Blog

แฟชั่นเดี๋ยวเดียวก็จางหาย สไตล์สิยืนยงคงนิรันดร์ เทพเจ้าแห่งโลกแฟชั่น อีฟว์ แซ็งโลร็อง

แฟชั่นเดี๋ยวเดียวก็จางหาย สไตล์สิยืนยงคงนิรันดร์ เทพเจ้าแห่งโลกแฟชั่น อีฟว์ แซ็งโลร็อง

12 มีนาคม 2562

ในบทความตอนที่แล้วที่กล่าวถึงภาพถ่ายของ เฮลมุท นิวตัน ได้เอ่ยถึงผลงานของแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งไปด้วย ในคราวนี้เลยขอเล่าถึงเรื่องราวของแฟชั่นดีไซเนอร์คนนั้นกัน เขาผู้นั้นมีชื่อว่า

อีฟว์ แซ็งโลร็อง (Yves Saint Laurent)

หรือในชื่อเต็มว่า Yves Henri Donat Mathieu-Saint-Laurent เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังที่เราคุ้นเคยกันดีกับตัวย่อ YSL หนึ่งในแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แฟชั่น นักประวัติศาสตร์แฟชั่นนิยามว่าเขาเป็นดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงอย่างไม่เสื่อมคลายในตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาได้รับเครดิตว่าเป็นผู้กอบกู้วงการแฟชั่นจากความซบเซาในยุค 60 และปฏิวัติวงการแฟชั่นด้วยการผลักดันให้เสื้อผ้าแบบ Ready-to-wear หรือเสื้อผ้าสำเร็จรูป กลายเป็นที่นิยมอย่างสูงในวงการแฟชั่น

เกิดในปี ค.ศ. 1936 ที่แอลจีเรีย เติบโตขึ้นมา ณ ชานเมืองริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับน้องสาวสองคน วัยเด็กเขาชอบทำตุ๊กตากระดาษ พอย่างเข้าวัยรุ่นเขาเปลี่ยนจากการตัดตุ๊กตามาออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าให้กับแม่และน้องสาว เมื่ออายุได้ 18 เขาย้ายเข้าปารีสและเข้าสมัครที่สถาบัน Chambre Syndicale de la Couture และส่งผลงานดีไซน์ของเขาเข้าประกวดในการแข่งขันออกแบบ และแน่นอน เขาชนะเลิศ ผลงานของเขาโดดเด่นและได้รับความสนใจอย่างมาก เขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้นอย่าง คริสเตียง ดียอร์ (Christian Dior) เขากล่าวว่าดิยอร์เป็นผู้สอนให้เขารู้จักกับพื้นฐานแห่งศิลปะการออกแบบของตน และได้ร่วมงานกับดิยอร์ ในเวลาต่อมา

ภายหลังจากการเสียชีวิตของดิยอร์ ในปี 1957 แซ็งโลร็องตอนอายุได้ 21 กลายเป็นหัวหน้าดีไซเนอร์ของห้องเสื้อคริสเตียง ดียอร์ และช่วยกอบกู้กิจการของดิยอร์จากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจเอาไว้ได้ ภายหลังจากประสบความสำเร็จไม่นาน เขาต้องเข้าไปร่วมรบภายใต้กองทัพฝรั่งเศสในสงครามประกาศอิสรภาพของแอลจีเรีย แต่ก็อยู่ได้เพียง 20 วัน เขาก็ประสบกับภาวะตึงเครียดอย่างหนักทางจิตจากความกดดัน (ผนวกกับการได้รับข่าวร้ายเป็นการเลิกจ้างงานจากดิยอร์) ทำให้เขาต้องเข้ารับการบำบัดสภาพจิตในโรงพยาบาลของกองทัพ ซึ่งเขาถูกบำบัดด้วยยา ไปจนถึงการช็อตไฟฟ้าเลยทีเดียว

ในปี 1960 เขาได้รับการปล่อยตัวจากสถานบำบัด และออกมาฟ้องร้องดิยอร์จากการละเมิดสัญญาจ้างงานและชนะคดี หลังจากนั้นเขากับคู่รัก ปิแยร์ แบร์กเช่ ก็เริ่มต้นธุรกิจห้องเสื้อของตัวเองในนาม Yves Saint Laurent (ด้วยการสนับสนุนทางการเงินของมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ. มิค โรบินสัน) ถึงแม้ต่อมาภายหลังแซ็งโลร็องและแบร์กเช่จะร้างรากันไป หากแต่ก็ยังคงเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกันอยู่เช่นเดิม


Le Smoking (1966) ผลงานออกแบบชิ้นสำคัญของ อีฟว์ แซ็งโลร็อง (Yves Saint Laurent) ที่ดึงดูดความสนใจของโลกแฟชั่นและวัฒนธรรมร่วมสมัย มันบุกเบิกสไตล์แบบไร้เพศอันน้อยนิ่งแต่สง่างามสำหรับสตรี แบบเดียวกับชุด power suits และ pantsuit ในปัจจุบัน ชุดของแซ็งโลร็องมอบอำนาจให้กับเหล่าสตรีโดยเปิดโอกาสให้พวกเธอได้สวมใส่เสื้อผ้าที่ปกติจะสวมใส่อยู่บนร่างกายของบุรุษมีอำนาจและอิทธิพลในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ซึ่ง เฮลมุท นิวตัน ช่างภาพแฟชั่นชื่อดังสะท้อนพลังอำนาจของชุดนี้ออกมาให้โลกได้เห็นเป็นครั้งแรก

ในช่วงยุค 60 - 70 ห้องเสื้อของเขาโด่งดังสุดขีดด้วยการนำเทรนด์แฟชั่นแบบ Beatnik กับเสื้อแจ็กเก็ตซาฟารี กางเกงเอวสูงเข้ารูป รองเท้าบู๊ตสูงปิดแข้ง และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการแฟชั่นด้วยชุดทักซิโด้สำหรับสุภาพสตรีที่มีชื่อเรียกว่า Le Smoking เขายังเป็นคนที่ริเริ่มไอเดียการแต่งกายที่ได้แรงบันดาลใจจากอดีตในยุค 1920s, 1930 และ 1940s อีกด้วย

ห้องเสื้อของเขาเป็นแบรนด์แรกในฝรั่งเศสที่เปิดคอลเล็คชั่นแบบ Prêt-à-porter หรือ Ready-to-wear แบบเต็มตัว โดยเขาหวังจะปฏิวัติวงการแฟชั่น ผลก็คือมันประสบความสำเร็จและได้รับความนิยามอย่างล้นหลาม (ว่ากันว่าลูกค้าที่มีชื่อเสียงคนแรกของคอลเล็คชั่นนี้ก็คือดาราสาวชื่อดังอย่าง แคทเธอรีน เดอเนิฟว์ นั่นเอง)

อีฟว์ แซ็งโลร็อง เป็นดีไซเนอร์ที่มีไอเดียใหม่ ๆ มาทดลองกับสไตล์การออกแบบของเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองทางลวดลาย สีสัน การตัดเย็บ ถึงแม้จะชมชอบอยู่ในแวดวงสังคม ชอบปาร์ตี้และแวดล้อมด้วยเหล่าเซเลปคนดัง แต่เขาเองมักจะได้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบๆ ตัวที่ไม่ใช่แค่วงการแฟชั่นชั้นสูง สังเกตจากการที่เสื้อผ้าของเขาบางครั้งได้รับแรงบันดาลใจจากชุดชนบท ชุดซาฟารี ชุดทหาร หรือแม้แต่แฟชั่นตามท้องถนน นอกจากนั้นเขาเป็นนักอ่านตัวยง หลงใหลในวรรณกรรม บทกวี (เสื้อผ้าแนว Beatnik ของเขาก็ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม Beat ซึ่งมีที่มาจากวงการวรรณกรรม) เขาพิถีพิถันกับความงามจนถึงขั้นหมกมุ่น กระทั่งถึงกับดีไซน์สวิตซ์ไฟและก็อกน้ำในบ้านเอง เพราะไม่ต้องการเห็นอะไรที่เป็นมลภาวะทางสายตา เขารักการสะสมงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ และสะสมงานศิลปะชั้นสูงทั้งคลาสสิคและสมัยใหม่มากมาย เขามักกล่าวว่าศิลปะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตและผลงานของเขา

“ผมเชื่ออยู่เสมอว่าศิลปะไม่ได้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และมันควรจะถูกทำให้เข้าถึงคนทุกชนชั้น”

Mondrian Dress (1966)

Composition with blue, red, yellow and black (1921), พีท มอนเดรียนน์ (Piet Mondrian) ศิลปินชาวดัตช์ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศิลปะแบบนามธรรม หนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม De Stijl มอนเดรียนน์ลดทอนองค์ประกอบในภาพวาดของเขาให้เหลือเป็นเพียงเส้นตรงในแนวตั้ง/แนวนอน และสีพื้นฐานไม่กี่สี เช่น เหลือง น้ำเงิน และแดง จนกลายเป็นงานศิลปะที่เรียบง่าย ชัดเจน และมีระเบียบแบบแผน

เขามักหยิบยกเอาแรงบันดาลใจจากงานศิลปะมาผสมผสานในเสื้อผ้าของเขา ที่โดดเด่นเป็นสง่าและประทับตาตรึงใจคอแฟชั่นทั้งหลายก็คือ Mondrian Dresses ซึ่งเป็นการหยิบเอาภาพวาด Composition with blue, red, yellow and black ของศิลปินชาวดัชท์ชื่อก้องอย่าง พีท มอนเดรียนน์ มาสอดใส่ลงในเสื้อผ้าของเขาได้อย่างเก๋ไก๋และลงตัวเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นครั้งแรกที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายกลายเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงสติปัญญาและวัฒนธรรมได้อย่างสง่างาม

Yves Saint Laurent, 1974 ภาพวาดสไตล์ป๊อปอาร์ตของ อีฟว์ แซ็งโลร็อง โดยแอนดี้ วอร์ฮอล

“Fashions fade. Style is eternal.” (แฟชั่นเดี๋ยวเดียวก็จางหาย สไตล์สิยืนยงคงนิรันดร์) เป็นประโยคคลาสสิคของเขาที่มักจะถูกกล่าวถึงในแวดวงแฟชั่นเสมอมา

นอกจากนั้นเขายังสนิทสนมกับศิลปินมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าพ่อป๊อปอาร์ตอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล ซึ่งวอร์ฮอลเองก็วาดภาพของแซ็งโลร็องในสไตล์ป๊อปอาร์ตขึ้นมาด้วย

วิเวียนน์ เวสต์วูด กล่าวถึงแซ็งโลร็องว่า เป็นดีไซเนอร์ที่เลิศล้ำสมบูรณ์แบบในทุกสิ่งที่เขาสัมผัส ปิแยร์ แบร์กเช กล่าวยกย่องอดีตคู่รักและเพื่อนร่วมงานของเขาว่า “ชาแนลมอบเสรีภาพแก่อิสสตรีด้วยเสื้อผ้า แต่แซ็งโลร็องมอบอำนาจให้แก่พวกเธอ”

อีฟว์ แซ็งโลร็อง เป็นดีไซเนอร์ที่มีชีวิตคนแรกที่ได้รับการเชิดชูเกียรติจาก Metropolitan Museum of Art ด้วยการจัดนิทรรศการแสดงเดี่ยวให้ เขาได้รับเครื่องรัฐอิสริยาภรณ์จากประธานาธิปดี ฌาคส์ ชีรัค และประธานาธิปดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี

แต่ในปี 2002 อีฟว์ แซ็งโลร็อง ก็อำลาจากวงการและเก็บตัวอยู่อย่างสันโดษกับหมาของเขาในบ้านที่นอร์มังดีและโมร็อกโค

ภาพสุดท้ายของเทพเจ้าแห่งแฟชั่นผู้เหนียมอาย ในทุกแฟชั่นโชว์ของเขา อีฟว์ แซ็งโลร็อง มักจะแอบดูอย่างเหนียมอายอยู่เบื้องหลังม่านหลังเวที ในปี 1995 มีคนถ่ายภาพของเขาที่ยิ้มเอียงอายอยู่หลังม่านก่อนที่จะออกมารับเสียงปรบมือชื่นชม เจ็ดปีให้หลังเขาก็อำลาจากเวทีเดินแบบและวงการแฟชั่นไปชั่วนิรันดร์

จนกระทั่งวันที่ 1 มิถุนายน ปี 2007 อีฟว์ แซ็งโลร็อง เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมองในวัย 71 ปี เถ้ากระดูกของเขาถูกเก็บในสุสานของสวนพฤกษศาสตร์ Majorelle Garden ในเมืองมาราเคช ประเทศโมร็อกโค ตามคำสั่งเสียในช่วงบั้นปลายของเขานั่นเอง คงเหลือไว้แต่ผลงานและสไตล์อันเปี่ยมแรงบันดาลใจที่ส่งผ่านมายังคนรุ่นหลัง

แน่นอนว่าดีไซเนอร์ขั้นเทพมีชีวิตที่เปี่ยมสีสันขนาดนี้ ย่อมมีคนหยิบเรื่องราวเขาเอามาทำเป็นหนัง โดยในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีคนทำหนังชีวประวัติของแฟชั่นดีไซเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ออกมาชนกันถึงสองเรื่อง นั่นก็คือ Yves Saint Laurent (2014) และ Saint Laurent (2014)

หนังเรื่องแรกจะเป็นอย่างไรไม่รู้ (เพราะยังไม่ได้ดู) แต่หนังเรื่องที่สองดูจะมีภาษีที่ดีกว่า เพราะกำกับโดย แบร์ทร็องด์ โบเนลโล ผกก. ที่เคยได้รางวัล FIPRESCI Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้วจาก The Pornographer (2001) และเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจาก Tiresia (2003) และ House of Tolerance (2011) และผลงานเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง Saint Laurent เรื่องนี้เองก็ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำด้วยเหมือนกัน (แต่ก็พลาดไปอย่างน่าเสียดาย)

ภาพจากหนัง Saint Laurent (2014)

ด้วยความที่หนังไม่ได้เล่าเรื่องราวของนักออกแบบผู้นี้ออกมาในรูปแบบของชีวประวัติ หรือการตามล่าหาความฝันและการฝ่าพันอุปสรรคในชีวิตการงานเหมือนกับหนังชีวประวัติเรื่องอื่น ๆ หากแต่มุ่งเจาะลึกในตัวตนและแง่มุมของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะแง่มุมด้านมืด ของเขามากกว่า โดยมีนักแสดงชาวฝรั่งเศสอย่าง กัสปาร์ด อุลลีเอล สวมบทบาทนักออกแบบผู้นี้ในวัยหนุ่มได้ถึงเลือดเนื้อ และหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ อีฟว์ แซ็งโลร็อง ตัวจริงจนน่าขนลุก

ภาพจากหนัง Saint Laurent (2014)

ภาพพิมพ์โลหะรูปเหมือนของ ฌาค เดอแบส์แช ที่วาดโดย เดวิด ฮอกนีย์

นอกจากตัวละครเอกอย่าง อีฟว์ แซ็งโลร็อง และ ปิแยร์ แบร์กเช่ คู่รัก/หุ้นส่วนทางธุรกิจของเขา ตัวละครที่สำคัญอีกตัวหนึ่งในหนังก็อย่าง ฌาค เดอแบส์แช (Jacques de Bascher) ชู้รักหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่สวมบทบาทโดย หลุย กาเรล ก็เป็นตัวละครที่โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อ อีฟว์ แซ็งโลร็อง อย่างมาก ซึ่งนอกจากเดอแบส์แชจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอีฟว์แล้ว เขายังมีความสัมพันธ์กับดีไซเนอร์ชืื่อดังอีกคนอย่าง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ อีกด้วย

ตัวละครอีกตัวที่โดดเด่นในหนังเรื่องนี้ก็คือเจ้าหมาเฟรนช์ บูลด็อก มูจิก (Moujik) ที่แสดงบทบาทการตายในหนังได้อย่างสมจริงสมจังจนคว้ารางวัล Palm Dog - Special Mention จากเทศกาลหนังเมืองคานส์มาได้เลยทีเดียว (อ่านะ!)

ก็ถือเป็นหนังเรื่องนึงที่คอแฟชั่นและมิตรรักแฟนคลับของ อีฟว์ แซ็งโลร็อง ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ข้อมูล/ภาพ: Fashion: 150 Years of Couturiers, Designers, 2012 ของ Charlotte Seeling, ขอบคุณภาพจากหนัง Saint Laurent (2014)

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

#WURKON #fashion #designer #yvessaint laurent #lesmoking #Prêt-à-porter #Ready-to-wear #แรงบันดาลใจจากแฟชั่น

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30