Blog

การค้นพบฟิล์มหนังที่สาบสูญของนักรังสรรค์ความฝันในโลกภาพยนตร์คนแรกของโลก

การค้นพบฟิล์มหนังที่สาบสูญของนักรังสรรค์ความฝันในโลกภาพยนตร์คนแรกของโลก

12 มีนาคม 2562

ไม่นานมานี้มีข่าวว่านักค้นคว้าของหอภาพยนตร์แห่งชาติแห่งสาธารณรัฐเช็กได้ค้นพบฟิล์มภาพยนตร์ที่เชื่อกันว่าหายสาบสูญไปแล้วตลอดกาลของคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์เป็นคนแรกๆ ของโลก โดยหนังเงียบความยาวสองนาทีที่มีชื่อว่า Match de Prestidigitation หรือ "การดวลมายากล" จากปี 1904 ที่ถูกค้นพบในม้วนฟิล์มที่มีผู้บริจาคไม่ประสงค์จะเอ่ยนามโดยลงชื่อไม่ตรงกับเรื่องข้างในว่า Les Transmutations Imperceptibles ซึ่งเป็นผลงานอีกชิ้นของคนทำหนังคนนี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญของหอภาพยนตร์ทราบทันทีว่ามันเป็นหนังเรื่องอื่น

ที่ผ่านๆ มาจากการตรวจค้นของหอสมุดแห่งชาติของฝรั่งเศส รวมถึงสถาบันภาพยนตร์อีกหลายแห่งกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหนัง Match de Prestidigitation นั้นหายสาบสูญไปอย่างเป็นทางการแล้ว การค้นพบครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในวงการศิลปะภาพยนตร์

หนังที่ได้รับการกู้กลับคืนมานั้นเป็นเรื่องราวของนักมายากลคนหนึ่งที่แยกร่างออกเป็นสองคน และเล่นมายากลก่อนที่จะรวมร่างกลับเป็นคนคนเดียวอีกครั้ง

ทางหอภาพยนตร์วางแผนจะฉายหนังเรื่องนี้ในฐานะหนึ่งในคอลเล็คชั่นของผู้กำกับผู้นี้ ซึ่งมีหนังทั้งหมด 22 เรื่อง จากหนังส่วนใหญ่ของเขาที่หายสาบสูญไปแล้ว รวมถึงหนังเรื่องโด่งดั่งอย่าง Le Voyage dans la Lune (“A Trip to the Moon”), 1902 ที่หลายคนยกย่องว่าเป็นหนังไซไฟเรื่องแรกๆ ของโลก ถึงตอนนี้หลายคนน่าจะพอเดาออกแล้วว่าผู้กำกับคนที่ว่านั้นคือใคร


คนทำหนังผู้นั้นมีชื่อว่า จอร์จ เมลิแยร์ (Georges Méliès) นั่นเอง

นักสร้างหนังชาวฝรั่งเศสผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนทำหนังที่ทำให้ภาพยนตร์กลายเป็นศิลปะคนแรกๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นคนที่คิดค้นนวัตกรรมที่เรียกกันว่าภาพยนตร์ขึ้นมาเป็นคนแรกในโลก (อันที่จริงคนที่คิดค้นภาพยนตร์ขึ้นมาเป็นคนแรกในโลกคือนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งยงของโลกอย่าง โทมัส อัลวา เอดิสัน และถูกนำมาพัฒนาต่อให้แพร่หลายในวงกว้างโดยพี่น้องตระกูลลูมิแยร์ (Lumiere) ซึ่งสองคนนี้เองก็เป็นผู้จุดประกายแรงบันดาลใจของเมลิเยร์นั่นเอง) หากแต่เมลิเยร์นั้นเป็นคนที่ผสมผสานเทคนิคทางภาพยนตร์เข้ากับจินตนาการและความคิดฝันอันเพริดแพร้วได้อย่างน่าทึ่ง

ด้วยความที่มีพื้นเพเป็นนักมายากลมาก่อน เขาจึงหยิบเอาเทคโนโลยีที่เขาประทับใจเมื่อครั้งแรกเห็นนำมาผนวกกับกลเม็ดเคล็ดลับอันน่าทึ่งของมายากลที่เขาเชี่ยวชาญ จนทำใหภาพเคลื่อนไหวที่เรียกว่าภาพยนตร์ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้นำเสนออะไรมากไปกว่าการบันทึกภาพชีวิตธรรมดาทั่วๆ ไปในสมัยนั้นอย่าง คนเดิน ม้าวิ่ง หรือรถไฟเทียบชานชาลา (หากแต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจและใหม่ล้ำสำหรับคนในสมัยนั้นอย่างยิ่ง) กลายเป็นโลกแห่งความฝันอันน่ามหัศจรรย์ของเขาบนผืนผ้าใบในห้องมืด

ภาพของอาณาจักรและนานาสัตว์ใต้ทะเลลึก ดินแดนน้ำแข็งแห่งขั้วโลกอันห่างไกล การผจญภัยของวีรบุรุษในตำนาน ภาพของเหล่าเทพธิดานางฟ้า สิงสาราสัตว์นานา มังกรร้ายและภูตผีปิศาจ  หรือภาพท้องฟ้าที่ดารดาษไปด้วยดาว ห้วงอวกาศและดวงดาวนอกโลกมนุษย์อันไกลโพ้น ต่างก็ลุกขึ้นมาโลดแล่นอย่างมีวิตชีวาน่าอัศจรรย์บนจออย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

กอปรกับลูกเล่นซึ่งไม่ต่างอะไรกับมายากลของเขา ที่สร้างสรรค์ภาพฝันแปลกประหลาด อย่างการที่วัตถุหรือคนในจอหายไปหรือปรากฏขึ้นมาใหม่ในพริบตาหรือยืดหดขยายขนาดได้ดั่งใจบนจอ การตัดเฉือนร่างกายของมนุษย์ออกมาเป็นส่วนๆ การดึงหัวหลุดออกจากบ่าได้หลายครั้งทั้งๆ ที่ยังมีชีวิต หรือการที่คนคนเดียวสามารถแยกเป็นหลายร่างออกมาทำกิจกรรมที่แตกต่างกันได้พร้อมๆ กันอย่างน่าพิศวง (ในหนังเรื่องหนึ่ง เขาคนเดียวรับบทเป็นนักดนตรีที่เล่นกันเป็นวงใหญ่เกือบสิบคนพร้อมๆ กัน!) จนได้รับการยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในภายหลังให้เป็น “บิดาแห่งสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์” เขาเป็นคนแรกที่ใช้เทคนิคการวาดฉากหลังแล้วซ้อนทับด้วยตัวนักแสดงหรือสิ่งมีชีิวิตจริงๆ อย่างปลาหรือกุ้งมังกรในตู้ปลา หรือเทคนิคซับซ้อนในห้องแลปอย่างการซ้อนฟิล์ม เพื่อสร้างโลกแห่งจินตนาการของเขาให้เป็นจริงขึ้นมาได้ (เขาถึงกับลงทุนสร้างโรงถ่ายขนาดใหญ่ที่ทำจากกระจกทั้งหลังขึ้นมาเพื่อถ่ายทำหนังของเขา) และเป็นคนทำหนังที่ใช้ภาพสเก็ตซ์และสตอรี่บอร์ดในการทำหนังเป็นคนแรก นอกจากนั้นเขายังเป็นคนที่ทำหนังสีขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นหนังเงียบขาวดำอยู่ ด้วยการเอาฟิล์มขาวดำให้ช่างเทคนิคค่อยๆ ระบายสีทีละเฟรมๆ จนกลายเป็นหนังสีเรื่องแรกๆ ของโลก

คนสมัยนี้ที่ดูแต่หนังซีจีที่มีไดโนเสาร์ฟื้นกลับขึ้นมามีชีวิต หรือเห็นมนุษย์ต่างดาวตัวสีฟ้าชาวนาวีบนจอ อ่านแล้วอาจไม่ค่อยรู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ แต่หากลองนึกย้อนกลับไปในสมัยหนังเงียบเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ที่คนดูในโรงกระโดดหลบรถไฟที่วิ่งเข้ามาในจอกันหัวจ้าละหวั่น คงพอจะนึกออกว่าภาพแบบนั้นมันจะมหัศจรรย์และตื่นตาสักแค่ไหน (อันนี้ยังไม่นับรวมว่าเขาเป็นคนทำหนังคนแรกที่ใส่ฉากนู้ดลงไปในหนัง แฮ่ม!)

ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนคิดค้นเทคนิคและกลเม็ดเคล็ดลับในการสร้างภาพเคลื่อนไหวอันน่ามหัศจรรย์อย่างที่กล่าวมาข้างต้น หากแต่เขาก็ใช้เทคนิคเหล่านั้นเพื่อประโยชน์ในการเล่่าเรื่องราว มากกว่าจะโชว์ความแปลกประหลาดน่าตื่นตาตื่นใจแบบเปล่าๆ ปลี้ จนสามารถกล่าวได้ว่าเขาเป็นคนที่ปฏิวัติการทำหนังที่มีเรื่องราว (Narrative film) ขึ้นมาเป็นคนแรกในโลกเลยก็ว่าได้

ในบรรดาหนังจำนวนมากมายไม่ต่ำกว่า 500 เรื่องของเขาที่เต็มไปด้วยความพิศวง อารม์ขัน และเทคนิคพิเศษอันก้าวล้ำพิสดาร ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนวนิยาย วรรณกรรม นิทาน ตำนานปรัมปรา เทพนิยาย เทพปกรณัมของหลากชาติหลายภาษาที่จับตาจับใจและตรึงคนดูให้หลงไปกับมนต์มายาแห่งภาพยนตร์ของเขาได้อย่างอยู่หมัด ดูรายชื่อหนังทั้งหมดของเขาได้ที่

https://goo.gl/BRGfuO




A Trip to the Moon (1902)

หน่ึงในจำนวนนั้นมีภาพยนตร์ที่โด่งดังและเป็นเสมือนเครื่องหมายการค้าของเขาอย่าง Le Voyage dans la lune หรือ A Trip to the Moon (1902) ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยายวิทยาศาสตร์ยอดฮิตในช่วงเวลานั้นอย่าง From the Earth to the Moon (1865) ของ จูลส์ เวิร์น และ The First Men in the Moon (1901) ของ เอช.จี. เวลส์ ภาพยนตร์ขาวดำ (ที่ถูก เมลิเยร์แปลงให้เป็นสีในภายหลัง) ที่มีความยาวเพียง 14 นาทีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องราวของมนุษย์ที่ขึ้นไปผจญภัยดวงจันทร์ที่เต็มไปด้วยเอฟเฟ็กต์อันแพรวพราวเรื่องนี้ ได้รับการยกให้เป็นภาพยนตร์ไซไฟเรื่องแรกของโลก (และถือเป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่พาคนดูออกนอกโลกไปยังดาวดวงอื่น) ซึ่งหนังเรื่องนี้นี่เอง ที่มีฉากอันลือลั่นที่เป็นภาพจำที่สุดในบรรดาหนังทุกเรื่องของเขารวมถึงในโลกภาพยนตร์ นั่นก็คือฉากจรวดของนักบินอวกาศบินเข้าไปทิ่มลูกกะตาดวงจันทร์นั่นเอง มันสร้างความตื่นตะลึงและมอบประสบการณ์อันแปลกใหม่ให้กับคนดูจนประสบความสำเร็จอย่างมโหฬารไปทั่ว และถือเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ รวมถึงหนังเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่องของเขา

A Trip to the Moon ฉบับดั้งเดิม


จอร์จ เมลิแยร์ กับร้านขายของเล่นของเขา

แต่น่าเสียดายที่ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 รสนิยมการดูหนังของคนเปลี่ยนไป จนทำให้หนังของเขาประสบความล้มเหลวอย่างใหญ่หลวง จนในช่วงปี 1923 เขาถึงกับล้มละลาย ต้องขายกิจการ โรงถ่าย รวมถึงก็อปปี้หนังทั้งหมดของเขา และต้องจบอาชีพการเป็นคนทำหนังของเขานับแต่นั้น หลังจากนั้นเขาปลีกตัวหายหน้าไปจากสังคม และเปิดร้านขายของเล่นเล็กๆ อยู่ที่สถานีรถไฟอยู่เงียบๆ และคงถูกลืมเลือนไปในที่สุด ถ้าหากนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ในฝรั่งเศสไม่พากเพียรค้นหาและรวบรวมหนังที่หายสาบสูญไปของเขาขึ้นมาฟื้นฟูใหม่ รวมถึงตามตัวเขาจนเจอและมอบรางวัลเกียรติยศ Legion of Honor ให้กับเขารวมถึงให้ยกเว้นค่าเช่าของอพาร์ตเม้นต์ให้กับเขาไปตลอดชีวิต ซึ่งก็พอจะช่วยแบ่งเบาความแร้นแค้นและช่วยเป็นกำลังใจเล็กๆ น้อยให้กับชีิวิตบั้นปลายของเขาได้บ้าง จนกระทั่งเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในปี 1938 อันเป็นการปิดฉากชีวิตของนักมายากลผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ลงในที่สุด

ผลงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้กำกับรุ่นหลังนับไม่ถ้วน ดี ดับบลิว. กริฟฟิท ผู้กำกับหนังอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่กล่าวว่า “เขาเป็นหนี้เมลิแยร์สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง” ชาร์ลี แชปลิน ผู้กำกับและนักแสดงตลกในตำนานยกย่องเมลิแยร์ว่าเป็น “นักเล่นแร่แปรแสงผู้ยิ่งใหญ่” หรือแม้แต่ในวงการดนตรีเอง ก็เช่นเดียวกัน วงดนตรีร็อกจากอังกฤษอย่าง Queen ทำมิวสิกวิดีโอเพลง Heaven for Everyone หยิบเอาคลิปบางส่วนจากหนัง A Trip to the Moon และ The Impossible Voyage มาใช้

หรือแม้แต่มิวสิกวิดีโอ Tonight Tonight ของวงดนตรีอัลเตอร์เนทีฟร็อก The Smashing Pumpkins ก็จำลองฉากในหนัง A Trip to the Moon ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นการแสดงคารวะแก่เมลิแยร์ จนมันได้รับการยกย่องให้เป็นมิวสิกวิดีโอที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล (นี่ขนาดแค่ก็อปปี้น่ะนี่!)



A Trip to the Moon ฉบับปรับปรุงใหม่ Lobster Films / Fondation Groupama Gan / Fondation Technicolor

ในปัจจุบันผลงานชิ้นยอดมงกุฏของเมลิแยร์อย่าง A Trip to the Moon ยังคงหลงรอดอยู่ในปัจจุบันในเวอร์ชั่นสีแค่หนึ่งก็อปปี้ โดยถูกค้นพบเมื่อปี 1993 ในสภาพเน่าเปื่อยเกือบใช้การไม่ได้ และได้ถูกนำมาบูรณะใหม่อีกครั้ง ฉบับปรับปรุงใหม่ถูกนำออกมาฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2011  ณ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (109 ปี หลังจากการฉายครั้งแรก) และทำเสียงประกอบภาพยนตร์ใหม่โดยวงดนตรีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง Air

https://vimeo.com/84802263

Hugo (2011) Paramount Pictures

และในนิยายภาพ The Invention of Hugo Cabret ของ ไบรอัน เซสส์นิก ที่เขียนขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเมลิแยร ก็ถูกผู้กำกับหนังอเมริกันอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี ดัดแปลงเป็นหนังที่มีชื่อว่า Hugo (2011) ซึ่งสอดใส่ร้อยเรียงเรื่องราวชีวิตของ จอร์จ เมลิแยร์ ลงไปในหนังอย่างแนบเนียน แยบคาย และงดงามสุดบรรยาย จนอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนทำหนังรุนแรงเข้มข้นดุดันมาหลายทศวรรษอย่างสกอร์เซซี ถึงได้หันเหมาทำหนังเด็กที่เปี่ยมสีสันสดใสแฟนตาซีขนาดนี้ได้ ซึ่งทราบในภายหลังว่าหนังเรื่องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับบทเพลงที่สกอร์เซซีแต่งขึ้นเพื่อสดุดีศิลปะที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” อีกทั้งยังเปรียบเสมือนดั่งจดหมายรักที่เขามอบให้กับคนทำหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของภาพยนตร์ ซึ่งก็คือคนทำหนังอย่าง จอร์จ เมลิแยร์ ที่เป็นหนึ่งในตัวละครหลักผู้กุมความลับอันเป็นหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้ และที่สำคัญที่สุด มันทำให้เราหวนระลึกขึ้นได้ว่า ทำไมถึงหลงรักสิ่งที่เรียกว่า ภาพยนตร์ หรือ หนัง อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเช่นนี้ เหตุคงเป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจินตนาการและจุดประกายความฝันให้กับเรา และถ้าหากขาดไร้ซึ่งจินตนาการและความฝันแล้ว ภาพยนตร์คงเป็นเหมือนกับหุ่นกลหรือเครื่องจักรที่ขาดไร้ (กุญแจ) หัวใจ ซึ่งมันก็คงไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กที่ไร้ความหมายและไร้วิญญาณนั่นเอง

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก https://goo.gl/wyVE2d, https://goo.gl/HC7qWb, https://goo.gl/LOEWo6, https://goo.gl/1Ipyhd, https://goo.gl/nOqqOb

เรื่องโดย ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

#WURKON #art #movie #matchdeprestidigitation #georgesméliès #lostmovie #silentfilmpioneer #cinemapioneer #unearthed #czechfilmarchive #voyagedanslalune #atriptothemoon #หนังไซไฟเรื่องแรงของโลก #การกู้คืนภาพยนตร์ที่สาบสูญ #จอร์จ เมลิแยร์ #แรงบันดาลใจจากศิลปะภาพยนตร์

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon


Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30