมาจากที่ต่างๆ เหรอครับ

สมชัย:

ใช่ บางครั้งเขาก็ทิ้ง บางครั้งก็ขาย เขาก็ถามผมน่ะ ผมซื้อไปทำไม? ผมบอก ถ้าผมบอกว่าผมจะทำสถานที่เพื่อทำให้คนเกิดปัญญา ทำสถานที่เพื่อให้กลายเป็นเทรนด์ใหม่ เขาจะงงเลยนะ เขาขำมากที่ผมซื้อของที่เขาทิ้งแล้ว เขาถามว่าจะเอาไปทำอะไร ผมบอก เอาไปทำโต๊ะกินข้าว เขาว่า จะบ้าเหรอ! เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าอย่าถามผม ก่อนถามพี่ก็มองผมแปลกๆ แล้ว พอผมตอบปุ๊บพี่บอกว่าผมบ้าเลย ชีวิตเราเดี๋ยวก็ตาย อายุขนาดนี้แล้ว เห็นอะไรมาเยอะ ถ้าเราจะผิดในวัย 57 ก็ช่างหัวมัน แต่ถ้ามันถูก เราดูผลลัพธ์ซิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แทนที่เราจะไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ก็อยู่ตรงนี้แหละ ตากแดดตากลมดูซิว่ามันจะเป็นยังไง ตอนผมทำที่นี่ขึ้นมา มีคนถามผมว่า ที่แบบนี้มีใครทำอีกไหม ถ้าคุณเข้าไปดูใน Pinterest คุณก็อาจจะเห็นอะไรที่ละม้ายนะ แต่เชื่อผมเลย ผมไม่เคยคิดจะก็อปใคร ผมแค่คิดว่าผมอยากจะทำ เพราะผมเห็นแล้วทนไม่ไหว แล้วผมซื้อหน้าต่างเยอะขนาดนี้ (หัวเราะ) ตอนที่ซื้อ ก็ไม่รู้ว่าจะซื้อไปทำไมนะ เห็นเหล็กดัดแล้วสงสารเขาเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้มีโอกาสได้ใช้ แล้วในโกดังมีอะไรบ้าบออีกเยอะ ผมเป็นพวกบ้าสมบัติน่ะ

WURKON:

ตอนซื้อมาไม่ได้คิดว่าจะเอามาทำอะไรแบบนี้เหรอครับ?

สมชัย:

ตอนซื้อหวังว่าจะมีบ้านหลังใหญ่ๆ ประมาณ 5,000 ตารางเมตร แล้วก็เก็บกรุมหาสมบัติพวกนี้ เพื่อจะบอกว่าเราเจ๋ง แต่เวลาอายุมากๆ แล้วเราคิดว่า เราโง่มากเลยที่จะขังชีวิตอยู่ในนั้น เมื่อเราสร้างส่ิงเหล่านั้นเราก็จะคัดคนเข้าใช่ไหม แล้วสุดท้ายเราก็จะเป็นตาแก่บ้าสมบัติอยู่คนเดียว

WURKON:

เป็นปูโสมเฝ้าทรัพย์?

สมชัย:

ใช่ไหม ผมว่าตัวเองคิดผิดว่ะ แล้วที่เราเก็บเนี่ย เราไม่ได้เก็บเพื่อตัวเราเองน่ะ มันเริ่มบอกเราแล้วนะ ว่าเราเก็บเพื่อส่งมอบต่อเท่านั้นเอง

WURKON:

เพื่อให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไป?

สมชัย:

ใช่ อันนี้เราเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้เอง สมัยก่อนซื้อของพวกนี้มา พอราคาขึ้นก็ดีใจ ซื้อมาหมื่น ขึ้นไปสองแสน โอ้โห แจ๋ว! แล้วถามว่าเราจะขายไหม? ก็ไม่ขาย! ก็รักมันน่ะ รักมันถึงได้ซื้อ แล้วถ้าเราไม่ได้เดือดร้อน ไม่ได้ยากจนอะไร เราจะขายไปทำไม หรือถ้าบอกว่าจะทำพินัยกรรม ตอนตายให้เผาไปพร้อมกับศพ เราจะทำอย่างงั้นเหรอ? (หัวเราะ) ไม่ทำหรอก! แรกๆ ก็เอาของที่หวงน้อยหน่อยมาใช้ สุดท้ายหวงมากหวงน้อยมันก็มีค่าเท่ากันหมดเลย เราก็คิดว่า ของที่เราหวงมาก คนได้เห็นมันก็จะเห็นถึงคุณค่า แล้วมันมีการสู้กันระหว่างของที่คนไม่หวงเลย ทิ้งๆ ขว้างๆ กับของที่คนตะเกียกตะกายอยากจะได้มาครอบครอง เอามาอยู่ด้วยกันน่ะ อย่างตู้ใบนึงราคาแพงมาก แต่เอาจริงๆ เผลอๆ ให้ฝรั่งมาเห็น เขาอาจจะบอกว่า ตู้ใบนี้มาจากประเทศไอ ไอไม่เลือกตู้ ไอเลือกเหล็กดัดแทน ใช่ไหม? มันอาจจะเป็นอย่างงั้นก็ได้

WURKON:

แล้วคำว่า “ช่างชุ่ย” นี่หมายถึงอะไรเหรอครับ

สมชัย:

เมื่อก่อนผมเคยตอบนะ แต่ตอนนี้ผมไม่ตอบแล้ว ถ้าคนถามผมว่า ช่างชุ่ย คืออะไร? ผมบอกว่ามันคือเครื่องหมายคำถาม ส่วนคุณจะตอบอะไรเป็นเรื่องของคุณ แต่ตอบยังไงผมก็สนใจจะฟังนะ เพราะที่นี่มันเป็นเครื่องหมายคำถามจริงๆ ถ้าถามว่าที่นี่มันมีทิศทางยังไง ผมก็หวังว่ามันจะเป็นประมาณนี้ๆ แต่เมื่อมันเสร็จแล้วมันไม่เหมือน แล้วมันดันดีกว่า ก็ให้มันเป็นไป ถ้ามันแย่กว่า ก็แก้ไขเสีย แล้ววันนึงมีคนมาอยู่ มารวมตัวกันเยอะ คุณก็เอาคนเหล่านั้นแหละ มาพูดจากัน ตอนนี้ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก ผู้ใหญ่ลิ้ม อนาคตมาเลือกกันเลย ใครจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะทำคอนเทนต์อะไรบ้าง คุณจะทำอะไรก็ได้ ถ้าเห็นชอบ เอาเลย อายุขนาดนี้แล้ว เราคิดตั้งแต่วันแรกแล้ว ว่าถ้าเจ๊งจะเป็นยังไง เดือดร้อนไหม? ก็คิดว่าไม่เดือดร้อน แต่ถ้าไม่เจ๊งจะเป็นยังไง อย่างน้อยเราก็นอนตายตาหลับน่ะ ที่ได้ทำ เพราะถ้าไม่ได้ทำก็ตายซะดีกว่า (หัวเราะ) เพราะเรื่องที่เราเคยทำ เด็กเขาทำได้แล้วน่ะ มันซ้ำแล้ว อะไรก็แล้วแต่ คุณเชื่อผมเหอะ คุณทำไปถึงจุดนึงแล้วคุณไม่หาจุดยืนใหม่นะ แล้วคุณไปแย่งงานเด็กทำ คุณอยู่หรือตายมีค่าเท่ากันน่ะ ฉะนั้นเราควรจะทำอะไรใหม่เรื่อยๆ เท่าที่สังขารและปัญญาจะไปได้ เวลาผมปั่นจักรยานเนี่ย มีคนถามผมว่ามีเป้าหมายไหม ไม่มี เวลาเราเจอสี่แยก สี่แยกจะบอกเราเองว่าเราจะไปทางไหน (หัวเราะร่วน)

WURKON:

ถ้าจะให้ตีความความเป็น ช่างชุ่ย เราว่ามันคือความเป็นไทยที่มันมีเสน่ห์ของอิมโพรไวส์ หรือการด้นสด ที่เราไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นยังไง

สมชัย:

ใช่ ผมว่านี่คือเสน่ห์ของประเทศนี้ ไม่ชอบเขียนแบบ ไม่ชอบวางแผน ผมเอาแบบแปลนไปให้ช่างก่อสร้างของผม เขาก็วางท้ายรถกระบะ ไปถามอีกทีเขาบอกว่าหาย ถ้าไปดู มันก็อยู่ตรงท้ายรถกระบะนั่นแหละ ประเทศเรามันเป็นแบบนี้ เราไม่ใช่ญี่ปุ่น เยอรมัน เราไม่ใช่ประเทศที่มันต้องเป๊ะหมด

WURKON:

บางคนมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจุดอ่อน เป็นความด้อยพัฒนา

สมชัย:

ในโลกนี้มันไม่มีอะไรแข็งหมด และไม่มีอะไรอ่อนหมด ไม่มีใครเลวสุด ไม่มีใครดีสุด ไม่มีใครเลวสุด ไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบ ความสมบูรณ์แบบมันเป็นเรื่องตอแหล แล้วก็ไม่มีคำว่า ชุ่ย ทุเรศสุด ไม่มี มันแค่เป็นการกำหนดเพื่อยกสถานภาพเท่านั้นเอง แล้วอะไรที่เรามองว่าห่วยๆ เนี่ย น่าตกใจมากนะ ว่าคนที่มาชมเรากลายเป็นประเทศที่เราอยากเป็นอย่างเขาน่ะ ผัดไทยของเราเป็นอาหารยอดฮิต ส้มตำอย่างเงี้ย อีกหน่อยผมว่าปลาร้าจะชนะชีสนะ อาหารข้างถนนของเราเป็นอะไรที่หากินได้ 24 ชั่วโมง แล้วก็เป็นประเทศที่ต่อให้มีเงินน้อยเท่าไหร่ก็ไม่อดตาย ไม่ไหวก็ยิงนก เจอน้ำที่ไหนมีปลาก็ตกปลา อยู่ฝรั่งเศสคุณลองไปยิงนกสักตัวดูสิ ว่าจะเป็นยังไง (หัวเราะ) ผมว่าเสน่ห์เราเยอะ ข้อด้อยเราก็เยอะนะ ถ้าเราไม่ไปสนใจข้อด้อยล่ะ ถ้าคุณสนใจก็แปลว่าคุณกำลังจะสร้างสารก่อมะเร็งให้กับชีวิตคุณ ถ้าคุณไม่สนใจ มองแต่เรื่องดีๆ ผ่านตาเรา ผ่านตาพรรคพวกที่อยู่เมืองนั้นเมืองนี้ วันนึงผมเคยไปพักที่เมืองบาธ ลอนดอน ผมบอกขอโรงแรมอย่างดี เชฟอย่างดี ไปเลย ไปถึงมีหมูอยู่หน้าทางเข้าโรงแรม เลี้ยงเอง ผักปลา ปลูกเอง เลีี้ยงเอง เข้าไปนอนในห้องพักเป็นยุ้งฉาง ผักที่มันปลูก เป็นผักสวนครัวรั้วกินได้ เราถามว่ามันใหม่ตรงไหนวะ บ้านเรานะ ฝรั่งชอบอยู่อีสาน มันอยากขี่ควาย อยากทำนา ถ้าผมเป็นผู้นำนะ ผมทำเป็นโอท็อปห้าดาวเลย ทำเป็นโฮมสเตย์เลย อันนี้ไม่เลวนะ แต่ผมไปเสนอคงไม่มีใครฟังผมน่ะ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วศิลปะล่ะ มันจับใจอะไรคุณลิ้มถึงทำให้ชีวิตมาผูกพันกับมันแบบนี้

สมชัย:

ชีวิตคนเรานะ จะตีราคาคน เราตีจากการที่เขาทำงานเป็นไหม ถ้าเป็นก็ได้สักห้าหมื่น ไม่เกินกว่านั้น เก่งกว่านั้นคือต้องรู้จักคน ปกครองคนเป็น อันนี้จะมีโอกาสขึ้นเป็นเจ็ดหมื่น อาจจะไปเตะๆ แสน แต่ถ้าคุณเริ่มคิดเองได้เมื่อไหร่นะ พวกนี้แสนอัพ พวกที่นั่งเฉยๆ แกว่งตีน แล้วงานเดิน แล้วกินเงินเดือนเยอะๆ คนพวกนี้พิเศษจริงๆ แต่คนที่สูงกว่านั้น ผมว่าเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ คุณจะเป็นนักบริหาร หรือนักคิดอะไรก็แล้วแต่ ในทุกแขนง ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรค์ค่าตัวคุณจะแพงที่สุด ถ้าคุณเป็นนักการเงินที่โคตรครีเอทีฟ คุณจะคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านการเงินออกมา ถ้าคุณเป็นหมอผ่าตัดที่โคตรครีเอทีฟ คนอื่นเขาผ่าแบบนึง คุณผ่าอีกแบบนึง ผมมีเพื่อนเป็นหมอผ่าตัด ว่างๆ เขาก็ผ่าหมูทดลอง แล้วมีเคสนึง สมมติเขาต้องผ่าหลัง แต่ปัญหาคือ ผ่าง่าย แต่พักฟื้นนาน เพราะแผลมันกดทับตลอด เขาก็เลยลองผ่าจากข้างหน้าไปหากระดูกสันหลังจากการทดลองผ่าหมู เป็นการผ่าตัดที่ผ่ายาก แต่พักฟื้นง่าย หายเร็ว นี่มันโคตรครีเอทีฟเลยนะ แล้วเขาก็ได้เป็นศาสตราจารย์โดยเขียนหนังสือแค่สองหน้าน่ะ ผมคิดว่าคนทำงานทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นอาชีพอะไร ระดับท็อปๆ ของโลกเลยนะ คุณไปดูเหอะ เขาไม่ได้คิดเหมือนชาวบ้านหรอก แล้วคนที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้ก็บ้าทุกคน

WURKON:

ไม่เดินตามตูดคนอื่น

สมชัย:

เออ ถ้าคุณเป็นนักร้อง แล้วคุณไปร้องเพลงตาม The Beatles ต่อให้ร้องเหมือนมาก ร้องให้ตายยังไงคุณก็กินเงินเดืิอนไม่เกินห้าหมื่น เอาแบบคุณดังเลยนะ ร้องเหมือนท่านเซอร์พอล แมคคาร์ทนีย์ เป๊ะๆ ไปหากินแถวลาสเวกัส คุณก็อาจจะได้สักแสนนึง แต่ถ้าคุณร้องหมอลำหรืออะไรสักอย่างที่ทำให้คนในโลกนี้หยุดขึ้นมา เป็นเรื่องเลยนะครับ! สิ่งเหล่านี้มันคือความคิดสร้างสรรค์ แล้วความคิดสร้างสรรค์มันมาจากอะไรล่ะ? มันก็มาจากศิลปะนั่นแหละ ถ้าคุณไม่ทิ้งศิลปะนะ ชีวิตคุณจะโคตรศิวิไลซ์เลย ศิลปะมันไม่มีลิมิต คำว่าไม่มีลิมิตหมายถึง งานศิลปะบางชิ้นมันเซ็ตเทรนด์ล่วงหน้าเป็นร้อยปีน่ะ เวลาคุณพูดถึงศิลปินที่ตายไปแล้ว อย่างน้อยๆ คุณต้องนึกถึงแวนโก๊ะห์คนนึงแล้ว ชีวิตเขาน่าสงสารนะ ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็คงเหมือนคนเอาภาพวาดของเขามาเป็นเป้าปาลูกดอกน่ะ (หัวเราะ) แต่งานของเขามันเซ็ตเทรนด์ล่วงหน้าไปเป็นร้อยปีน่ะ ผมก็เลยคิดว่า ความแหลมคมคืองานศิลปะ แล้วงานศิลปะเดี๋ยวนี้มันหลากหลาย แล้วบางคนมันโคตรฉลาดน่ะ ศิลปินบางคนเขียนเกือบตาย แต่บางคนขยับตัวนิดเดียวก็ชนะแล้วน่ะ อย่าง โน้ต Dudesweet (พงษ์สรวง คุณประสพ) เขามาทำกราฟิตี้ให้ช่างชุ่ย โน้ตก็ไม่วาดเลย คนอื่นเขาจะเสร็จอยู่แล้ว บางคนนี่วาดสุดใจขาดดิ้นเลย ใกล้จะหมดเวลา โน้ตเอาสีสเปรย์มาพ่น “ไอ้อ้วนแฟนไอ้ยุทธเป็นสายตำรวจ” จบ (หัวเราะ) ทั้งหมดทั้งมวล มีแต่คนถ่ายรูปอันนี้น่ะ (หัวเราะร่วน) ฉะนั้นถ้าถามว่าศิลปะมีอิทธิพลยังไง ผมบอกเลยว่าถ้าคุณดูงานศิลปะแล้วเข้าใจไปเรื่อยๆ คุณโคตรมีบุญเลยนะ เพราะฉะนั้นผมต้องพยายามทำความเข้าใจกับศิลปะให้ได้ ไม่ว่าเราจะโง่แค่ไหน เราก็ต้องหาคนมาช่วยชี้แนะจนเราพอเข้าใจ แต่พอถึงจุดนึงปุ๊บมันก็ไม่เกินความสามารถเราหรอก เคยดูไม่รู้เรื่อง เราจะดูสักสิบปีน่ะ ให้มันรู้ไปว่าจะไม่รู้เรื่อง ดูเสร็จ พอรู้เรื่องปุ๊บมันก็พอจับลายแทงได้ละ เพราะความจริงในโลกนี้มันไม่มีอะไรสลับซับซ้อนมากหรอก รัก โลภ โกรธ หลง พอเรารู้ปุ๊บ พอคุยกับศิลปิน เราก็รู้แล้วว่าเขาโกหกตอนไหน (หัวเราะ) ศิลปินบางคนอธิบาย เราก็รู้แล้วว่าทั้งหมดทั้งมวลที่พูดให้เราฟังครึ่งชั่วโมงมันตอแหล เขาพูดความจริงแค่ห้านาที แต่ก็ฟังไว้ ไม่เห็นเสียหาย แต่บางคนพูดห้านาที โอ้โห ทำเอาเรากลับไปคิดห้าปี เราเลยคิดว่าศิลปะมันเป็นสิ่งที่จรรโลงหัวใจ และทำให้เราทำได้เกือบทุกเรื่อง ผมทำอาหารผมก็ใช้ศิลปะ ผมตัดผม ผมก็ใช้ศิลปะ ผมทำได้ทุกอย่างน่ะ ผมไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่ผมทำได้ เนื่องจากผมไม่รู้อะไรนอกจากศิลปะ ผมก็เลยไม่กลัวอะไร เพราะคำว่าศิลปะมันทำให้เราไม่ต้องกลัวหรอก แล้วถ้ามีปัญญาผสมเข้าไปอีก ผมว่านั่นคือคุณค่าที่มันประเมินค่าไม่ได้

WURKON:

แต่พื้นที่อย่าง ช่างชุ่ย ก็ไม่ใช่พื้นที่ทางศิลปะอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจและคุ้นเคย เพราะมันรวมหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน

สมชัย:

ใช่ๆ มีฝนตกฟ้าร้อง เราจะบอกเลย อาคารเรารั่วแน่นอน คุณกินข้าวอยู่ คุณเห็นน้ำไหลลงมา คุณอย่าตกใจนะครับ นี่คือลักษณะของการอิมโพรไวส์ของที่นี่ ถ้าคุณต้องการสบาย คุณไปที่โน่น ที่นี่คุณต้องอยู่ร้อนๆ ถ้าฝนตกคุณมีโอกาสเปียกฝน ถ้าคุณรับไม่ได้คุณอย่ามา ถ้าคุณมา คุณอย่าด่าผม แต่ถ้าคุณจะด่าผม กรุณาด่าให้ผมได้ยิน เพราะถ้าคุณด่าผมลับหลัง ผมว่าคุณไม่แฟร์ ถ้าคุณด่าให้ผมได้ยิน ผมจะได้แชร์กับคุณ ถ้าคุณด่าถูก ผมจะไหว้คุณ ถ้าคุณด่าผิด ให้ผมได้อธิบายให้คุณฟังหน่อย แต่ถ้าคนด่าโง่มากๆ ผมจะไม่คุยด้วย ผมจะให้ไปคุยกับต้นไม้แทน เพราะมันเสียเวลาชีวิตผม (หัวเราะร่วน)

WURKON:

เห็นว่าศิลปินหรือคนทำงานสร้างสรรค์ที่เลือกมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้มีแต่ศิลปินรุ่นใหญ่หรือคนที่มีชื่อเสียง มันก็มีรุ่นกลางรุ่นใหม่รุ่นเล็กเข้ามาผสมอยู่ด้วย

ภาพจากเว็บไซต์ ช่างชุ่ย ถ่ายโดย วศินบุรี สุพานิชวราภาชน์

สมชัย:

ใช่ ผมเชื่อว่ากระบวนการเรียงร้อยของคนหลายๆ รุ่น ความหลากหลายของแนวความคิด ความหลากหลายสถานภาพ ความหลากหลายความสำเร็จ ความหลากหลายความล้มเหลวมาแชร์กันเนี่ย ผมว่าคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตการเป็นมนุษย์นะ ผมเชื่อว่าที่ใหม่ คนใหม่ มันจะได้เรื่องใหม่ที่มีความมหัศจรรย์เกิดขึ้น ผมเชื่ออย่างงั้น ทำไมน่ะเหรอ คุณมาคุยกับผมเนี่ย คุณก็รู้สึกใหม่แล้วนะ ถึงจะร้อน แต่มันก็เป็นการสัมภาษณ์ที่ผมว่าสนุก อย่างน้อยเราก็หัวเราะกันนับครั้งได้ประมาณสิบสองครั้ง ตอนที่คุณออกมาคุยกับผมตรงนี้ คุณคงคิดหนักเหมือนกันว่าคุณต้องอยู่ในที่ร้อน แต่คุณก็ยิ้มไปสามสิบหกครั้งน่ะ (หัวเราะร่วน) เพราะว่าที่มันใหม่ คนใหม่ คุยกันเรื่องอะไรใหม่ๆ ผมเชื่อในพลังแบบนี้นะ การสื่อสารทางเดียวมันจะได้อะไร ถ้าเป็นการสื่อสารสองทาง เป็นชีวิตจริงล่ะ ผมต้องการเห็นปรมาจารย์สักคนมานั่งคุยกับเด็กสี่ห้าคน ผมถามว่าเวลาคุณไปบรรยาย แล้วมีคนมาฟังคุณห้าพันคน คุณจะพูดยังไงล่ะ คุณต้องหาค่ากลางให้ได้ คุณอาจจะต้องโกหกบ้าง แต่เวลาคุณคุยกับคนห้าคนเนี่ย คุณกล้าโกหกไหม อย่างน้อยมันก็น้อยลงแล้ว แล้วห้าคนที่คุย ถ้าโชคดีเขาอาจได้บรรลุหมดเลยนะ เพราะมันเป็นการสื่อสารสองทาง มันได้สัมผัส ได้เข้าถึง เสร็จแล้วมีคนมาบอกคุณว่า ผมขอเป็นลูกศิษย์พี่ ผมขอให้คุณเป็นพี่ผม มันจะมีค่ามากกว่าไหม ที่คุณจะไปพูดจาให้คนเป็นพันคนฟัง มีคนตบมือให้คุณแล้วแยกย้ายกันไป ไม่มีการพูดคุยกันต่อเลย คุณมาสัมภาษณ์ผม เราคุยกันอย่างงี้ อย่างน้อยๆ เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ ลูกคุณก็เหมือนหลานผมแล้วน่ะ เขาเห็นลุงคนนี้ใส่แว่นกลมแปลกดี แล้วก็ดูเหมือนจะใจดีด้วย เขาก็อยากจะมาเล่นกับผม ไอ้ตรงนี้ชาติอื่นหาไม่ได้หรอก คุณเชื่อผม เขาจะถือว่าแปลก อยู่ๆ คุณจะไปช่วยอะไรใครซี้ซั้ว เขาจะบอกว่า ไม่ต้องยุ่ง แต่เวลาเขายอมให้คุณช่วยปุ๊บ เขาจะบอกว่า ทำไมคุณน่ารักขนาดนี้ หลานผมไปเรียนเมืองนอก สาวเกาหลีน่ารัก กำลังย้ายบ้าน ก็เข้าไปช่วย เขาบอก ไม่ได้นะ หลานผมบอก เธอจะแบกไหวได้ยังไง ให้ฉันช่วย แป๊บเดียวเขายอมเป็นแฟนเลย เพราะไม่เคยเจอคนแบบนี้ไง (หัวเราะ) ในเมื่อเรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันคือคุณค่าของชีวิต ในความเป็นไทย เราก็แค่เรียงร้อยมันเข้าด้วยกันดีกว่า เราก็เลยเชื่อว่าเรื่องที่มันเก่าที่สุด คือเรื่องที่มันใหม่ที่สุด และเรื่องที่มันใหม่ที่สุด มันก็มักจะมาจากสิ่งที่เก่าที่สุด

WURKON:

แต่ก็น่าเศร้าที่คนที่มองเห็นคุณค่าเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนจากภาคเอกชน หรือปัจเจกชน ผู้มักจะไม่ได้รับการสนุบสนุนจากภาครัฐเท่าไหร่ อย่าง Documentary Club หรือคนอย่างคุณ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น

สมชัย:

นี่คือสารพิษในร่างกาย ถ้าคุณคิดเรื่องนี้สารพิษจะหลั่งตลอดเวลา เพราะถ้าคุณไม่พูดมันจะระเบิดข้างใน แต่พอคุณพูดออกไปเยอะ เดี๋ยวก็จะมีห้องสี่เหลี่ยมให้คุณอยู่ (หัวเราะ) คือคนพวกนี้เป็นคนที่เราต้องยกย่องเขามากนะ ที่เขาได้มอบชีวิตเขา อุทิศตนในฐานะคนไทยคนหนึ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไม่กลัวคำว่าเหน็ดว่าเหนื่อย อย่างไม่กลัวความลำบาก ถ้าเรามีปัญญาและเห็นคนอย่างนี้ เราต้องไหว้เขานะ เราต้องคิดอยู่เสมอว่าในชาตินี้เราจะได้มีโอกาสตอบแทนคนอย่างนี้ไหม ถ้ามี ผมจะสบายใจ ไม่ใช่เราหลงใหลคนเก่งนะ อย่างพิเชษฐ์ หรือใครอีกหลายๆ คนเนี่ย ที่สุดนะ เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองนะ แต่เขาทำเพื่อความคิดว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง เหมือนดูหนังจบแต่คนไม่จบน่ะ คุณไปดูหนังในโรงหนังจบ รอบต่อไปมา ถ้าคนไม่ออกเขาก็ไล่ แต่ที่นี่ หนังจบคนไม่จบ ก็คุยกันต่อสิ คุณดูหนังดีๆ เรื่องนึง มันเปลี่ยนชีวิตได้เลยนะ หนังเรื่องแรกที่ผมประทับใจคือ The Godfather ภาคแรก ครูสอนศิลปะผมสอน มึงต้องไปดูหนังเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง ก็ดูไปสามรอบกว่าจะรู้เรื่อง เปิดฉากมายืดเยื้อ เป็นงานเลี้ยง แต่มันคลาสสิค คุณดูเมื่อไหร่คุณก็จะบอกว่ามันสุดยอดน่ะ ตอนนั้นเนี่ยผมถกเรื่องหนังเรื่องนี้กับครูผม แต่ถ้าวันนี้เรามีโอกาสถกกัน สามสี่รุ่น เถียงกันบ้างอะไรบ้าง สนุกออก เผลอๆ ได้มุมมองของ Godfather มุมมองใหม่น่ะ อันนี้ประมาณว่าศิลปะมันมีอิทธิพลต่อชีิวิตเรายังไง ศิลปะมันที่สุดเแล้วน่ะ ผมว่า มันขัดเกลาจิตใจ ทำให้เบิกบานใจ

WURKON:

เห็นคุณลิ้มบอกว่าพื้นที่ตรงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

สมชัย:

ใช่ เอาจริงคือผมเป็นมนุษย์ที่ ศิลปินก็บอกว่าผมไม่เป็นศิลปิน เขาบอกผมเป็นนักธุรกิจ พวกนักธุรกิจเขาก็บอกว่าผมไม่ใช่นักธุรกิจ แต่เป็นศิลปิน เราก็ว่าเราโชคดีมากเลยที่ได้เป็นทั้งสองอย่าง เราคิดว่าตรงนี้ต่างหากที่มันจะทำให้เกิดความเชื่อมโยง

WURKON:

เพราะคุณเป็นคนที่อยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างสองโลก

สมชัย:

ถูก เพราะผมเชื่อในโลกสองโลกด้วยความเคารพนะ

WURKON:

ไม่ได้รังเกียจธุรกิจ

สมชัย:

ไม่ เพราะมันต้องเชื่อมโยงกันไง อนาคตที่นี่ก็ไม่ได้มีแต่ศิลปะอย่างเดียว คุณก็เอานักวิทยาศาสตร์มาคุยได้ เอานักเศรษฐศาสตร์มาคุยได้ นักเศรษฐศาสตร์ที่ฉลาดมากของบ้านเราคือ ดร. โกร่ง (วีรพงษ์ รามางกูร) เขาเป็นคนที่สามารถพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่ง่ายมาก แต่เข้าใจปรุโปร่ง ที่นี่คือพื้นที่ทับซ้อนกันครั้งใหญ่ที่สุด ของทั้งคนไทยด้วยกัน ทั้งไทยและเทศ แล้วผมอยากจะดูว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะบอกว่า ผมไหว้คุณล่ะ คุณอย่าทำเรื่องที่คุณเคยทำ ถ้าคุณคิดว่าศิลปะมันต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ต้องมีจัดแสงไฟ ต้องมีระบบการไหลเวียนโน่นนี่ กรุณาลืมไปได้เลย ที่นี่คุณจะคิดอะไร ขอให้คิดแบบสุดแรงเกิด ถ้าไม่ติดคุก ผมจะให้คุณทำ แต่ถ้าบางครั้งคุณไปเกาหลังให้ผมในคุกแล้วมันมีสาระ ผมก็ยอมนะ (หัวเราะ) แต่กรุณาอย่าทำเรื่องเดิมๆ ให้คนอื่นเขาทำเหอะ มีคนนึงมาบอกผมว่า “ผมไม่หล่อเลย อ้วน ฟันหลอ ไปที่ไหนก็คิดว่าเป็นคนใช้แรงงาน แต่ผมอยากทำงานศิลปะมากเลย ผมมาขออยู่ห้องน้ำชายพี่ได้ไหม มานั่งเปิดทีวีเก่าๆ ดูในห้องน้ำ แล้วผมจะเอาเพื่อนผม เป็นผู้หญิงสวยทุกคนเลย แต่งตัวเซ็กซี่มาเคล้าคลอเคลียกับผมให้ผ่านไปผ่านมาดู” ผมบอกมาเลย กูชอบ

WURKON:

อันนี้คือเรื่องจริงเหรอครับ

สมชัย:

เรื่องจริง! (หัวเราะ) คือแค่ฟังก็สนุกแล้วน่ะ ผมอยากดูว่าปฏิกิริยาของคนจะมองยังไง ผมให้ทำเลย โคตรชอบเลย

WURKON:

แต่ถึงจะเป็นพื้นที่ใหญ่ ยังไงมันก็คงไม่สามารถรับทุกคนในโลกที่เข้ามาเสนอได้ คุณลิ้มมีวิธีการยังไงที่จะคัดสรรคนเหล่านี้เข้ามาครับ

สมชัย:

คืองี้นะ ผมว่าที่นี่น่ะ กรุณาอย่าเป็นเจ้าของ ผมไม่อยากให้ใครมาผูกขาด เอาเป็นว่าถ้าเกิดการเริ่มต้นครั้งนี้มันโง่ที่สุด มันก็แล้วกันไป แต่ถ้ามันไม่โง่ คนต่อจากผมไปต้องฉลาดกว่าผม แล้วคุณช่วยเลือกหน่อยว่าคุณจะเอาใครเข้าใครออก (หัวเราะ) แต่ตอนนี้ผมก็เอาพรรคพวกผมนั่นแหละ คนที่รู้จักน่ะ ก็บอกกันว่ามีใครสนใจ มาลงขันกันหน่อย เป็นกฐิน ก็ทำไปก่อน แล้วถึงเวลาคนไหนอยากสนุก เราเลือกเลย มาช่วยหน่อยว่าจะคัดสรรผลงานกันยังไง หนังสืออยากจะทำ เอาเลย ใครจะรับทำ มาทำเลย มันก็คือการลงขันทางความคิด แล้วผมว่าพื้นที่ตรงนี้ ที่จบ คนไม่จบ ที่จบ คอนเทนต์ไม่จบ มันมีปฏิกิริยาพร่างพรูต่อเนื่องไปตลอด เพราะเราไม่ได้ต้องการทำให้ที่นี่เป็นที่สำหรับถ่ายรูป ถ้าคุณจะถ่าย ผมไม่ว่าอะไร แล้วมันก็ถ่ายออกมาสวยด้วย แต่มันไม่ใช่จุดประสงค์หลักไง จุดประสงค์หลักก็คือ เราต้องการให้คนมาถ่ายทอด มาแลกเปลี่ยนกันมากกว่า.

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

#WURKON #art #creative #space ##artgallery #theatre #cinema #coworkingspace #cafeandRestaurant #designstudio #exoticgarden #vintagebarber #privatemuseum #thailandshowcase #musicstore #bookstore #tea House #creativeshop #fashion #streetfood #market #วัสดุเหลือใช้ #reused # recycle #สังกะสี #เหล็กดัด #หน้าต่างประตูไม้สักเก่า #สมชัยส่งวัฒนา #flynow #แรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30