Blog

Peoplespace นักวางกลยุทธ์และบริหารจัดการทรัพยากรสำนักงาน ผู้นำเทรนด์การออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ของเมืองไทย

Peoplespace นักวางกลยุทธ์และบริหารจัดการทรัพยากรสำนักงาน ผู้นำเทรนด์การออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ของเมืองไทย

13 มีนาคม 2562

ในปัจจุบัน รูปแบบและเทรนด์ในการออกแบบพื้นที่ทำงานในสำนักงานได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากการออกแบบพื้นที่สำนักงานที่คำนึงถึงความกว้างขวางใหญ่โตและการตกแต่งที่สวยงาม กลายมาเป็นการออกแบบพื้นที่สำนักงานที่ใส่ใจกับการใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเปี่ยมประโยชน์ใช้สอยอย่างสูงสุด พื้นที่ทำงานไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดตายตัวอยู่แต่ในห้องทำงานหรือโต๊ะทำงานแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่สามารถปรับเปลี่ยนหมุนเวียน และเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระ ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อันเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานยุคใหม่แล้ว ยังเป็นการประหยัดพื้นที่ เงินทุน และทรัพยากรที่นับวันยิ่งมีน้อยลงทุกที ดังจะเห็นได้จากสำนักงานขององค์กรระดับโลกที่ตอบรับเทรนด์การออกแบบพื้นที่สำนักงานยุคใหม่กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, Apple หรือ Pixar

หันกลับมามองในบ้านเรา องค์กรชั้นนำหลายแห่งก็เริ่มนำแนวคิดและเทรนด์นี้มาปรับใช้กับสำนักงานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Bayer Thai, Nestle Thailand, CP All, Chevron Thailand, SCG, HP (Thailand), Seagate Technology Thailand Ltd., และอีกหลายต่อหลายแห่ง ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดในการออกแบบพื้นที่สำนักงานแบบใหม่ของสำนักงานเหล่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นบริษัทสัญชาติไทย (ซึ่งมีสาขาอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) ที่มีชื่อว่า Peoplespace Consulting (Thailand) Co., Ltd. นั่นเอง เรามีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้ ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปีในการพัฒนาแนวคิด workplace strategy และ corporate workplaces ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการออกแบบและบริหารจัดการพื้นที่สำนักงานยุคใหม่ เขาเป็นผู้นำในการบริหารจัดการทรัพยากรและการออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานระดับแนวหน้าของประเทศไทย

เรามาทำความรู้จักกับตัวตนและแนวคิดของชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารจัดการทรัพยากรและนักออกแบบสำนักงานแนวทางใหม่อย่าง อายุธพร บูรณะกุล หรือคุณเอก ไปพร้อมๆ กันเถอะ

WURKON:

การทำงานของ Peoplespace ที่เรียกว่า Workplace Strategy นี่มันเป็นยังไงเหรอครับ

อายุธพร:

งานด้าน Workplace Strategy เนี่ย ถ้าเป็นในเมืองไทยมีผมแค่คนเดียวที่ทำในแนวนี้ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จริงๆ ผมทำงานด้านนี้มาสิบห้าปี Workplace Strategy เป็นงานด้านการบริหารจัดการพื้นที่สำนักงานให้มีประสิทธิภาพ ถามว่าเป็น Interior Design (การออกแบบและตกแต่งภายใน) ไหม ก็กึ่งๆ แต่ในต่างประเทศเนี่ย เขาจะไม่นับงานด้านนี้ให้อยู่ในฝั่งของ Interior Design แต่เขาจะนับงานพวกนี้ให้อยู่ในฝั่งของ Facility Management หรือการบริหารจัดการทรัพยากรอาคาร ส่วนคำว่า Workplace Strategy เนี่ย เขาเพิ่งบัญญัติศัพท์นี้มาได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเอง งานแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วมันไม่ได้มองความสวยงามเป็นหลักอย่างเดียว มันคือการเข้าใจเรื่องของ People (ผู้คน) Property (ทรัพย์สิน) และ Technology สามส่วนนี้ และวัฒนธรรมของการทำงาน เพื่อที่จะตอบสนององค์กรในแง่ของการเงิน (Financial), การลงทุนภายในองค์กร (Internal Invesment) เรื่องของคุณค่าของแบรนด์ (Brand Value) เรื่องของความพึงพอใจ (Satisfaction) หรือเรื่องของการดึงให้พนักงานอยู่กับองค์กรมากขึ้น (Retention) เรื่องของสมรรถนะที่สูงในการทำงาน (High Performance) ดีไซน์เป็นส่วนเล็กๆ ส่วนนึง แต่สวนใหญ่ๆ คือการเข้าใจองค์กร เข้าใจรูปแบบการทำงาน เข้าใจประชากรของหน่วยงานนั้นๆ ว่ามีกี่เปอร์เซ็นต์ เขามีเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ เจนเนอเรชั่นวายเท่าไหร่ การทำงานเขาเป็นแบบไหน ศึกษาการใช้พื้นที่จริงๆ อันนี้คือสิ่งสำคัญ แล้วเราค่อยมาทำงานดีไซน์ เพราะสุดท้ายมันเป็นเรื่องของพื้นที่ที่เป็นการลงทุนในสำนักงาน มันจะแตกต่างกับพวกโรงแรมหรือร้านค้าที่คุณลงทุนให้สวยงาม ให้สบาย เพื่อจะดึงดูดให้คนจ่ายเงินเข้ามาพักมากขึ้น แต่สำนักงานมันต้องทำยังไงก็ได้ให้คนมีความสุข มีความพึงพอใจในการทำงาน ตอบสนองความสะดวกสบายในการทำงานของเขาให้มากที่สุด เพื่อดึงศักยภาพในการทำงานของเขาออกมาให้ได้มากที่สุด

WURKON:

มันต่างกับโรงแรมตรงที่ โรงแรม คนมาแล้วก็ไป แต่สำนักงานคนมาแล้วอยู่ไปเรื่อยๆ

อายุธพร:

ใช่ครับ แล้วองค์กรเนี่ย สมมติเราดีไซน์ ณ วันนี้ เผลอๆ อีกสามเดือนถัดไป มีการเปลี่ยนแปลง รีโนเวทละ มันจะมีการเปลี่ยนแปลง รีโนเวทตลอดเวลา ส่วนใหญ่แล้วทุกๆ หนึ่งปีจะมีโครงการเข้ามา แล้วแต่ว่าจะมากจะน้อย จะเล็กจะใหญ่ เพราะรูปแบบของธุรกิจมันจะมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของแผนธุรกิจทุกๆ ปี มันก็เลยต้องมีการเปลียนแปลง หน่วยงานนี้เพิ่ม หน่วยงานนี้ลด หน่วยงานนี้ขยาย หน่วยงานนี้ยุบตลอด

WURKON:

แนวคิดแบบ Workplace Strategy นี่แรกเริ่มมันมีที่มาจากไหนเหรอครับ

อายุธพร:

จริงๆ น่าจะมาจากอเมริกากับยุโรป สมัยก่อนสักหกสิบเจ็ดสิบปีที่แล้ว มันจะมีบริษัทชื่อ DEGW ก็เป็นบริษัทสถาปนิกนี่แหละ ซึ่งเขาสนใจเรื่อง Data มันเหมือนกับที่เราคิดว่า พอเราออกแบบสำนักงานเสร็จแล้วเนี่ย เขาอยู่กันยังไง เขาใช้ยังไง ทำไมเขาเรียกเราเข้ามาปรับปรุง แล้วทำไม HR (ฝ่ายทรัพยากรบุคคล) ที่ดูแลเรื่องทรัพยากร ทำไมแผนมันถึงไม่ควบคู่ไปกับนโยบายด้านไอที นโยบายด้านพื้นที่ เราบอกว่าเรามีคนหกพันคน เราต้องใช้พื้นที่หกหมื่นตารางเมตร มันมาจากไหน? มันใหญ่ไปไหม? เราจำเป็นต้องใช้พื้นที่ใหญ่ขนาดหกหมื่นตารางเมตรไหม เราใช้แค่สี่หมื่นตารางเมตรได้ไหม หลายองค์กรทำงานแบบ หนึ่งคนใช้พื้นที่สิบตารางเมตร ขยายไปเรื่อยๆ ถามว่าเขาใช้งานจริงๆ ไหม ก็อาจจะไม่ แต่เงินที่ลงทุนไปน่ะ มหาศาล หนึ่งตารางเมตรเฉลี่ยของประเทศเราตีราคาได้สักแปดร้อยบาทละกัน สิบตารางเมตรก็เป็นแปดพันบาทต่อหนึ่งคน นี่แค่ค่าเช่าอย่างเดียวนะ ยังไม่รวมอันอื่น เพราะฉะนั้นถ้าเซ็นสัญญาเช่าอาคารสามปีก็คูณไปสามสิบหกเดือน ถามว่าคุ้มไหมกับการใช้งานจริงๆ ระหว่างจำนวนคนกับพื้นที่ขนาดนี้ อันนี้เราก็ต้องมานั่งดู และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด หลักๆ จริงๆ มันเริ่มมาจากลอนดอน ในช่วงปี 2000 - 2008 ช่วงนั้นลอนดอนมีพื้นที่สำนักงานต่อตารางเมตรแพงที่สุดในโลก รู้สึกจะประมาณ 8,000 - 10,000 บาทต่อตารางเมตร เพราะฉะนั้นเขาก็จะทำยังไงก็ได้ให้มันมีการเปลี่ยนแปลง ลดพื้นที่การใช้งานในสำนักงาน เพราะมันแพงมาก ไม่งั้นธุรกิจยิ่งเติบโต กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายยิ่งเยอะ รูปแบบการใช้โต๊ะ L-Shaped แบบสมัยก่อนมันต้องถูกเปลี่ยนไป มันก็มาจากฝั่งยุโรปซะเยอะ และช่วงนั้นในลอนดอนเองก็เริ่มมีนโยบายลดพื้นที่หน่วยราชการ เพราะตอนนั้นเขาต้องการลดการใช้เงินภาษีของประชาชนเพื่อนำไปใช้กับอย่างอื่น มันก็จะมีบริษัททำ Workplace Strategy เยอะมากที่อังกฤษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตอนนั้น Peoplespace เองก็เป็นบริษัทหนึ่งที่ตั้งขึ้นในช่วงนั้นที่ลอนดอน เราก็มาดูว่า เราจะลดการใช้งานพื้นที่สำนักงานยังไงได้บ้าง คือมันง่ายแหละ ถ้าอยู่ๆ จะหั่นครึ่งเลย แต่พนักงานจะทำงานได้ไหม มันตอบโจทย์องค์กรไหม ตอนนั้นเราทำให้เขต Islington Borough มันมีทั้งหมด 38 ตึก เราลดให้ได้เหลือ 24 ตึก

WURKON:

ลดเป็นตึกเลยเหรอครับ

อายุธพร:

ใช่ครับ หลักการคล้ายๆ กัน หน่วยงานราชการเขาใช้พื้นที่เยอะที่สุด เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน เวลาที่มันลดเนี่ย โดยทั่วไปมันทำได้ 30% โดยเฉลี่ยอยู่แล้ว และเราจะไม่ได้มองเฉพาะเจาะจงที่ดีไซน์อย่างเดียว สิ่งสำคัญอย่างแรกที่เราจะมองคือเรื่องพื้นที่ที่จะตอบโจทย์การทำงานก่อน

WURKON:

แล้วเราจะเข้าไปศึกษาการทำงานขององค์กรเหล่านั้นยังไง

Mott MacDonald: Europe

อายุธพร:

มันจะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือศึกษาในแง่ของการใช้งานเดิม คือ Density (ความหนาแน่น) ซึ่งเป็นเรื่องของปริมาณ หน่วยงานเขาใช้อะไรบ้าง ยกตัวอย่างที่เราทำให้องค์กรในเมืองไทยแห่งหนึ่ง ผมคุยกับผู้บริหารว่าเขาจะใช้พื้นที่ยังไง คือเขาสร้างตึกใหม่ แผนเดิมเขาคือ เขาจะใช้ 10 ตารางเมตรต่อคน 18,000 ตารางเมตรก็จะจุคนได้ 1,800 คน ผมถามว่าแล้วในอนาคตองค์กรมันจะมีการเติบโตขึ้นไหม แล้วมันอยู่ได้ถึงกี่ปี ซึ่งจริงๆ พอทำการศึกษา คุยกับ HR  ทำเวิร์กช็อปมาแล้วเนี่ย เขาจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนแล้วก็เต็ม เพราะฉะนั้นเขาลงทุนไปประมาณเกือบพันล้าน เพื่อใช้งานได้แค่ 6 เดือน อันนี้เนี่ยเฟล ถูกไหมครับ เราก็ถามว่าทำไมต้อง 10 ตารางเมตร ปัจจุบันคุณใช้อยู่เท่าไหร่? คุณใช้อยู่แค่ 7.65 ตารางเมตร แล้วถามว่ามีใครบ่นอะไรไหม ความพึงพอใจเป็นยังไง ประสิทธิภาพในการทำงานเป็นยังไงบ้าง ซึ่งทุกอย่างโอเคหมด ผมก็เลยถามว่าแล้วทำไมต้องโดดไป 10 ตารางเมตร เขาบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) ดีไซเนอร์บอก Property Agent บอก ทุกคนบอกว่าต้องใช้ 10 เขาก็ต้องใช้ 10 แต่เขาลืมคิดไปว่าปัจจุบันทุกคนใช้แค่นี้ทุกคนก็แฮปปี้แล้ว แล้วใน 7.65 ตารางเมตรต่อคน พันกว่าโต๊ะเนี่ย แบ่งออกเป็นพื้นที่ทำอะไรบ้าง ถ้าดูง่ายๆ ตอนนี้เป็นพื้นที่ circulation หรือทางเดิน 42% มากหรือน้อย ผมก็ต้องไปหาเกณฑ์มาตรฐานมาว่าจริงๆ แล้วทั่วโลกเขาใช้กันเท่าไหร่ ปรากฏว่าเขาใช้กันไม่เกิน 30% เพราะฉะนั้น 12% ที่เกินมาเนี่ย เขาทำเป็นห้องได้เกือบ 70 ห้อง ออฟฟิศ 70 ออฟฟิศให้พนักงานได้เพิ่มอีก 500 คน หรือทำห้องประชุมได้ 40 ห้อง 500 ที่นั่ง หรือจะประหยัดพื้นที่ไปเลยก็ได้ แล้วมันจะประหยัดไปได้้เท่าไหร่บ้าง เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่การเข้าใจและแตกข้อมูลเหล่านี้ให้ลูกค้าฟัง อันนี้ที่เป็นด้านกายภาพและปริมาณต่างๆ อีกอันนึงคือความถี่

WURKON:

ในการใช้งาน?

อายุธพร:

ใช่ครับ เขาบอกว่าเขามี 100 โต๊ะ เราก็เช็คว่า 100 โต๊ะ มันใช้งานจริงไหม ในทุกวัน ทุกชั่วโมง มันก็จะออกมาว่า ไม่มีใครหรอกครับที่จะนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะตลอด แต่เราถูกกำหนดมาว่า คุณเข้ามาทำงานเป็นพนักงานประจำ คุณต้องมี 1 โต๊ะ แล้วถามว่างานของคุณต้องใช้โต๊ะไหม? อย่างเราเคยทำให้ HP เขาบอกว่าเขามีพนักงาน 700 คน เขามีพื้นที่ 3 ชั้นครึ่ง เขาจะเพิ่มเป็น 800 โดยหลักการเข้าก็ต้องไปเช่าพื้นที่เพิ่มสำหรับอีก 100 โต๊ะ ซึ่งผู้บริหารเขาก็สังเกตว่ามันไม่ค่อยมีใครนั่งโต๊ะเลย ต้องเช่าเพิ่มไหม? สุดท้ายมันก็ออกมาว่า โดยทั่วไปมีคนใช้งานโต๊ะเฉลี่ยได้ 52% เอาแบบเต็มที่จริงๆ 80% ที่เหลือไม่เคยอยู่โต๊ะเลย ไม่รู้จะมีทำไม ส่วนใหญ่อยู่ในห้องประชุม ส่วนใหญ่ทำงานร่วมกับคนอื่น ส่วนใหญ่ออกไปข้างนอก อย่างงี้เป็นต้น หรือห้องประชุมเนี่ย คุณไปเอาข้อมูลมาจากไหนว่าต้องเป็นห้องใหญ่ๆ เราก็เข้าไปศึกษาดู สุดท้ายเราพบว่า 40% ของการทำงานในบริษัทนี้ ห้องประชุมเป็นพื้นที่สำหรับ 4 คน ที่เหลือ 30% เป็นพื้นที่สำหรับ 8 คน อย่างห้องใหญ่ๆ 12 คนขึ้นไป ใช้แค่ 11% เอง เพราะฉะนั้นเวลาดีไซน์ คุณต้องทำห้องเล็กมากกว่าห้องใหญ่ สองอย่างนี้เราก็เอามาสมดุลกันเพื่อออกแบบพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สมมติจาก 800 ที่นั่ง ใช้ 52% ก็ลดลงไปเหลือแค่ 500 ที่นั่ง ก็ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้ แล้วอีก 300 คนที่เหลือทำยังไงดี? ก็ต้องมีพื้นที่ให้เขานั่ง เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นพื้นที่ที่เราเห็นแบบออฟฟิศของ Google, Microsoft ที่เขาเรียกว่า Collaboration หรือห้องที่ใช้งานชั่วคราว ซึ่งก็เลือกได้ว่าจะเป็นห้องเดี่ยวอยู่คนเดียว เป็น phone Booth หรือว่าจะเป็นโต๊ะใหญ่ๆ ที่นั่งทำงานกันหลายคน

Hewlett Packard: Asia

WURKON:

มันสลับสับเปลี่ยนการทำงานได้?

อายุธพร:

ใช่ครับ Work anywhere you want with who you want ผมไม่ต้องมานั่งที่โต๊ะตลอด ผมอาจจะทำงานกับทีมสามสี่คนตลอดเวลาได้ ถ้านั่งโต๊ะทำงานเดี่ยวๆ เราก็ไม่ได้ทำงานกับทีม เวลาเราเห็นออฟฟิศดีไซน์ใหม่ๆ ของ Google, Microsoft, Linkedin นี่เขาไม่ได้ทำแล้วพื้นที่เขาเพิ่มนะครับ แต่เขาทำแล้วพื้นที่เขาลดลง

WURKON:

ลดการจำกัดพื้นที่การทำงาน

อายุธพร:

ใช่ครับ ให้มันมีการใช้สอยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลากหลายกิจกรรมมากขึ้น แต่พื้นที่โดยรวมลดลง Footprint ลดลง ค่าใช้จ่ายลดลง Cost Saving, Space Saving แต่ในขณะเดียวกัน Improve Worklife Balance (พัฒนาสมดุลในชีวิตการทำงาน), Increase Satisfaction (เพิ่มพูนความพึงพอใจ), Increase Productivity (เพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงาน) นี่คือเทรนด์ที่กำลังมา จริงๆ มันมาสักพักใหญ่แล้วครับ แต่บ้านเราเพิ่งจะมา

WURKON:

ออฟฟิศในบ้านเราส่วนใหญ่ที่ทำก็จะเป็นบริษัทข้ามชาติใช่ไหมครับ

อายุธพร:

ใช่ครับ 90% เป็นองค์กรข้ามชาติ เพราะเวลาเขาดู เขาดูตัวเลขทั้งโลก เวลามันลดต้นทุนมันลดได้มหาศาลเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาเขาทำเป็นมาตรฐานออกมาอันนึงมันเลยสามารถปรับใช้ได้ทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ทำได้ดีในยุโรปมันจะใช้ได้ดีในบ้านเรานะ

WURKON:

ถ้าอย่างนั้นสำหรับบ้านเราต้องทำยังไงล่ะครับ

อายุธพร:

เราก็ต้องทำเวิร์คช็อป ทำการศึกษาหาข้อมูลต่างๆ มาเป็นเกณฑ์มาตรฐาน แล้วมันก็ต้องมีการเปลี่ยนพฤติกรรมค่อนข้างเยอะ สมมติสมัยก่อนเราเคยมีออฟฟิศอยู่ใจกลางเมือง ผมเป็นผู้จัดการอาวุโส ผมมีห้อง  20 ตารางเมตร สมมติตารางเมตรละ 1,000 บาท 20 ตารางเมตรเท่ากับ 20,000 บาทต่อเดือน แค่ค่าเช่านะครับ ยังไม่รวมค่าไฟ ค่าตกแต่ง และอื่นๆ แล้วถามว่าผมอยู่ห้องไหม ผมอาจจะไม่อยู่เลย เพราะผมเป็นผู้จัดการ ผมอาจจะอยู่ห้องประชุม ไปพบลูกค้า ไปโน่นไปนี่ กลายเป็นว่า 20,000 บาท ที่บริษัทจ่าย เป็นการจ่ายไปเปล่าๆ เราอาจจะไปคุยกับ HR แล้วไปชดเชยเป็นแบบ “คุณเอก คุณเอาเงินเดือนเพิ่มไปอีก 5,000 ได้ไหม? แต่ผมขอให้คุณไม่ต้องมีห้อง” ผมอาจจะเอา,

หลายๆ คนในองค์กรอาจจะเอา เพราะเขาไม่ได้ใช้ห้องอยู่แล้ว

WURKON:

เป็นการต่อรองกัน?

อายุธพร:

ใช่ ในขณะเดียวกันองค์กรลดค่าใช้จ่ายไปได้เดือนละ 15,000 บาท ผมก็ได้ส่วนต่าง 5,000 บาท (หัวเราะ) ใช่ไหม? ถามว่าแล้วผมยังจำเป็นต้องมีห้องไหม?

WURKON:

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณก็ต้องละลายค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรในบ้านเราก่อน

อายุธพร:

ใช่ครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่บอกว่าทำไมต้องศึกษาการทำงานก่อน พอศึกษาเสร็จ ได้เป็นการใช้พื้นที่เสร็จ มันจะกลายเป็นข้อมูลที่แสดงให้ผู้บริหารเห็นว่านี่คือค่าใช้จ่ายที่มันปรับลดได้ จากแต่ก่อนคนไทยเรา  จากเป็นพนักงานตัวเล็กๆ พอโตขึ้นมาหน่อยเป็นผู้จัดการ ก็โต๊ะใหญ่ขึ้นมาหน่อย เป็นผู้จัดการอาวุโส มีโต๊ะข้างหน้า ตำแหน่งใหญ่ขึ้นไปอีกก็มีห้องทำงาน ใหญ่ขึ้นไปอีกห้องก็ใหญ่ขึ้น ประเด็นหลักคือ อันนี้เป็นค่าใช้จ่ายขององค์กรทั้งนั้น แล้วถามว่าคุณใช้มากน้อยยังไง ถ้าคุณใช้ตลอด ใช้เยอะ ก็มีไปเถอะ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ ไม่่ค่อยได้อยู่... ก็นั่นแหละครับ (หัวเราะ) นี่คือเราเอาข้อมูลต่างๆ มาเปลี่ยนการจัดการพื้นที่ในสำนักงานเลย มันจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงที่กายภาพ หรือตัวพื้นที่ แต่มันจะเปลี่ยนแปลงที่ตัวคนแทน ซึ่งค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์

WURKON:

แล้วเราก็ออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับ?

อายุธพร:

นั่นแหละครับ (ยิ้ม)

WURKON:

เพราะฉะนั้นงานของคุณก็จะไม่เชิงเป็นการดีไซน์ แต่เป็นการออกแบบพฤติกรรมมากกว่า

อายุธพร:

ใช่ครับ ในต่างประเทศมันก็เลยเรียกงานแบบนี้ว่า Facility management หรือ การบริหารทรัพยากรอาคาร เพราะมันคือการบริหาร เราไม่ได้ไปออกแบบให้

WURKON:

เหมือนเป็นการทำกลยุทธ์ เรื่องดีไซน์เป็นรอง

อายุธพร:

ถูกต้องครับ งานด้านนี้จริงๆ แล้วเป็นงานที่เศรษฐกิจแย่เมื่อไหร่ ธุรกิจผมดีเมื่อนั้น ช่วงที่เศรษฐกิจดี ทุกคนก็อยากทำออฟฟิศให้มันสวย ทำให้มันใหญ่ แต่พอเศรษฐกิจเริ่มลงเนี่ย ทุกคนก็จะเริ่มคิดว่าเราจะรัดเข็มขัดยังไงดี เราเปลี่ยนแปลงยังไงดี เพราะฉะนั้นช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกมันลงชัดๆ เนี่ย ผมงานเยอะมาก ปีนี้เราแตะอยู่ที่ร้อยล้านแล้ว ค่าที่ปรึกษาจริงๆ ปาเข้าไปประมาณครึ่งนึงน่ะครับ เพราะอย่างที่บอกว่าที่นี่ยังไม่มีใครทำ

WURKON:

ในประเทศไทยยังไม่เห็นใครทำแบบนี้เลยเหรอครับ

อายุธพร:

ยังไม่มีครับ ผมเองก็อยากให้มีนะ อยากสอน ผมไปบรรยายหลายมหาวิทยาลัย เราบอกว่า จริงๆ มันเป็นโอกาสนะ ล่าสุดผมก็ไปประชุมที่บริษัท บ้านปู เขาก็บอกว่า มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ? เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมไปคุยกับบริษัท ธนชาติ เขาก็บอกว่าจะนัดให้ผมคุยกับผู้บริหารเลยดีกว่า เพราะเขามีพื้นที่ออฟฟิศเป็นแสนตารางเมตร ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยกว่าล้านต่อปี CP All มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่สำนักงานเดือนละ 15 ล้านบาท 180 ล้านต่อปี ผมมีหน้าที่ไปทำยังไงก็ได้ ให้ค่าใช้จ่ายมันลดลง 20 - 30% ซึ่งจากตรงนั้น เราก็ต้องไปปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ทั้งหมด

WURKON:

นี่ทำงานไม่เหมือนดีไซเนอร์เท่าไหร่เลยนะครับ ดูเหมือนนักมานุษยวิทยาเสียมากกว่า

อายุธพร:

(หัวเราะ) ใช่ครับ ถึงบอกว่าต้องเข้าใจเรื่องของคน HR (Human Resources / ทรัพยากรมนุษย์) เรื่อง Facility, Property รวมถึงเรื่องดีไซน์ เทคโนโลยี ไอที เดี๋ยวนี้เราใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักแล้ว

WURKON:

ส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์แลปท็อปหรือสมาร์ตโฟนทำงานด้วยซ้ำ

อายุธพร:

ใช่ครับ เราเลยไม่ต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว กลายเป็นว่าเทคโนโลยีมันไปโน่นแล้ว แต่พื้นที่ทำงานเรายังไม่ตอบสนอง อย่างเราใช้สมาร์ตโฟน ใช้ Skype โทรไปต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์บาท แต่ถามว่าเรามีห้องให้ใช้ไหม? เราไปนั่งพื้นที่โล่งๆ ที่มีเสียงดังก็ไม่ได้ ฟังไม่ชัด จะเข้าไปในห้องประชุมที่มีที่นั่งหลายที่อยู่คนเดียวก็เปลืองพื้นที่ไปอีก เรามีพื้นที่อย่าง Phone Booth หรือยัง ที่เป็นห้องเล็กๆ สำหรับโทรศัพท์ หรือสื่อสารออนไลน์ กันเสียงได้พอประมาณ อย่างน้อยก็ช่วยได้ในระดับนึง นี่คือรูปแบบในการออกแบบ เพราะฉะนั้นเราต้องหาข้อมูลก่อน

WURKON:

ฟังแล้วนึกถึงบริษัทดีไซน์และที่ปรึกษาที่ชื่อ IDEO เลยนะครับ ที่เขาทำงานเหมือนนักมานุษยวิทยา ที่ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าต้องการอะไรบ้าง แล้วจึงผลิตสินค้าออกมาตอบสนอง เพราะฉะนั้นสินค้าเขาจะไม่สวยงามหวือหวา แต่เน้นไปที่ฟัง์ชั่นการใช้งาน

อายุธพร:

ใช่ครับ เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ซึ่งจริงๆ หลักการคิดมันคล้ายๆ กัน เพราะมันเป็นการลงทุน เรากำลังจะลงทุนเป็นร้อยล้านกับออฟฟิศ เรากำลังจะลงทุนสร้างโปรดักต์เป็นพันล้านเพื่อจะขาย เราต้องศึกษาวิจัยก่อนว่ามันเป็นยังไงบ้าง คนสมัยก่อนมีรูปแบบการใช้อย่างงี้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีกับคนรุ่นเรา มันมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรต่างๆ ไปเรื่อย ๆ

WURKON:

รู้มาว่าคุณเอกเรียนจบมาทางด้านดีไซน์ ทำไมถึงหันมาสนใจงานด้านบริหารจัดการทรัพยากรสำนักงานแบบนี้ครับ

SCG - Learning House: Asia

Ascend Group (Pantavanij) Asia

อายุธพร:

ครับ ผมจบสาขาแบบภายใน มหาวิทยาลัยรังสิตน่ะครับ คือจริงๆ ต้องบอกว่าตอนเรียนเราก็อยากทำงานแบบ ขอโทษนะครับ โคตรพ่อโคตรแม่ดีไซน์น่ะ (หัวเราะ) Great Design คนที่เรียนดีไซน์บ้านเรา ก็คงอยากเป็น Great Designer สุดยอดดีไซเนอร์น่ะ แต่พอจบมาจริงๆ แล้ว ช่วงนั้นปี 2000 เศรษฐกิจอยู่ในขาลง การหางานมันก็ยากใช่ไหมครับ การก่อสร้างก็หยุด ผมโชคดีที่ตอนนั้นได้งานที่บริษัทที่ออกแบบ ทำข้อมูล และวางกลยุทธให้กับ Orange ก็ไปเจอกันในผับนั่นแหละ จริงๆ ตอนแรกผมกะจะไปเรียนต่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าค่าเงินเป็นยังไง ที่บ้านไหวไหม? (หัวเราะ) พอผมไปเจอเขา เขาก็บอกว่า เป็นนักออกแบบภายในเหรอ มาช่วยงานหน่อย ผมก็ โอเค ได้ออกแบบละ แต่สุดท้าย ได้แต่หาข้อมูลอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลไม่มีอะไรเยอะ โจทย์เขาจะบอกว่า บริษัทในปีแรกจะมีคนเข้ามาประมาณพันห้า ปีที่สองประมาณสามพัน แล้วก็ไปจบลงที่ห้าพัน ภายในสามปี หน้าที่ของเราคือ ออกแบบพื้นที่สำนักงานยังไงก็ได้ให้มันยืดหยุ่นและรองรับได้ หน่วยงานอะไรบ้าง ยังไม่รู้ ทุกอย่างว่างเปล่าหมดเลย จำได้ว่าโจทย์แรกๆ ไม่มีอะไรมาก คือคุณออกแบบพื้นที่อะไรก็ได้ที่ตอนเช้า คนเดินทางมาทำงาน เจอรถติด เหนื่อย เครียด พอเข้ามาในออฟฟิศแล้วกระปรี้กระเปร่า มีพลังทำงาน คุณทำยังไงก็ได้ ที่สามารถออกแบบพื้นที่ที่ทำให้มีคนต้องมาวางใบสมัครวันละพันใบ นั่นเป็น KPI (Key Performance Indicator / ดัชนีชี้วัดผลงานหรือความสำเร็จของงาน) นะครับ ทำให้คนมาสัมภาษณ์เข้ามาแล้วอยากมาทำงานด้วย คนเก่าก็ไม่อยากออก พอเห็นข้อมูลจาก HR แบบน้ีผมแบบ อะไรวะเนี่ย? แล้วเวลาดีไซน์อะไรออกไปมันก็ต้องตอบโจทย์ตรงนี้ให้ได้ เราก็ต้องไปหาข้อมูลก่อน ว่าคนที่จบมาแล้วมาวางใบสมัคร เขามองอะไรเป็นความสำคัญลำดับแรก หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เราต้องไปนั่งหาข้อมูลพวกนี้มาตอบ

WURKON:

แล้วไปหาข้อมูลพวกนี้มาจากไหนครับ

อายุธพร:

โอ สมัยก่อนก็ไม่ค่อยมีข้อมูลใน google ด้วยเนอะ มีบ้าง แต่ไม่เยอะ เราก็เข้าไปตามหน่วยงาน HR ไปสัมภาษณ์ ไปคุย ตอนนั้นมี CP กับ Orange เราก็สัมภาษณ์ผู้บริหาร สัมภาษณ์พนักงาน ว่าตกลงแล้วที่ผ่านมา คนที่จะมาสมัครงานเขาสนใจอะไรเป็นหลัก แล้วเราก็ค่อยเอาข้อมูลตรงนี้มาใช้ในการออกแบบ อีกอันนึงก็คือการบริหารพื้นที่สำนักงานครับ โห ต้องเตรียมตารางเมตรละเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายคุ้มไหม กลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายใหม่ ไม่เคยเห็นใครทำมาก่อน

WURKON:

แต่มันคนละอย่างกับ Great Designer เลยนี่ครับ

อายุธพร:

ใช่ครับ (หัวเราะ) ตอนแรกเราก็อึดอัด อะไรวะเนี่ย? หลังๆ มานั่งคิดดู เออว่ะ! เพื่อนๆ ก็ยังไม่ได้งานกันเลย เราก็เลยมานั่งดูว่า งานแบบเรามีใครทำบ้าง ก็ไม่ค่อยมีใครทำ ดีไซเนอร์ที่ออกแบบออฟฟิศมีใครบ้าง สมัยก่อนก็มี DWP Cityspace ใช่ไหมครับ มีไม่กี่บริษัท แล้วโอ้โห พวกนี้รวยว่ะ ทำไมวะ เราก็เลยไปศึกษาค้นคว้า ก็พบว่า คนที่ทำ Great Design พวกบ้าน พวกเฟอร์นิเจอร์เจ๋งๆ เนี่ย เขาได้หน้า ได้กล่อง แต่ไม่ได้สตางค์ (หัวเราะลั่น) เทียบกับทำงานออกแบบออฟฟิศเนี่ย รายได้มันต่างกันมากเลยนะ ต่อปี ผมก็เลยคิดว่า เออว่ะ มันก็เป็นลู่ทางนี่หว่า แล้วยังไม่ค่อยมีใครทำด้วย แล้วพอเขาดึงตัวเราไปอังกฤษ ไปเจอสนามรบที่โน่นเนี่ย Workplace Strategy สมัยก่อนเรียก Workplace Consultant มันสนุกตรงที่ทุกคนเอาข้อมูลมายันกัน สมมติเวลาแข่งกันเสนองานเนี่ย คุณลดได้ 10% ผมลดได้ 15% ผมชนะ เอางานไป มันสนุก มันไม่เหมือนบ้านเราที่ดีไซน์อย่างเดียว

WURKON:

ตอนที่ถูกดึงตัวไปอังกฤษนี่ทำที่บริษัทอะไรเหรอครับ

อายุธพร:

ตอนนั้นทำที่บริษัทชื่อ TLC (Turner Legg Consulting Ltd.) พอทำที่นั่นได้สักระยะก็ลาออกมากับเพื่อนร่วมงานมาตั้ง Peoplespace ที่อังกฤษก่อน อยู่ที่นั่นสามปีก็กลับมาเปิดบริษัทที่เมืองไทย

WURKON:

แล้วสาขาที่อังกฤษล่ะครับ ยังมีอยู่ไหม

อายุธพร:

ก็ยังมีอยู่ครับ เดิมทีเราแยกกัน พอผ่านมาสิบปี ก็เลยบอกว่า มารวมกันไหม? เพราะตอนนี้มันมีงานที่จีน ที่สิงคโปร์ ที่เราจะไปเปิดออฟฟิศ พม่าก็เริ่มมีงานเข้ามาละ ทางฝั่งอังกฤษเขาก็โตเหมือนกัน เราเลยบอกว่า งั้นเรากลับมารวมกันเป็น Peoplespace เหมือนตอนที่อยู่อังกฤษดีกว่า แล้วตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆ มันก็ทันสมัย เรา Skype คุยกันได้แล้ว สมัยก่อนส่งอีเมลแต่ละทียากลำบาก เดี๋ยวนี้โยนขึ้น Cloud แป๊บเดียวก็ได้ละ ทุกอย่างมันง่ายขึ้น จากที่ฝันว่าจะเป็น Great Designer ก็เลยกลายมาเป็นกึ่งๆ Businessman (หัวเราะ) แต่มันก็คือการประสานระหว่าง Design กับ Facility นั่นแหละ

WURKON:

อย่างที่บอกว่ามันเป็นวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ ที่เปลี่ยนทัศนคติของการทำงานว่าไม่จำเป็นต้องอยู่กับที่ ไม่ต้องอยู่กับโต๊ะทำงาน เพราะจริงๆ ซีอีโอ ผู้บริหารเดี๋ยวนี้ก็ไม่ทำงานนั่งโต๊ะกันแล้ว

อายุธพร:

ใช่ครับ ไม่อยู่ ผมทำวิจัยมา ซีอีโอไทย ส่วนใหญ่ แปดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ไม่อยู่ห้องทำงาน ส่วนใหญ่อยู่ข้างนอก ไปพบปะลูกค้า ไปประชุมต่างๆ ประชุมหน่วยงาน ประชุมบอร์ดผู้บริหาร แทบไม่ได้อยู่กับโต๊ะอยู่แล้ว แล้วถามว่าเขามีห้องแล้วได้ใช้ไหม แล้วซีอีโอก็ห้องใหญ่สุดอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ใช้ ถูกไหมครับ? ซีอีโอปัจจุบันก็ไม่อยากนั่งโต๊ะ สั่งลูกน้อง ซีอีโอปัจจุบันอยากขึ้นเวที

WURKON:

แบบ สตีฟ จ็อบส์ แบบ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

อายุธพร:

นั่นแหละครับ รูปแบบมันเปลี่ยนไป ผมจะประกาศผลประกอบการ หุ้นขึ้นปุ๊บๆๆ ก็ขึ้นบนเวทีเลย มันเป็นเทรนด์ ยิ่งทำ หุ้นยิ่งขึ้น คุณนั่งอยู่หลังโต๊ะ คุณไม่เคยออกมาเลย มันก็ไม่ไปไหน

WURKON:

บทบาทมันเปลี่ยน ซีอีโอกลายเป็นเหมือนนักแสดงบนเวทีไปเลย

อายุธพร:

โอ ใช่ จริงๆ แล้วอย่างที่บอกแหละ พอเราเข้าใจบทบาทแล้วเรารู้ว่างานด้านนี้มันไม่ใช่การดีไซน์ แต่ก่อนตอนผมเป็นดีไซเนอร์ผมก็ใส่แต่เสื้อยืดสีดำตลอด ผมไม่เคยมีเสื้อสีอื่นเลยนะ เสื้อยืดสีดำแขนยาว แขนสั้น คอกลม จนอายุสักสามสิบห้า อย่างมากก็มีแจ็กเกตสูทใส่บ้าง หลังๆ ไปคุยกับผู้บริหาร ไม่ได้แล้ว เราก็ต้องคุยภาษาเดียวกับเขา ต้องเข้าใจศัพท์ธุรกิจ ต้องแต่งตัวให้เป็นนักธุรกิจ เพราะ Workplace Strategy มันคือธุรกิจ ซึ่งพอเราเข้าใจธุรกิจแล้วเนี่ย ซีอีโอเขาดูกันแค่ตรงนี้ ดูเรื่องของเซลล์ ดูเรื่องของ fixed cost  (ต้นทุนคงที่) หน้าที่ซีอีโอแค่นี้เอง สมมติผมมีสามธุรกิจใหญ่ๆ ธุรกิจ เอ บี ซี ธุรกิจเอ ทำยอดขายดีเป็นแสนล้าน แต่ค่าใช้จ่ายตามมา กำไรนิดเดียว ธุรกิจบีหมื่นล้าน ธุรกิจซีพันล้าน แต่พันล้านเนี่ยอาจจะได้กำไรเยอะ ซีอีโอที่เขาได้เงินเดือนกันเยอะๆ เขาได้ตรงนี้ เพราะมันขึ้นอยู่กับหุ้น ผมบอกว่าปีหน้าเราจะทำกำไรเท่านี้ มันคือกำไร เขาไม่ได้บอกว่ายอดขายเท่าไหร่ เขาดูจากตรงนี้เป็นหลัก งานของผมคือการทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้แล้วสนับสนุนองค์กรของเขาให้ได้ มันก็เลยเปลี่ยนจาก Great Designer ที่เราพูดอะไรก็ไม่รู้ (หัวเราะ) ดูแต่ว่ามันสวยไหม มันสวยก็จริง แต่มันดึงศักยภาพของคนทำงานได้ไหม มันช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายไหม พอเราเปลี่ยนมาเป็น FM (Facility management) กับ Workplace Strategy เนี่ย กลายเป็นว่าผมคุยกับผู้บริหารเข้าใจหมดเลย ทุกงานที่ได้มาคือคุยกับบอร์ดผู้บริหารอย่างเดียว แล้วก็ฟันธงได้เลย เคาะได้ ผมไม่เคยต้องเปลี่ยนแบบสองสามรอบ เพราะทุกอย่างมันมีข้อมูล อย่างบางที่โดนเปลี่ยนแบบไปเรื่อยๆ เพราะจริงๆ ลูกค้าเองก็ไม่รู้ว่าเขาอยากได้อะไร

WURKON:

ก็เลยให้แก้ไปเรื่อยๆ

อายุธพร:

ใช่ สุดท้ายก็กลับไปที่อันแรก (หัวเราะ)

WURKON:

แต่พอเรามีเป้าหมายชัดเจน เราก็รู้ว่าต้องออกแบบไปเพื่ออะไร

อายุธพร:

ใช่ครับ ไปหาก่อนว่าคุณต้องการอะไร แล้วผมจะทำขึ้นมาให้ แบบที่ได้ก็จะไปตอบสนองเป้าหมายเหล่านั้น นั่นแหละคือ Workplace Strategy

WURKON:

ในบ้านเราไม่ค่อยมีใครพูดเรื่อง Workplace Strategy เลยนะครับ

อายุธพร:

ไม่มีครับ ส่วนใหญ่จะไปพูดถึงเรื่อง Co-working Space ซึ่งเป็นพาร์ตนึงของ Workplace Strategy เหมือนกัน Co-working Space เนี่ย จริงๆ มันเป็นหัวข้อใน Workplace Strategy ที่ Co-working มันบูมๆ ในอังกฤษหรืออเมริกาเนื่องจาก ว่าองค์กรหลักเขาลดพื้นที่  เขาไม่อยากเสียค่าใช้จ่าย fixed cost ไงครับ เขาดันคนให้ออกไปข้างนอก ต่อไปคุณไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ได้ ไม่ต้องมีโต๊ะ คุณไปอยู่ข้างนอก แต่อย่างที่ผมบอก เขาก็เพิ่มเงินเดือนให้ คุณเคยได้อยู่เท่าไหร่ ออกไปใช้ตาม Co-working Space ต่างๆ คนลงทุนไม่ใช่บริษัท นายเอ นายบี นายซี ลงทุน คุณนัดลูกน้องไปเจอที่ไหนคุณก็จ่ายค่าเช่าเขาไป มันก็จะบูมมาก ในขณะที่เมืองไทยมันซัพพอร์ตสำหรับ SME กับ Startup ซึ่งมันก็คือพาร์ตนึง แต่ไม่ใช่พาร์ตใหญ่ของบ้านเรา

WURKON:

พูดง่ายๆ ก็คือปลาเล็ก

อายุธพร:

ใช่ครับ แต่จริงๆ ถ้าเป็นองค์กรหลักผลักดันออกไปเนี่ย คุณจะเห็นมวลคนออกไปใช้ชีวิตข้างนอกจำนวนมหาศาล

WURKON:

ซึ่งก็คือตลาดใหญ่

อายุธพร:

ใช่ครับ แล้วเงินจากองค์กรที่ไปเพิ่มให้คนทำงานมันก็สบาย ล้านสองล้านเป็นเรื่องเล็ก

WURKON:

บ้านเราจะไปตื่นเต้นกับ Co-working Space มากกว่า

อายุธพร:

ใช่ๆ ส่วนใหญ่คนมักจะมองภาพ end product ถูกไหมครับ เหมือน iPhone น่ะ แต่ที่มาที่ไปที่กว่าจะมาเป็นสินค้าตัวนี้ได้น่ะ มันมีประวัติ มีการศึกษา มีอะไรทุกอย่างยาวนาน คนจะไปหวือหวาตอนเสร็จแล้ว ซึ่งถ้าเราเข้าใจทั้งระบบจริงๆ เราจะเอาไปต่อยอดได้อีกเยอะ

WURKON:

ถ้างั้นพูดถึงดีไซน์บ้าง ถ้าอย่างงั้นเราจะเลือกงานดีไซน์ที่ตอบสนอง Workplace Strategy ได้ยังไง สุนทรียะมันอยู่ตรงไหน

อายุธพร:

ต้องดูก่อนครับ สุนทรียะต้องมาจาก Brand Value (คุณค่าของแบรนด์) ขององค์กร คำว่า Brand Value ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบว่า... สมมตินะครับ ว่าอย่าง Dtac ต้องเป็นสีฟ้า อันนั้นคือ Marketing Value (มูลค่าตลาด) ของเขา เขาอยากให้คนนอกมองยังไง แต่ Brand Value เป็นเรื่องของคนในองค์กร สมมติว่าผมอยากได้คนที่จะทำงานกับ Dtac ต้องเป็นคนสมัยใหม่ ต้องสบายๆ ใส่ยีน เสื้อเชิร์ต เสื้อยืด มาแบบใส่สูท เราไม่เอา ความคิดต้องเป็นแบบนี้ ตรงนั้นแหละ จะเป็นโจทย์ที่ทำให้การดีไซน์ออฟฟิศมันเป็นแบบไหน ไม่ใช่ว่าพอเป็น Dtac ต้องเป็นสีฟ้า แล้วตกแต่งเป็นสีฟ้าหมดเลย ไม่ใช่

WURKON:

อันนั้นมันก็ตื้นไปใช่ไหม

อายุธพร:

มันก็ตื้นไป เราต้องดูว่าคนแบบนี้เขาทำอะไร เขาชอบใช้อะไร เขาปั่นจักรยานไหม? เขาเข้าฟิตเนสไหม? พวกนี้แหละเราจะเริ่มเอามาใส่ในดีไซน์

WURKON:

เพราะฉะนั้นดีไซน์ที่ทำออกมามันก็ต้องตอบสนองอะไรแบบนั้น

อายุธพร:

ใช่ครับ การหาข้อมูลในการออกแบบมันก็จะไม่เหมือนกับที่เราถูกสอนมาสมัยก่อน ธีมท้องฟ้าและน้ำทะเลอะไรแบบนี้ เอิ่ม (หัวเราะ) ทุกอย่างมันจะต้องตอบสนองพฤติกรรมการทำงานของเขา อย่างออฟฟิศของ Orange ที่บอกว่า คุณเดินทางมาทำงาน เจอรถติดเหนื่อยๆ เข้าออฟฟิศแล้วคุณต้องกระฉับกระเฉงเลย

WURKON:

ทำให้เกิด สภาวะกระตุ้น (Stimulate)

อายุธพร:

ใช่ครับ มันจะมีคู่สีอะไรบ้างที่ช่วย คู่สีส้ม น้ำเงิน สีเขียวใบตอง ที่มันส่งผลต่อสภาวะอารฒณ์ เอามาใส่กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วมันจะรู้สึกว่าสดชื่น เทรนด์ในการออกแบบออฟฟิศในปัจจุบันมันเป็นเรื่องของคน ทำยังไงก็ได้ให้มันถูกสุขลักษณะ Health Safty Welfare มีความปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ แสงต้องมี Lux Level (ปริมาณแสง) เท่าไหร่ 350 - 450 สภาสถาปนิกบ้านเราบอกว่าต่ำที่สุด 350 กรมแรงงานบอกว่า 600 ในต่างประเทศใช้ค่า 450 ตกลงเอายังไงกันแน่ แต่ส่วนใหญ่แล้วผมใช้ตามต่างประเทศ 450 เพราะว่าเป็นค่าที่ดีที่สุดต่อสายตา เรื่องของการใช้เฟอร์นิเจอร์ก็สำคัญ เรื่องของ Ergonomic (หลักสรีระ) ในต่างประเทศ โต๊ะต้องปรับขึ้นลงได้ เพราะจริงๆ แล้วตามธรรมชาติคนเราถูกออกแบบให้ยืนกับนอน คือตัวยืดตรง การไหลเวียนของเลือดจะดีที่สุดในท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ดีที่สุดคือต้องยืนทำงาน นั่งบ้าง พักบ้าง เปลี่ยนอิริยาบถ เราเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องพวกนี้กันมากขึ้น สิ่งที่เขาเรียกว่า Sick building syndrome (การป่วยจากการทำงานในอาคาร หรือ โรคแพ้อาคาร) เราพยายามแก้ปัญหาตรงนี้ ว่าสภาพอากาศภายในออฟฟิศดีไหม? ทำงานไปทำไมมันรู้สึกเหนื่อย เข้าโรงพยาบาลบ่อย องค์กรใหญ่ๆ เสียค่าใช้จ่ายกับเรื่องพวกนี้ไปหลายร้อยล้านเลยนะครับ ถ้าเราแก้ไขตรงนี้ได้ เราจะลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาลเลยครับ ผมเคยเข้าไปศึกษาบริษัท TISCO ซึ่งเขาเสียสตางค์เกี่ยวกับเรื่องของ Sick building syndrome พนักงานป่วย ต้องไปหาหมอ ไปนวด ไปเกือบสองร้อยล้าน จริงๆ เอาสองร้อยล้านนั้นมาซื้อเก้าอี้ดีๆ ให้พนักงานทั้งหมดเนี่ย ผมว่าถูกกว่าด้วย แล้วมันจบแค่ทีเดียว แล้วมันลดค่าใช้จ่ายไปได้ พวกนี้เราต้องไปเอามาจาก HR ด้วย เทรนด์มันจะมาประมาณอย่างงี้มากกว่า

WURKON:

เพราะฉะนั้นการเลือกเฟอร์นิเจอร์มาใช้มันก็เป็นอะไรที่มากกว่าความสวยงามหวือหวา

อายุธพร:

ถูกต้องครับ บางทีเราชอบไปโฟกัสที่ดีไซน์สวย แต่ใช้งานได้หรือเปล่า? mindset (ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม) ของออฟฟิศมันจะไม่เหมือนพวกโรงแรมหรือบ้านพัก ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่นั่งสบายอย่างเดียว ไม่ใช่ เฟอร์นิเจอร์ออฟฟิศ นั่งแล้วคุณต้องทำงานได้ ต้องสนับสนุนการทำงาน แน่นอนความสบายเป็นส่วนนึง แต่มันต้องทำให้คนมีสมาธิทำงานด้วย

WURKON:

ถ้างั้นก็ต้องไม่สบายเกินไป

อายุธพร:

ใช่ครับ ต้องไม่สบายเกินไป อย่าง Phone Booth ที่ผมบอกว่าเป็นที่ใช้โทรศัพท์หรือ Skype เนี่ย เขาไม่ต้องการให้สบาย เพราะเดี๋ยวคนจะเข้าไปนั่งทำงานนาน เขาต้องการให้ใช้แล้วก็ออก ให้คนอื่นเขาใช้บ้าง เราก็เลยออกแบบเป็นเก้าอี้แข็งๆ ให้คนนั่งได้ประมาณนึง หรือเก้าอี้สูงๆ ให้กึ่งนั่งกึ่งยืน ใช้เสร็จแล้วออกไป

WURKON:

มันคือการเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้งาน นี่มันเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เราเข้าใจเกียวกับดีไซน์มาเลยนะครับ

อายุธพร:

คนละเรื่องเลยครับ โห หน้ามือเป็นหลังตีนเลยครับ (หัวเราะ)

WURKON:

ตอนเรียนมาก็ไม่เห็นมีสอนอะไรแบบนี้เลย

อายุธพร:

ไม่มีเลยครับ ปัจจุบันก็ไม่สอน (หัวเราะ) มีช่วงนึงผมเป็นอาจารย์ ไปบรรยาย ไปสอน ก็มีคนสนใจ ก็มีหลายที่อยากให้เปิดเป็นคอร์สก็มี

WURKON:

แล้วได้ไปเปิดไหมครับ

อายุธพร:

ยังเลยครับ ติดปัญหาเรื่องต้องไปเขียนร่างแผนการเรียนการสอน ไม่มีเวลาทำน่ะครับ ก็น่าเสียดายเหมือนกัน ผมว่าตลาดยังต้องการบุคคลากรแบบนี้อยู่มาก ไม่งั้นผมไม่มีงานเยอะขนาดนี้หรอกครับ

WURKON:

พูดแบบนี้ไม่กลัวคู่แข่งเหรอครับ

อายุธพร:

เอาเหอะ! ตอนนี้น่ะ งานมันเยอะมากจนแบ่งๆ กันไปก็ได้ เพราะศักยภาพของผมกับทีมผมตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาทำได้ทั้งหมด เพราะมันเยอะมาก ขนาดที่คนไปเรียนดีไซน์จบมาแล้วแย่งงานกัน เฮ้ย มาตรงนี้บ้างก็ได้! (หัวเราะ) ก็ยังไม่มองกันซักที

WURKON:

แต่เมืองนอกตรงนี้เยอะใช่ไหมครับ

อายุธพร:

เยอะครับ ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลียเนี่ย เขาต้องคุยกับพวก Workplace Strategy ก่อนที่จะทำออฟฟิศเลย

WURKON:

เห็นว่าคุณเอกเป็นที่ปรึกษาให้ ACTIU ที่ลอนดอนด้วย

อายุธพร:

ใช่ครับ จริงๆ แล้ว ACTIU เป็นบริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่สเปน เขาต้องการตีตลาดแข่งกับแบรนด์ต่างๆ อย่าง Steelcase,  Herman Miller อะไรพวกนี้ ซึ่งเขาต้องทำเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยและข้อมูลก่อน เพราะเขาต้องการทำเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบสนองวิถีชีวิตการทำงานสมัยใหม่ แล้วการทำงานสมัยใหม่ เนี่ย มันคืออะไร? เราก็เอาเรื่องของ Workplace Strategy Design เข้าไป ตอนนั้นผมทำวิจัยเรื่องการลดพื้นที่สำนักงานของภาครัฐที่อังกฤษ เราทำวิจัยกันว่าขนาดโต๊ะที่มันมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สุดเนี่ย มันต้องขนาดไหน เราทำเวิร์กช็อปกับหน่วยงานภาครัฐเป็นปีเลยครับ จนได้ออกมาว่า ขนาดที่เหมาะสมที่สุดที่อังกฤษเขาโอเคคือขนาดยาว 1 เมตร 40 ซม. ลึก 70 ซม. แม้กระทั่งเรื่องของรูปแบบของส่วนประกอบต่างๆ ของเฟอร์นิเจอร์ โครงสร้างต่างๆ เราก็เข้าไปช่วยดูให้ อย่างโต๊ะสมัยก่อนมี 4 ขา เรามี 4 โต๊ะ ก็เป็น 16 ขา เฮ้ย จำเป็นต้องใช้ขาเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ เราแชร์โครงสร้างกันได้ไหม? 4 โต๊ะ จาก 16 ขา เราปรับให้เหลือสี่ขา ประหยัดไปได้ 12 ขา สมมติขาละ 100 เราก็ประหยัดไปได้ 1,200 แต่มันมีทั้งหมด 3,000 โต๊ะ คุณลองคำนวณตัวเลขดูสิ นั่นแหละที่เราช่วยเขาเรื่อง Strategy (กลยุทธ์)

WURKON:

ฟังแล้วมาไกลมากเลยนะครับ จากดีไซเนอร์ที่ใส่แต่เสื้อยืดสีดำ

อายุธพร:

(หัวเราะ) ใช่ หน้าตาผมก็มาไกลนะ สมัยก่อนผอมๆ ผมยาวๆ ติสต์ๆ เหมือนคนติดยาน่ะ ตัวก็ดำอยู่แล้วดันใส่แต่สีดำ (หัวเราะ) กลับไปดูรูปสมัยก่อนนี่แบบ เรามาไกลมากจริงๆ (หัวเราะ)

WURKON:

มีอะไรอยากฝากเกี่ยวกับ Workplace Strategy ไหมครับ

อายุธพร:

จริงๆ ถ้ามองในวงการตอนนี้ มันเป็นตลาดที่ใหญ่ Demand ยังเยอะอยู่ แต่ Supply น้อย คนเข้ามาทำ Workplace Strategy น้อย เพราะจริงๆ มันไม่ใช่ดีไซน์ 100% ต้องบอกก่อน ดีไซน์มันแค่ 20 - 30% ที่คุณทำ 100% เหลือ 20 - 30% เพราะฉะนั้นคุณต้องหาเพิ่มอีก 70 - 80% ในแง่ของสถิติ ข้อมูล การวิเคราะห์พฤติกรรม จริงๆ มันเป็นศาสตร์ที่เราเรียนตอนปีหนึ่งนั่นแหละ แต่มันแค่เอามาต่อยอดไปไกลมากๆ มากกว่า คือตอนเรียนมันอาจจะมีแค่คาบเดียว แต่จริงๆ เราเอาตรงนี้มาทำเงินได้เลย แค่เอามาต่อยอดก็ได้แล้ว บางคนอยากเป็น Great Designer สมมติทั้งห้องอยากเป็น Great Designer หมดเลย มันจะเป็นไปได้ไหมล่ะ (หัวเราะ)

WURKON:

อาจจะไม่มีสักคนเลยก็ได้

อายุธพร:

ใช่ สมัยเรียนผมก็ไม่เก่ง ต้องบอกก่อน ผมเป็นเด็กขี้เกียจ ผมเห็นเพื่อนผมบางคนนั่งสเก็ตซ์งาน 15 นาที ได้ A เราทำห้าหกชั่วโมงยังได้ไม่เท่ามันเลย แล้วเราจะไปแข่งอะไรกับมันดี สมัยเรียนผมก็เอาข้อมูลอัดเลย พรีเซนต์นี่แบบ ข้อมูล กราฟ สถิติ ดีไซน์นิดนึง ก็ได้ A เหมือนกัน เพราะมันไม่มีใครทำไง เราก็ฉีกตัวเองให้ชัดเจน

WURKON:

หาลู่ทางใหม่

อายุธพร:

ใช่ เพราะต่อให้พยายามแทบตายก็สู้เขาไม่ได้ ไปเหนื่อยทำไม เราก็แค่หาว่าใครไม่ทำอะไร เราก็ทำตรงนั้น มันไม่ใช่ไปสนใจกับงานดีไซน์ 100% แต่ไปสนใจกับการหาข้อมูลเพื่อไปตอบโจทย์และต่อยอดงานดีไซน์มากกว่า

WURKON:

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือที่คุณเอกบอกว่า แทบไม่ต้องแก้งานเลยนี่แหละ เพราะปัญหาของดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ก็คือ แก้งานเป็นร้อยแบบก็ไม่จบ เพราะอย่างที่บอกว่า เอาเข้าจริงๆ ลูกค้าเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

อายุธพร:

ถูกครับ เขาไม่รู้ อย่างเราคุยกับบริษัท เราไม่ได้คุยกับผู้บริหารทุกครั้งอยู่แล้ว สมมติเราคุยกับผู้จัดการ เขาก็ต้องเอาแบบที่คุยกันไปเสนอเจ้านาย แล้วนายถามว่า มีแบบเดียวเหรอ? ก็ต้องไปลงที่ดีไซเนอร์อีก โจทย์ไม่ชัดเจน ทำให้ตายมันก็ไม่ถูกจุด เพราะฉะนั้น หน้าที่เราคือต้องไปตั้งต้นให้ถูกก่อน ทำ Requirement ให้ชัด ว่าลูกค้าต้องการอะไรแน่ๆ แล้วจากตรงนั้นค่อยย้อนกลับมาว่าดีไซน์ควรจะตอบอะไรบ้าง มันก็จบง่ายครับ

WURKON:

เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากสำหรับงานดีไซน์

อายุธพร:

ใช่ครับ เราก็แค่ทำอะไรก็แล้วแต่ให้มันไปตอบโจทย์ผู้บริโภคและองค์กรที่เราไปตกลงกับเขาไว้

WURKON:

สุดท้ายอยากเชิญชวนดีไซเนอร์รุ่นใหม่มาทำงานด้านนี้บ้างไหมครับ

อายุธพร:

เปลี่ยนเห้อะ! เป็น Great Designer มันไม่ Great ขนาดนั้นหรอก (หัวเราะ) จริงๆ ผมเคยทำสถิติไว้คร่าวๆ ตอนนี้เรามีดีไซเนอร์ที่เป็นสถาปนิก ตกแต่งภายในเต็มบ้านเต็มเมือง ทุกมหาวิทยาลัยแทบจะเปิดสอนหมด คิดง่ายๆ ว่าจบมาปีนึงหลายหมื่นคน แล้วถามว่าตลาดแรงงานของดีไซเนอร์มันมีขนาดนั้นเลยเหรอ มีประมาณหลักไม่ถึงพัน พันนิดๆ เป็นหนึ่งในสิบ แล้วที่เหลือทำอะไร แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดธุรกิจแบบนี้ มันไม่ต้องการดีไซเนอร์อย่างเดียว มันต้องการคนเขียนแบบ คนพัฒนาแบบ มันต้องการคนทำกลยุทธ์ แล้วปัจจุบันมันทำงานกันเป็นทีม คุณแค่หาตัวเองให้เจอว่าคุณจะอยู่ในหน่วยไหน หรือฉีกออกมาได้แค่ไหน อย่างผมเนี่ย ฉีกออกมาเป็น Strategy ซึ่งเมืองไทยไม่มี ตอนนี้คนก็เริ่มสนใจแล้ว แค่หาว่าคุณเก่งเรื่องอะไรแล้วฉีกออกมา คุณก็มีโอกาสได้งานแล้ว ส่วน Workplace Strategy เนี่ย Demand มหาศาล มาทำกันเถอะ (หัวเราะ)

ติดตามผลงานของเขาได้ที่ https://www.peoplespacegroup.com/

ขอบคุณภาพจาก Peoplespace Consulting (Thailand) Co., Ltd

ภาพถ่ายบุคคลโดย วรกร ฤทัยวาณิชกุล

#WURKON #peoplespace #อายุธพรบูรณะกุล #workplacestrategy #corporate workplaces #การออกแบบและบริหารจัดการพื้นที่สำนักงานยุคใหม่ #การบริหารจัดการทรัพยากรสำนักงาน #การออกแบบตกแต่งภายในสำนักงาน #วิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30