Blog

คุยเฟื่องเรื่องกีต้าร์ ศิลปะ (+หมา) กับคู่รักศิลปินแห่งโลกศิลปะและดนตรี ยุรี&เมธี

คุยเฟื่องเรื่องกีต้าร์ ศิลปะ (+หมา) กับคู่รักศิลปินแห่งโลกศิลปะและดนตรี ยุรี&เมธี

16 มีนาคม 2562

ถ้าจะพูดถึงศิลปินหญิงชาวไทยที่มีผลงานที่โดดเด่นและมาแรงที่สุดในยุคสมัยนี้ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อ “ยุรี เกนสาคู” ต้องติดมาเป็นอันดับต้นๆ เป็นแน่ ถ้ามองจากภายนอก หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า หญิงสาวลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นร่างเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราคนนี้ จะเป็นศิลปินผู้เคยแสดงนิทรรศการเดี่ยวและกลุ่มทั้งในและนอกประเทศมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ด้วยผลงานภาพวาดสีสันสดใสที่มีกลิ่นอายและลักษณะคล้ายการ์ตูน งานกราฟฟิก ผสมกับศิลปะในสไตล์เหนือจริงอันเปี่ยมจินตนาการ ผนวกกับการทดลองกับวัสดุต่างๆ หลากหลาย โดยมักจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวในนิทาน, ตำนานพื้นบ้านจากหลากวัฒนธรรม ไปจนถึงเพลงลูกทุ่ง และวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างการ์ตูน, แอนิเมชั่น ภาพวาดของเธอที่เต็มไปด้วยเหล่าตัวละครในรูปลักษณ์ต่างๆ ที่อยู่ในภูมิทัศน์ที่หลอนฟุ้งฝัน ถึงแม้จะดูไม่เป็นพิษเป็นภัยและน่ารักน่าชังเมื่อยามแรกเห็น แต่บางครั้งก็แฝงเอาไว้ด้วยความมืดหม่นอยู่ลึกๆ คล้ายกับภาพในจินตนาการและความฝันที่ดูคลุมเคลือ ยากที่จะทำความเข้าใจ แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก ยุรีใช้ภาพลักษณ์ของจินตนาการอันฟุ้งฝันเหนือจริง ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกลึกๆ ภายใน รวมถึงความนึกคิดเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมออกมา ผลงานของเธอแสดงถึงสิ่งต่างๆ ที่แวดล้อมตัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้สึก ทั้งความสุขและความเศร้า

เมื่อพูดถึงชื่อ “เมธี น้อยจินดา” คอดนตรีบ้านเราก็น่ารู้จักเขาเป็นอย่างดี ในบทบาทมือกีต้าร์หนุ่มมาดเซอร์แห่งวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟสัญชาติไทยอย่าง โมเดิร์นด็อก ที่กลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการดนตรีไทย ผู้จุดกระแสดนตรีอัลเทอร์เนทีฟและโมเดิร์นร็อคให้เป็นที่แพร่หลายในวงการดนตรีเมืองไทยอย่างมาก และเมธีเองก็เป็นหนึ่งในมือกีต้าร์ที่มีสุ้มเสียงและสไตล์การเล่นที่เปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากที่สุดคนหนึ่ง แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า นอกจากบทบาทในฐานะนักดนตรีแล้ว เขายังมีอีกบทบาทหนึ่งไม่ต่างกับเพื่อนร่วมวงของเขา นั่นก็คือการเป็นศิลปินวาดรูปนั่นเอง

ด้วยพื้นเพที่จบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่นอกจากจะเอื้อให้เขานำความคิดในเชิงสร้างสรรค์มาใช้ในการทำงานดนตรีแล้ว เมธียังปลีกเวลามาทำงานทัศนศิลป์ ในรูปแบบของภาพวาดสีสันสดใส จัดจ้าน สนุกสนาน แปลกตา เปี่ยมจินตนาการ และเปี่ยมเอกลักษณ์ไม่ต่างกับเสียงกีต้าร์ของเขาเลย เมธีมีนิทรรศการแสดงเดี่ยวมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ใน Gallery Seescape ที่เชียงใหม่ และจัดนิทรรศการแสดงเดี่ยวขึ้นที่นั่นอีกด้วย

ถ้าใครเป็นคนที่คุ้นเคยกับแวดวงศิลปะ และได้ไปตามงานเปิดนิทรรศการหรือกิจกรรมทางศิลปะต่างๆ มาบ้าง ก็คงจะพอรู้ว่า ชายหนุ่มจากโลกดนตรีและหญิงสาวจากโลกศิลปะคู่นี้ เป็นคู่รักที่น่ารักที่สุดคู่หนึ่งของวงการ

ล่าสุด ทั้งคู่ร่วมมือกันทำโปรเจ็กต์ศิลปะที่หลอมรวมโลกของศิลปะและดนตรีเข้าไว้ด้วยกัน นั่นก็คือ “อาร์ตกีต้าร์” หรือ “กีต้าร์ศิลปะ” ที่นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่สวยงามแปลกตาแล้ว มันยังสามารถเล่นได้จริงๆ ด้วย (การันตีจากมือกีต้าร์ตัวจริงเสียงจริงอย่างเมธี) และด้วยความที่เรามีโอกาสได้ชมและสัมผัสผลงานศิลปะลูกผสมของคู่รักศิลปินคู่นี้ ในเทศกาลแสดงศิลปะ Hotel Art Fair Bangkok 2018 ครั้งที่ 5 ที่ผ่านมา เราจึงขอเข้าไปเยี่ยมเยือนพวกเขาถึง Mowgli Records สตูดิโอดนตรีในย่านกลางเมือง เพื่อพูดคุยสอบถามถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้ รวมถึงแรงบันดาลใจจากชีวิต ความรัก และการทำงานสร้างสรรค์ของพวกเขาทั้งคู่ มาแบ่งปันให้พวกคุณได้อ่านกันในคราวนี้

WURKON:

เริ่มแรกเลย โปรเจ็กต์ “กีต้าร์ศิลปะ” นี่มีที่มาที่ไปยังไง

เมธี:

มันเริ่มมาจากคุณบี ซึ่งเขาเป็นนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่า “หนุ่มโรงงานน้ำตา” หลังๆ เขาสนใจเรื่องศิลปะ แล้วเขาก็เริ่มเป็นเหมือนผู้อุปถัมภ์งานศิลปิน ซึ่งเขาก็ตามงานเราอยู่ และงานศิลปะของเรามันจะเกี่ยวข้องกับดนตรี บางทีก็วาดรูปเกี่ยวกับเพลง หรือปกอัลบั้ม เขาก็เลยมาคุยกับเราว่า สนใจอยากจะให้เราทำเครื่องดนตรีประหลาดออกมา ตอนแรกที่ฟังก็งงๆ อยู่ว่ามันจะเป็นยังไง ผ่านไปสักพักหนึ่งก็ลืมๆ ไป แต่หลังจากนั้นก็ได้ไปวาดรูปๆ หนึ่ง เป็นมนุษย์หมาป่าเล่นเครื่องดนตรีประหลาด เป็นเหมือนกีต้าร์ที่เป็นจานสีและพู่กัน แล้วก็มีแสงออกมา ก็เลยกลับไปคิดถึงเรื่องนี้ใหม่ และก็ได้กลับไปคุยกับคุณบีอีกที คุยไปคุยมา ก็ตกลงว่าจะทำกีต้าร์กัน

Voluntad อาร์ตกีต้าร์ โดย ยุรี เกนสาคู ภาพถ่ายจากศิลปิน

Bark1 อาร์ตกีต้าร์ โดย เมธี น้อยจินดา ภาพถ่ายจากศิลปิน

ยุรี และ เมธี กับอาร์ตกีต้าร์ของพวกเขา ภาพถ่ายจากศิลปิน

WURKON:

กีต้าร์ที่เป็นเครื่องดนตรีประหลาดน่ะนะ

เมธี:

แต่ตัวนี้มันอาจจะไม่ได้ประหลาดเท่าไหร่ อาจจะเป็นกีต้าร์ที่เป็นเหมือน “อาร์ตกีต้าร์” น่ะครับ เป็นกีต้าร์ที่เป็นงานศิลปะด้วย

WURKON:

เป็นกีต้าร์ที่เล่นได้จริง สำหรับนักดนตรีจริงๆ ใช่ไหม

เมธี:

ใช่ๆ เป็นกีต้าร์ที่เสียงดีนะครับ เราคิดว่าเสียงต้องมาตรฐานดี และสวยด้วย

ยุรี:

คือคุณบีเขามาแนะนำตัวกับพวกเรา ว่าเขาเป็นเนิร์ดกีต้าร์ นอกจากเขียนหนังสือและทำอะไรหลายอย่าง ตัวเขาเองก็เล่นดนตรีด้วย ในโปรเจ็กต์กีต้าร์เนี่ย เขาก็จะเป็นเหมือนกับที่ปรึกษาในเชิงอุปกรณ์ต่างๆ อะไรซื้อที่ไหน สั่งทำที่ไหน ยุรีจะปรึกษาพี่เมกับคุณบีนี่แหละ เรื่องคุณภาพ เรื่องอุปกรณ์ที่เหมาะสม เราอาจจะพูดเรื่องดีไซน์ว่ายุรีอยากได้อุปกรณ์สีทอง เฟรตกีต้าร์สีทองนะ มันเป็นไปได้ไหม? มันเข้ากับเสียงไหม? เสียงมันจะดีไหม? ยุรีก็จะปรึกษากับพี่สองคนนี้แหละค่ะ แต่ตอนแรกที่คุณบีคุยกับพี่เมเรื่องเครื่องดนตรีประหลาด เหมือนเขาชวนพี่เมทำงานในลักษณะอื่น ซึ่งอันนั้นมันยังไม่เกิดขึ้น แต่กลายเป็นว่า คุยไปคุยมาแล้วมาลงที่การดีไซน์ตัวเครื่องดนตรี เพราะว่าเขามองว่าพี่เมเป็นนักดนตรี และอาจจะอยากมีกีต้าร์เป็นซิกเนเจอร์ของตัวเองไหม? ไปๆ มาๆ เขาก็มาคุยกับยุรีด้วยว่าสนใจจะทำกีต้าร์ด้วยไหม เพราะเขาคงอยากให้พวกเราลองออกแบบเครื่องดนตรีโดยผสมผสานกับงานศิลปะด้วยน่ะค่ะ

WURKON:

เริ่มทำตัวไหนก่อน

เมธี:

จริงๆ ก็พร้อมกันนะ เหมือนกับว่าเราต่างคนต่างคิดเนอะ แล้วอยู่ดีๆ มันก็มาตรงกันเอง กลายเป็นทำเมาคลีเหมือนกัน

ยุรี:

ตอนแรกยุรีคิดอยู่แล้วว่าพี่เมต้องวาดเมาคลี (หัวเราะ)

WURKON:

"เมาคลี" นี่คือหมาของเมธีที่เราเจอข้างล่างใช่ไหม (เมาคลี เป็นหมาพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ที่ออกมาต้อนรับเราตอนมาถึงสตูดิโอ แถมมันยังมีชื่อเดียวกับสตูดิโอแห่งนี้อีกด้วย)

ยุรี:

ใช่ค่ะ ยุรีก็รู้ว่าพี่เมเขาผูกพันกับหมา สังเกตได้จากชื่อวง (หัวเราะ) ตอนแรกยุรีก็หนีๆ ไปลองวาดเสือ วาดปลา วาดอะไรไปก่อน แต่เราไม่โดน เรารู้สึกว่ายังไม่ใช่ งั้นเราก็เลยเลือกสิ่งที่เราผูกพันก็แล้วกัน เพราะยุรีมองว่า ไหนๆ มันก็เป็นโปรเจ็กต์ที่เราเริ่มต้น ก็เลยอยากวาดสัตว์ที่เราผูกพันใกล้ชิด สรุปก็เลยมาลงตัวที่เมาคลีเหมือนกัน แต่เราคิดว่ายังไงมันก็น่าจะออกมาไม่เหมือนกัน แค่แรงบันดาลใจเริ่มต้นมาจากตัวเดียวกัน

เมธี:

จริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้พยายามจะวาดเมาคลีเลย เพราะเหมือนรู้สึกว่าเราวาดเมาคลีบ่อย แล้ว หลังๆ พอเราจะวาดหมา เราก็จะเปลี่ยนไปวาดแมว วาดหมาพันธุ์อื่นบ้าง ตอนแรกก็เอารูปกีต้าร์ที่เราใช้บ่อยๆ มาสเก็ตซ์เป็นรูปหมาพันธุ์อื่น วาดเป็นพันธุ์ชเนาเซอร์อะไรไป แต่ไปๆ มาๆ เหมือนเราสเก็ตซ์หมาเราแล้วเรารู้สึกอินกว่า อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นหมาเราด้วย (หัวเราะ) ก็เลยกลับมาที่เมาคลีเหมือนเดิม แต่จริงๆ จะว่าไป เมาคลีเนี่ย มันเป็นหมาป่า แต่ตอนที่ผมเลี้ยงใหม่ๆ ผมจะงงๆ ไม่รู้ว่ามันเป็นหมาป่าหรือหมาจิ้งจอก เราก็ไม่ได้ศึกษาเรื่องหมาเยอะ ช่วงแรกๆ เราก็เลยวาดเป็นหมาจิ้งจอกซะเยอะ นึกว่าโตแล้วมันจะเป็นจิ้งจอกแบบหางฟูๆ อะไรอย่างนี้ ตอนหลังมารู้ว่าเป็นหมาป่า ก็เลยวาดออกมาเป็นหมาป่าบ้าง หมาจิ้งจอกบ้าง อย่างกีต้าร์ตัวนี้จริงๆ จะออกไปทางจิ้งจอกหน่อยๆ

ยุรี:

เหมือนว่าคาแรคเตอร์ของกีต้าร์ได้แรงบันดาลใจมาจากที่เดียวกัน แต่สไตล์การวาดรูปมันไม่เหมือนกัน เราก็เลยคิดว่าไม่เป็นไรหรอก อย่างตอนทำกีต้าร์ บังเอิญเราเพิ่งไปเที่ยวสเปนมา แล้วเราบังเอิญไปเจอร้านขายของของคนอินเดียนแดงที่อยู่ในสเปนที่เขาขายสินค้า และขายเครื่องรางเยอะแยะมากมายเลย เป็นเครื่องรางเกี่ยวกับสุขภาพ ความรัก โน่นนี่นั่นๆ แล้วเราก็ไปเจอเครื่องรางอันนึง เป็นรูปหมาป่า ซึ่งเป็นเครื่องรางของ “ความตั้งใจ” ซึ่งเป็นชื่อที่แปลว่า “Will Power” เหมือนเป็นเจตจำนงให้ประสบความสำเร็จ เราก็เลย เออ เอาชื่อนี้มาตั้งชื่อกีต้าร์เราดีกว่า เพราะเรารู้สึกว่าคนที่ถือกีต้าร์ ก็มีความหมายเหมือนการถือเครื่องราง เป็นการเล่นดนตรีไปสู่เป้าหมาย

เมธี:

เปลี่ยนจากห้อยพระ มาห้อยกีต้าร์แทน (หัวเราะกันร่วน)

WURKON:

ชื่อที่ว่านี่คือชื่ออะไร

ยุรี:

ชื่อ "Voluntad" เป็นภาษาสเปน แปลว่า "Will Power" เหมือนเราคิดว่าการห้อยกีต้าร์ ก็เหมือนการห้อยความหมายที่ดี เหมือนกับการที่เราวาดรูป เราก็อยากจะไปสู่จุดมุ่งหมาย และเราก็ยังใช้การผสมระหว่างเทคนิคในเชิงจิตรกรรมผสมกับวัสดุต่างๆ เพราะว่าเราอยากให้งานเรายังคงคาแรคเตอร์บางอย่าง ในการชอบเล่นกับวัสดุที่หลากหลาย ตอนเราเข้าไปคุยกับโรงงานเราก็ให้เขาทดลองใช้แผ่นทองคำเปลวแล้วก็เคลือบ เราก็ถามเขาว่าเวลาเล่นเยอะๆ แล้วจะโดนขูดไหม เขาบอกว่ากีต้าร์ตัวนี้เขาเคลือบมากกว่า 7 รอบ เพื่อให้มั่นใจว่ามันไม่หลุด ไม่ลอกง่ายๆ แน่นอน แล้วตัวเทคนิคการวาด จะใช้เทคนิคแอร์บรัช เหตุผลที่ไม่วาดลงไปเอง เพราะเราอยากได้เอฟเฟกต์ที่ทำให้ดูเหมือนเป็นกีต้าร์ที่ผ่านระบบโรงงานมาจริงๆ

WURKON:

ผลิตด้วยระบบอุตสาหกรรม?

ยุรี:

ใช่ มันเนี้ยบมากๆ แล้วก็เคลือบอย่างดี

WURKON:

ไม่อยากให้ออกมาดูเป็นงานฝีมือ?

ยุรี:

ใช่ คือเรามองว่าจุดประสงค์มันต่างกัน สมมุติว่าเราอยากจะวาดเอง มันก็จะได้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

WURKON:

เหมือนเป็นกีต้าร์ซิกเนเจอร์ของยุรีใช่ไหม

ยุรี:

ใช่ค่ะ ก็คือรูปร่างเป็นเหมือนงานของเรา แต่อยากให้เปิดกล่องออกมาแล้ว โอ้โห! เนี้ยบอะไรอย่างงี้ กีต้าร์สองตัวนี้มีความพิเศษอยู่ที่ว่า มันผสมเทคนิคที่ผ่านโรงงานทำประติมากรรม ผสมกับการประกอบงานกีต้าร์จริงๆ ที่ทำโดยช่างกีต้าร์ อย่างเทคนิคการทำบอดี้กีต้าร์มีเยอะแยะมากมาย ทั้งการใช้เครื่องซีเอ็นซี อะไรพวกนี้ แต่เราอยากจะให้ผลออกมาเหมือนตอนเราทำประติมากรรมนางเงือกของเรา เราก็เลยไปติดต่อกับโรงงานทำประติมากรรม ซึ่งเขาก็ไม่เคยทำกีต้าร์นะคะ แต่เขามีความชำนาญในเรื่องการทำสีมากๆ

WURKON :

แล้วเรื่องเสียงกีต้าร์ล่ะ มีผลไหม ต้องดูอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า

เมธี:

คือตอนแรกตอนที่ได้แบบสเก็ตซ์มาปุ๊ป เราก็อยากจะทำกีต้าร์ที่มันไม่ซ้ำกันน่ะครับ คือกีต้าร์ในโลกมันมีอยู่สองประเภทหลักๆ คือประเภทเสียงแน่นๆ หนาๆ พวกที่ใช้ปิ๊กอัพแบบ Humbucker หรือ Double coil อย่างกีต้าร์ตระกูล Gibson แล้วก็พวกที่ใช้ปิ๊กอัพแบบ Single coil เสียงใสๆ ปิ๊งๆ เคลียร์ๆ แบบกีต้าร์ตระกูล Fender เราก็เลยพยายามจะแยกคาแรคเตอร์ออกจากกัน เรารู้สึกว่าหมาของยุรีมันดูน่ารัก น่าจะทำเสียงออกมาใสๆ หมาของผมจะออกมาแสบๆ ซ่าๆ หน่อย น่าจะทำเป็นพวกร็อค ดุๆ ตอนแรกเราก็แบ่งอย่างนั้น แต่พอตอนหลังทำไปทำมา เรารู้สึกว่าในแง่ของคนที่สะสม เขาคงไม่น่าจะซื้อไปสองตัว คนที่ได้กีต้าร์ไปก็น่าจะได้กีต้าร์ที่ครอบคลุมสไตล์ให้กว้างที่สุด เราก็เลยทำให้มันมีระบบดึง Volume ขึ้นมาแล้วมันจะตัดเป็น Single coil ได้ ก็จะเป็นเสียงใสๆ แล้วถ้าอยากได้เสียงแน่นๆ ก็กดลงไปก็จะเป็น Double coil ทั้งสองตัวเลยครับ แล้วสเป็คที่ผมเลือกเนี่ย เกิดจากการที่เราสังเกตกีต้าร์ที่เราชอบเล่น ส่วนใหญ่ผมจะชอบเล่นกีต้าร์คอสีดำ ตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นไม้โรสวูด แต่ผมก็ไปศึกษามา ก็เลยเลือกทำกีต้าร์ผมเป็นคอดำ มันก็จะได้เสียงแบบนึง แต่ของยุรีเขาจะเลือกตามดีไซน์ที่เขาชอบ เขารู้สึกว่าคอสีขาวมันเหมาะกับหมาของเขามากกว่า เขาก็เลือกคอสีขาว เป็นไม้เมเปิ้ล ก็จะได้เสียงอีกแบบหนึ่ง จริงๆ ไอเดียเริ่มแรกมันมาจากกีต้าร์ Gibson SG ที่ใช้บ่อยๆ เป็นตัวที่เบาๆ หน่อย เพราะโดยส่วนตัวเราเป็นนักดนตรีที่ชอบเล่นกีต้าร์เบาๆ เพราะรู้สึกว่ากีตาร์หนักมันจะเมื่อยหลัง (หัวเราะ)

ยุรี:

ถ้าเล่นนานๆ นะ แต่เราไม่ได้คิดว่าจะให้เขาเอากีต้าร์เราไปเล่นทั้งโชว์น่ะ (หัวเราะ)

เมธี:

ก็เลยเริ่มจากการเอาทรง SG มาพยายามใส่หน้าหมาลงไป ตอนแรกก็จะเป็นพวกพันธุ์ชเนาเซอร์ ซึ่งเราก็ชอบนะ แต่พอทำไปทำมารู้สึกว่า เราไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ออกแบบกีต้าร์อีกหรือเปล่า ก็น่าจะทำอะไรที่มันหลุดไปจากความเป็นกีต้าร์ปกติไปเลย ก็เลยนึกถึงฟอร์มอะไรที่ดูแหวกแนวไปเลย และเนื่องจากมันเป็น อาร์ตกีต้าร์ มันก็ควรจะต้องใหญ่หน่อย เราก็เลยคิดถึงฟอร์มอะไรที่มันดูใหญ่หน่อยแต่ไม่หนักเกินไป ก็เลยนึกถึงฟอร์มรูปดาว ที่มันมีส่วนที่เว้าหายไป เสร็จแล้วก็พยายามดีไซน์ลงไป ก็เลยกลายเป็นหน้าหมาป่า แต่ผมก็ยังอยากให้เบากว่านี้ ก็เลยคิดถึงการเจาะรู คือกีต้าร์ปกติที่เราเห็นบางรุ่นเนี่ย บางทีมันเป็นไม้ตันๆ แต่ข้างในเขาเรียกว่าเป็นถ้ำ มันจะกลวงและเบากว่า แต่เสียงมันก็จะ ป๊องแป๊ง บางคนก็จะไม่ชอบ เราก็เลยคิดถึงการเจาะไปเลย ก็เลยทำออกมาเป็นหูหิ้ว มือจับ แล้วก็เจาะเป็นลูกตาออกไปเลย

ยุรี:

แล้วก็ติดไฟตรงลูกตาหมา (หัวเราะ)

เมธี:

คือพอกีต้าร์ตัวนี้มันถูกปรับเสียงให้กว้าง เราก็เลยคิดว่ามันน่าจะมีหลายอารมณ์ แล้วเราจะแสดงอารมณ์มันยังไง ก็เลยคิดถึงเรื่องติดไฟลงไปตรงลูกตา แล้วทำให้มันสามารถปรับสี มีไฟกระพริบ เหมือนกระพริบตา ช้า เร็วได้ เรื่องไฟเนี่ยอาจจะเป็นเพราะเราเป็นเด็กสถาปัตย์ด้วย เวลาคิดอะไร เราจะชอบคิดให้มันมีฟังก์ชั่นด้วย อย่างหน้าหมาที่เป็นแฉกๆ เนี่ย เราคิดว่าตอนที่เรานั่งเล่นเนี่ย มันจะวางตรงขาเราได้พอดี หรือตาที่กระพริบไฟเนี่ย หลายๆ ครั้งที่ไปเล่นคอนเสิร์ต บางทีเขาเปิดตัวแสงสีแบบ “ขอเชิญพบกับ โมเดิร์นด็อก” แล้วเราก็ต้องขึ้นเวทีทั้งๆ ที่มันมืดมาก มองอะไรไม่เห็น เราก็คิดว่าถ้าเรามีกีต้าร์ตัวนี้ เราก็เปิดไฟส่องทาง หรืออย่างน้อยส่องให้เราเห็นเฟรตกีต้าร์ (หัวเราะ) จะได้ไม่เล่นผิดคีย์ อาจจะเป็นด้วยนิสัยเด็กสถาปัตย์ด้วย

ยุรี:

พี่เมเขาจะเข้าใจในเชิงฟังก์ชั่นของการเล่นกีต้าร์มากกว่า

เมธี:

อาจเพราะตัวเองเป็นคนเล่นด้วย เลยรู้ว่าถ้าเราทำกีต้าร์หนักเราอาจจะเมื่อยหลัง หรือเราอาจจะเล่นได้ไม่บ่อย

WURKON:

ทำกีต้าร์ขึ้นมาเพราะอยากจะเอาไปใช้จริงๆ

เมธี:

จริงๆ เราทำกีต้าร์ขึ้นมา เราก็ดีไซน์ในสิ่งที่เราอยากเล่นน่ะครับ เอาที่ตัวเองชอบก่อน อย่างพวกสเปค ไม้ ก็จะเทียบเคียงกับสิ่งที่เราชอบ สมมติว่ากีต้าร์ตัวที่เราชอบเป็นไม้อะไร คุณบีเขาก็จะไปช่วยหามาว่ามันเป็นไม้เอลเดอร์ เขาก็จะไปสั่งไม้มาให้

ยุรี:

เป็นไม้นำเข้า

เมธี:

กีต้าร์ของผมเหมือนมันดีไซน์โดยฟังก์ชั่น แต่กีต้าร์ของยุรีมันก็จะได้ฟีลไปอีกแบบหนึ่ง คือเนื่องจากเขาไม่ได้เป็นคนเล่น เขาก็เลยจะคิดอะไรนอกกรอบ ทำเป็นหมาทั้งหัวอะไรแบบนี้ (หัวเราะ) ซึ่งถ้าเป็นผม ผมอาจจะคิดไม่ได้แบบเขา เพราะว่าเราก็จะถูกจำกัดด้วยฟังก์ชัน ต้องห่วงว่าเวลาเล่นมันจะชนรักแร้เราไหม (หัวเราะ) ของยุรีก็เลยจะได้ความเซอร์ๆ มากกว่า แต่ว่าพอเราได้ไปให้สัมภาษณ์ในเวปกีต้าร์ต่างๆ เราก็เลยเหมือนได้ความรู้เพิ่ม ว่ากีต้าร์ของยุรี พอเขาทำบอดี้ไม้มาใหญ่มากเนี่ย เลยทำให้เสียงก้องขึ้น อย่างบอดี้ตรงแถวลูกตา แถวสายหกไม้มันเยอะ เลยทำให้เสียงแถวสายหกหนาขึ้น

ยุรี:

กีต้าร์แต่ละตัว พอมีองค์ประกอบต่างกัน มันก็จะได้คาแรคเตอร์เฉพาะของมันน่ะค่ะ เสียงก็ด้วย

WURKON :

คิดจะทำเป็นกีต้าร์รุ่นซิกเนเจอร์ของตัวเองออกมาวางขายไหม

เมธี:

ไม่นะ ที่คุยกันไว้ ด้วยหลายๆ อย่าง ด้วยเวลา เราก็เลยทำมันเป็นงานศิลปะ คือเราจะทำแค่ 3 เอดิชั่น 3 ตัว ศิลปินอาจจะมีเก็บไว้เอดิชั่นหนึ่ง เพราะถ้าคิดจะทำแบบอุตสาหกรรมที่ผลิตออกมาเยอะๆ มันคงจะยาก

ยุรี:

มันเป็นงานที่คาบเกี่ยวกับการทำงานศิลปะ เหมือนเรามองว่ามันเป็นงานประติมากรรมน่ะค่ะ มันก็จะมีเท่านี้ แล้วก็ศิลปินเก็บไว้อันหนึ่ง คิดแบบเหมือนตอนทำประติมากรรม

เมธี:

เหมือนทำภาพพิมพ์มี 3 เอดิชั่น แล้วก็มี Artist Proof เก็บไว้อันหนึ่ง

ยุรี:

กีต้าร์ของยุรีตัวนี้อาจจะเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ คงไม่มีกีต้าร์รุ่นใหม่ๆ ออกมาเร็วๆ นี้แน่ (หัวเราะ)

เมธี:

อีกอย่างนึง ที่เราทำออกมาแค่นี้ เพราะว่าเราใช้เวลากับมันตั้ง 7 เดือนน่ะ ตั้งแต่เริ่มต้นคุยโปรเจ็กต์ ตัวต่อไปมันน่าจะเร็วขึ้นแล้ว แต่ขั้นตอนมันก็ยังเยอะอยู่ดี เราต้องไปคุมเรื่องสี ว่าทางโรงงานเขาจะทำสีให้เราได้ตามแบบที่เราสเก็ตซ์ให้ไหม เรื่องเสียง ก็ต้องไปเทสต์ว่าประกอบแล้วเสียงมันจะเป็นยังไง ต้องปรับปรุงอะไรไหม ก็ไปๆ มาๆ โรงงานกันอยู่หลายรอบครับ

ยุรี:

อย่างคอกีต้าร์ พี่เมก็ต้องไปทำอีกที่หนึ่ง

เมธี:

จริงๆ กีต้าร์ตัวนี้มันได้แรงบันดาลใจจากรูปวาดรูปหมาป่าเล่นกีต้าร์ที่เป็นเหมือนจานสีกับพู่กัน เราก็ยังชอบกีต้าร์ตัวนั้นอยู่ เราก็เลยเอามาใส่ แล้วเราก็ทำให้หัวกีต้าร์เป็นฟอร์มเหมือนพู่กัน

ยุรี:

เป็นฟอร์มพู่กันที่เป็นเหมือนหางหมาจิ้งจอก

เมธี:

ตัวนี้จริงๆ ตอนแรกจะเอากีต้าร์ที่มีอยู่แล้วมาโมดิฟาย มาติดไม้เพิ่ม แต่ว่าสุดท้าย เราคิดว่าเราทำใหม่เลยดีกว่า เพื่อความแข็งแรง เวลาเราจูนเสียงมันจะได้ชัวร์ๆ

ยุรี เกนสาคู: ATMOSFEAR (2016), acrylic, glitter and collage on canvas, 3.60 x 37.77 m / 135.98 m² (total)

ยุรี เกนสาคู: เสือร้องไห้ Crying Tiger and the Little Commander (2016), Acrylic, oil, glitter, silver leaf, copper leaf, collage on canvas and plastic axe, 151 x 141 cm

ยุรี เกนสาคู: เงือกทอดกรอบบนขยะอมตะ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017), Fiberglass, glass, resin, glitter and industrial paint, 164 x 101 x 67 cm

WURKON:

ถามเมธีเรื่องงานศิลปะบ้าง ก่อนหน้าที่จะเล่นดนตรี เมธีวาดรูปมาก่อนไหม หรือเพิ่งจะมาวาดรูปทีหลัง

เมธี:

จริงๆ ตอนเรียนสถาปัตย์ก็มีเรียนนิดหน่อยเนอะ ตอนปีหนึ่งปีสอง แต่เรียกว่าไม่ได้วาดดีกว่าครับ เป็นเด็กสถาปัตย์ที่ไม่ได้เรียนเก่งเท่าไร แต่เราเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ เราก็ชอบศิลปะ แต่ว่าหลังๆ พอเราได้ไปออกทัวร์ต่างประเทศ ส่วนใหญ่ตอนได้ไปแรกๆ เราจะไปหาคอนเสิร์ตดู แต่ว่าหลังๆ เราเริ่มกลายเป็นไปเข้าพิพิธภัณฑ์ เข้าหอศิลป์ ก็เลยเริ่มรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมตัวเองชอบอะไรแบบนี้ ก็เลยอยากจะพยายามเอาความชอบนี้มาใช้ประโยชน์

WURKON:

คิดอะไรแบบสถาปนิกอีกละ

เมธี:

(หัวเราะ) จริงๆ ก็เหมือนตอนแรกเราชอบฟังเพลง เราก็เลยเอาความชอบตัวเองมาเป็นอาชีพเล่นดนตรี นี่ก็เหมือนกัน ตอนแรกก็วาดเล่นๆ แต่มาเริ่มวาดจริงจังก็ตอนที่ซื้อบ้านหลังนี้ เรารู้สึกว่าอยากมีรูปติดบ้าน แล้วเราก็ชอบพวกงาน แวน โก๊ะห์, ปิกัสโซ่ ตอนแรกเราก็จะไปเดินซื้อตามจตุจักร แต่เรารู้สึกว่า เออ เราน่าจะทำเองดีกว่า ก็เลยเริ่มไปเรียนคลาสสีน้ำมัน แล้วก็คัดลอกรูปงานที่เราชอบ อย่าง แวนโก๊ะ รูปอะไร ตอนแรกเราก็แฮปปี้แบบนั้น แต่สักพักเราเริ่มรู้สึกว่า เออ มันเหมือนเป็นแรงบันดาลใจมือสอง เราน่าจะวาดรูปที่เราอยากวาด วาดขึ้นมาใหม่ดีกว่า ก็เลยเริ่มวาดรูปของตัวเอง

WURKON:

แล้วเรื่องราวในรูปที่เมธีวาดได้มาจากไหน

เมธี:

คือตอนแรกผมจะแบลงค์ๆ เลยนะ ก็คือวาดแบบ เหมือนเราซื้อหนังสือดนตรีดู อ่านประวัตินักดนตรี อ่านหนังสือ ไมเคิล แจ็คสัน, จิมี่ เฮนดริกซ์ เราก็จะวาดรูปนักดนตรีพวกนี้ ซื้อหนังสือ The Beatles เราก็จะวาดรูป เดอะ บีทเทิลส์ ก็ค่อนข้างจะตรงไปตรงมา เราชอบเลี้ยงหมา เราก็วาดหมาตัวเอง อย่างช่วงนึงผมกำลังตัดสินใจว่าจะซื้อหมาพันธุ์อะไรมาเลี้ยง เราก็จะซื้อหนังสือสุนัข 100 พันธุ์มา เราก็ลองวาดดู เราชอบปั๊กไหม เราก็ลองวาดปั๊กดู (หัวเราะ) ชอบแจ็ค รัสเซลล์ เทอร์เรียไหม เราก็ลองวาดดู เราชอบไซบีเรียน ฮัสกี้ ไหม ก็ลองวาดดู ก็เหมือนเป็นการเรียนรู้ในช่วงแรกๆ

WURKON:

สุดท้ายวาดหมาป่าแล้วชอบ ก็เลยเลือกหมาป่าใช่ไหม

เมธี:

(หัวเราะ) พอเราเลี้ยงหมาที่มันดูคล้ายๆ หมาป่าด้วย ก็เลยวาดหมาป่าบ่อยหน่อย

WURKON:

จากจุดนี้ก็คลี่คลายมาเป็นสไตล์งานของตัวเองขึ้นมา?

เมธี:

ผมว่าตอนนี้ผมก็ยังหาๆ สไตล์ของตัวเองอยู่นะ หลังๆ ภาพวาดของผมก็จะออกไปในทางดนตรีมากขึ้น บางทีเราก็วาดเป็นตัวเรา แล้วมีดวงอาทิตย์เป็นหน้า จิมี่ เฮนดริกซ์ ดวงจันทร์เป็นหน้า แวน โก๊ะห์ ส่องแสงลงมาที่เรา บางทีผมก็วาดภาพชื่อ Strawberry Field Forever ก็เหมือนได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงของ เดอะ บีทเทิลส์ อะไรแบบนี้ (ยิ้ม)

เมธี น้อยจินดา: Maydusa( เมย์ดูซ่าส์ ) riding Mowgli the Unicorndog

เมธี น้อยจินดา: Golden dog Sphinx & Anubis, acrylic & spray on canvas, 120 x 100 cm

เมธี น้อยจินดา: Sunburst Hendrix, Lunar Van Goh &Me, Acrylic on canvas, 80 x 120 cm

เมธี น้อยจินดา: Strawberry field forever, Acrylic &Spray on canvas, 100 x 120 cm

WURKON:

เมธีงานศิลปะเป็นงานหลักจริงจัง หรือว่าทำเป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลาย

เมธี:

กลับไปกลับมาครับ บางทีบางช่วง เราก็รู้สึกว่าอยากจะจริงจัง แต่ว่าพอจริงจังมากไปปุ๊บ เราก็รู้สึกว่าเรายังอยากจะเก็บมันไว้เป็นงานอดิเรก ไม่อยากจะกดดัน ไม่อยากให้เป็นธุรกิจมากเกินไป เราอยากจะแค่วาดแล้วก็มีความสุขแล้ว และหลังๆ บางทีก็ตลกเหมือนกัน ว่าบางครั้งอยู่กับดนตรีมากไป เราก็จะเหมือนคิดอะไรไม่ออกเหมือนกันนะ (หัวเราะ) แต่บางทีเราก็พักไปวาดรูปสักพักหนึ่ง เราก็อยากจะกลับไปเล่นดนตรี แต่บางช่วงพอเราเล่นดนตรี เราก็อยากกลับมาวาดรูป (หัวเราะ)

WURKON:

เหมือนเป็นการพักเบรค

เมธี:

ผมมองว่า เหมือนเราอยู่กับดนตรีมาก เรารักดนตรี แต่พอเราไปอยู่ติดกับมันมากไป แล้วเราจะมองไม่เห็นภาพรวม มันเหมือนเวลาเราวาดรูปแล้วเราควรต้องถอยออกมาให้มองภาพรวมบ้าง ศิลปะกับดนตรีก็เลยเป็นตัวช่วยดึงกันไปดึงกันมา แต่โดยหลักๆ แล้วดนตรีก็ยังกินเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตมากกว่า

WURKON:

การเจอยุรีทำให้เมธีชอบศิลปะมากขึ้นไหม มันมีผลอะไรหรือเปล่า

เมธี:

จริงๆ ตอนที่เจอกันแรกๆ เราก็ไปวาดรูปด้วยกัน เป็นงานที่รวมศิลปินไปวาดรูป ตอนนั้นเราก็เพิ่งหัดวาดไง

ยุรี:

ตอนนั้นเป็นนิทรรศการวาดภาพฝาผนังที่วาดใน BACC ครั้งแรก ชื่อ FOR wall painting showcase (2010), หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), กรุงเทพฯ) ศิลปินน่าจะประมาณ 12 คน พี่ P7 เป็นคนเลือกศิลปินเข้ามาแจม แต่ด้วยความที่พี่ P เขาไม่อยากจะให้มีเฉพาะเพ้นเตอร์เท่านั้น เขาก็เลยไปชวนศิลปินนักวาดภาพประกอบ ศิลปินกราฟฟิตี้ หรือเพ้นเตอร์อย่างยุรี อย่างพี่เมธีนี่เขารู้จักกับพี่ P อยู่แล้ว

นิทรรศการ FOR wall painting showcase (2010), หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), กรุงเทพฯ

ผลงานของยุรี ในนิทรรศการ FOR wall painting showcase (2010), หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), กรุงเทพฯ

ผลงานของเมธี ในนิทรรศการ FOR wall painting showcase (2010), หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC), กรุงเทพฯ

เมธี:

จริงๆ พี่ P เขาก็เล่นกีต้าร์ด้วย บางทีก็ไปซื้อกีต้าร์ ซื้อเอฟเฟกต์กันอยู่แล้ว ก็เลยเอารูปให้พี่ P ดู ก็ดูเหมือนเขาชอบอะไรที่เป็นอัลเทอร์เนทีฟ (ทางเลือก) เหมือนพอคนที่เป็นอาชีพอื่นมาวาดรูป ก็จะได้ภาพที่แปลกๆ ออกไป

ยุรี:

อันนั้นยุรีมองว่ามันสนุกดี เหมือนมีคนวิจารณ์ว่า ทำไมเอาคนที่ไม่ใช่ศิลปินสตรีทอาร์ตมาทำ เพราะเขาไม่เข้าใจไอเดียตอนแรกที่พี่ P เลือกไง คือพี่เขาจะเลือกศิลปินหลากหลายรูปแบบ ที่สามารถวาดรูปได้ไง งานนั้นก็จะมีทั้งเพ้นเตอร์ ทั้งดีไซเนอร์ หรือว่าพี่เมที่เป็นนักดนตรี แต่สนใจงานศิลปะอะไรประมาณนั้น ก็เลยเป็นโปรเจ็กต์ที่สนุกดี

WURKON:

คือเรียกว่ามาเจอกันเพราะศิลปะ

ยุรี:

ใช่ จากงานนั้น แล้วพี่เมก็ข้ามมาสู่สายอาร์ต (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วจากงานนั้น เราประทับใจอะไรกัน ถึงได้มาคบกัน

ยุรี:

จริงๆ ยุรีเป็นแฟนเพลง โมเดิร์นด็อก อยู่แล้ว โดยปกติ เรามักจะเจอนักดนตรีในลักษณะที่เราไปดูเขาใช่ไหมค่ะ แต่พี่เมเป็นคนที่ข้ามสายมา มันก็เลยมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และก็ได้เจอตัวจริงด้วย ซึ่งจริงๆ แต่ก่อนก็เคยไปดูพี่เมเล่นอยู่แล้ว พี่เมก็เคยเห็นงานเรานิดหน่อยเนอะ หันไปถามเมธี

เมธี:

จริงๆ ก็น่าจะเคยเห็นงานยุรีในนิตยสาร แล้วก็น่าจะเคยเห็นงานยุรีใน BACC มั้ง แต่อาจจะจำชื่อไม่ได้ แต่ก็เหมือนคุ้นๆ ว่าชอบงานคนนี้

ยุรี:

ตอนเด็กๆ ยุรีเรียนดนตรีเรียนเปียโนตั้งแต่ ป.5 จนถึง ม.5 และก็พอถึงจุดที่ต้องเลือกว่าจะเอ็นท์ฯ อะไร คือยุรีเป็นคนชอบศิลปะหลายแขนง ดนตรีก็ชอบ แต่ตอนนั้นตัดสินใจเรียนศิลปะ แต่ลึกๆ เราก็มีความชอบเรื่องดนตรีอยู่แล้ว ก็เลยเหมือนกับว่าเราก็จะชื่นชอบนักดนตรี คนทำงานศิลปะ สถาปนิกอยู่แล้ว มันก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงมาชอบพี่เมได้? แล้วพอได้มาทำโปรเจ็กต์พวกนี้ มันก็เลยเป็นสิ่งที่เรารู้สึกพิเศษมากๆ เพราะมันเหมือนกับเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำมันอีกเลย เพราะเรามามุ่งในสายอาร์ต มันกลับมาได้อีกครั้ง อย่างเราวาดรูปแล้วก็มีแอนิเมชั่น มีดนตรีมาประกอบ มันเป็นจุดที่ดึงสิ่งอื่นที่เราเคยชอบเข้ามาในงานด้วย

WURKON:

เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

ยุรี:

ใช่ๆ หลังๆ ยุรีทำงานที่เป็นแอนิเมชั่น ยุรีก็จะให้พี่เมช่วยทำเรื่องเสียงเรื่องอะไร ก็เป็นจุดที่เราอาจจะไม่สามารถทำได้

เมธี:

บางงานยุรีเขามีโปรเจ็กต์ที่เขาอาจจะต้องไปทำประติมากรรมอะไรสักอย่าง ผมก็จะเป็น “แฟนขับ” (หัวเราะ) ช่วยขับรถไปส่ง มันต้องไปๆ กลับๆ หลายรอบ ผมก็มักจะหาอะไรทำไปด้วย พอยุรีไปทำประติมากรรม ผมก็ไปทำประติมากรรมของตัวเองด้วย ก็เลยกลายเป็นว่าเราได้ทำงานศิลปะมากขึ้น แทนที่จะแบบไปนั่งรอเฉยๆ เราก็มีงานของเราด้วย

WURKON:

ทำในสตูดิโอเดียวกัน

ยุรี:

ใช่ ก็สตูดิโอที่ทำกีต้าร์นี่แหละค่ะ คือโรงงานมันไกลมาก อยู่นนท์ มันไปยาก พี่เมก็จะไปเป็นเพื่อน

เมธี:

ผมเคยไปเป็น Artist Residency (ศิลปินพำนัก) ที่หอศิลป์ Seescape ของเหิร (ต่อลาภ ลาภเจริญสุข) ไปอยู่อาศัยและไปวาดรูป ใกล้ๆ กันมันก็มีสตูดิโอภาพพิมพ์ C.A.P เราก็เลยไปคุยกับเขา

ยุรี:

คือพี่เมไป Residency ของพี่เหิรที่ Seescape (รวมถึงแสดงผลงานในนิทรรศการชื่อ แปร่ง (Dissonant) ที่นั่น) ยุรีก็ เออดี ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่ แต่ยุรีก็ไปหาโปรเจ็กต์ไปทำงานภาพพิมพ์กับ C.A.P studio ทุกครั้งเวลารับงานอะไร เราก็พยายามหาความเป็นไปได้ของทั้งสองคน ให้ได้โปรเจ็กต์ใหม่ด้วย เหมือนเรามองว่าเราเป็นบัดดี้กันน่ะค่ะ ดูแลกันด้วย แล้วก็ดูเรื่องงานด้วย พี่เมไปแสดงเดี่ยวยุรีก็ไปช่วยดู ตอนเราทำภาพพิมพ์ พี่เมก็มาทำด้วย ช่วยกันดู

ผลงานของเมธีในนิทรรศการ แปร่ง (Dissonant) หอศิลป์ Seescape เชียงใหม่, ภาพวาดบนวัสดุจากร้านก๋วยเตี๋ยวที่ถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างเป็น lounge gallery

ภาพพิมพ์ของเมธี ที่ทำที่ C.A.P. studio ที่เชียงไหม่

งานประติมากรรมของเมธีที่ได้แรงบันดาลใจจากเมาคลี

WURKON:

ก็ดีนะ ไม่เสียเวลาเปล่าๆ

เมธี:

ตอนนั้นยุรีต้องไปทำงานกับอาจารย์สาครินทร์ (เครืออ่อน) ที่ถ้ำจอมพล (นิทรรศการ สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ (Metro-sapiens: Dialogue in the Cave) ถ้ำจอมพล, ราชบุรี) ผมก็ต้องขับรถเหมือนเดิม (หัวเราะกันร่วน)

ยุรี:

พูดซะน่าสงสารเชียว (หัวเราะ)

เมธี:

แล้วพอไปสำรวจถ้ำเนี่ย ปรากฏว่าถ้ำมันก็จะก้องๆ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเอาซาวด์ไปช่วย มันก็เลยได้เป็นโปรเจ็กต์ 12 cats (วิฬาร์ทวาทศ) ออกมา

แอนิเมชั่น 12 cats (วิฬาร์ทวาทศ) (2013) ของยุรี ผนวกการแสดงดนตรีสดของเมธีและยุรี ในนิทรรศการ สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ (Metro-sapiens: Dialogue in the Cave) (2013), ถ้ำจอมพล, ราชบุรี

ยุรี:

โปรเจ็กต์นั้น อาจารย์สาครินทร์ เขาเป็นคิวเรเตอร์ เขาบอกว่าเขาจะแกล้งเพ้นเตอร์ ว่าจะทำงานยังไง ในเมื่อในถ้ำมันวาดภาพไม่ได้ ก็เลยมาลงตัวที่แอนิเมชั่น ยุรีก็เลยเชิญพี่เมมาช่วยในพาร์ทของเสียงแล้วสร้างความหลากหลายโดยการที่ให้มีการแสดงสดผสมกับแอนิเมชั่นด้วย ซึ่งเรื่องดนตรีเป็นสิ่งที่พี่เมเขาเป็นมืออาชีพอยู่แล้ว ในเพลงยุรีก็ไปเล่นแจมนิดนึงด้วย

เมธี:

กลายเป็นงานมัลติมีเดียไปเลย

ยุรี:

ใช่ ก็เลยกลายเป็นว่าเราได้ทำงานที่เราสามารถเติมเต็มกันและกันในส่วนที่ขาดทั้งคู่ได้

เมธี:

แต่บางงานไม่เหมาะ เราก็ไม่ฝืนทำนะ สมมติยุรีอาจจะไปทำอะไรสักอย่างที่ผมอาจจะไม่ได้อินด้วย ผมก็จะไม่ทำ

ยุรี:

อย่างตอนพี่เมไปเชียงใหม่ ถ้าตอนนั้นยุรีไม่ว่าง หรือไม่อยากทำภาพพิมพ์ ก็คงไม่ไป หรืออาจจะไปเที่ยวแล้วกลับก่อน แต่ตอนนั้นเราคิดว่า เออ ก็ดีเหมือนกัน ได้งานชุดหนึ่ง ก็สนุกดี

WURKON:

มีทำงานร่วมกันแบบเป็นศิลปินคู่บ้างไหม

ยุรี:

ไม่ค่อยมีค่ะ ก็ส่วนใหญ่จะแจมกันมากกว่า ยุรีทำภาพ พี่เมทำเสียง แต่ก็เคยมีงานแสดงที่ไต้หวัน พี่เมเอาเพ้นท์ แล้วยุรีเอาเพ้นท์ไป มีการแสดงสดด้วย

เมธี:

ยุรีเคยมาทำเอ็มวีแอนิเมชั่นให้โปรเจ็กต์ของผมกับพราย (ปฐมพร ปฐมพร) ให้ด้วย ในเพลงชื่อ เพลงพราย (Pry&May-T Project part1 (Poetic part)) และดีไซน์ปกอัลบั้มและภาพวาดทั้งหมดใน part 2 (Re-creation part) (มิวสิควิดีโอยังได้รางวัล Best Special Effect ของ Channel [V] Thailand Music Video Awards ครั้งที่ 7 ของแชนแนลวี ในปี 2011 อีกด้วย เข้าไปดูเอ็มวีได้ที่นี่ https://bit.ly/2uVUiog) ตอนผมไปแสดงที่งาน Hotel Art Fair ยุรีก็มาเป็นศิลปินรับเชิญชิ้นนึง

ผลงานของยุรี ในมิวสิควิดีโอ "เพลงพราย" ของ (Pry&May-T Project part1 (Poetic part))

โปสเตอร์ที่ยุรีออกแบบให้กับ Pry&May-T Project part 2 (Re-creation part)

ยุรี:

ก็ทำด้วยกันเล่นๆ

WURKON :

บางคนบอกว่าพอคู่รักมีอาชีพเดียวกันมักจะมีความขัดแย้ง มีอีโก้ชนกัน คู่ของเรามีอะไรแบบนี้บ้างไหม

ยุรี:

คู่ของยุรีเป็นศิลปินก็จริง แต่ดันเป็นคนละแขนง มันก็ยังไม่ชนกันแรง สมมติถ้าเป็นเพ้นเตอร์ทั้งคู่มันอาจจะอีกแบบนึงก็ได้นะ แต่นี่กลายเป็นว่า ไอ้สิ่งที่เราไม่รู้เรื่องเนี่ย พี่เมเขาช่วยเราเต็มๆ ก็เลยไม่ได้แบบมีความขัดแย้งอะไร แต่ถ้าจะขัดแย้งก็จะเป็นเรื่องอื่นมากกว่า (หัวเราะ)

เมธี:

มันอาจจะแล้วแต่นิสัยของแต่ละคู่ด้วย อย่างคู่เรา การที่ผมเล่นดนตรีเป็นหลัก มันก็เลยไม่ชนกันตรงๆ มันเหมือนเราทำสื่อคนละด้าน

WURKON:

ก็คือเติมเต็มกันละด้าน คนละเรื่อง

ยุรี:

ใช่ค่ะ ช่วยกัน ทำศิลปะเหมือนกัน แต่เป็นคนละความถนัด

เมธี:

บางทีผมก็ไปช่วยยุรีตั้งชื่อภาพ

ยุรี:

พี่เมตั้งชื่อเก่ง (หัวเราะ)

เมธี:

ช่วยคิดพล็อตก็มีนะ (หัวเราะ) ยุรีเขาจะไว บางทีเราได้ฟังข่าวอันเดียวกัน มีประสบการณ์กับเรื่องเดียวกัน ยุรีจะตีขึ้นมาเป็นภาพเร็วมาก ในขณะที่เราอาจจะไปตีเป็นเสียงมากกว่า

WURKON:

แล้วอย่างเทคนิคการวาดภาพนี่มีการปรึกษากันบ้างไหม

เมธี:

เคยมีคนล้อเรื่องสีคล้ายกัน ก็อาจจะเพราะว่าพอยุรีไปเลือกซื้อสี...

ยุรี:

ก็ไปซื้อด้วยกัน (หัวเราะกันร่วน) เรามองว่า มันดีตรงที่ว่า พอพี่เมมาวาดรูป แล้วเขามาใช้ชีวิตบางอย่างกับเรา ก็เหมือนกับเขาได้รู้จักสีเยอะขึ้น พอไปซื้อสีด้วยกันบ่อยๆ ก็จะมีความหลากหลาย สมมติว่าเขานั่งทำงานคนเดียว เขาก็จะใช้สีเดิมๆ ตรงนี้มันก็ช่วยเกื้อหนุนกัน อย่างพอยุรีมาคบพี่เม ยุรีก็ได้ดูคอนเสิร์ตดีๆ เยอะขึ้น จากที่เราฟังอยู่แค่นี้ เราก็ได้รู้จักวงดีๆ เยอะขึ้นจากเขา

WURKON:

เมธีก็ได้ใช้สีดีๆ เยอะขึ้น (หัวเราะกันลั่น)

ยุรี:

พี่เมก็ต้องไปหอศิลป์บ่อยขึ้น

เมธี:

บางงานไม่อยากไปเราก็ต้องไป (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นเราก็จะได้เห็นอะไรดีๆ เยอะขึ้น

ยุรี:

เหมือนเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตร่วมกัน

เมธี:

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเหมือนกัน เวลาเราแต่งเพลง หรือวาดรูปเนี่ย จุดที่ดูเหมือนไม่สำคัญแต่สำคัญ คือเราควรจะหยุดตรงไหน? เราควรจะพอแล้ว หรือว่าเราควรจะเพิ่ม บางทีตรงนี้ก็จะถามกัน ว่าอันนี้อยู่หรือยัง ถ้าผมอาจจะรู้สึกว่ายังไม่แน่น แต่ยุรีบอกว่ามันพอแล้ว เราก็อาจจะมาคิดว่า จะเชื่อดีไหม? (หัวเราะ)

WURKON:

มีคนที่คอยเป็นที่ปรึกษาใช่ไหม ไม่ได้นั่งทำงานคนเดียว

เมธี:

ใช่ อาจจะเป็นอีกความคิดนึง

ยุรี:

อีกมุมหนึ่ง

WURKON:

แบบนี้เวลาทำงานเสร็จก็เอามาให้ดูกัน?

ยุรี:

ใช่ค่ะ

เมธี:

ก็อย่างกีต้าร์เนี่ย พอเสร็จก็ให้ดูกัน แต่ว่าตอนดีไซน์ก็ต่างคนต่างทำ

ยุรี:

อย่างชื่อกีต้าร์เนี่ย ยุรีก็มีมาถามนะ แต่พี่เมเขาบอกว่า เวลาออกเสียงแล้วฟังไม่เพราะ

เมธี:

ฟังแล้วมีความทะลึ่งนิดนึง (หัวเราะ)

ยุรี:

แต่เราก็ไม่เชื่อเขา (หัวเราะ)

เมธี:

คือเราอาจจะเป็นนักดนตรีที่ทำเพลงเพื่อคนฟังกลุ่มใหญ่หน่อย มันเป็นเรื่องข้อดีข้อเสียของความเป็นดนตรีและของความเป็นเพ้นติ้ง อย่างเราทำเพ้นติ้งเนี่ย สมมุติว่าเราวาดรูปๆ นึง ไม่ว่ารูปนั้นจะเซอร์ หรือว่าน่ากลัวมาก แต่ก็ยังมีคนชอบแค่คนเดียว แล้วก็ซื้อไป บางทีมันก็ทำให้เราสามารถเป็นศิลปินต่อไปได้ แต่ในแง่ของดนตรีเนี่ย มันไม่ได้

WURKON:

คนฟังคนเดียวมันไม่อยู่ (หัวเราะ)

เมธี:

สมมติเราทำเพลงให้คนฟัง แล้วมีคนแบบ โหย สุดยอดเลย รักเรามาก หนึ่งคน หรือว่าเล่นคอนเสิร์ตแล้วมีคนมาดู สามคน มันก็ไม่รอดไง เหมือนดนตรีมันต้องการสื่อสารกับคนกลุ่มใหญ่กว่า ผมก็เลยถามเขาว่า ทำไมไม่ตั้งชื่อว่า Marshmallow แต่ว่ายุรีก็จะแบบติสต์ๆ ไง (หัวเราะ) ก็ Volantad แล้วไง ไม่เก็ตก็ไม่เก็ต อ่านออกเสียงไม่เพราะแล้วไง ไม่รู้แปลว่าอะไรแล้วไง (หัวเราะ) เขาก็คิดแบบติสต์ๆ ของเขาน่ะ งานศิลปะบางทีมันมักจะนำหน้างานดนตรีไป เพราะอาจจะเรื่องพวกเงื่อนไข ข้อจำกัดมันน้อยกว่า

WURKON:

คือมันสามารถเป็นของสำหรับคนกลุ่มน้อยได้มากกว่า

เมธี:

ใช่ ดนตรีมันก็เกิดจากคนหลายคนในวง ไหนจะโปรดิวเซอร์อีก แต่ศิลปะอาจจะเริ่มมาจากผ้าใบผืนเดียว แล้วก็ทำอะไรสักอย่างที่มันหลุดกรอบมากๆ เนี่ย มันก็อาจจะกลายเป็นแบบแนวความคิดใหม่ๆได้ เงื่อนไขอะไรมันน้อยกว่า

ยุรี:

มันคิดคนละแบบกันเนอะ

WURKON:

ดนตรีมันมีความเป็นคอมเมอร์เชียลมากกว่า เข้าถึงคนมากกว่า?

ยุรี:

เข้าถึงคนส่วนใหญ่มากกว่า

เมธี:

แต่จริงๆ ตอนทำดนตรีผมก็ไม่ได้คิดเรื่องคอมเมอร์เชียลอะไรเลยนะ แต่ความเป็นดนตรีมันอาจจะเข้าถึงง่ายกว่า

WURKON:

อย่างเวลาทำงานดนตรีเนี่ย โดยธรรมชาติ มันต้องเอนเตอร์เทนคนฟังไหม

เมธี:

เพ้นติ้งมันอาจจะต้องตั้งใจดู แต่เพลงมันเหมือนกับตอนฟังก็นั่งทำงาน กินข้าว ขับรถไปด้วยได้ มันอาจจะมีอะไรที่ลิ้งค์กับคนมากกว่า

ยุรี:

เสียง มันเป็นสิ่งพิเศษแบบหนึ่ง

WURKON:

อย่างตอนคุยกับพี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) เขาก็พูดเหมือนกันว่าเวลาทำงานอาร์ตกับทำงานดนตรี มันเป็นความรู้สึกคนละแบบ งานอาร์ตมันไม่ต้องไปเอนเตอร์เทนใคร

ยุรี:

มันเอนจอยกับตัวเอง

WURKON:

ดนตรีอย่างน้อยมันก็ต้องเอนเตอร์เทนคนฟัง

เมธี:

เราว่ามันก็พูดยาก เพราะดนตรีมันมีหลายส่วน อย่างส่วนที่ทำในสตูดิโอ เราก็อาจจะทำตามใจตัวเอง แต่บางทีเราไปเล่นโชว์ เราอาจจะต้องเลือกเพลงที่สื่อสารกับคนได้

WURKON :

เหมือนพี่ป๊อดเคยเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งไปแสดงสดสักที่ แล้วมีคนบอกว่าที่นี่อาร์ตมาก ให้เลือกเพลงที่ไม่ค่อยเล่นสดที่ไหนมาเลย

ยุรี:

เพลงหน้าบี

เมธี:

อ๋อ ที่ Playyard พอดีพวกเราส่งลิสต์ไป แล้วพอดีมีเพื่อนที่รู้จักกระซิบว่าอยากได้เพลงหน้าบี เพลงแถมหน้าซี เลยก็ได้ เราก็เล่น 14 เพลง มีเพลงฮิตเพลงเดียว ที่เหลือก็เล่นพวกเพลงบรรเลง เพลงบรรเลงก็ยังมีคนร้องตามได้เลย (หัวเราะ) ร้องแบบ แต่ แด แต๊ แต แด๊ แต่ (ฮัมเพลง Happiness is) คนฟังสนุกกันมาก

ยุรี:

เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง

เมธี:

เป็นคนฟังเพลงซีเรียส

ยุรี:

เหมือน โมเดิร์นด็อก ก็จะมีเพลงที่ทำตามใจตัวเองมากๆ กับเพลงที่สามารถเข้าถึงคนได้

เมธี :

มันก็ไม่เชิงว่าตั้งใจ เหมือนคนเราก็ต้องมีหลายมู้ดเนอะ

WURKON:

ไม่ใช่ว่าแต่งมาแล้วกะว่าต้องโดนแน่ๆ

เมธี:

เออ เพียงแต่ว่าเราแต่งมาปุ๊บ เพลงมันดูมีแววที่คนจะรับง่ายหรือเปล่า แต่จริงๆ ตอนที่เราทำเราไม่ได้คิดขนาดนั้น แต่ว่าคนเรามีหลายมู้ดไง ช่วงนี้อาจดำดิ่ง ช่วงนี้อยากเฮฮา แบบเม้าธ์กับเพื่อน จะไปคุยเรื่องนีทเช่อะไรมากไม่ได้ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วเวลาทำงานศิลปะกับดนตรี มันมีส่วนส่งเสริมกันไหม

เมธี:

มีครับ อย่างยุรีเนี่ย ตอนทำงานต้องเปิดเพลงฟังตลอดนะ เพราะถ้าเงียบๆ เขาจะง่วง (หัวเราะ) ถ้าไม่เปิดเพลง เขาก็อาจจะเปิดทีวี หรืออะไรก็ได้ให้มีเสียง

ยุรี:

แต่ถ้าเป็นตอนคิดพวกไอเดีย, คอนเซ็ปต์ ฟังไม่ได้เลยค่ะ แต่ว่าตอนวาดต้องเปิด ใช่ค่ะ เพราะมันจะง่วงนอน แต่ตอนคิดหนักๆ เนี่ย ไม่เอาเสียงเลยนะ

เมธี:

ยุรีเคยวาดรูปเกี่ยวกับดนตรีเยอะเหมือนกันนะ วาดเป็นวงดนตรีอะไรแบบนี้

ยุรี:

ใช่ค่ะ วาดเรื่อยๆ บางอันก็เกิดจากมีวาดรูปเสร็จแล้วก็เอาชื่อเพลงมาตั้ง แต่ว่างานบางอันก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง อย่างมีชิ้นหนึ่งที่ชื่อ Please Peace Me (2010) ก็มาจากเพลง Please Please Me ของ The Beatles เลย เอาเรื่องเพลงมาผสมกับเหตุการณ์ตอนนั้น อย่างภาพนี้แสดงในนิทรรศการชื่อ ฝันถึงสันติภาพ (Imagine Peace) เราก็เอาทั้งสถานการณ์ในปัจจุบันกับดนตรีมารวมกัน

ยุรี เกนสาคู: Please Peace Me (2010) ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Please Please Me ของ The Beatles ใน นิทรรศการ ฝันถึงสันติภาพ (Imagine Peace) ที่ BACC

เมธี:

อย่างเวลาพูดคุยกับในวง เราไม่รู้จะสื่อสารกันยังไง บางทีเราก็จะพูดกันด้วยภาษาภาพ อย่าง คอร์ดตรงนี้น่าจะนัวๆ มัวๆ ตรงนี้น่าจะคลั่กๆ หน่อย เป็นภาษาภาพ ป๊อดก็จะบอกว่าตรงนี้เสียงมันตุ่นๆ ว่ะ คือเราก็ไม่ได้มีพื้นฐานทางดนตรี ไม่ได้เรียนดนตรีอะไรมาไง เราก็จะอธิบายเป็นเสียงยาก ถ้าเป็นนักดนตรีเก่งๆ เขาอาจจะบอกว่า คอร์ดซีเมเจอร์เซเว่นตรงนี้มันหม่นไป น่าจะเป็นแฟลตไฟว์ เราก็จะไม่พูดอะไรแบบนี้ (หัวเราะ) เราจะแบบ ตรงนี้ขอแบบสีสว่างๆ หน่อย

WURKON:

ที่คุยเข้าใจกันแบบนี้ก็อาจเพราะเป็นคนทำงานศิลปะเหมือนกันด้วย

เมธี:

ใช่ หรือบางทีเวลาเราดูรูปบางรูป เรารู้สึกชอบการที่สีมันเบลอๆ ผสมกัน บางทีเราก็มาคิดกับเพลงว่า เอ๊ะ! แล้วถ้าคอร์ดมันมาผสมกันล่ะ มันจะเป็นยังไง? กีต้าร์อันนี้อาจจะมีเสียงคีย์บอร์ดมาทับซ้อนกัน หรือภาพของ แจ็คสัน พอลลอค (Jackson Pollock) หรือศิลปินที่ฝีแปรงแรงๆ บางทีเราก็ลองคิดดูว่าถ้าเป็นเสียง จะเป็นยังไง ก็เคยเอาไอเดียพวกนี้มาทำเหมือนกัน เหมือนอย่างเพลง เวตาล ที่เราทำเป็นเสียงเหมือนเสียงไซเรนอ่ะ เราก็คิดว่าเราสาดเสียงกีต้าร์เหมือนพอลลอคเขาสาดสี (หัวเราะ) อย่างที่บอกว่า บางทีเราอยู่กับสื่ออะไรไปนานๆ เราก็จะชิน แต่พอเราไปเห็นอีกสื่อหนึ่ง แล้วพอเรามองกลับมาในสิ่งที่เราทำ เราก็จะเห็นมันได้ชัดขึ้น อย่างบางทีป๊อดเขาชอบแซวผม ตอนทำเดโมกันเล่นๆ ว่าบางทีผมจะทำไลน์กีต้าร์รกๆ 3-4 ไลน์ ป๊อดก็พูดว่า เฮ๊ย ล้างพู่กันหน่อย ๆ ก็จะแซวผม ว่าผมเป็นคนชอบวาดรูป แล้วบางทีไม่ชอบล้างพู่กัน เหมือนประมาณว่าเราวาดสีเขียว แล้วไปวาดสีแดงต่อ เราก็ผสมกันไปเลย (หัวเราะ)

ยุรี:

พี่ป๊อดเขารู้ได้ไงอ่ะ ว่าพี่เมไม่ล้างพู่กัน (หัวเราะ)

เมธี:

เราอาจจะเล่าให้เขาฟัง คือผมไม่ชอบล้างพู่กัน แบบวาดจนพังแล้วทิ้งไปเลย ทำงานนี่หมดค่าพู่กันเยอะสุด เดี๋ยวนี้เริ่มล้างบ้างแล้ว (หัวเราะ)

เมธี:

แต่เคยอ่านมาว่าโบเทลโร (Fernando Botero - ศิลปินชาวโคลัมเบีย) เวลาวาดรูปเขาใช้พู่กันสองแท่งเอง ก็ยังงง ว่าเขาวาดได้ไง แล้วเวลาล้างจะล้างยังไงไม่รู้ (หัวเราะ)

ยุรี:

เขาล้างบ่อยหรือเปล่า (หัวเราะ)

WURKON :

อาจจะเป็นสองเบอร์หรือป่าว อาจจะเยอะมากแต่ว่ามีสองเบอร์ (หัวเราะ)

เมธี:

เออเนอะ! (หัวเราะ)

WURKON:

เห็นพี่ป๊อดเล่าให้ฟังว่าตอนเขาหยุดทำงานศิลปะไป เขากลับมาทำงานอีกครั้งเพราะเห็นเมธีวาดรูปบนไอแพด

เมธี:

อ๋อ คือช่วงนั้น เหมือนกับเราทำงานดนตรีเยอะ มันก็จะตื้อๆ เราก็จะหากิจกรรมทำแก้เบื่อ มีช่วงหนึ่งผมชอบเอาสมุดสเก็ตซ์ไปสเก็ตซ์ภาพบนรถอะไรอย่างนี้ แล้วเรากีมีไอโฟนหรือไอแพดที่มีแอพฯ พวกที่เราเอามือถูๆ เป็นเส้น เล่นๆ พอเขาเห็นเขาก็ถาม แล้วเขาก็เล่นบ้าง ก็สนุกใหญ่เลย จนผมเลิกเล่นไปนานแล้ว (หัวเราะ) เขาเล่นจนต่อยอดเป็นงานจริงไปแล้ว เขาลงลึกเลยครับ ผมยังจำไม่ได้เลยว่าแอพฯ อะไร

ยุรี:

เหมือนพี่ป๊อดก็ยังใช้อยู่ ยังเห็นโพสเล่นอยู่เลย

WURKON:

ได้ยินว่า เดวิด ฮอคนีย์ (David Hockney) ก็ใช้แอพฯ นี้เหมือนกันนะ

เมธี:

แล้วก็พรินต์ออกใช่ป่ะ?

WURKON:

ใช่ เอาไปแสดงเป็นนิทรรศการเลย

ยุรี:

หูย อยากเห็นของจริงเลยเนอะ!

เมธี:

อย่างป๊อดเนี่ย โดยพื้นฐานเขาชอบทำรูปคอลลาจ ชอบงานแอบสแตรกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสื่อแบบนั้นมันเหมาะกับเขา มันเหมือนเป็นกระดานสเก็ตช์ของเขา แต่ผมจะวาดเป็นเรื่องราว มีตัวละครมีอะไร มันก็เลยอาจจะต้องเปลี่ยนมีเดีย อาจจะต้องใช้ไมโครซอฟต์ตัวใหญ่ๆ แทน ที่มีที่หมุนอ่ะ (Meet Surface Studio) ตัวเป็นแสนเลยอ่ะ (หัวเราะ)

WURKON:

โหย แพงไปหน่อยนะ อย่างเราไอแพดก็พอแล้วมั้ง (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้มันก็มีปากกาแล้วนี่

ยุรี:

จริงๆ ก็ว่าจะหัดเหมือนกันค่ะ เพราะว่ามันก็ได้ฟีลลิ่งอีกแบบหนึ่ง แต่มันต้องหัดเขียนน่ะ วิธีการเขียน มันต้องใช้เวลา มันก็อาจจะได้งานอีกแบบหนึ่ง (หัวเราะ)

WURKON:

การมีความรักนี่ส่งผลกับการทำงานศิลปะยังไงบ้าง

เมธี:

ผมเคยได้ยินบางคนบอกว่า ศิลปินมีครอบครัว มีความรักแล้ว งานจะแผ่วลง แต่จริงๆ แล้วผมว่ามันมีปัจจัยเยอะ บางคนต่อให้ไม่มีแฟน งานก็แผ่วได้ อีกอย่างคนเรามันจะพีคได้ตลอดมันก็ยากนะ

WURKON:

มันก็แล้วแต่มุมมอง ศิลปินบางคนเปลี่ยนแนวทางการทำงานใหม่ๆ อาจจะไม่อินกับเรื่องที่ทำอยู่แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น บางคนก็อาจจะมองว่างานเขาแผ่วลงก็ได้

ยุรี:

ใช่ๆ อย่างยุรีเองจริงๆ ในช่วงที่เรามองว่างานเราแผ่ว มันก็มีปัจจัยเยอะ อาจจะสุขภาพไม่ดี มีช่วงที่เรารู้สึกกับตัวเองเหมือนกันว่าเราทำงานไม่เต็มที่

เมธี:

แต่จริงๆ แล้ว งานน่าจะแผ่ว เพราะชีวิตรักย่ำแย่มากกว่านะ (หัวเราะกันร่วน) แต่ก็ไม่แน่ บางคนอาจจะเอาตรงนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นงานได้

ยุรี:

แต่สำหรับยุรี ถ้าชีวิตแย่ งานก็แย่

WURKON:

แต่งานของยุรีไม่ใช่เรื่องความสุขหรอกเหรอ เห็นสีสันออกจะสดใสน่ารัก

ยุรี:

ไม่ ไม่ใช่ความสุขเลย งานยุรีทั้งหมดส่วนใหญ่เป็นเรื่องแย่ๆ หมดเลยนะ แต่มาปรับ มาเปลี่ยนให้ดูสดใส อย่างมีชุดหนึ่งเป็นเรื่องสุขภาพร่างกาย เป็นเรื่องการแพ้ แต่จริงๆ มันคือการแพ้ที่เราเกือบตายมาแล้ว 2 - 3 ครั้ง แต่เราก็มาปรับเปลี่ยนเป็นภาพวาดที่ดูสวย น่ารัก สดใส

WURKON:

เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นพลังด้านบวก?

ยุรี:

ใช่ เหมือนงานแสดงที่ 100 ต้นสน มันก็เริ่มมาจากความกลัวงูมากๆ หรือเรื่องภัยภิบัติ บางทีก็ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งที่ไม่ค่อยดี แต่ในเวลาเดียวกัน เราจะทำงานดีได้ เราก็ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมีพละกำลัง ช่วงที่ร่างกายแย่จริงๆ เหมือนป่วยจนวาดรูปไม่ได้ มันก็จะกลายไปเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย ผลงานอาจจะออกมาน้อย

WURKON:

เราว่าหลายคนมองว่ายุรีทำงานด้วยความสุข เพราะงานออกจะดูน่ารัก เป็นตัวการ์ตูน ถึงจะมีความดาร์คอยู่บ้าง แต่ว่าเป็นความดาร์กที่มีสีสัน คาแรกเตอร์น่ารักสดใส

ยุรี:

ถ้าคนที่เริ่มมาคุย หรือเริ่มดูงานเรื่อยๆ เขาจะรู้ว่ายุรีไม่ใช่เป็นคนมองโลกในแง่ดีเลย เราทำงานเกี่ยวกับเรื่องที่เราไม่แฮปปี้เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นพวกงานดีไซน์จะแฮปปี้นะคะ คือเรามองว่าชีวิตเรามีหลายด้าน แต่พวกงานออกแบบ ยุรีจะค่อนข้างทำให้มันแตกต่างกับงานอาร์ต ที่เป็นส่วนตัวของเรา งานดีไซน์ โจทย์ของเราคือเราอยากทำให้มันน่ารัก คือไม่ได้เอาใจคนที่จ้างนะ แต่ว่ามันเป็นพาร์ทที่เราเลือกว่า ต้องสื่อสารกับคน แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบความน่ารัก เราก็ชอบ เพราะฉะนั้น พอเป็นงานดีไซน์ เราก็คิดว่าลองทำดูซิ ให้ออกมาเป็นงานที่น่ารักที่สุด เท่าที่เราจะวาดได้ มันเป็นงานคนละประเภทกันนะ ส่วนงานอาร์ตเนี่ย ถึงเรื่องมันจะโหด แต่คาแรคเตอร์ สีสัน เราจะปรับ ถ้าไม่ดูลึกๆ จริงๆ อาจจะคิดว่ามันน่ารัก แต่เรื่องที่เราทำมักจะเป็นเรื่องไม่ค่อยดี อย่างเรื่องผู้รับเหมาโกงเงิน เรื่องภัยพิบัติ เกือบตาย มีทุกเรื่องเลย

เมธี:

ผมมองว่า เหมือนยุรีเขาทำศิลปะเป็นการบำบัด อย่างตอนที่เขาเจ็บแค้นเรื่องที่ผู้รับเหมาเบิกเงินแล้วหนีไปเลย โดนโกง เขาจะดาร์คเป็นเดือนสองเดือน เกี่ยวกับเรื่องผู้รับเหมา จนกระทั่งเขาเอาเรื่องผู้รับเหมามาวาด ผมรู้สึกว่าเขาจะดีขึ้น ไอ้ความคั่งแค้นมันจะลงไปในงาน แต่ผมว่าเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ที่เอาความคั่งแค้นตรงนั้นมาเปลี่ยนเป็นงานได้โดยที่เราดูไม่ออกเลย อย่างเขาวาดผู้รับเหมาเป็นหมูตะกละ กินหลอดไฟ กินไม้ หมูเขาน่ารัก แล้วผู้รับเหมาที่หนีไป เขาก็จินตนาการว่าไปเที่ยวทะเล ไปดูสาวฮาวายเต้น (หัวเราะ) ผมมองว่าเป็นศิลปะบำบัดเพราะว่า พอเขาเอาความเจ็บปวดนี้ไปวาดเป็นภาพ เขาก็รู้สึกดีขึ้น แล้วพอภาพชุดนี้ขายได้ปุ๊ป เขาก็ได้รับเงินที่ผู้รับเหมาที่โกงไป (หัวเราะกันร่วน)

ยุรี เกนสาคู: ผู้รับเหมา นิน! นิน! Ninja Contractor (2013), ขนาด: 150 x 180 ซม. เทคนิค: สีอะครีลิค และคอลลาจบนผ้าใบ

ยุรี เกนสาคู: หมูจอมหม่ำ Greedy Piggies (2013), ขนาด: แปรผัน (ภาพวาดขนาด 80 x 120 ซม.) เทคนิค: สีอะครีลิคและคอลลาจบนผ้าใบ กับหมูยาง

WURKON:

จริงดิ นี่แปลว่าตั้งราคาภาพให้เท่ากับที่โดนโกงไปเหรอ

ยุรี:

ไม่ถึงขนาดน้านนน (หัวเราะ)

เมธี:

ประมาณๆ นั้น ก็เหมือนศิลปะมันเยียวยาได้จริงๆ เป็นการพูดเปรียบเทียบน่ะครับ

WURKON:

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้

ยุรี:

ใช่ เพราะว่างานศิลปะของยุรีส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่สัมผัสกับเราน่ะ ทั้งเรื่องความกลัว ความตาย ความเครียด ความโกรธ หรืออะไรก็ตาม ไอ้พวกนี้มันอยู่กับเรานาน เราก็เอาความรู้สึกตรงนี้มาใช้ เพราะเรารู้สึกกับมัน เราก็เลยเอามาทำเป็นงาน

WURKON:

เป็นวิธีคิดที่คล้ายกับงานศิลปะแบบเซอร์เรียลิสม์เลยนะ ที่หยิบเอาความรู้สึกจากจิตใต้สำนึกมาแปรเปลี่ยนเป็นงานศิลปะ เพื่อเป็นการบำบัดจิตด้วยศิลปะ เหมือนที่ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ เปรียบเทียบเอาไว้ว่า ความรู้สึกเหล่านี้ถ้าทิ้งไว้มันเหมือนกับเป็นเศษแก้วที่อยู่ใต้พรม ถ้าไปเหยียบเข้าก็จะทิ่มทะลุพรมออกมาแทงเท้า ซึ่งทำให้คนเกิดอาการป่วยทางจิต

ยุรี:

ใช่ ยุรียังคิดเลย ว่าถ้าไม่ได้ทำงานศิลปะ เราก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงแล้วตอนนี้

เมธี:

ของเราก็เหมือนกัน อย่างตอนยายเสีย เราก็เศร้าจนแต่งเพลงออกมาได้ แต่ลึกๆ แล้วเราก็ไม่ได้อยากให้มีเรื่องร้ายๆ เพื่อที่จะแต่งเพลงให้ได้เพราะๆ ออกมาหรอกนะ (หัวเราะ) อย่างผมชอบที่ อาจารย์นที (อุตฤทธิ์) เคยพูดว่า ศิลปินหลายท่านชอบคิดว่าต้องรอให้มีอารมณ์ ถึงจะสร้างงานได้ แล้วเอามาเป็นข้ออ้างในการไม่ทำงาน ว่ายังไม่มีอารมณ์ ต้องรอให้มีอารมณ์ถึงจะทำงานได้

ยุรี:

แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะถ้ามัวแต่รออารมณ์คงไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันพอดี (หัวเราะ)

WURKON:

ถ้าไม่รออารมณ์แล้ว เราสามารถบิวต์อารมณ์ตัวเองเพื่อทำงานได้ไหม

ยุรี:

คือจริงๆ งานยุรีไม่ได้เป็นเรื่องอารมณ์ ที่ต้องรอให้มันคุกรุ่น เราสามารถประมวลเป็นข้อมูลเก็บเอาไว้ เรื่องที่เราเคยรู้สึกมากๆ เราก็โน๊ตเอาไว้ บางทีก็เอามาทำย้อนหลัง ถึงความรู้สึกอาจจะเบาบางลง แต่ว่าเราก็ยังรู้สึกอยู่

WURKON:

หมายถึงร่างภาพเก็บเอาไว้?

ยุรี:

ยุรีมักจะรวบรวมเป็นข้อความ สมมุติว่าเป็นเหตุการณ์ อย่างตอนนั้นเคยวาดเหตุการณ์น้ำท่วมที่ญี่ปุ่นตอนปี 2015 เรารู้สึกกับเรื่องนี้มาก เพราะตอนที่เราเห็นข่าวแล้วเราน้ำตาไหลเลยอ่ะ เราอยากจะพูดถึงมัน ยุรีก็อาจจะแคปหน้าจอเก็บข่าวนั้นไว้ในโฟลเดอร์หนึ่ง เพื่อที่ว่า ถ้าในวันหนึ่งเราจะใช้มัน เราก็เอากลับมาดูได้

WURKON:

เก็บเป็นข้อมูล?

ยุรี:

ใช่ แต่ก็มีบ้างนะ ที่วาดเป็นรูป แต่ตอนหลังๆ มักจะจดเป็นโน๊ตมากกว่า แล้วมาเปลี่ยนเป็นภาพวาดทีหลัง

WURKON:

อย่างนี้เวลาเราทำงานยุรีสเก็ตซ์งานก่อนไหม หรือว่าวาดออกมาเลย

ยุรี:

สเก็ตซ์ค่ะ แต่ว่าเราต้องรวบรวมเป็นข้อมูลมาก่อน ว่าในรูปมีอะไรบ้าง ก็เขียนๆ ว่าเราจะใส่อะไรบ้าง

WURKON:

อย่างตอนที่สัมภาษณ์พี่ป๊อด เขาเล่าให้ฟังว่าตอนทำงานเขาไม่สเก็ตซ์ แต่วาดออกมาเลย อาจเพราะเขาทำงานแบบแอบสแตรคที่สาดความรู้สึกลงไปในเฟรมได้เลย แต่ว่าอย่างสองคนนี่ต้องสเก็ตซ์ ก่อนใช่ไหม

เมธี:

ผมเคยคุยกับป๊อด เขาบอกว่า บางทีเขาเริ่มเขียนอะไรไม่ออก เพราะเขารู้สึกว่าตอนทำงานเพลง เขาเป็นคนที่ต้องเล่าเรื่อง แล้วพอเขามาทำงานศิลปะ มันเหมือนกับเขาหนีไปที่ที่เขาไม่ต้องเล่าเรื่องเลยก็ได้ แต่ของผมนี่ก้ำกึ่ง เพราะอย่างตอนทำดนตรีเนี่ย โมเดิร์นด็อกก็ไม่ได้เป็นวงที่ทำเดโมเนี้ยบอะไร บางทีบางเพลงก็ไม่มีเดโมด้วย เพราะเราเคยทำเดโม แล้วพอทำเพลงเวอร์ชั่นจริงมันดันดีไม่เท่าเดโม (หัวเราะ) เราก็จะรู้สึกแปลกๆ เพราะเหมือนบางทีเราไปยึดติดกับเดโม เวลาวาดภาพผมก็เลยจะกึ่งๆ สเก็ตซ์เอาไว้ แต่พอวาดออกมาจริงๆ มันก็ไม่เหมือนเท่าไหร่ คือยุรีก็จะแนะนำให้สเก็ตซ์นะ แต่เวลาผมทำงาน ผมก็จะชอบทำงานแบบ Improvise (ด้นสด) นิดนึง แต่ก็มีบางงานที่ต้องสเก็ตซ์ อย่างกีต้าร์เนี่ย ต้องสเก็ตซ์ เพราะว่าเราต้องให้คนอื่นทำให้ มันก็ต้องมีภาพชัดเจน แต่ถ้าเป็นพวกภาพวาดเนี่ย เรารู้สึกสนุกกว่า ที่วาดไปวาดมาแล้วมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกับ เฮ้ย มันออกมาเป็นแบบนั้นแบบนี้

ยุรี:

ของยุรีเป็นลักษณะว่า สมัยก่อนทำงานชิ้นเล็ก สเก็ตซ์จะเป็นแค่ลายเส้น ส่วนสีหรือรายละเอียดอื่นๆ ก็จะไปทำทีหลัง แต่พอเปลี่ยนมาทำงานชิ้นใหญ่ขึ้น เราก็ต้องการสเก็ตซ์ที่มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น เป็นเพราะมันอาจจะใช้เวลาในการแก้ไขมากเกินไป ก็เลยต้องค่อนข้างที่จะเห็นภาพรวมก่อนที่มันจะขึ้นไปทำงานจริง เหมือนเราเปลี่ยนรูปแบบงานกระบวนการมันก็เลยต่างกัน แต่ก่อนก็ด้นๆ ลบๆ แก้ๆ ไม่ได้ต้องรีบร้อนอะไร แต่พอมันใหญ่ก็ไม่อยากแก้แล้วพี่ โอย สีท้องฟ้ากับพื้นดิน ท้องฟ้า 8 เมตร แล้วต้องมาแก้ ไม่ไหว (หัวเราะ) ก็เลยขอวางแผนไว้ก่อนดีกว่า

WURKON:

สุดท้าย ศิลปะให้อะไรกับพวกคุณสองคนบ้าง

ยุรี:

สำหรับยุรีเนี่ย จริงๆ เราก็ชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ชอบระบายสี เรามองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติเลย อย่างที่คุยไปเนี่ย เรามองว่ามันเป็นจุดที่เปลี่ยนหลายๆ เรื่อง มันทำให้เรามองเห็นความงามของเรื่องต่างๆ เหมือนที่หลายคนชอบพูดว่า เรื่องแย่ๆ พอเวลามันผ่านไปเป็นอดีต มันจะเป็นเรื่องขำน่ะ เราอาจจะใช้ทางลัดนิดนึง ว่าเราเห็นมันเป็นเรื่องขำล่วงหน้า ก่อนที่มันจะเป็นขำในอีก 5 ปี ให้หลัง มันก็เลยทำให้เหมือนจิตใจเราฟื้นฟูในช่วงที่เราต้องเจอกับเรื่องเหล่านั้น

เมธี:

ผมมองว่าศิลปะมันก็เหมือนกับรสชาติของชีวิต เหมือนเราทำอาหาร เราใส่มะนาว ใส่อะไรให้มันก็ลงตัว หรือการพูดจากับคน ทุกอย่างมันก็คือเป็นศิลปะหมด เหมือนทำให้ชีวิตมีสีสัน เหมือนเราได้กินอาหารที่อร่อยขึ้น เพราะว่าคนทำอาหารอาจจะรู้จักศิลปะในการทำ หรือถ้าพูดกันง่ายๆ เพลงที่ดี หรือภาพวาดที่ดีเนี่ย มันเหมือนการบรรจุสมาธิของคนทำไว้ ศิลปินเหล่านี้บางคนที่ตวัดพู่กันฉับไว ผมรู้สึกว่าสมาธิเขาสูง ซึ่งคนที่ดูก็จะได้รับรู้ไปด้วย หรือการที่เราฟังเพลงเพราะๆ จากศิลปินระดับมาสเตอร์ มันเหมือนทำให้เรารู้สึกสบาย มีความสุข เพราะว่าเราอาจจะได้สมาธิจากเขามาเติมเต็มตัวเรา

ยุรี:

เหมือนเได้รับพลังความรู้หรือหลายๆ อย่างจากงานศิลปะเหล่านั้นมา

เมธี:

อันนี้พูดถึงคนที่ได้รับนะ แต่ถ้าในแง่การทำงานศิลปะ มันก็คงจะเป็นเหมือนภาษา บางทีเรื่องบางเรื่องไม่รู้จะพูดยังไง มันก็อาจสื่อสารด้วยการใช้เสียง ใช้ภาพมาช่วยแทน.

ขอบคุณภาพผลงานจาก คุณยุรี เกนสาคู และคุณเมธี น้อยจินดา

ถ่ายภาพบุคคลโดย อักษร สุดเสนาะ

#WURKON #art #contemporaryart #maythree #yuree #painting #artguitar #mowgli #โมเดิร์นด็อก #moderndog #ศิลปิน #paintings #จิตรกรรม #music #ดนตรี #inpiration #แรงบันดาลจากดนตรี #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัย www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30