Blog

คุยกับพี่หาว แห่ง 2how.com ผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพและเทคโนโลยีดิจิตอล นักแบ่งปันความรู้ผ่านโลกโซเชียลมีเดีย

คุยกับพี่หาว แห่ง 2how.com ผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพและเทคโนโลยีดิจิตอล นักแบ่งปันความรู้ผ่านโลกโซเชียลมีเดีย

02 มกราคม 2560

ถ้าพูดถึงชื่อ “พี่หาว” คนที่เล่นโซเชียลมีเดียและรักการถ่ายภาพและหลงใหลเทคโนโลยีดิจิตอล น่าจะรู้จักและคุ้นเคยกับเจ้าของชื่อนี้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มหน้าคมเข้มแต่ใจดี นอกจากจะเป็นช่างภาพอิสระและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการถ่ายภาพดิจิตอลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติแล้ว เขายังเป็นเจ้าของเว็บไซต์และแฟนเพจ 2how.com ที่เผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายภาพ รวมถึงอัพเดตและรีวิวอุปกรณ์ไอทีและเทคโนโลยีใหม่ๆ และสอนความรู้และเทคนิคการถ่ายภาพ และการใช้เทคโนโลยีตกแต่งภาพด้วยโปรแกรมต่างๆ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับมืออาชีพในแบบที่เข้าใจง่าย เป็นกันเอง และสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยไม่หวงวิชาความรู้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้มีลูกศิษย์ลูกหาแฟนคลับ และผู้ติดตามอย่างมากมายเป็นจำนวนนับแสนคน ซึ่งเราเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย

ด้วยความที่เราได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมเยือนสตูดิโอของเขาที่ตั้งอยู่ในบ้านอันอบอุ่นย่านชานเมือง เราจึงถือโอกาสพูดคุยสอบถามถึงความเป็นมาในการทำงาน และทัศนคติเกี่ยวกับโลกของการสื่อสารไร้พรมแดนและเทคโนโลยีดิจิตอลของ “พี่หาว” หรือ ต่อวงศ์ ซาลวาลา เพื่อเอามาเป็นของขวัญรับปีใหม่ให้กับนักอ่านทุกท่านกันในคราวนี้เลยก็แล้วกัน

WURKON:

ก่อนหน้าที่จะทำเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และทำเว็บกับเพจ 2how.com นี่ พี่หาวทำอะไรมาเหรอครับ

พี่หาว:

จริงๆ ตอนแรกพี่หาวไม่ได้ทำเกี่ยวกับอะไรพวกนี้เลย จริงๆ พี่หาวจบวิศวะคอมพิวเตอร์ เรียนไปตามกระแสน่ะ ตอนนั้นเขาบอกว่าวิศวะดี พี่หาวก็เรียนไป แต่วิศวะเนี่ย สมัยก่อนเขาจะเลือก ไฟฟ้า เครื่องกล เพราะมีงานรองรับหมด แต่คอมพิวเตอร์มันน้อยมาก ยังไม่มีใครสนใจ

WURKON:

ยังไม่บูม?

พี่หาว:

ไม่บูมครับ เพราะคอมพิวเตอร์มันเป็นอะไรที่ไกลตัวมาก หน้าจอดำๆ ตัวเขียวๆ ขึ้น แต่ยุคของพี่หาวเนี่ย เป็นยุคที่ PC (Personal Computer/คอมพิวเตอร์ส่วนตัว) เริ่มเข้ามาแล้ว ไม่ใช่ต้องตอกบัตรเจาะรูอย่างเดียว พอ PC เข้ามามันก็มีโปรแกรมบัญชี โน่นนี่

WURKON:

Windows มาหรือยังครับตอนนั้น

พี่หาว:

Windows เนี่ยมามีตอนหลังๆ จากที่พี่หาวใกล้จะจบแล้ว

WURKON:

แล้วตอนนั้นเป็น DOS เหรอครับ?

พี่หาว:

ใช่ ทุกคนก็เรียน DOS ภาษาซี (C) เรียนแอสกี้ (ASCII) โปรแกรมมิ่ง แต่คอมพิวเตอร์นี่คือสาขาที่คนเขาไม่เลือกนะ คนที่เก่งๆ ก็ไปเลือกไฟฟ้ากำลัง ไฟฟ้าอิเล็กโทรนิกส์ พอได้เรียนคอมพิวเตอร์พี่หาวก็ชอบ เราสนุกกับมันนะ เราตั้งใจที่จะเข้าไปเรียนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็เป็นงานง่ายของเราเลย คือเราไม่ต้องแข่งกับใคร แต่ก็เรียนไม่ค่อยรู้เรื่องน่ะ บอกตรงๆ ตอนนั้นมันก็เป็นเทคโนโลยีใหม่มาก เหมือนเพิ่งไปจับคอมพิวเตอร์ตอนอยู่มหาลัยน่ะ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือวิธีคิดในเรื่องของโปรแกรม สุดท้ายมันกลายเป็นงานของเราเลย คือเราชอบโปรแกรมมิ่ง แต่เพื่อนๆ ไปเน็ตเวิร์คหมด ตอนก่อนจะจบมันเป็นจุดหักเหเหมือนกัน เราดันไปเขียนโปรแกรมบน Windows เพื่อที่จะทำโปรเจ็กต์กับเพื่อน ซึ่งก็ไม่มีใครทำ เพราะ Windows มันเป็นของใหม่ เพื่อนมันเก่ง มันก็สอน Interface ให้เราทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ เราก็พอรู้ โชคดี มีบริษัทนึง เขาจะทำโปรแกรมคล้ายๆ คาราโอเกะ ลงบน Windows พอดี แล้วเพื่อนเราเป็นนักดนตรี เขาติดต่อมา อยากให้เราทำ เราก็เลยจับพลัดจับผลูได้ไปทำตรงนั้น ได้เงินมาเยอะมากเลยนะ สำหรับเด็กในยุคนั้น

WURKON:

เขียนโปรแกรมคาราโอเกะในคอมพิวเตอร์เหรอครับ

พี่หาว:

ใช่ โดยเฉพาะ เราก็รู้สึกว่ามันเวิร์คเว้ย! หาเงินง่ายนี่หว่า ทำแป๊บเดียวเอง เขียนโปรแกรมสามสี่เดือนก็ได้เงินมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะมีช่องทาง แต่พอทำๆ ไปมันก็เปลี่ยนแนวไปเรื่อย ก็เขียนโปรแกรมการค้า วิเคราะห์การขายอะไรพวกนี้ ซึ่งเราตัวเล็กเราก็เลยแทรกเข้าไปได้ อย่างเช่นบางบริษัทเขาต้องการวิเคราะห์ว่า ต่อเดือนเซลล์มียอดขายเท่าไหร่ สมัยก่อนไม่มีโปรแกรมพวกนี้ เราก็เลยทำมาเรื่อยๆ พอทำไปสักระยะนึง บริษัทใหญ่ก็เริ่มมา ตามปกติ สเกลเขาใหญ่กว่า เขาเอาซอฟต์แวร์มาสวม

WURKON:

เหมือนมาเป็นคู่แข่ง

พี่หาว:

ก็ไม่เชิงคู่แข่งหรอก เขาทุบเอาเลย (หัวเราะ) เพราะเขาพร้อมกว่าเรามาก สมัยก่อนการติดต่อสื่อสาร การเซอร์วิสมันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ยกหูโทรศัพท์ได้ทุกที่ทุกเวลา สมัยก่อนถ้าเราไปต่างจังหวัด เราไม่สามารถเซอร์วิสลูกค้าได้ละ นี่คือจุดที่รายใหญ่จะได้เปรียบ ถ้าเทคโนโลยีเหมือนเดี๋ยวนี้ตอนนั้นก็พออยู่ได้นะ แต่เราก็ไม่ได้สนุกกับมันแล้วล่ะ เขียนโปรแกรมก็เหนื่อย ต้องมานั่งเซอร์วิสอีก ไอ้เขียนน่ะไม่เท่าไหร่ แต่พอมีความต้องการลูกค้าอย่างอื่นมาเรื่อยๆ เราต้องไปซัพพอร์ต เราทำคนเดียว สองคนมันไม่ไหว ก็พอดีมีบริษัทจากสวิตเซอร์แลนด์มา ต้องการทำโปรแกรมมัลติมีเดีย ก็ไปทำกับเขาแป๊บนึง เขาอยู่ที่โน่นนะ เขาใช้โอนเงินมา เราก็ทำงานส่งไป ทำๆ ไป ก็สนุกดี แต่สักพักนึงเราก็รู้สึกว่าเทคโนโลยีมันไม่ซิงค์กันเท่าไหร่ เขาก็มีบริษัททางนี้ด้วย เราก็เลยย้ายไปทำเอเจนซีแทน มีเอเจนซีที่รู้จักกันเขาอยากทำมัลติมีเดียเป็นซีดีรอม เราก็เลยไปทำ ทำอยู่ได้ประมาณสองสามปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลยนะ เพราะว่าพอเราแจกซีดีให้ลูกค้าไป ลูกค้าของลูกค้าไม่มีเครื่องเปิดซีดี (หัวเราะ) ยุคนั้นมันเป็นแบบนั้นน่ะ เหนื่อยมาก ทำๆ ไปก็เลยออกมาเปิดบริษัทเอง พอดีตอนนั้นเว็บไซต์กำลังเริ่มมา แต่ก็ยังไม่มีใครรู้จักนะ บริษัททำไมต้องทำเว็บไซต์? ต้องไปอธิบายว่าทำไมต้องทำน่ะ พี่ก็ออกมาเปิดบริษัทเอง มีพนักงานอยู่พอสมควร ทำๆ ไปก็ได้ลูกค้าดีนะ ลูกค้าพี่บิ๊กเนมเลยล่ะ เนื่องจากว่าเรามาแรกๆ ลูกค้าก็ไม่รู้จะทำกับใคร ในตลาดมีตัวเลือกไม่กี่คน เราเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นหน่อย เขาก็เลยจ้างเรา ก็ทำมานานพอสมควร ประมาณสามสี่ปี

WURKON:

ทำครบวงจรเลยเหรอครับ

พี่หาว:

ทุกอย่างเลย แต่เว็บสมัยก่อนมันไม่ได้หวือหวาอะไร มันแค่มี about us, contact us มีโชว์สินค้า อะไรนิดๆ หน่อยๆ มันก็ง่ายๆ แต่ตอนนั้นมันไม่มีใครทำไง แต่เรามองแล้วว่า สักพักนึง เครืื่องมือมันง่ายขึ้น ใครๆ ก็จะทำได้ จากที่เคยทำหน้านึง เราคิดราคาแบบ สเกลงานนึงได้หลายแสน แต่เด็กๆ มาใหม่คิดหน้าละห้าร้อย อะไรแบบนี้ เขาก็ทำได้เหมือนเราด้วยนะ พอเครื่องมือมันมาแล้วไง เราก็ ไม่ทำแล้วเว้ย! แต่ก็ยังรับดูแลเว็บอยู่นะ แต่เราคิดว่าทำแบบนี้มันไม่เวิร์คแล้วว่ะ แต่จะไปทำอะไรดี? ทีนี้ช่วงระหว่างปลายๆ ที่เราทำเว็บไซต์ มันมีกล้องดิจิตอลออกมา 2 Megapixel มีพี่คนนึงเอามาให้ลองเล่น แต่ก่อนหน้านั้นเราเคยเล่นกับเจ้านายสมัยอยู่เอเจนซีแล้ว เขาซื้อกล้อง CASIO 640x480 เราเคยเอาไปลองถ่ายใน ม.เกษตรครั้งนึง แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย นี่มันการปฏิวัติวงการเลย ถ่ายรูปแล้วได้เลย ซึ่งสมัยก่อนเราชอบถ่ายรูปนะ แต่ฟิล์มมันแพงมาก เราอัดไม่ไหว เงินค่าขนมเราหมดเลยน่ะ ถ่ายทีนึง มีแต่กล้อง แต่ไม่มีปัญญาถ่าย เพราะว่าฟิล์มมันแพง และเราก็ไม่ได้เรียนมาโดยตรง

WURKON:

ล้างอัดก็แพงด้วย

พี่หาว:

แพง ฟิล์มเก้าสิบบาท ล้างอีกร้อยกว่าบาทสองร้อย เราไม่มีตังค์กินขนม พอกล้องนี้มันมา 640x480 มันถ่ายได้ประมาณ 30 รูปเองนะ แต่เรารู้แล้วว่า เฮ้ย นี่คือนวัตกรรมใหม่มาแล้ว มันปฏิวัติวงการแน่นอน แต่มันแค่รอการพัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็ลืมมันไปแล้วนะ แต่พออีกสามสี่ปี ที่มีพี่คนนึงเอากล้อง 2 Megapixel มาให้เราลองใช้ เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันมาแล้วว่ะ มันถ่ายได้พอๆ กับกล้องคอมแพค มันก็ไม่สูงมากนะ พอๆ กับมือถือโนเกียอะไรประมาณนั้น แต่สำหรับสมัยก่อนนี่ถือว่าโอเคแล้ว อัด 4x6 ได้ พอเราได้กล้องมาเราไปไหนรู้ป่ะ? เราไปมอเตอร์โชว์ ไปถ่ายรูปอะไรมาก็ไม่รู้ บ้าบอคอแตก แล้วก็เอาไปลงใน Pantip ห้องรัชดา แล้วก็เขียนคำกำกับบ้าบอ สนุกสนานเฮฮา คนชอบมากเลย แต่รูปเรามันก็ไม่ได้สวยอะไรนะ แต่เรารู้สึกว่า ภาพถ่ายมันไม่ต้องถ่ายสวยเสมอไป มันเป็นการประกอบเรื่องราว มันเป็นการเล่าเรื่อง เรื่องที่เราชอบเล่ามันเอาภาพมาเล่าได้ เราก็เลยรู้สึกว่า มันเจ๋งว่ะ ถ้าอย่างงี้เราก็มองว่า หนังสือที่ต้องใช้ภาพสวยๆ ประกอบเรื่อง ใช้ต้นทุนเยอะแยะมากมาย ไปอ่าน National Geographic โอ้โห ใช้ฟิล์ม 900 ม้วน ฝังตัวอยู่สองปี เพื่อที่จะถ่ายภาพเซ็ตนึง เอามาใช้ประมาณ 20 รูป โอย! ตายแน่ๆ เราทำไม่ได้หรอก (หัวเราะ) พอกล้องดิจิตอลมา เราก็ซื้อมาตัวนึง มันก็ขยับมาเป็น 3 Megapixel ละ แต่ก่อนถ่ายมันก็แบตหมดเร็วนะ ถ่ายปุ๊บๆ แบตหมด เมมโมรีหมด แต่รู้สึกสนุกละ มันเปลี่ยนการเล่าเรื่องของเรา เราไม่ต้องไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ภูกระดึงก็ได้ (ฮา) มันเล่าเรื่องรอบๆ ตัวเราได้เลย นั่นคือจุดเปลี่ยนเลย ว่าเราอยากถ่ายรูป ก็เริ่มศึกษา งูๆ ปลาๆ แหละ สมัยก่อนไม่ค่อยรู้อะไร ข้อมูลข่าวสารก็ไม่ค่อยมี แล้วกล้องดิจิตอลมันใหม่มาก จนคนก็งงหมด ทุกคนไม่สามารถอธิบายเรื่องที่เราสงสัยได้ เราก็เลยต้องไปค้นหาตามเว็บเมืองนอก ซึ่งมันก็ช้านะ สมัยก่อนโมเด็มยังดัง ตื่อตื้อๆ อยู่เลยน่ะ ก็ได้ข้อมูลมาพอสมควร เราก็เริ่มรู้แล้ว อ๋อ มันเป็นศาสตร์ที่เพิ่งเริ่ม ถ้าเราเกาะเทคโนโลยีนี้ ก็คิดว่ามันน่าจะไปได้ไกล เรามองอย่างเดียวว่ามันคือการปฏิวัติวงการ อะไรก็ตามที่ดิจิตอลเข้าไปสวมเนี่ย มันจะมีคนเกิดและคนดับ แน่นอน อย่างมือถือเหมือนกัน ดิจิตอลมามันก็ทำให้อนาล็อกตายไปเลย แต่ตอนนั้นคนที่ใช้ฟิล์มต่อต้านเยอะมาก เขาว่ามันไม่มีมวลอะไรสักอย่าง ตอนนั้นไม่เข้าใจ ก็เถียงแบบเกรียนน่ะ เฮ้ย มันสะดวกกว่า มันอะไร แต่ตอนนี้เราเข้าใจ เรารู้แล้วว่ามันไม่มีมวลยังไง คือคุณภาพมันห่างชั้นกันมาก พูดตรงๆ ซึ่งตอนนี้ดิจิตอลมันทำได้ใกล้เคียงแล้วแหละ แต่เรามองว่ามันสะดวก มันประหยัด คนทั่วไปไม่ได้ต้องการขับแลมเบอร์กินี่ราคาสามสิบล้านไปจ่ายตลาด คนเขาต้องการแค่ Jazz แค่ Yaris ขับในกรุงเทพฯ ก็พอ เพราะฉะนั้นมันแมสกว่าแน่นอน แต่ก็ยังไม่ได้ว่าดิจิตอลมาถึงจุดที่เป็นอยู่ตอนนี้นะ  ณ วันนั้น เอาแค่นั้นก่อน ยังไม่ได้คิดอะไร พอดีมันมีกล้อง DSLR ออกมา ที่คนสามารถซื้อได้ในระดับนึง ตัวนึงแปดหมื่นกว่าบาท เลนส์เป็นแสน ก็แพงนะ ก็มีคนซื้อมาเล่นนะ แต่พี่ยังไม่ซื้อเพราะยังไม่มีตังค์ พอเราเริ่มถ่ายไปสักระยะ เราก็เริ่มซื้อกล้องพวกนี้มา แต่ในราคาที่ถูกลง เจ็ดหมื่นก็ได้กล้องได้เลนส์ละ เริ่มถ่ายคุ้นมือก็ขาย แล้วก็ซื้ออีกชุดนึง ตั้งใจว่า เราจะเปลี่ยนชีวิตว่ะ เราจะเป็นช่างภาพแล้ว เราคิดว่า ถ้าเรายังนั่งทำเว็บอยู่ มันคงไม่ไปไหนไกล เราต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ก็เลยตัดสินใจไปอินเดีย ไปที่ที่เขาคิดว่ามันทำไม่ได้ ช่างภาพไทยสมัยก่อนจะบอกว่า คุณไม่สามารถทำงานแบบ National Geographic ได้หรอก ไปฝังตัวสองปี ถ่ายรูปเยอะกลับมา แต่เรามองว่าดิจิตอลมันมาเว้ย ไปแค่ 20 วัน ถ่ายมาสองพันรูปได้ สบายๆ เราคิดอย่างเงี้ย เกรียนด้วยส่วนนึง เปรี้ยวด้วยส่วนนึง (หัวเราะ) ก็บอกภรรยา ตอนนั้นภรรยาท้องด้วยนะ ประมาณเจ็ดแปดเดือน ก็บอกว่า ต้องไปแล้วล่ะ เพราะถ้าเราจะทำอะไรที่ให้คนมองเห็นน่ะ มันก็ต้องจุดพลุน่ะ เราต้องทำสิ่งที่คนอื่นคิดว่าทำไม่ได้ เราก็ไปอินเดียกับเพื่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้เมืองที่ไปมันคืออะไร จิ้มจาก Lonely Planet พอดีช่วงนั้นเป็นหน้าร้อน ไอ้นี่ก็ร้อน ไอ้นั่นก็ร้อน เพื่อนอีกคนบอกว่า ถ้าร้อนไม่ไปนะโว้ย งั้นเราจิ้มข้างบนเลย มันไม่ร้อน มันหนาวเลยล่ะ (หัวเราะ) ชื่อเมืองยังเรียกไม่ถูกเลย ไปสถานทูตบอกจะไปเมืองลีห์ สถานทูตบอก “ไม่มีค่ะ” เราก็ให้เขาดู เจ้าหน้าที่เขายังไม่รู้จักเมืองนี้เลยน่ะ พอตอนหลังมารู้ว่าเขาเรียกว่าเลห์ (ลาดักห์) ซึ่งตอนนั้นคนไทยก็ไม่รู้จัก ขนาดสถานทูตยังไม่รู้จักเลย แต่สุดท้ายก็ได้ไป ไปถึงก็หนาว ทรมานมากเลย หนาวด้วย สูงด้วย หายใจไม่ออกด้วย ชีวิตโคตรทรมานเลย มิน่าไม่มีคนไป เดินทางระยะทางจากบ้านเราไปพัทยาใช้เวลาสองวัน ความยากลำบากน่ะนะ มันวิ่งบนหินกรวดแบบที่เห็นบนทางรถไฟน่ะ แล้วก็เอารถ TATA ปล่อยลมยางให้มันอ่อนๆ หน่อย แล้วก็วิ่งไปเรื่อยๆ น่ะ พวกลามะขี่ม้ามาข้างๆ ก็แซงเราไป (หัวเราะ) ทุรกันดารมาก แต่ไปแล้วคุ้ม กลับมา ก็ไปอยู่ราชสถานอีกประมาณสักสิบกว่าวัน ถ่ายรูปกลับมาเซ็ตนั้น แต่เราวางแผนก่อนนะ ว่ากล้องตัวนี้เป็นกล้องออกใหม่ แล้วก็คิดว่า ถ้าไปแล้วกลับมา เดี๋ยวเราจะเอารูปไปให้กับบริษัทกล้องเพื่อโปรโมท ตอนนั้นถ่ายเป็น Raw File ใส่ใน iPod Classic เก็บไว้เลยตัวนึง เพราะมันไม่รู้จะเก็บยังไง เมมโมรีมันแค่ 128 ก็ต้องทะยอยใส่ iPod กลับมาก็ต้องมานั่งเปิด Raw File ไฟล์ละห้านาที สิบนาที ค่อยๆ เปิด เปิดมาแล้วมันฟาวล์ ก็ต้องเปิดใหม่ ไปอาบน้ำรอ (หัวเราะ) ก็ได้รูปมาพอสมควร เราก็ไปซื้อพรินเตอร์ที่พันธุ์ทิพย์เอามาพรินต์เลย A4 แล้วก็ใส่ซอง เอาไปให้ฝ่ายการตลาดบริษัทกล้องดู

INDIA, Ladakh, 2004 กล้อง Nikon D70 6 Mega Pixel เลนส์ Nikon 12-24mm F4 DX, Nikon 18-70 DX, Nikon 60 F/2.8 Macro

WURKON:

ติดต่อเข้าไว้ตั้งแต่ก่อนไปแล้วเหรอครับ

พี่หาว:

เปล่า ไม่ได้ติดต่อ ตอนไปเราไปขอยืมเลนส์เขายังไม่ให้ยืมเลย (หัวเราะ) คือเราโนเนมมากไง ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรนะ ไปซื้อเองก็ได้ พอเอารูปให้เขาดู อีกวันนึงเขาขอนัดคุยเลย ว่าขอเอาไปแสดงในบูธเขาในงาน Photo Fair ได้ไหม เขาก็ทำให้เราอย่างดีเลยนะ พรินต์ภาพใหญ่ แล้วก็เชิญเราไปพูด จุดนั้นมันเปลี่ยนเลย ก็อย่างที่เราบอกว่า ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนอะไรสักอย่าง เราต้องทำอะไรที่คนทั่วไป นึกว่าทำไม่ได้ ไม่อยากจะทำ คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ส่วนใหญ่สมัยก่อนก็คงไปแค่เชียงดาว ภูชี้ฟ้า ไอ้เรานี่มั่วเลย จิ้มหนังสือแล้วไปถึงโน่นเลย ตอนนั้นก็เริ่มทำ แต่เราก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะศาสตร์ดิจิตอลมันช้ามาก กว่ามันจะเข้ามา ทุกคนก็ถ่ายเหมือนกับแบบ Blind Test หมด มองไม่เห็นว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น แต่เราพอที่จะเดาได้ว่ามันไม่ใช่ jpeg ว่ะ ตอนนั้นเขาถ่าย jpeg กัน เราถ่าย Raw ทุกคนก็บอกว่าจะถ่ายทำไม เสียเวลา แต่เราเรียนคอมพิวเตอร์มาไง เรารู้ว่าข้อมูลมันโคตรเยอะเลย ตอนนั้นเราใช้ข้อมูลตรงนั้นไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่มันจะเอากลับมาใช้ได้เรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้ เรายังใช้รูปชุดนั้นในการพรีเซนต์ให้คนทั่วไปดูเลยว่า ไอ้ไฟล์ 6 Mega Pixel น่ะ เมื่อมันเป็น Raw แล้วเนี่ย ถ่ายมามันอัดรูปใหญ่เบ้อเริ่มได้ จากนั้นมาก็เริ่มทำงานถ่ายภาพ แต่พอเริ่มทำ ไปๆ มาๆ แทนที่จะได้เป็นช่างภาพ กลายเป็นคนรีวิวกล้อง บริษัทเขาก็ส่งกล้องมาให้เรารีวิว แต่ก่อนเราไปขอใครนี่ ไม่มีใครให้เลยนะ ฝ่ายการตลาดพูดต่อหน้าเราว่า เขาไม่มีนโยบายให้ยูสเซอร์รีวิว เรามีเว็บ (2how.com) แล้วนะ แต่เขามองว่าเว็บไม่ใช่สื่อที่สำคัญอะไรสำหรับเขาเลย เขามองเว็บเป็นอากาศธาตุเลย เขาไม่เล่นอินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ เขามองหนังสือ เพราะหนังสือมันจับต้องได้ ลงโฆษณากับหนังสือเท่าไหร่เท่ากัน บริษัทกล้องนี่แทบจะมีสื่อเดียวนะ

WURKON:

คือสื่อแมกกาซีน?

พี่หาว:

แมกกาซีน ไม่มีสื่ออื่นเลย สมัยนั้นนิตยสารถ่ายภาพมันเยอะมาก แล้วบริษัทกล้องมันใหญ่มากน่ะ เค้กก้อนที่เขาโยนลงมาให้สื่อมันเลยเยอะไง พวกหนังสือถ่ายภาพอะไรพวกนี้มันอู้ฟู่มากเลย เราก็มองเห็นว่าหนังสือท่องเที่ยวอะไรก็ไปขอบริษัทกล้องหมด เพราะบริษัทกล้องไม่มีที่จะใช้เงิน (หัวเราะ) พูดตรงๆ สเกลมันใหญ่มาก ยิ่งดิจิตอลมาเนี่ย พอดิจิตอลมันขายดี มันทำให้ตลาดกล้องคึกคัก จากที่แต่ก่อนเราใช้กล้อง FM2 ก็ใช้ไปสิ สิบปีไม่เปลี่ยน กว่าจะขายกล้องได้ก็ต้องรอภาคการศึกษาใหม่ หรือไม่ออกล้องใหม่มารุ่นนึงมันก็ไม่ได้มีคนซื้อกันเยอะแยะมากมาย แต่กล้องดิจิตอลนี่มันออกทุกเดือน ยิ่งสมัยก่อนกล้องคอมแพคนี่ขายกันเหมือนขนมเลยน่ะ มันฟูมาก

WURKON:

เพราะเทคโนโลยีของกล้องดิจิตอลมันอัพเดทตลอดเวลา ในขณะที่อนาล็อคมันอยู่แล้วอยู่นาน?

พี่หาว:

ใช่ พอตลาดมันเริ่มโตตรงนี้ ก็อย่างที่บอกว่ามันฟูมาก จนเงินโฆษณาเขาค่อนข้างเยอะ แต่เขาก็ไม่ได้มองเว็บนะ และก็ไม่ได้มองเราด้วย แต่โอเค เราก็ทำให้บริษัทที่เราไปเสนอครั้งแรกน่ะ ก็ทำไป จนหน้ากับชื่อติดเลยเขาเริ่มไว้ใจน่ะ

WURKON:

ลักษณะการวีวิวของพี่หาวนี่ทำยังไงเหรอครับ

พี่หาว:

ก็ไปถ่ายภาพ แล้วมานั่งคุยๆๆ ในเว็บ อย่างเช่นกล้องตัวนี้จะออก ทำจนเขาไว้ใจเรา ถึงขนาดที่ว่า กล้องยังไม่ออกวางขาย แต่เขาเอามาให้เราก่อนเลย สองเดือน เป็นกล้องโปรดักชั่น สมัยก่อนไม่มีใครทำนะ เขาจะให้เฉพาะพวกช่างภาพระดับโลกทั้งหลาย แต่เราเป็นตัวเล็กๆ ไม่ใช่ว่าเราถ่ายเก่งนะ เพียงแต่เขาไว้ใจเราว่า แทนที่เขาจะเก็บกล้องไว้อยู่ในออฟฟิศเฉยๆ น่ะ เขาก็ให้เราเอาไปใช้ แต่ก็สั่งให้เอาสติกเกอร์ดำแปะยี่ห้อแปะรุ่นเอาไว้ ไม่ให้เห็น เราก็ มีงบใช่ป่ะ เราก็ไปโน่นนี่นั่น ไปพาราณสี อยู่สองสามอาทิตย์ ไปโมรอคโค อยู่เดือนนึง อะไรอย่างงี้ ก็ถ่ายเก็บๆๆ พอได้รูปมา ก็มาขายทีในงาน Photo Fair พอมีรูปมาคนก็รู้สึกว่าไว้ใจกล้องได้เว้ย ก็แห่ซื้อ

WURKON:

เพราะมีตัวอย่างจริงๆ มาให้ดู?

พี่หาว:

ใช่ อย่างเช่น กล้องตัวนี้มันเป็นกล้องตัวเล็ก มันไปอยู่ในทะเลทรายซาฮาราได้ ไม่ตาย ใช้งานได้ แล้วรูปออกมามันเป็นแบบนี้ จบ เขาก็ต้องการแค่นี้เอง

WURKON:

เหมือนเป็นแคตตาล็อกที่ไม่ต้องซื้อมาจากเมืองนอก

พี่หาว:

ใช่ คือพอซื้อมาจากเมืองนอกน่ะ คนเริ่มรู้สึกว่า ก็มันเป็นโฆษณา มันไม่ได้ไปจริงๆ ในแคตตาล็อกเราก็เห็นว่าเขาใช้ช่างภาพระดับโลก ไอ้เราอยู่ลาดพร้าว เราก็ทำได้เหมือนกัน (หัวเราะ)

WURKON:

คนซื้อที่อยู่ลาดปลาเค้าก็ไม่ไกลกันเท่าไหร่

พี่หาว:

ใช่ (หัวเราะ) เราคิดอย่างงี้ไง คือตลาดเว็บไซต์มันเริ่มมาแล้ว เหมือนเพื่อนบอกเพื่อน แล้วเราก็ตรงไปตรงมา อันไหนมันทำไม่ได้ เราก็บอกว่าไม่ได้ ไปมาก็เล่าฟัง ก็เริ่มเติบโตมาจากตรงนั้น แต่ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวด้วยส่วนนึง ตอนนั้นมีคนติดต่อให้รีวิวของเยอะพอสมควรนะ บริษัทกล้องโน่นนี่ แต่มันก็อยู่ในรูปฟอร์มเดิมๆ คือ น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า คือเราก็อยากพึ่งเขานะ แต่พอถึงจุดนึงคือ มันเยอะไปหน่อย บางอันมาเป็นสคริปต์เลย ต้องถ่ายสะพานพระรามแปด ต้องพูดอย่างงี้ๆๆ ไปถ่ายตอนนี้ๆๆ แล้วก็เอาไปให้เขาดู ตัวหนังสือผิดตัวนึงบนเว็บ ก็เลิกคุยกัน ทำเหมือนที่หนังสือโดนน่ะ เราว่ามันไม่ใช่ว่ะ อันนี้คุณก็ไปจ้างคนเขียนโฆษณาดิวะ แล้วเอาไปลง ง่ายกว่า บางทีเขาส่งกล้องมา เราก็ให้น้องนั่งมอเตอร์ไซค์ไปส่งคืน ไม่ทำ ก็จนมาตลอดเลยครับ (หัวเราะ) จนมาก แต่มีบางอันก็ลองทำดูนะ แต่มันก็ไม่เนียนหรอก ไม่มีทางเลย แม้แต่บน youtube ก็เถอะ เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ว่ะ ช่วงหลังก็เลยช่างมัน ไม่ทำเลย จนก็จน ค่อยมาหาทางอื่นทำ แต่พวกบริษัทกล้องรู้จักเราหมด แต่ไม่กล้าใช้เราหรอก เพราะเขาควบคุมเราไม่ได้ คือไม่ใช่ว่าเขาผิดนะ เขาต้องขายของ แล้วบางอย่างเขาก็ไม่มั่นใจว่าอยู่ดีๆ เราจะโพล่งอะไรออกมา เหมือน เกรียนโอ้ (มาริโอ้) บาโลเตลลี่ (นักฟุตบอล) น่ะ คือมันเก่งนะ แต่เราไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ มันจะโดนใบเหลืองใบแดงเมื่อไหร่ เขาก็ไม่ไว้ใจเราหรอก

WURKON:

เพราะพี่อาจจะพูดถึงจุดบกพร่องของสินค้าเขาด้วย ซึ่งพี่หาวเองก็พูดด้วยใช่ไหมครับ

พี่หาว:

พูดหมด เพราะพี่มองว่า คนที่ดูเราคือเพื่อนเรา ความรู้สึกมันเป็นแบบนั้นจริงๆ อย่างเพื่อนเราไปซื้อของเนี่ย เราบอก อันนี้ไม่เวิร์คหรอก อย่าซื้อเลย สเปคมันดีนะ แต่ว่ามันไม่เหมาะกับมึงหรอก ก็จะพูดทำนองอย่างงี้ คนก็จะไว้ใจเรา มันเหมือนเรากินข้าว ถ้าร้านนี้มันไม่อร่อย แล้วเรามาบอกว่าอร่อย เพราะเจ้าของบอกให้บอกว่าอร่อย แต่เพื่อนเราไปกินแล้วไม่อร่อย มันเสียน่ะ

WURKON:

เสียความไว้ใจ?

พี่หาว:

ใช่ เสียความไว้วางใจ ต่อไปเราบอกอะไรมันก็เหมือนเด็กเลี้ยงแกะน่ะ ไอ้นี่พูดก็อย่าไปเชื่อมัน มันซื้อได้ ดีหน่อยก็บอกว่าไอ้นี่มันลิ้นจรเข้

WURKON:

เหมือนักวิจารณ์หนังที่โดนค่ายหนังซื้อตัวได้ หนังห่วยก็บอกว่าดี

พี่หาว:

ใช่ แล้วมันก็จะมีกลิ่นน่ะ

WURKON:

คนจะจับได้?

พี่หาว:

ใช่ พี่หาวก็พยายามจะทำยังไงให้โมเดลมันเปลี่ยนไป มันทำไม่ได้ ยากมาก ถ้าจะทำได้ คือเราต้องสำคัญจริงๆ และก็แข็งแกร่งจริงๆ แต่ตัวพี่มันเล็กมากเลย มันถึงจะเปลี่ยนได้ บริษัทกล้องมันใหญ่โตมโหฬาร ไหนจะสื่ออื่นอีก จริงๆ สื่ออื่นๆ เขาก็อยากเปลี่ยนตรงนี้นะ ที่เราเคยคุยด้วย แต่ด้วยความที่สเกลเขาใหญ่ด้วยเหมือนกัน เขาก็เลยไม่คล่องตัว มาทำแบบเราเขาก็เจ๊งเลยน่ะ เขาต้องเลี้ยงพนักงานกี่คนล่ะ ไม่ใช่บริษัทกล้องไม่ดีนะ เขาก็ต้องขายของน่ะ พี่ว่ามันก็เป็นทุกวงการแหละ

WURKON:

พูดถึงการที่บริษัทกล้องพวกนี้ที่ก่อนหน้านี้ซื้อสื่อแมกกาซีนเป็นหลัก แต่พอเทคโนโลยีโซเชียลมีเดียมาตูมเนี่ย เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหมครับ

พี่หาว:

มาก มากเลย จริงๆ แม็กกาซีนเริ่มนิ่ง ๆ มานานแล้ว สำหรับวงการถ่ายภาพ เพราะทุกคนถ่ายภาพแล้วเข้าเว็บ เพราะฉะนั้นแมกกาซีนจะขายได้กับคนที่เริ่ม ๆ สนใจ และถ่ายรูปในช่วงต้น ๆ อยากจะซื้อกล้อง แล้วก็จะอ่านสักปีสองปีก็เลิกอ่านละ เหมือนพี่ซื้อหนังสือรถน่ะ พอพี่ซื้อรถปุ๊บ พี่ก็ซื้อต่ออีกสองสามเล่ม ก็ไม่ซื้อแล้ว นี่แค่เป็นช่วงเว็บบอร์ดเองนะ โซเชียลมีเดียยังไม่มา หนังสือ แมกกาซีนก็ได้รับผลกระทบแล้ว เพราะหนังสือมันไม่ทันไง แล้วของพวกนี้คนต้องการเสพความรู้เร็วมากเลย ฉันอยากจะรู้เดี๋ยวนี้ มันรอหนังสือออกไม่ไหว แล้วพอหนังสือออก ที่ไหนได้ มันก็ไม่มีคอนเทนต์ที่เราต้องการอ่านอีก หนังสือเหนื่อยเลย มันไม่ทันพวกนี้ ยิ่งอะไรที่เป็นเทคโนโลยีเนี่ย หนังสือตายหมด พอมาเป็นแบบนี้ พี่ก็ทำเว็บบอร์ด คุยเล่นอะไรกัน แต่พี่ไม่ชอบพวกเทคนิคมาก พี่ว่า ยังไงกล้องมันเหมือนดินสอปากกาเท่านั้นแหละ สิ่งที่คุณจะถ่ายทอดมันสำคัญที่ตัวคุณมากกว่า ก็คิดแบบนี้ตอนทำเว็บ แต่ตอนนั้นพี่ก็ธาตุไฟแตกส่วนนึงด้วยนะ พอทำๆ ไปมันก็อยากรู้ลึก อยากลงลึก อยากรู้ว่าช่างภาพจริงๆ เขาทำงานยังไง เพื่อที่จะเอามาเล่าให้คนอื่นฟังด้วยส่วนนึง พี่ก็เริ่มถลำไปกับการถ่ายภาพแบบจริงจังในสตูดิโอ ไปทำงานถ่ายภาพอยู่ตั้งสองสามปี ถ่ายลงแม็กกาซีน โฆษณา บิลบอร์ด แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่เราอยู่ดีน่ะ มันแค่รู้สึกว่าได้รู้แล้ว

WURKON:

พี่หาวไปทำงานถ่ายภาพประเภทไหนเหรอครับ

พี่หาว:

พี่สโคปมากเลย ของพี่เป็นงานบิวตี้อย่างเดียวเลย ถ่ายแต่หน้าอย่างเดียว ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยมีใครชอบถ่ายแบบนี้ คนชอบถ่ายแฟชั่นมากกว่าเพราะมันหลากหลาย ของพี่นี่เป็นแบบใส่สายพานมาถ่ายเลยน่ะ วันนึงถ่าย 12 เซ็ต ไปแต่งหน้าทำผมมา ลงๆๆ พี่กดจึ้งๆๆๆๆ นางแบบก็พลิกหน้าพลิกตา แค่เนี้ย อาทิตย์นึงถ่ายสองครั้งๆ เสาร์อาทิตย์ๆๆ จนสองปีมันเบื่อ เบื่อจนไม่รู้จะเบื่อยังไงแล้ว มันซ้ำ ใครก็ถ่ายได้ บางทีเราอยากลองอะไรใหม่ๆ ก็ไม่ได้นะ เพราะมันจะขายไม่ได้ มันต้องอย่างงี้ๆ อายไลเนอร์มันต้องแบบนี้ๆ หรือบางทีมันอาจจะแหกกฎ แต่มันขายได้ มันก็จะมีอยู่แค่นั้นน่ะ แล้วมันก็ต้องย้อนกลับมาเบสิกเหมือนเดิม เพลย์เซฟ

WURKON:

แล้วไปทำนี่ได้อะไรกลับมาบ้าง

พี่หาว:

ได้ตังค์เยอะเลย (หัวเราะกันร่วน) งานในสตูดิโอมันเป็นเรื่องทำเงินเลยน่ะ เพราะมันคิดเป็นค่าอาชีพ เราไปแต่ตัว มีผู้ช่วยมีอะไรทุกอย่าง ไปถึงกดอย่างเดียว กดๆๆ บางทีผู้ช่วยแทบจะโฟกัสให้เราหมดเลยน่ะ เพราะกล้องมันตั้งอยู่เฉยๆ เราแค่บอกนางแบบ แล้วก็กดๆๆ แต่เราก็ดูจังหวะนางแบบ ดูอะไร หลังๆ ลูกค้ายิ่งง่ายด้วย เพราะเริ่มคุยกับเรารู้เรื่อง เขาก็นั่งดูมอนิเตอร์ บางทีกดไปสองสามที เอาแล้ว จบ มันก็เลยทำงานด้วยกันง่าย แต่พอให้เราไปถ่ายอย่างอื่นเราถ่ายไม่ได้เลยนะ ตอนนั้นมันกลายเป็นว่าทุกอย่างมันเป็นบล็อก มีครั้งนึงลูกค้าให้เราไปถ่ายงานคล้ายกึ่งๆ แฟชั่น ออกมาโง่มากเลย จริงๆ อะไรวะเนี่ย? ทำไมเราถ่ายอะไรไม่เป็นเลยวะ!

WURKON:

เป็นความเคยชิน?

พี่หาว:

ใช่ เหมือนเราขับรถเส้นทางเดิมทุกวัน พอออกนอกเส้นทางเราทำอะไรไม่ได้แล้ว ก็เริ่มเบื่อ ก็ไม่ทำแล้ว ก็มีน้องๆ มาทำแทนไป ก็จบไป แต่ปลายๆ ช่วงนั้นมันมีงานงานนึงที่แปลกมาก ก็คือเขาเชิญพี่ไปดูบ้าน แล้วโคตรไกลเลย ราชพฤกษ์ คือเขาอยากให้เราถ่ายรูปมาโปรโมทในเฟซบุ๊กแหละ พี่หาวก็ มันไม่น่าจะเวิร์คว่ะ มันไกล ก็เลยบอกเขาว่า ถ้าผมไปเนี่ย ผมขอไปถ่ายรูปในบ้านหมดเลยนะ เพราะแต่ก่อนเขาห้ามถ่ายรูปในบ้านตัวอย่างใช่ป่ะ เขาก็บอกว่าได้ ไปเลย เราก็ไปถ่ายๆๆ มา แล้วก็มาลงในเพจ โห คนชอบมากเลย! ลูกค้าก็ชอบมาก หายไปสองเดืิอน ลูกค้าก็โทรมาบอกว่า “พี่หาวคะ ขออนุญาตเอารูปขึ้นบิลบอร์ด พี่หาวคิดตังค์เท่าไหร่” ไอ้ด้วยความที่เราก็ไม่ได้คิดอะไรนะ เราก็บอก ฟรี เอาไปเหอะ เดี๋ยวเซฟไฟล์ให้ (หัวเราะ) พอเราขับรถไปวัชรพล โห! มันขึ้นใหญ่มากเลย แล้วเป็นรูปที่ไม่ใช่รูปบ้าน เป็นรูปในห้องรับแขก ซึ่งแตกต่างจากรูปบนบิลบอร์ดสมัยก่อนที่เป็นบ้าน มีรถยนต์จอด เราก็เออ มันก็ดีเว้ย บ้าดี เราก็บ้า เขาก็บ้า สักพัก ส่งงานมาให้เต็มเลย คอนโดโน่นนี่ เราก็ถ่ายแบบที่ไม่ค่อยเห็นฟังก์ชั่นอะไรเท่าไหร่ แต่เอามู้ดไง โอ้โห ทีนี้บิลบอร์ดมันขึ้นมาแบบนี้เต็มไปหมดเลย บริษัทอื่นเห็น เขาก็ไปถ่ายคล้ายๆ แบบที่เราถ่าย ตอนนี้บิลบอร์ดบ้านมันเลยกลายเป็นแบบนี้ไปหมดเลย (หัวเราะ)

บ้านตัวอย่างของโครงการ นาราสิริ บางนา กล้อง Canon EOS 6D เลนส์ Sigma 35 F/1.4

บ้านเดียวของโครงการ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-จรัญฯ SC Asset กล้อง Canon EOS 6D เลนส์ 17-40mm F4L ขาตั้งกล้อง Manfrotto 055 Pro B , 410 Gear Head

WURKON:

แสดงว่าสไตล์แบบนี้ในบ้านเรามันเกิดมาจากพี่หาวนี่เอง

พี่หาว:

(หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดมาจากพี่หาวหรือเปล่านะ เพราะแมกกาซีนต่างประเทศเขาก็ถ่ายแบบนี้มานานแล้วนะ อย่างเช่นเขาขายบ้าน เขาอาจจะถ่ายแค่โซฟาและห้องรับแขกเท่านั้นเอง ให้เห็นมู้ดว่า มันอยู่ได้จริงนะ เราก็ถ่ายมู้ดแอนด์โทน แต่ช่วงหลังเราก็เริ่มคิดว่า ถ่ายเล่นๆ แบบนี้ไม่ได้แล้ว เพราะเขาจ้างเราเยอะ เราก็ไปดูว่า สถาปัตยกรรมภายในมันต้องถ่ายแบบนี้นะ เราก็ศึกษา ไปลงลึกๆๆ เราก็เริ่มรู้ ก็เลยเอามาปรับ แต่มู้ดแอนด์โทนเราก็ยังอยู่นะ แต่เราเอามาปรับให้มันเนี้ยบขึ้น อย่างเช่นว่า ฟังก์ชั่นนี้ ห้องรับแขกเข้าไปแล้วมองเห็นครัวอยู่ข้างหลัง หรือห้องผู้สูงอายุถ่ายไปแล้วเห็นสวน มันจะทำให้รู้สึกถึงการอยู่อาศัย และมันก็ขายของได้ด้วย มันไม่ใช่ว่าถ่ายแจกันมาแล้วบอกว่าโครงการนี้อบอุ่นน่ะ ก็เลยทำมาเรื่อยๆ ก็สนุกดีเหมือนกัน แต่ถ่ายบ้านก็เป็นงานหนัก แล้วเราตัวเราก็แปลกๆ ด้วย คืองานถ่ายบ้านมันเป็นการขายของชิ้นใหญ่ ราคามันสูง การที่เขาจะไว้ใจให้คนมาถ่าย เขาต้องคิดแล้วคิดอีก แล้วราคาค่าถ่ายเนี่ยมันไม่ถูกไง เขาจ้างเอเจนซีมันแพงมาก บางทีถ่ายแค่ซุ้มประตูเนี่ย ยกกองไปเลย ตัวเราไปคนเดียว ถือขาตั้งกล้อง ถือกระเป๋าไปถ่าย เขางง เขาบอกว่าพี่หาวช่วยนัดวันหน่อย ว่าจะเข้าไปวันไหน จะได้เตรียมสถานที่ไว้ เราบอกไม่ต้องหรอก ก็เปิดไว้สักสองอาทิตย์ เขาไม่เข้าใจนะ เขาบอกไม่ได้ค่ะ ถ้าเข้าไปเดี๋ยวจะไปกวนลูกค้า เขานึกว่าเราตั้งกองใหญ่ เราบอก “เปล่า พี่ไปคนเดียวเนี่ย ถ้าลูกค้าเข้าห้องนี้เดี๋ยวพี่เดินไปอีกห้อง” “มันจะได้เหรอคะ แล้วไฟเฟยอะไรล่ะ” ก็เลยบอก “ไป ไปดูตอนทำงาน” ก็เลยเรียกเขาเข้าไปพร้อมกันว่าเราทำงานแบบนี้ เราถ่ายบ้านหลังนั้นแป๊บๆๆๆ เสร็จ เขาเริ่มตาเป็นประกาย นี่เขารู้แล้วว่า เฮ้ย นี่มันถูกด้วย และมันเร็วด้วย มันง่ายด้วย แล้วแสงมันก็ได้ด้วย เพราะเราใช้แสงธรรมชาติหมด เราเข้างานตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ไปนั่งรอแสง เรามาร์คจุดไว้เลย ห้องนี้กี่โมงๆ เสร็จเร็วมาก แล้วรูปเยอะมาก โครงการนึงเราถ่าย 500 รูป ใส่ Thumb Drive เลย 16 GB อย่างหรู แยกเป็นโฟลเดอร์ jpeg for web, jpeg hi-res, TIFF hi-res สำหรับทำบิลบอร์ด อยู่ใน Thumb Drive อันเดียวกัน  ซึ่งแต่ก่อนเอเจนซีเซฟให้เป็น jpeg ยังคิดตังค์ 150 บาท พี่ให้อย่างงี้เลย แล้วเเยกโฟลเดอร์บ้านหลังที่หนึ่ง สอง สาม มู้ดแอนด์โทน ลูกค้ารักมาก มากันตรึมเลย แล้วลูกค้าก็มองเราเป็นพิเศษ อย่างการจ่ายตังค์อะไรเนี่ย พอ Thumb Drive ถึง อีกวันนึงโอนตังค์ให้เลย ไม่ต้องไปวางบิลรับเช็คอะไร เซ็นใบรับเงิน จบ

WURKON:

เพราะเราไปง่าย เขาก็เลยมาง่ายใช่ไหมครับ?

พี่หาว:

ใช่ พี่ก็ทำงานอย่างงี้กับทุกคนนะ ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน แต่งานถ่ายบ้านเนี่ย พี่เริ่มลด รับเฉพาะลูกค้าที่ทำกันมานาน บางทีโครงการนี้เราไม่อยากถ่าย เราก็บอกปัดไป ไม่ทำ เราเริ่มรู้สึกว่าเหมือนเราถ่ายบิวตี้น่ะ รู้สึกว่ามันซ้ำแล้ว ไปถึงก็มองเห็นแล้ว เหมือนนักมวยน่ะ ขึ้นไปก็ชกแบบเดิมทุกครั้ง มันก็เลยไม่สนุกแล้ว ต่อให้บ้านมันเปลี่ยนไป สุดท้ายมันต้องเข้าอีหรอบเดิน สุดท้ายมันก็จะมีเรื่องของคอมเมอร์เชียลเข้ามาเกี่ยวข้องว่า คุณจะไปถ่ายแปลกแหวกแนวเหมือนเตะบอลตีลังกากลับหลังไม่ได้นะ ยังไงคุณต้องแปบอลแบบเบสิคก่อน มันก็เลยน่าเบื่อ เราก็เลย โอเค ถ้าไม่ใช่คนคุ้นเคยกันจริงๆ ก็ไม่ทำ แต่เดี๋ยวนี้มีน้องๆ เขาก็เริ่มถ่ายกันเก่งขึ้น เราก็บอกว่า เออ ไปหาคนนี้สิ เขาเวิร์คนะ หรือบางทีเราก็พาเด็กไปด้วย แล้วก็ให้ไปถ่ายๆๆ พอถ่ายเสร็จแล้วก็บอกว่า ครั้งหน้าเอาคนนี้ถ่ายเลยนะ เขาก็ถ่ายได้เหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีอะไรมันก็ง่ายขึ้น

WURKON:

ไม่หวงงานเลยเหรอครับ

พี่หาว:

คือมันเยอะน่ะ ไม่ใช่ไม่อยากได้ตังค์นะ แต่พี่มองว่า ในตลาดตอนนี้ ปลามันเต็มมหาสมุทรเลยน่ะ มันไม่ต้องทะเลาะกัน ไม่ต้องแย่งงานแล้ว มีก็แบ่งกัน

WURKON:

แต่บางคนก็หวงงานไงครับ

พี่หาว:

ใช่ บางคนเขาจะคิดว่างานดีๆ เขาเก็บไว้ก่อน แต่เราไม่ใช่ไง พี่อยากนั่งอยู่บ้าน ไปส่งลูก ไม่ใช่รวยนะครับ ไม่ได้มีตังเยอะ ก็ยังมีหนี้สิน แต่เรารู้สึกสนุกกับอย่างอื่นมากกว่า

WURKON:

ถ้าไม่สนุกก็ไม่อยากทำ?

พี่หาว:

ใช่ ไม่คุ้นเคยก็ไม่อยากทำ มีลูกค้าใหม่ๆ โทรมาสามสี่เจ้า เราก็บอกเขาว่า ต้องขอโทษด้วยนะครับ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายแล้ว ก็เลยแนะนำคนอื่นไป หรือถ้าฝ่ายการตลาดมาใหม่ๆ เห็นเราถ่ายให้เจ้าโน้นแล้วบอกให้เราส่งพอร์ตโฟลิโอ นี่แสดงว่าเขาไม่รู้จักเราแล้ว ไม่ได้เก่งอะไรนะ แต่เหมือนเขาไม่ได้ทำการบ้านมาก่อนเลย ต้องให้เรานั่งส่งพอร์ตให้ดู ทั้งๆ ที่ถ้าเขาอยากใช้เราจริงๆ เขาต้องเคยเห็นงานเราแล้วล่ะ แล้วมันจะไม่เสียเวลาไง พี่ก็ไม่เคยทำพอร์ตอะไรเลย ปล่อยไป อยากใช้ก็ใช้ ไม่อยากใช้ก็ไม่เป็นไร ก็สนุกดีครับ สนุกดี แต่จนฉิบหายเลยนะ (หัวเราะ) ไม่ได้ร่ำรวยนัก เพราะเอาแต่ใจพอสมควร

WURKON:

แต่ก็มีอิสระใช่ไหมครับ

พี่หาว:

มากครับ อิสระมาก อยากทำอะไรก็ได้ ก็เลยมาทำในสิ่งที่อยากทำแบบทุกวันนี้

WURKON:

ซึ่งก็คือการสอนและการรีวิวเรื่องกล้องและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางออนไลน์ ตอนแรกนี่ทำในยูทูปใช่ไหมครับ

พี่หาว:

ใช่ ตอนที่พี่มาทำบนยูทูปเนี่ย พี่เป็นคนที่มาทำคลิปบนยูทูปแรกๆ เลยนะ ที่รีวิวกล้อง แต่ก่อนนี้ก็เขียนบล็อกใช่ไหม พี่ก็มองเห็น ว่าใครก็เขียนได้เหมือนเรา แล้วเราจะต้องฉีกยังไง เราจะอธิบายยังไงให้มันชัดเจนขึ้น เราก็เลยมาใช้วิดีโอ ซึ่งสี่ห้าปีที่แล้วมันเป็นงานหนักมาก เพราะวิดีโอสมัยนั้นเนี่ย มันช้ามาก อัพโหลดทีเป็นคืนเลยนะ แล้วกว่าจะนั่งทำ กว่าจะตัดต่อจากเครื่องช้าๆ เนี่ย โอ้โห มันโหดร้ายมาก แต่พี่โชคดีได้ผู้สนับสนุนดี คือมีเจ้านึงยกเซิร์ฟเวอร์ให้เลย คือมีบริษัทนึงเราทำกับเขามานาน เป็นบริษัทใหญ่มาก ไม่ต้องเอ่ยนามละกันนะ เราโทรบอกเขาว่าเราอยากทำแบบนี้ เขาบอกว่า งั้นพี่เอาเซิร์ฟเวอร์ไป ผมให้ เอาไปหาที่ติด แล้วพี่ก็อัพโหลดวิดีโอของพี่ขึ้นที่เซิร์ฟเวอร์ตัวเอง มันก็โอเคนะ แต่มันไม่มีใครดู เพราะว่าเวลากดดูแล้วมันช้าไง

WURKON:

เราอัพโหลดเร็ว แต่ดนดูโหลดดูได้ช้า?

พี่หาว:

ใช่ เราอัพเร็ว แต่คนดูดูบนเน็ตธรรมดาที่มันช้ามาก แล้วมันก็ไม่แมส เพราะว่ามันเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่คนต้องพิมพ์ url แล้วเข้าไป การเสิร์ชการอะไรมันต้องมานั่งทำ SEO* อะไร พี่ไม่ทำอยู่แล้ว พอเห็นยูทูป ก็ช่างมันเหอะ คุณภาพมันห่วยๆ ก็ทำมันขึ้นไป ทะยอยเอาไอ้ที่เราขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ไปเก็บมา ที่ต้องจ่ายเดือนนึงเป็นหมื่น เก็บมาทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วก็อัพขึ้นยูทูปแทน คนก็เริ่มดู แต่มันก็ยังช้าอยู่ และไม่ชัด ก็รู้สึกว่าจะทำยังไงดี ก็เปิดดูยูทูปดู มันมีหลายคลิปของฝรั่ง สังเกตดูว่า เอ๊ะ ทำไมของบางคนมันเร็ววะ แต่ทำไมของบางคนมันช้า ทำไมของบางคนมันชัด แต่ของบางคนมันไม่ชัด มันต้องมีอะไร ตอนเอาขึ้นมันก็เหมือนๆ กันนี่หว่า ก็สังเกตดูว่า วิดีโอไหนที่มันเคลื่อนไหวน่ะ มันจะไม่ชัด ถ้านั่งพูดนิ่งๆ เนี่ย มันเร็วโว้ย เพราะว่าเฟรมมันไม่เปลี่ยน เราก็สังเกตว่า อ๋อ ยูทูปมันคิดอย่างงี้นี่เอง เพราะถ้าเราเรียกเนี่ย เน็ตเราช้า มันจะส่งบิตเรตมาไม่ดี เราก็โอเค ถ้าอย่างงี้เราต้องหลอกมัน วิดีโอพี่ส่วนใหญ่ก็เลยจะนั่งพูด ขยับนิดขยับหน่อย ไม่กระโดดโลดเต้น ไม่ออกไปข้างนอก ไม่อะไร เพราะถ้ายิ่งเปลี่ยนฉากเยอะๆ มันจะเน่าเลยน่ะ นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ว่าทำไมพี่ถึงนั่งพูดนั่งคุยในห้อง ก็เลยติดมาถึงตอนนี้ คนก็ติดภาพเรา แล้ววิดีโอของพี่เนี่ย มาถึงพี่ไม่มีไตเติ้ล จะมีจอดำๆ ประมาณ 3 - 5 วินาที ให้ยูทูปมันส่งบิตมา มันเห็นเรารับเร็วนี่หว่า แต่จริงๆ เราไม่ได้ส่งอะไรมา เราส่งสีดำๆ มา (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่มีไอ้ลูกชิ้นวิ่ง ยูทูปก็จะส่งข้อมูลอัดมาเลย คนดูก็จะรับสัญญาณได้เร็ว ดูแล้ว เฮ้ย วิดีโอพี่หาวชัดว่ะ

*SEO (Search Engine Optimization) การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาในตำแหน่งที่ดีที่สุด หรือ ติดหน้าแรกของ Search Engine ต่างๆ เช่น Google, Yahoo, Bing ฯลฯ

WURKON:

คือเราเรียนรู้กลยุทธ์ของยูทูป

พี่หาว:

เรารู้วิธีคิดของมัน ดูตอนแรกวิดีโอชัด ดูๆ ไปสักพักมันเริ่มแตก ไม่ชัดละ เพราะอะไร เพราะพี่ขยับตัวพี่พูดไปสักนาทีสองนาทีมันก็จะเริ่มไม่ชัด ในวิดีโอพี่ ถ้าไปดูอันเก่าๆ มันก็จะมีแบบ อยู่ดีๆ พี่ก็นั่งเฉยๆ สักห้าถึงสิบวินาที แล้วก็พูดต่อ ยูทูปมันก็จะเห็นว่า สัญญาณไม่ช้านี่หว่า เอ้าส่งมาใหม่ อะไรอย่างงี้

WURKON:

เหมือนหลอกมัน

พี่หาว:

เออ หลอกมัน (หัวเราะร่วน) คนก็เลยรับรู้ว่า วิดีโอพี่หาวมันชัดและมันเร็วว่ะ จริงๆ มันไม่ได้เร็ว แต่มันเป็นกลวิธีของเรา จากคนที่ไม่ค่อยติดยูทูปมาดูของเราก็จะชอบ

WURKON:

ไม่ต้องรอโหลด

พี่หาว:

ก็มีรอบ้างนิดหน่อย คนดูก็ดูแล้วรู้เรื่องกว่าการนั่งอ่านบล็อก

WURKON:

เพราะสังคมไทยถนัดมุขปาฐะ ถนัดการฟัง การได้เห็นภาพมากกว่าการอ่านอยู่แล้ว

พี่หาว:

ใช่ มันเห็นภาพ เห็นสิ่งที่อยู่ในมือเราจริงๆ นะ ไม่ได้นั่งเทียนเขียนอะไร คือวิดีโอมันกดยาก

WURKON:

เหมือนเวลาที่พี่หาวแนะนำโน๊ตบุ๊กตัวใหม่ว่ามันเร็ว ก็ทำให้เห็นกันเลยว่าเร็วจริงๆ

พี่หาว:

ใช่ เปิดเครื่องให้ดูปุ๊บ เอานาฬิกาตั้งข้างๆ จับให้ดูเลยว่ามันเร็ว คนก็มองเห็นภาพ เราก็ทำวิดีโอบนยูทูปมาตลอด แต่วิดีโอบนยูทูปที่เราทำเนี่ย มันไม่ทำเงินเลยนะ แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงตรงนั้นนะ

WURKON:

ยอดวิวเยอะก็ไม่ทำเงินเลยเหรอครับ

พี่หาว:

คือไอ้เงินที่ยูทูปให้น่ะ มันน้อยมาก ถ้าเทียบแล้ว จ่ายค่าไฟไม่ได้ แต่เราก็มองว่าอันนี้เป็นช่องทางที่ โอเค เราทำให้คนดูส่วนนึง อีกส่วนนึงก็เป็นการทำให้คนรู้จักเรา เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์ แต่ตอนที่ทำวิดีโอบนยูทูปตอนแรกเราก็ทำแค่รีวิวกล้องนะ แต่สักพักนึงมีความรู้สึกว่าอยากจะเผยแพร่ความรู้ รู้สึกอยากจะให้เขาน่ะ เพราะเราก็ชอบสอนชอบอะไรอยู่แล้ว แล้วมีวันนึงจะซ่อมสายไฟ แล้วมันหาข้อมูลเรื่องท่อหด (Heat-shrink tubing) เราเข้าไปในยูทูปแล้วหาของคนไทยไม่เจอเลยน่ะ แต่ของฝรั่งมีเป็นพันๆ อัน ขึ้นมาเยอะมากเลย ของคนไทยก็มี แต่เขาเอาไปหุ้มรอกเบ็ดตกปลาไม่ให้มันเป็นรอย ผิดจุดประสงค์มาก (หัวเราะ) เราก็ เฮ้ย ทำไมมันไม่มีวะ เรื่องทั่วๆ ไปแบบนี้มันต้องมีคนทำสิ มันน่าจะมี แต่พี่ก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรพวกนั้นน่ะ พี่รู้เรื่องกล้องนี่หว่า ก็เอาเรื่องนี้มาสอน เรื่องกล้อง โปรแกรม หน้าจอ ก็ลงทุนเลยนะ ซื้อซอฟต์แวร์ ซื้ออะไรมา ก็สอนไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มรู้สึกว่ามันเป็นการง่ายที่จะเรียนรู้ สอนจนติดน่ะ แล้วอุปนิสัยเราก็ชอบแชร์อยู่แล้ว มันก็เป็นการสั่งสมโดยไม่รู้ตัว แล้วพอมันลงกระจัดกระจายมากๆ ในยูทูป พี่ก็เลยมาทำคล้ายๆ การรวมเล่ม แต่เป็นการทำใหม่ทั้งหมดนะ เอาหัวข้อมารวบรวมเหมือนกับสอนโปรแกรมโปรแกรมนึง ใส่ซีดีขาย เราไม่รู้ว่าคนอยากได้ขนาดนี้ เขาซื้อเราถล่มทลาย เหมือนยอดขายเทปเลย เราก็เลยคิดว่า เออ มันเวิร์คเว้ย! พี่ก็ทำอย่างงี้เป็นแบ็คกราวน์ เพื่อให้เราทำอะไรอยู่ข้างหน้าได้

WURKON:

เหมือนการรวมเล่มหนังสือเลยนะครับ เหมือนเขียนคอลัมน์ลงแมกกาซีน พอมันได้เยอะเราก็เอามารวมเล่ม

พี่หาว:

ใช่ แต่เราไม่ได้รวมที่เคยทำนะ แต่เราทำใหม่ทั้งหมดเลย เสริมโน่นเสริมนี่ไป คนที่ซื้อไปเขาก็บอกต่อกันว่า เราสอนง่ายๆ ไม่ยาก เราไม่มีภาษาเทพเลย สอนแบบบ้านๆ แล้วเราก็สอนแบบมีที่มาที่ไปหมด มีข้อมูลอ้างอิง ไม่มีการยกเมฆ คนก็เลยติด คนก็เลยชอบ ก็ทำมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้สิ่งต่างๆ มันก็เปลี่ยนไปหมด วิดีโอบนยูทูปเราก็ยังทำอยู่ แต่ก็ทำน้อยลง แต่ก็พยายามจะกลับมาทำให้เยอะขึ้น เพราะตอนนี้เทคโนโลยีมันก็อย่างที่เห็นน่ะ มันเร็วซะจนมีเดียหลายมีเดียมันสะเทือนหมด

WURKON:

อย่างล่าสุดก็ facebook live ใช่ไหมครับ เทคโนโลยีนี้มันเปลี่ยนอะไรบ้าง

พี่หาว:

มาก พี่หาวเคยไลฟ์บนยูทูปมาประมาณสองปี แต่ว่ามันติดๆ ขัดๆ ลองบ้าง นานๆ ทีก็ไลฟ์ที รู้สึกว่า ไลฟ์เนี่ย คนดูเยอะ ที่คนดูเยอะเพราะอะไร เพราะเขาได้มีปฏิสัมพันธ์ เขาได้ถามเขาได้อะไร แต่ระบบของยูทูปมันไม่ค่อยดี การถาม การคุย การตอบ มันไม่เหมือนบน facebook ทีนี้บน facebook มันเปิดให้ไลฟ์ได้ พี่หาวนั่งดูไลฟ์ของคุณบอย โกสิยพงศ์ น่ะ พี่หาวคิด โอ้โห เขาโคตรโชคดีเลยน่ะ ทำไม facebook มันเปิดให้ไลฟ์ได้ ทำไมคนทั่วไปไลฟ์ไม่ได้ ทำไมเราไลฟ์ไม่ได้ เขาบอกว่ามันต้องเป็น Verified Fan Page เราก็งงว่ามัน Verified ยังไงวะ? เพจเราก็คนเป็นแสน แต่ทำไมมันไม่ Verified เราก็ส่งจดหมงจดหมาย หลักถงหลักฐาน มันก็ไม่ Verified ให้เราสักที โอ้ย ไม่ได้เว้ย ยอมแพ้! ไม่เป็นไร ยังไงเดี๋ยวสักพักนึง เขาก็ต้องเปิดแหละ อยู่ดีๆ ก็มีคนจาก facebook ส่งอีเมลมา ถามว่าติดขัดอะไรไหม? เขาพูดเรื่องอื่นเลยนะ ไม่ได้พูดเรื่องไลฟ์ พี่ก็บอกเนี่ย ติดอย่างเดียว ติด Verified Fan Page (หัวเราะ) บ่ายนั้นเขาจัดการให้เลย นี่คือต้นปีที่แล้ว (2015) เราดีใจมากเลย ตอนนั้นมันก็ยังไม่ชัดนะ แต่เราว่าถ้าเราไลฟ์เนี่ย ชัดแน่ พี่มองเห็นความเป็นไปได้มาก คือโมเมนตัมมันต้องไปทางนี้แหละ แต่ก่อนเราอยากมีรายการทีวี โอ้โห ต้องเสนอ proposal ไปหกเดือน กว่าเขาจะโอเค แล้วทำแล้วก็จะต้องอยู่ในกรอบไอ้หกเดือนนั้น แต่รายการอย่างที่เราทำที่เป็นเทคโนโลยีเป็นอะไร มันเปลี่ยนทุกวันน่ะ! (เสียงดัง)

WURKON:

มันต้องไว

พี่หาว:

เออ! มันเปลี่ยนทุกวัน ถ้าผมต้องมานั่งรอคุณ ผมก็ไม่ทันกินแล้ว อย่างเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากที่มีไลฟ์แล้วนะ มีคนจะมาสัมภาษณ์พี่ Live ผ่านโดรน นัดแล้วนัดอีก โน่นนี่นั่น อีกสองเดือน โดรนมันออกรุ่นใหม่อีกแล้ว (หัวเราะ) เทคโนโลยีมันตกรุ่นไปแล้ว เพิ่งจะมานัดวันกันได้ พี่บอก เอาเหอะ ไม่เป็นไร คุณไปทำรายการของคุณเหอะ (หัวเราะ) พอเรามาทำไลฟ์เราก็เห็นหลายอย่าง เราทำตั้งแต่นั่ง แล้วก็เอามือถือวางถ่าย เพราะแต่ก่อนมันไลฟ์ได้แค่จากมือถือกล้องหน้า แล้วพี่ก็ทำคอนเทนต์ข่าวเป็นกระดาษทำเป็นสไลด์ (แผ่นกระดาษสีส้ม) เพราะถ้าเป็นสีนี้มันจะไม่สะท้อนแสง ถ้าเป็นสีขาวมันจะสะท้อน เพราะกล้องหน้ามันจะไม่ดี แล้วก็เปิดให้เขาดู (เปิดให้ดูทีละแผ่น) คนชอบมากเลย (หัวเราะ) เราก็บอก เฮ้ย ทีวีมันทำดีกว่าเราตั้งเยอะ เรามานั่งเปิดโง่ๆ อย่างเงี้ย แต่ทำไมเขาดูล่ะ? แสดงว่ามันมีอะไรที่โดนจิตโดนใจ เราก็รูัแล้วว่า เทคโนโลยีเมื่อมันมาแล้ว มันก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ อย่างสมัยก่อนเนี่ยเขาจะมีกฎสิบปี ถ้าคุณทำงานอะไรก็ตามไปเรื่อยๆ จนสิบปี ยังไงคุณต้องประสบความสำเร็จ เหมือนคุณขับรถไปเรื่อยๆ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังไงคุณต้องไปถึงเชียงใหม่ ถ้าคุณไม่แวะอะไรซะก่อน แต่เดี่ยวนี้มันไม่ใช่นะ หลังๆ นี่มันประมาณสองสามปี แล้วหลังๆ เนี่ย หกเดือนสิบเดือน เห็นเลย เพราะเทคโนโลยีมันก้าวเร็วมาก ปุ๊บๆๆ พอไลฟ์มาเนี่ย เราเห็นเลย ไอ้เนี่ยเวิร์ค แล้วเราได้คุยกับผู้ชม พี่ก็เลยนั่งดีไซน์รายการอะไรไปไว้ก่อน รอเทคโนโลยีมันมา จนทุกวันนี้เทคโนโลยีที่พี่ต้องการมันก็มาได้ซักประมาณ 70% แต่ดูแล้วมันจะไปได้อีกไกลกว่าที่พี่คาดไว้มาก

WURKON:

หลังจากกล้องดิจิตอล Facebook Live ก็เป็นการปฎิวัติอีกเหมือนกัน?

พี่หาว:

ใช่ นี่เป็นการปฏิวัติเลย แต่ก่อนนี้เราต้องนั่งทำคลิปบนยูทูป ถ่ายเสร็จแล้วมานั่งตัดต่อ เดี๋ยวนี้กล้องรุ่นใหม่ออก บริษัทเอาแมสเซนเจอร์มาส่ง เรานั่งแกะกล่องพร้อมกับคนดูเลย คนดูก็แฮปปี้ เราก็แฮปปี้ บริษัทก็แฮปปี้

WURKON:

เพราะมัน Live

พี่หาว:

ใช่ มัน Live มีกล้องรุ่นพิเศษ รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น มานั่งเปิดพร้อมกันเลย เขาก็เห็นพร้อมกัน อันนี้เป็นสีพิเศษ ไม่มีใครมี

WURKON:

Live ปกติที่คนทำทั่วๆ ไปมันจะไม่มีลูกเล่นเยอะ เปลี่ยนมุมกล้องไม่ได้ แต่ของพี่หาวไม่ใช่

พี่หาว:

ตอนแรกพี่หาวมองว่า Live มันก็มีลักษณะเฉพาะของมัน เพราะมัน Live ผ่านมือถือ แต่ Live ดีๆ เราก็สามารถทำได้ พอดี Facebook เปิด API*แล้วพี่หาวมีซอฟต์แวร์อยู่ตัวนึงในเครื่องอยู่แล้ว ชื่อ Wirecast เพราะเคยซื้อมา Live บนยูทูป ตัวนี้แพงมากเลยนะ 995 เหรียญ(สหรัฐ)แน่ะ ไปๆ มาๆ ตัวนี้มันเปิด API วันแรกมันบอกว่ามันซัพพอร์ต Facebook Live ที่งาน F8 ที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พูด เช้าวันนั้นน่ะ พี่หาวเอาซอฟต์แวร์ตัวนี้ขึ้นมา แล้ว live ให้เขาดูเลย ว่าของเราเนี่ยชัด แล้วมันชัดมาก ชัดกว่ารายการทีวี ชัดกว่าทุก Live ที่เขาทำกันมาก่อนหน้า อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนอย่างนึง เพราะทุกคนจำเราเลยว่า เรา Live ได้ชัดก่อนไทยพีบีเอสอีก ไทยพีบีเอสอีกวันนึงถึงจะชัด ของเราชัดก่อน

*API (Application Programming Interface) ช่องทางการเชื่อมต่อระหว่างเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง หรือเป็นการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับเซิร์ฟเวอร์ หรือจากเซิร์ฟเวอร์เชื่อมต่อไปหาเซิร์ฟเวอร์อื่น

WURKON:

เพราะพี่หาวมีโปรแกรมนี้อยู่ก่อนแล้ว

พี่หาว:

ใช่ เรามีอยู่ก่อนแล้ว

WURKON:

แต่ตอนซื้อมานี้คิดไหมครับว่ามันจะทำแบบนี้ได้

พี่หาว:

ไม่คิดว่ามันจะ Live บน Facebook ได้ แล้วก่อนหน้างานนั้น Facebook ก็ไม่เคยบอกว่าจะเปิด API เพราะปกติเขาไม่เคยเปิดอะไรให้ใครง่ายๆ อยู่แล้ว อยู่ดีๆ ก็เปิดปุ๊บ พี่หาวตื่นมามีอีเมลส่งมาจากบริษัทซอฟต์แวร์นี้บอกว่าโปรแกรมนี้มัน Live บน Facebook ได้ ให้คุณอัพเดต พี่หาวก็อัพเดตไปปุ๊บ Live ได้ จบเลย คืนวันนั้นเราก็เลยมีเรื่องพูดอีกเรื่องนึง ก็คือเรื่องของการ Live เราก็ศึกษาว่า Live มันเป็นอย่างงี้ๆๆ คือตอนนั้นพอ Live ได้แบบเนี้ย ทุกคนเอารายการทีวีมาเสียบ สำนักข่าวโน่นนี่เอาข่าวมาเสียบ พี่หาวดูแล้วคิดว่า มันทำอะไรได้มากมายกว่านั้นมาก และไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ ด้วย

WURKON:

ถ้าอย่างงั้นก็ไปดูทีวีไม่ดีกว่าเหรอ

พี่หาว:

ใช่ๆ บางคนบอกให้พี่หาวทำเหมือนรายการทีวี พี่หาวก็ไม่ทำหรอก จะทำเหมือนรายการทีวีไปทำไม ก็ไปดูทีวีดิวะ เราอยากจะ Live ในรถ เราก็ Live ง่ายกว่า เป็นแบบนี้มันสดมาก เราก็เลยทำมาเรื่อย เรื่องความชัดอะไรพวกนี้ ตอนนี้ไม่มีปัญหาแล้ว ใช้กล้องสองตัวก็กลายเป็นเหมือนกล้องสี่ตัว สลับไปสลับมา ให้มันเล่น Playlist เล่นกีตาร์เดี๋ยวกล้องมันก็จับกีต้าร์ ทั้งๆ ที่มือเราไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ เพราะของต่างๆ เราก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ก็หยิบจับโน่นนี่มาใส่ๆๆ

WURKON:

ตั้งเวลาเปลี่ยนมุมกล้อง?

พี่หาว:

ใช่ เราตั้งเป็น Playlist

WURKON:

เหมือนดูกล้องวงจรปิดเหมือนกันนะครับ

พี่หาว:

เออ! ใช่ แต่มันจะเปลี่ยนเอง บางทีเดี๋ยวมันก็ซูมเข้าหน้าเรา เดี๋ยวมันก็ซูมเข้ามือ

WURKON:

นี่มันจะเปลี่ยนวิธีการถ่ายทำวิดีโอไปเลยนะครับ เพราะมันไม่ต้องมานั่งตัดต่อทีหลัง

พี่หาว:

ใช่ ไม่ต้องเลย แล้วพี่ก็ไปซื้อซอฟต์แวร์ตัวนึงมาควบคุม Wirecast อีกที บน iPad พี่อยากจะเปลี่ยนอะไรพี่ก็นั่งจิ้ม iPad ไม่ต้องมีคอมพิวตงคอมพิวเตอร์อะไรให้รุงรัง

WURKON:

สะดวกมากเลยนะครับ

พี่หาว:

โคตรง่ายเลย แล้วตอนนี้พี่หาวสามารถทำแบรนด์คอนเทนต์ได้ ยกตัวอย่างเช่นเราจัดรายการ แล้วมีแบรนด์เป็นสปอนเซอร์ ปกติเราก็ต้องซื้อ Boost ซื้ออะไรผ่านบัตรเครดิตของเรา แต่ของพี่ พี่พิมพ์ชื่อแบรนด์ลงไป พอพี่ Live ปุ๊บ มันไปแจ้งเตือนที่แบรนด์เขา แล้วพอแอดมินของแบรนด์เขาเห็น เขาก็ Boost ให้ สามพันบาท ปึ๊ง! พี่หาวก็เลยมองเห็นช่องทางว่า พี่หาวทำรายการนี้ให้ Epson ให้ Olympus โน่นนี่นั่น

WURKON:

ไม่ต้องไปนั่งแจ้งเขา

พี่หาว:

ไม่ต้อง แล้วเขาจะรู้เลยว่า เราทำงานให้เขาแล้ว แบรนด์พวกนี้เขาจะมีงบสำหรับการ Boost โพสต์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยมีคอนเทนต์ลงไง แต่นี่เราทำคอนเทนต์ให้นะ เขาเห็นเขาก็ Boost โพสต์ให้สนุกๆ มันไปไกลมากนะ (ยิ้ม)

WURKON:

เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ไปเลย

พี่หาว:

ใช่ ง่ายมาก แล้วเราไม่ต้องทำอะไร เราทำรายการของเราไป เราก็พูดอะไรก็ได้ บางทีเราพูดตอนสิบโมง ซึ่งมันไม่ใช่เวลาที่เขาจะ Boost แต่พอเขาเห็นเราปุ๊บ เขาก็ Boost ให้เรา หรือไม่ Boost ก็ได้ แต่มันสามารถ Tag ชื่อแบรนด์ เหมือน Tag เพื่อนน่ะ ยูสเซอร์ที่ไลค์แบรนด์นั้นอยู่เขาก็เห็นว่ามันมีรายการเราขึ้นมา เพจเรามีแสน เขามีสามแสน อย่างน้อยก็เห็น 10% คู่กันไป ดีกว่าอยู่เดี่ยวๆ พี่มองเห็นความเป็นไปได้ของ live มากมาย เราก็เลยไม่ต้องขายของให้ยูสเซอร์ดู เนี่ยดีมากเลย พี่มองว่าเหมือนละครวิทยุ คือเราเล่าเรื่องด้วยวิธีการเล่าแบบละครวิทยุไป แต่สินค้ามาสนับสนุน ก็มีพักช่วงเบรกโฆษณา ของพี่ก็มีโลโก้ขึ้นอะไรไป

WURKON:

มันจะมีกลุ่มคนที่ตามรายการพี่หาวโดยไม่ดูภาพ ฟังแต่เสียงเอาไหมครับ

พี่หาว:

มี เยอะเลย เขาบอกว่าตอนนี้อยู่บนรถ เปิดแต่เสียงฟังเอานะ แต่อันนี้เราต้องฝึกพูดนะ คือพี่ก็ฝึกพูด อย่าง Live ตอนแรกๆ มันจะมี Dead Air พี่ไม่เข้าใจ เพราะเวลาเราทำบนยูทูปมันคัทได้ (หัวเราะ) มันอินเสิร์ทได้ แต่เวลา Live มันไม่ได้ไง ห้ามนิ่งเลย อย่างเช่นนั่งอ่านคอมเมนต์แล้ว Dead Air นี่คนเริ่มหงุดหงิดแล้วนะ ก็เลยกลายเป็นคนคุยเก่งเลย เพราะต้องพูดตลอดเวลาไม่ให้มันมีช่องไฟ ก็สนุกดี ซอฟต์แวร์นี้มีฟังก์ชั่นอีกอย่างนึง คือถ้าเกิดเรา Live แล้วเราอยากจะบันทึกเอาไว้ด้วย เราก็กด Record เอาไว้ สิ่งที่อยู่บน Live มันจะบันทึกลงในคอมพิวเตอร์เราเลย แล้วเราก็มาตัดๆๆ เอาขึ้นยูทูป ซอฟต์แวร์นี้ทำได้มากกว่านั้น ก็คือ ISO หมายความว่า กล้องตัวที่หนึ่งบันทึกอะไร กล้องตัวที่สองบันทึกอะไร เวลามันบันทึกเข้าไป มันแยกเป็นไฟล์ดิบสองไฟล์เลย แล้วเราค่อยเอามาตัดต่อทีหลังได้ เท่ากับว่าตอนที่เราเปลี่ยนมุมกล้องเปลี่ยนอะไรตอน Live มันก็ไม่เกี่ยวกับตรงนี้แล้ว พอตอนตัดต่อขึ้นยูทูปเราก็ทำเป็นอีกคลิปได้เนียนๆ อินเสิร์ทโน่นนี่ปุ๊บๆ ถ่ายครั้งเดียว จบเลย ทุกวันนี้ก็เลยมานั่งทำ Live ตอนแรกสปอนเซอร์เขาก็ไม่เข้าใจนะ ว่า Live แล้วเขาจะได้อะไร มีถามด้วยนะ บางคนอยากมาสนับสนุน Live เรา ให้เอเจนซีติดต่อมา ถามว่าเราจะพูดชื่อสินค้ากี่ครั้ง นึกว่าเราเป็น เรื่องเล่าเช้านี้ มั้ง (หัวเราะ) เราก็บอกว่า ไม่มีอ่ะ เราอยากพูดเราก็พูดน่ะ แล้วบางทีไม่ต้องพูดก็ได้นะ แต่ยูสเซอร์ก็รู้ว่าผลิตภัณฑ์นี้มันกำลังถูกใช้อยู่

WURKON:

จริงๆ มันตรงไปตรงมามากๆ เลยนะ

พี่หาว:

มากๆ เลย อย่างของที่อยู่บนโต๊ะเนี่ย สปอนเซอร์บางคนเขาดู Live เรา แล้วเขาเห็นว่าเราใช้ เขาก็แชร์ไปที่เพจเขาเลย อีกวันนึงก็มีคนติดต่อมา บอกพี่หาวเอาไปเลย ต่อไปมีสินค้ารุ่นใหม่เดี๋ยวผมส่งมาให้หมดเลย สปอนเซอร์แบบนี้ก็มี อย่างไมโครโฟนเนี่ย เขาเห็นว่ามันเหมาะกับงานเรา เขาก็ส่งมาให้เลย พอเรามาใช้แล้วดี ทุกครั้งที่ Live คนก็จะถามว่าทำไมเสียงมันดี เราก็จะบอกว่าไมค์อันนี้ยี่ห้อนี้ รุ่นนี้

WURKON:

เป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ต้องแอบไท’อิน (โฆษณาแฝง)

พี่หาว:

ใช่ เราบอกด้วยความเต็มใจด้วยนะ เพราะใช้แล้วมันดีว่ะ เหมือนกินข้าวแล้วมันอร่อยน่ะ ถึงแม้ว่าเราจะกินฟรีมานะ แต่มันอร่อยว่ะ คุณไปกินเหอะ ดีกว่าคุณไปเดินอีกสิบร้านแล้วมันไม่อร่อย ต้องลองผิดลองถูก

WURKON:

แถมของพวกนี้มันก็แพงกว่าข้าวมากด้วย

พี่หาว:

ใช่ เราก็ทำแบบนี้แหละ พรินเตอร์ เราพรินต์ให้ดูเลย อยากลองพรินเตอร์ใช่มะ เราให้ยูสเซอร์ ให้ผู้ชมส่งรูปทางบ้านมาเลย พรินต์ให้เลย แล้วก็ส่งกลับไป ซึ่งปกติไปตามร้านคุณลองพรินต์แบบนี้ไม่ได้นะ มันเป็นกระดาษพรีเมียม พอเขาได้ปุ๊บเขาก็รู้ว่ามันละเอียด

WURKON:

พี่หาวมีจัดกิจกรรมอะไรกับคนดูบ้างไหมครับ

พี่หาว:

ไม่ค่อยนะ ส่วนใหญ่ก็คุย แล้วก็มีเล่นเกมอะไรนิดๆ หน่อย ใครแชร์ ใครตอบคอมเมนต์บ่อยๆ เราก็ขอที่อยู่ แล้วก็ส่งเสื้อ ส่งของชำร่วยที่สปอนเซอร์ส่งมาให้เราไปให้

WURKON:

เหมือนเพื่อนเลยนะครับ

พี่หาว:

ใช่ เหมือนเพื่อนเลย คุยกันเหมือนเพื่อน แล้วมันทำให้เราเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมานั่งกระมิดกระเมี้ยน ช่วยเชียร์สินค้า ไม่มี แล้วพอสักพักนึง ตอนหลังสปอนเซอร์เริ่มมาละ ง่ายๆ เลย เรียกเราเข้าไปเลย พรุ่งนี้มาคุยเรื่องนี้หน่อย เตรียมงบไว้แล้ว แล้วถามว่าต้องทำอะไร ไม่ต้องทำอะไร ก็คือเอาของไปใช้น่ะ พี่หาวก็เลยผูกโมเดลธุรกิจใหม่ แต่ก่อนนี้การรีวิวสินค้าอะไร มันลำบากใจพี่หาว ถ้าจะรีวิวหนึ่งตัว มันจะเป็นงบของตัวนั้นมา ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องพูดถึงสินค้าตัวนั้นในสัดส่วนเท่าไหร่ มันก็เลยกลายเป็นว่าเราจะเกร็ง เราก็เลยไม่ค่อยทำ พูดตรงๆ ว่าเราก็เลยต้องทำฟรีซะเยอะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใหม่ ตอนนี้ทุกเจ้า จ่ายเป็นรายเดือน เหมือนเงินเดือนเรา เออ ง่ายมากเลย เจ้านี้จ่ายเท่านี้ๆๆ รวมๆ กันมา แล้วเรานึกอยากจะทำอะไรวันนี้ เราไปทำ แล้วก็เกลี่ยให้ดี อย่างเช่นมีกล้องมาใหม่ เจ้านี้เขาเต็มที่กับเรามากเลย เราบินไปเมืองนอกเลย เขาก็งงว่า งบแค่นี้มึงไปเมืองนอกได้ไง? เขาจ่ายแค่นี้ต่อเดือนเอง เราก็บอกว่า ได้สิ เพราะเราเฉลี่ยกันแล้ว เราไม่ได้มองเหมือนเป็นเอเจนซีโฆษณา ว่ามีเงินก้อนนึงโยนมาแล้วเราเอากำไรกี่เปอร์เซ็นต์ กล้อง a ให้เท่านี้ ถ้าเราทำให้เขาเท่านี้เราจะเหลือเงินเท่าไหร่ มันก็จะอั้นๆ ใช่ไหม แต่นี่ เฮ้ย เรามีเงินก้อนในมือ บินเลย กล้องเล็กๆ ไปฮ่องกง ไปญี่ปุ่น ไปอินเดีย มันก็มีสีสันละ มันก็ทำให้เราเหมือนมีพื้นที่ให้เดินเล่นเยอะขึ้น ทุกวันนี้ก็เลยกลายเป็นว่าทำ Live เป็นหลักเลย

WURKON:

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนหน้าที่พี่หาวจะสามารถทำได้แบบนี้ พี่หาวก็ต้องทำแบบฟรีๆ มาก่อน

พี่หาว:

เออ ใช่ๆ คือต้องลืมไปเลยนะ พี่ก็เคยมีคนมาทำด้วยนะ แต่เขาก็อยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาผิดอะไร แต่เขาไม่อึดเท่าเราน่ะ เรายอม บางทีเราทำ เราลืมไปเลยว่ามันจะมีรายได้เข้ามาหรือเปล่า ไม่สนใจเลย แต่เรามองว่า ยังไงมันก็อยู่ได้ ชีวิตมันหาหนทางได้เอง เราทำในสิ่งที่เราชอบ แล้วเรารู้ว่ามันมี ยังไงมันต้องมีน่ะ พี่คิดเหมือนนักมวยเวลาขึ้นชก พี่เป็นคนหมัดไม่หนัก เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นไปบนเวที พี่ต้องรอจังหวะที่มันได้จริงๆ แล้วพี่ค่อยปล่อยหมัด ไม่ก็ชกแย้ปๆ เก็บคะแนนไปเรื่อยๆ ชกยาวๆ แต่ถ้าถึงจังหวะนึงที่ถ้าเกิดมันใช่ เขาเสียอาการ อันนั้นคือเราใส่เต็มที่ ไม่ยั้ง เพราะว่าเราออมแรงมาเยอะไง พี่จะเป็นแบบนั้น การทำแบบนี้ก็เหมือนกัน ทุกช่วง ช่วงที่ถ่ายรูป ตอนแรกๆ ก็ทำฟรีหมด ได้ส่วนนึง ต่อมาหยุดไป มาทำบนยูทูป ทำฟรี ยูทูปนี่รู้สึกว่าทำฟรีเยอะ พอมาเป็น Live มันปรับโมเดล คนที่อั้น ไม่มาสนับสนุนเราทางยูทูป พอมาเป็น Live เหมือนเขาเห็นเลยว่ามันมีความเป็นไปได้ แล้วก็เข้าใจโมเดลละ ว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร กลับกลายเป็นว่าเขามองเห็น เขามาเองเลย รู้สึกเหมือนเขาอยากจ่ายตังน่ะ แล้วพี่โชคดีตรงที่ว่าเราตัวเล็กมาก เราตัวคนเดียว

WURKON:

มันคล่องตัว?

พี่หาว:

คล่องตัวมากเลย พี่สามารถตัดได้ทุกอย่าง ถูกไหม แล้วเงินที่เขาจ่ายมาเนี่ย ถ้าเทียบกับรายการทีวี สมมติอย่างเช่นเขาจ่ายหนึ่งนาทีสามแสน แต่สามแสนมาจ่ายพี่เนี่ย โอ้โห ได้เยอะกว่านั้นแยะเลย สามแสนของเขาสำหรับเรามันเยอะมาก

WURKON:

เพราะองค์กรเขาต้องเลี้ยงคนเยอะ

พี่หาว:

ใช่ เขาต้องเลี้ยงคนเยอะ เขาต้องเลี้ยงโปรดักชั่น เขาต้องเลี้ยงอะไร แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ไง ทำ Live พี่ทำมาสิบเดือนเนี่ย เพิ่งจะมีรายได้เข้ามาสักสามสี่เดือนหลังๆ แต่พอมาก็มาเลยนะ เพราะตอนนี้สื่ออื่นๆ เขาก็ไม่รู้ว่าจะไปลงเงินกับใคร (หัวเราะ) มันไม่มีที่ลง

WURKON:

ทีวีดิจิตอลดูเหมือนจะใช่ แต่มันก็ยังไม่ใช่

พี่หาว:

ใช่ มันยังไม่ได้ มันเป็นแค่บางเจ้า จริงๆ ถ้าจะดูเทรนด์อะไรนะ ก็ดูตัวเราแหละ ดูพฤติกรรมของเรา ว่าเราเสพอะไร เราดูมือถือทุกวัน ทุกอย่างมันต้องอยู่บนสมาร์ตโฟน เราดูหนังในมือถือน่ะ เราเดินไปตลาด แม่ค้าเปิดแทปเล็ตนั่งดูละคร มันเป็นแบบนี้กันหมดน่ะ เราก็ดูคนรอบตัวเรา ที่ผ่านมาตลาดสมัยก่อนทุกคนต้องการความสวยหรู ทุกคนมองว่าถ้าเอเจนซีมาเสนออะไรอันนั้นคือดี สวย หรู แต่พอกลับมาบ้านทุกคนก็ใส่ชุดนอนเดินเล่นในบ้าน ไม่ได้แต่งตัวหรูหราฟู่ฟ่า แต่สภาพตอนนี้มันอยู่ที่ความเป็นจริงแล้ว ว่าใคร Real กว่ากัน อย่างทุกวันนี้พี่ก็ดูยูทูปเยอะมากนะ หรืออย่าง Live ช่วงแรกๆ ที่ทำพี่ก็รีเสิร์ช พี่ก็ดูนะ อย่างบางคนเขาเป็นนักการเงิน เขาไม่ได้ต้องการเงินอะไรจากตรงนี้นะ เขานั่ง Live บนรถ เล่าเรื่อง ว่าราคาทองวันนี้เป็นยังไง อะไรแบบนี้ แค่นั้นน่ะ คนดูเยอะมาก พี่ดูพี่ยังเพลินเลย เพราะว่าเขารู้จริงไง พอคนรู้จริงมันพูดมันจะไม่วน มันไม่ใช่มีสคริปต์ให้นักข่าวพูด แต่คนนี้เขาเป็นผู้บริหารจริงๆ แล้วไม่ได้มาโฆษณาตัวเองด้วยนะ แค่พูดๆ

WURKON:

แค่อยากแบ่งปันความรู้

พี่หาว:

เออ คนก็เข้าไปถาม เขาก็ตอบ หรือเจ้าของอู่รถอีกคน อันนี้ขายของหน่อย หมายถึงตัวเจ้าของคลิปนะ พี่หาวก็ดูเขานะ เขาชื่อน้าแจ่ม เฮ้ย เจ๋งมากเลยว่ะ เขาก็มาบ่นเรื่องโน่นเรื่องนี่ ร้านนั้นมันอย่างงั้นอย่างงี้ แล้วก็ตบท้ายว่า มาดูอู่ของผมสิ! แล้วแกก็ถ่ายให้ดู โห คนก็ตามเป็นพันน่ะ! ก็เลยเห็นว่า Live เนี่ย มันหลากหลายมาก แล้วมันไม่มีกระบวนท่า แต่ละคนสามารถที่จะเป็นตัวของตัวเองได้ และก็จะมีกลุ่มคนดูของเราเอง พี่ถึงบอกว่าไม่ต้องไปแข่งกับใคร ทุกวันนี้ไม่ต้องคิดว่าใครเป็นคู่แข่งเลย คุณทำของคุณไปน่ะ เราอยู่ในมหาสมุทรใหญ่มาก แต่ก่อนนี้เวลาเราทำอะไร เราต้องคอยมองว่า เฮ้ย ไอ้นี่คู่แข่งเบอร์หนึ่งเรา ไอ้นี่คู่แข่งเบอร์สองเรา ตอนนี้มันไม่มีแล้ว แล้วพอตัวเราเป็นตัวเล็กๆ เนี่ย สปอนเซอร์เขาจ่ายได้ เพราะเราเล็กจนเขาไม่รู้สึกว่าเงินที่เขาจ่ายมันเยอะอะไรไง

WURKON:

แล้วพอมันมีโซเชียลมีเดีย มันก็ทำให้คนเข้าถึงกันง่ายขึ้น

พี่หาว:

ใช่ ลูกค้ารู้จักเราเลย ไม่ต้องให้ใครแนะนำ ลูกค้านั่งดูเราก็รู้จักเราแล้ว เทคโนโลยีที่เราเอามาใช้มันก็ช่วยได้เยอะ มีสมาร์ตโฟนอันนึง คุณก็ Live ได้แล้ว คุณไม่ต้องมีรถ OB** คันละสิบล้าน คุณไม่ต้องมีทีมงานยี่สิบคน สมาร์ตโฟนนี่แหละ คุณมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว

**OB (Outside Broadcasting) รถที่บรรทุกอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นในการถ่ายทอดสด เช่น กล้องถ่ายภาพโทรทัศน์ เครื่องเล่นและบันทึกเทปโทรทัศน์ และอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียม

WURKON:

อย่างสมัยก่อนนักข่าวต้องคอยตามติดทำข่าวดารานักร้องมาให้แฟนๆ ติดตาม เป็นปาปารัซซี่ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องแล้ว เพราะดารานักร้อง Live กันเองเลย

พี่หาว:

ใช่ แล้วเราอยากรู้อะไร เราถามเองเลย แล้วคนที่ Live อย่างดาราเขาก็สบายใจด้วย เพราะเขาเป็นคนให้ข่าวเอง ไม่ต้องให้นักข่าวมาใส่สีตีข่าว อยากดูเหรอ เอ้าให้ดูเลยตรงนี้ จบ คือจริงๆ มันก็มาตอบสนองพฤติกรรมที่เราอยากทำมานานแล้วแหละ แต่มันทำไม่ได้ไง เพราะเราไปติดกับอุปกรณ์ ติดกับเทคโนโลยี ติดกับอะไรทั้งหลาย จริงๆ คนไทย Live เป็นอันดับสองของโลกนะ คนไทยเก็บกด (หัวเราะกันลั่น) อันดับหนึ่งคืออเมริกา ลองคิดดูสิ

WURKON:

ขนาดพื้นที่กับจำนวนประชากรมันต่างกันมากเลยนะครับ

พี่หาว:

ใช่ ตอนเปิด Live แรกๆ มันจะมีแผนที่ให้ดู พี่งงมากเลย ในอเมริกาตอนกลางวันเนี่ย คน Live ก็เยอะนะ แต่มาดูของบ้านเราเวลากลางคืนเนี่ย โอ้โห มันหนาแน่นไปหมด คลิกไปตรงไหนก็เจอน่ะ ชลบุรี พิษณุโลก มีแต่แถวๆ ดอยแถวอะไรที่มันไม่ค่อยมีสัญญาณ มันถึงไม่มี แต่ที่อื่นนี่หนาแน่นหมด ก็ได้ไปคุยกับสำนักข่าวแห่งหนึ่งเขาบอกว่าคนไทย Live เป็นอันดับสองของโลก แต่ถ้าเทียบอัตราส่วนของจำนวนประชากรแล้ว เราเป็นอันดับหนึ่ง เราก็ไปว่าเขา Live อะไรกัน ก็ไม่มีอะไร ก็อยากคุย อยากเล่น คนไทยมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ มันเป็นธรรมชาติของเรา บางคนก็บอก Live อะไรไร้สาระ แต่เราบอก คุณดูสิ ขนาดว่าไร้สาระ คนดูเยอะมากเลย อย่าง เก่ง ลายพราง เนี่ย พี่หาวก็ดูนะ เขาทำอะไรวะ กำลังนอน แล้วเปิด Live เอาไว้ คนก็เขามาเมนต์ถาม “ตื่นยัง?” เราก็อยากรู้ว่าตื่นมาแล้วจะยังไงวะเนี่ย ก็ออกไปดูอย่างอื่นสักพัก ตื่นแล้ว ก็เข้ามาคุย ว่า “เมื่อคืนนี้ดึก” อะไรก็ว่าไป มันเป็นธรรมชาติมาก ตอนนี้ก็เลยมองว่ามันเป็นโอกาสใหม่ๆ ตอนนี้เรามาผูกกับตรงนี้ พี่หาวก็รู้สึกดีนะ คนดูเราก็โอเค สปอนเซอร์เราก็โอเค ตัวเราก็โอเค ไม่มีใครมากดดันอะไร แต่คนดูก็มีถามนะ ว่าทำไมต้องไท-อินสินค้าตัวนี้ เราก็บอก ไม่ได้ไท-อิน! สปอนเซอร์ไม่เคยมาบอกให้ใช้สินค้านะ เนี่ย ก็มีของเอามาวางทิ้งไว้เต็มเลย ไม่ได้รีวิวไม่ได้อะไรให้ เพราะว่ามันไม่เวิร์ค รอวันส่งกลับแค่นั้นเอง อันไหนที่เวิร์ค ผมถึงบอกคุณ จานไหนที่กินแล้วอร่อย ผมถึงบอกคุณ เขาก็เข้าใจ แต่ถ้ายูสเซอร์ใหม่ๆ มาเขาก็จะไม่รู้ ก็จะ เอ๊ะ! ทำไมต้องใช้ไมค์ตัวนี้? แบบ ระแวงสงสัยตามนิสัยของคนที่เจอหลอกมาเยอะ (หัวเราะ)

WURKON:

บางทีนั่งอ่านคอนเทนต์บางอย่างที่เหมือนจะให้ความรู้ แนะนำเรื่องสุขภาพ แต่อ่านจนจบกลับกลายเป็นการขายของไปซะงั้น

พี่หาว:

ใช่ๆ มันเป็นแอดเวอร์ทอเรียลหมดเลย แต่เราไม่ทำไง เราทำแบบนี้ เขาก็สบายใจที่จะดูเรา เราไม่เฟคใส่กัน

WURKON:

ในอนาคตพี่หาววางแผนว่าจะมีทีมงานเพิ่มไหมครับ หรือว่าจะทำคนเดียวอย่างงี้ไปเรื่อยๆ

พี่หาว:

จริงๆ บางอย่างพี่หาวอยากทำให้มันหลากหลายขึ้นนะ แต่ว่าไม่มั่นใจตัวเอง ไม่มั่นใจว่าจะทำกับคนอื่นได้ไหม? คือพี่หาวเป็นคนทำงานกับคนอื่นไม่รู้เรื่องด้วย บางทีเป็นคนเอาแต่ใจด้วยส่วนนึง บางทีเราอยากได้แบบเนี้ย จะเอาแบบเนี้ย เราก็ไม่มันใจว่าคนที่มาทำกับเรา เขาจะมองทางเดียวกับเราหรือเปล่า อย่างมีคนเคยพยายามจะมาทำกับเรา เขาเคยทำรายการทีวีมา เขาบอกว่า ให้ทำแบบนี้สิ ให้คัตแบบนั้น ให้ทำแบบนี้ พี่บอก Live มันไม่ใช่รายการทีวี ถ้าอย่างงั้นคุณก็ไปทำรายการทีวีสิ กลัวอย่างงี้ คือกลัวเขาจะไม่มองเหมือนกับที่เรามอง แล้วพอถึงเวลาแล้วมันจะรวน

WURKON:

ทำคนเดียวมันคล่องตัวกว่า?

พี่หาว:

โอ๊ย ทำคนเดียวสะดวกกว่า ง่ายกว่า โซโล่เลย แต่ก็มีบ้างที่ไปแจมกับตรงนั้นตรงนี้ แต่ส่วนใหญ่เวลาจะทำกับใคร กลายเป็นว่าเราไปบอกให้เขาทำเองมากกว่า คุยๆ กัน สุดท้ายก็คือ คุณทำเองเหอะ เวิร์ค ดูแล้วคุณมีคอนเทนท์ หรือมีรุ่นพี่ที่อยากมาแจมกับเรา เราบอก พี่ทำเองเหอะ พี่มีประสบการณ์เยอะ แต่คนที่ตัวใหญ่ๆ แล้วเขาจะคิดใหญ่ไง เขาจะคิดว่าต้องลงทุนอุปกรณ์อะไร ซึ่งทำอย่างนั้นมันไม่เวิร์คนะ มันต้องค่อยๆ ทีละนิดๆ ถ้าลงทีเดียว จะงง

WURKON:

จริงๆ ตอนนี้คนเราก็เข้าถึงเทคโนโลยีกันง่ายทุกคน แต่สิ่งที่พี่หาวมีคือ พี่หาวเข้าใจศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยีของตัวเองดี

พี่หาว:

ใช่ พี่หาวซื้อของเก่ง ต้องเรียกว่าโชคดีด้วย (หัวเราะ) มันก็มีซื้อมาฟาวล์บ้างนะ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะรู้ว่าต้องซื้ออะไร อันไหนไม่ใช่ เราก็เลยเอามาแนะนำได้ไง อย่างกล้องตัวนี้เนี่ย (OM-D E-M1 Mark II ของ Olympus) มันแพงมากเลยนะ ไอ้ตัวเล็กเนี่ย เป็นกล้องออกใหม่ ราคา 76,000 เฉพาะบอดี้ ซึ่งคนทั่วไปไม่ซื้ออยู่แล้ว แต่พี่หาวดูแล้ว เฮ้ย มันถ่ายรูปได้ดีเว้ย ถ่ายวิดีโอดี 4K และ Live ได้ คือกล้องที่มันจะต่อสาย Live ได้ มันต้องเป็น Clean HDMI คือไม่มีตัวหนังสือขึ้น ไม่งั้นถ้ามันมีตัวหนังสือขึ้น ชัตเตอร์สปีดเท่าไหร่ หรืออะไร มันจะขึ้นอยู่บนจอเราไง ดูแล้วมันก็ตลกใช่ไหม แต่กล้องตัวนี้ไม่มี เพราะฉะนั้นมัน Live ได้อะไรได้ทุกอย่าง แล้วเวลาพอใช้กล้องนี้ทีไร โหย มันจะชัดทุกครั้ง คนก็จะบอกว่า ภาพชัดมาก ดีมากเลย ใช้กล้องอะไร? เขาจะถาม เราเห็นแล้วเราซื้อเลย เรารู้สึกว่ามันเวิร์คเว้ย คุ้ม 76,000 ทำได้สามอย่าง เท่ากับซื้อกล้องถ่ายภาพนิ่ง ซื้อกล้องวิดีโอ ซื้อกล้องถ่ายทอดสด เราก็บอกคนอื่นนะ ถ้าคุณจะทำอย่างงี้ ซื้อกล้องตัวนี้จบ แต่คนก็ยังลังเล ว่ามันแพงนะ แต่เราว่ามันโอเค ตัวนี้มันง่าย มันเล็ก เบา สบาย เลนส์ก็เล็กๆ เบาๆ แล้วก็ชัวร์

WURKON:

ดูเหมือนพี่หาวจะชอบกล้องเล็กมากกว่ากล้องใหญ่นะครับ

พี่หาว:

แน่นอนๆ (หัวเราะ) กล้องใหญ่ก็กองอยู่บนชั้นวางโน่น ตรึมเลย (หัวเราะ) ส่วนกล้องเล็กๆ เราก็เอาไว้ใช้ ชอบมากเลย จริงๆ ชอบใช้สมาร์ตโฟนมากที่สุด เพียงแต่ว่ามันยังใช้ได้ไม่ดีเท่ากล้อง

WURKON:

พี่หาวคิดว่าในระยะเวลาใกล้ๆ นี้ กล้องในสมาร์ตโฟนมันจะไปได้ถึงระดับที่กล้องดิจิตอลดีๆ ทำได้ไหมครับ

พี่หาว:

สุดท้ายมันจะติดเรื่องกายภาพมัน กายภาพของเซ็นเซอร์ คือมันทำได้จริงน่ะนะ เรื่องความคมชัด ในอนาคต แน่นอนมันก็ต้องพัฒนาไปได้เรื่อยๆ แต่เรื่องของขนาดของมัน มันไม่สามารถทำให้มีมิติเหมือนกล้องได้ แต่ก็ทำได้ด้วยซอฟต์แวร์ อย่างที่ iPhone มันทำ แต่สุดท้ายคนต้องการความสะดวกน่ะ เขาก็จะหยวนๆ กับบางอย่างได้

WURKON:

อย่างหนังเรื่อง Tangerine (2015) ก็ใช้ iPhone 5s ถ่ายทำทั้งเรื่องเลย

พี่หาว:

เออ เรื่องนี้พี่หาวก็ดู แต่อันนั้นมันก็ต้องบล็อกช็อต บล็อกแสงมากเลยนะ ว่าไม่ให้แสงหลุดตรงนั้นตรงนี้ อันนั้นคือเขาเป็นมืออาชีพ แบบ ขี่ตั๊กแตนจับช้าง น่ะ โหดมาก คนทั่วๆ ไปอาจจะทำไม่ได้ แต่ว่าสักพักนึงน่ะ ทุกคนก็จะกลับมาที่ว่า สุดท้ายเราก็โหลดภาพลงโซเชียลมีเดียน่ะ ไม่มีอะไรมาก ถ่ายคลิปสนุกๆ รูปเริบ แค่เนี้ย พวกนี้มันจะแมส ไอ้กล้องใหญ่ๆ ก็สู้กันไป แต่ว่าเหนื่อย ตอนนี้ตลาดกล้องมันก็เปลี่ยนเหมือนกัน มันกลับมาที่กล้องเล็ก พวก mirrorless ขนาดเล็กๆ น่ะ จะขายดีมาก

WURKON:

พี่หาวอยากฝากข้อคิดอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากทำงานด้านนี้บ้างไหมครับ

พี่หาว:

ไม่ค่อยถนัดฝากด้วยสิ (หัวเราะ) ก็ให้ทำไปเรื่อยๆ เหมือนนักมวยชกเก็บคะแนนน่ะ คือทำงานพวกนี้ มันจะต้องอะเลิร์ตอยู่ตลอดเวลา ต้องดูเยอะ ต้องอ่านเยอะ แล้วก็จับเทรนด์ให้ได้ บางทีมันดูหวือหวา แต่เอามาทำงานจริงไม่ได้ คือตรงนี้อยู่ที่ประสบการณ์ พอทำไปเรื่อยๆ มันจะมองเห็น เหมือนแมวมองนักฟุตบอลน่ะ ว่าไอ้ตัวนี้ซื้อแล้วจะเวิร์ค ตัวนี้ซื้อแล้วไม่เวิร์ค อย่างที่บอก ว่ามันเหมือนคุณชกมวย คุณต้องชกแบบที่ไม่ใช้โป้งเดียวจอด คุณจะต้องแย๊บไปเรื่อยๆ แล้วคุณจะมองเห็นน่ะว่า ต่อยหมัดนี้แล้วมันมีอาการเว้ย ต้องคิดแบบนี้ ทำพวกนี้มันเหมือนกับวิ่งมาราธอน ไม่เหมือนวิ่งร้อยเมตร คุณไม่ต้องไปสนใจคู่แข่ง พี่หาวก็เคยสนใจคู่แข่งแล้วเหนื่อย เหมือนกับว่าเรากำลังวิ่ง 42 กิโลเมตร แต่อยู่ดีๆ มันมีใครก็ไม่รู้อยู่ข้างๆ เราพยายามเร่งสปีดแข่งกับเรา ซึ่งเราอยู่กิโลเมตรที่สิบน่ะ เรารู้อยู่แล้วว่ามึงเร่งไปมึงตายแน่ แต่เราไปบ้าไปกับมัน เราก็จะเหนื่อย เราก็จะไปไม่ถึงเส้นชัย เนี่ย มันเป็นปัญหาตรงนี้ แล้วพออยู่บนเทคโนโลยีมันจะมีเรื่องมากวนใจตลอดเวลา อย่างเช่น เทคโนโลยีอันนี้ก็มา อันนี้ก็มา ไม่หยุดหย่อน เราต้องรักษาความสนใจหลักเอาไว้สักสองสามอย่างแล้วนิ่งกับมัน ทำไปเรื่อยๆๆๆ

WURKON:

ในขณะที่ต้องอะเลิร์ตอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ต้องนิ่งด้วย?

พี่หาว:

นิ่งด้วย ต้องนิ่ง มีจิตใจที่แข็งแกร่ง แต่ต้องอัพเดตตัวเองทุกวัน เฉื่อยไม่ได้ พี่นั่งดูยูทูปทุกวันเลยนะ เวลาเราดูอะไรบ่อยๆ มันก็จะส่งมาให้ เราก็นั่งดูเลย วันนึงอย่างน้อยก็สิบยี่สิบอัน แต่ก่อนดูหนักกว่านี้อีก เราก็ดูว่า อ๋อ มันมีคนพูดอย่างงี้ๆ ดูหลายแง่มุม สินค้าตัวนี้ไม่ใช่ฟังคนเดียว ฟังมันทุกอันเลย ที่มีคนพูดถึง พอสักพักนึงเราจะจับจุดได้ แล้วมันก็จะเข้ามาอยู่ในตัวเรา เราก็กลั่นกรองออกมา แล้วก็ถ่ายทอดออกไป ต้องอึด ทำพวกนี้ต้องอึด แล้วเรื่องเงินเรื่องทองเนี่ย พอถึงเวลาเดี๋ยวมาเอง ต้องคิดอย่างงี้นะ มันไม่เหมือนกับซื้อมาขายไป

WURKON:

มันไม่ไวขนาดนั้น

พี่หาว:

ใช่ ไม่ไวขนาดนั้น ยิ่งถ้าเรานิ่งมากเท่าไหร่ ฐานเราจะมั่นคง สุดท้ายจะได้คืนกลับมาเยอะ

WURKON:

แต่เราต้องอดทนก่อน

พี่หาว:

ใช้ ต้องอดทนมากเลย

WURKON:

แต่เอาจริงๆ สิ่งที่พี่หาวทำมาหลายอย่างนี่มันก็สั่งสมเป็นพื้นฐานนะ ไม่ใช่ว่าเลิกทำแล้วมันจะหายไป ไม่ได้เอามาใช้อีก

พี่หาว:

ใช่ มันก็ติดตัวมาตลอด ถ่ายคน ถ่ายบ้าน

WURKON:

หรือแม้แต่การเขียนโปรแกรม

พี่หาว:

โห การเขียนโปรแกรมนี่โคตรมีผลเลย พี่เขียนโปรแกรมเนี่ย มันจะมีเป็นอัลกอริทึมน่ะครับ พี่ได้จากตรงนั้นมาโดยไม่รู้ตัว อย่างพี่จะไปท่องเที่ยวเนี่ย พี่จะคิดเลย มีแผนหนึ่งแผนสอง เคสนี้เคสนั้น มานั่งคิดดู นี่มันเป็นโปรแกรมมิ่งนี่หว่า (หัวเราะ) แล้วพี่จะเพลย์เซฟตลอด ชีวิตพี่จะเพลย์เซฟมาก ไปถึงสนามบินจะต้องไปเผื่อเวลา

WURKON:

ฟังตอนแรกเหมือนคนที่ทำอะไรดุ่มๆ โดยไม่วางแผน แต่จริงๆ แล้ววางแผนเยอะมาก

พี่หาว:

แต่พี่ไม่ได้วางแผนว่าไปถึงต้องจ่ายอันนั้นเท่านี้นะ แต่เราจะรู้สเต็ปคร่าวๆ ว่า ถ้าเราพลาดรถไฟขบวนนี้ ก็จะมีอันนี้สำรอง แต่บางคนเขาจะฟิกซ์มาก โรงแรมต้องที่นี่เท่านั้น แต่อย่างของพี่จะเป็นแบบว่า ถ้าไปโรงแรมนี้เพื่อถ่ายรูปในบริเวณนี้ แล้วตื่นสาย เราจะเจออะไร

WURKON:

มีแผนสำรองเอาไว้เผื่อผิดพลาดด้วย

พี่หาว:

ใช่ เหมือนการโปรแกรมมิ่ง

WURKON:

ฟังดูไม่กดดันตัวเองดีนะครับ

พี่หาว:

พี่หาวไม่ชอบให้ใครมากดดัน ทำงานแบบเดดไลน์อะไรอย่างงี้ พี่ไม่เอาเลย เดี๋ยวต้องอย่างงี้ วันนั้นวันนี้ พี่ไม่ได้เลย

WURKON:

ดูมีความสุขดีนะครับ

พี่หาว:

มีความสุขพอสมควร ช่วงหลังๆ ที่ได้ตังเนี่ย มีความสุข (หัวเราะ) ช่วงแรกก็เครียดเหมือนกัน (หัวเราะ) ตอนนี้เรามองเห็น Live มันมา แล้วมันคงจะอยู่อีกนาน เพราะมันเข้าไปถึงชีวิตผู้คน พี่ก็เลยมองไลน์อื่นด้วย เช่น ตอนแรกเราสนใจกล้อง เราพูดแต่เรื่องกล้อง ตอนหลังเราพูดถึงเรื่องเครื่องเสียง เรื่องรถยนต์ อะไรที่เราชอบมันเอามาพูดได้หมด เราพูดในแบบของเรา เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่ได้มีแต่คนที่อยากจะฟังแต่กูรูมาพูด เราเป็นคนใช้งานจริงๆ คือมันมีคนแบบเราเยอะน่ะ แต่มันไม่มีคนมาพูดแบบเรา นักทดสอบรถพอขับรถ ไม่ว่าจะเป็นรถอะไร มันเหยียบอย่างเดียว แต่ของเราไม่ใช่น่ะ เราขับไปเรื่อยๆ แล้วเราบอกว่าเราไปอิเกียแล้วมันขนอะไรกลับมาได้บ้าง? ซึ่งคนอยากรู้ตรงเนี้ย แต่มันไม่มีใครทำไง! (หัวเราะ) อยากรู้ว่าใช้รถรุ่นนี้ไปนานเท่าไหร่ถึงจะต้องเปลี่ยนแบต แล้วเปลี่ยนยี่ห้อไหนแล้วคุ้ม เขาต้องการรู้แค่เนี้ย! แต่ไม่มีคนทำ เพราะว่ามันสามัญเกินไป จนทำให้มันดูเป็นเรื่องไม่น่าสนใจในสมัยก่อน แต่ในสมัยนี้มันกลายเป็นเรื่องที่คนอยากรู้และไม่มีใครเคยพูด เราก็มาพูดสิ แค่นี้เอง

WURKON:

อาจจะเพราะสมัยก่อนมันต้องใช้งบประมาณในการถ่ายทำสูงมาก แล้วพอไปถ่ายอะไรที่ธรรมดาเขาอาจจะเสียดายตัง

พี่หาว:

รู้สึกเสียเซลฟ์ด้วย คนทำก็รู้สึกไม่โปร เอเจนซีก็รู้สึกไม่คุ้มค่าเงิน ลูกค้าก็บอกว่าฉันจ่ายตั้งเยอะ ฉันได้แค่นี้เองเหรอ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ตอนนี้ทุกคนต้องการความเรียบง่ายมากๆๆ ก็อยากทำ อยากไปดูหนังสักเรื่องมาแล้วมาเล่าแบบไม่ใช่นักวิจารณ์ สนุกนะ เรื่องนี้ ไปดูกับลูก อย่างไปดู Fantastic Beasts (and Where to Find Them) เราออกมา เราก็อยากรู้ว่าลูกเราชอบสัตว์ตัวไหน ซึ่งนักวิจารณ์ไม่เคยพูดถึง (หัวเราะ) เราถามลูกแล้วเราก็มาเล่าให้ฟัง คนตอนนี้ชอบความธรรมดา ชอบความ Real กลับมาชอบอะไรที่เรียบง่ายมากๆ เลย ก็อยากชวนน้องๆ ทำนะ ทำอะไรก็ได้ Live เนี่ย ทำเลย มันถึงกันมาก บางทีเราตอบคอมเมนต์ในสเตตัสเราก็ต้องนั่งรอ แต่นี่มันตอบได้เลย แล้วมันก็ทำให้เรารู้ว่าผู้ชมอยากได้อะไร

WURKON:

ต่อไป Live มันสามารถมีต่อสายผู้ชมเข้ามาคุยได้ไหมครับ

พี่หาว:

ได้เลย เดี๋ยวนี้พี่หาวสามารถ skype ให้คนเข้ามายืนคู่กันใน Live ได้เลย คุณอยู่จอนึง พี่อยู่จอนึงได้เลย จริงๆ ตอนนี้มันเปิดให้สำหรับบางคนที่มีแอพและเป็นเซเลปเนี่ย ให้ดึงคนเข้ามาได้ เช่นกำลังคุยๆ อยู่ แล้วมีคนเข้ามาทัก มันจะปุ่มมีเขียนว่า Invite พอกดปุ๊บ มันขึ้นจอเล็กให้ อย่างมีวันนึง พี่นั่งเล่นกีต้าร์โง่ๆ เนี่ย หมายถึงตัวพี่เล่นกีต้าร์ไม่เก่ง พี่ก็เล่นแล้วก็เอาไมค์จ่อ แล้วนั่งคุย อีกวันนึงมีคนโทรมา บอกว่า ผมเป็นร้านขายกีต้าร์ อยากจะ Live พี่ไปเลย ไปนั่งคุยกับเขา ไปสอนทุกอย่างเลย ว่า Live อย่างงี้ๆๆๆ เขาก็ Live เป็นเลย เขาก็ให้กีต้าร์มาตัวนึง บอกพี่เอาไปช่วยโฆษณาให้หน่อย เขาบอกว่า ต่อไปเวลาเล่นพี่ก็จะได้ไม่ต้องเอาไมค์จ่อ พี่ก็เสียบสายแจ็คได้เลย พอเราเอาไปเล่นปุ๊บ คนก็อยากรู้ว่ากีต้าร์ยี่ห้ออะไร มันก็เหมือนกับได้โฆษณา

WURKON:

แบบตรงไปตรงมาเลย

พี่หาว:

ใช่ แล้วเราก็บอกตรงๆ ว่าเขาให้เรามา ไม่ได้แอ๊ปว่าไปซื้อมาเอง เขาให้มา เพราะฉะนั้นนี่จะเราโฆษณานะ เราก็บอกเลย ดูไมโครโฟนดิ ส่งมาเป็นลังๆ เลย (หัวเราะ)

WURKON:

พอมันเข้าถึงกันได้ง่ายแล้วมันก็เลยมีความเป็นกันเองกับยูสเซอร์มากขึ้น

พี่หาว:

ใช่ แล้วเวลาเขาไปซื้อ พนักงานขายก็ไม่ต้องเหนื่อย เพราะเราพูดไปแล้ว ยูสเซอร์เขารู้แล้วว่าเขาต้องการอะไร อย่างไมโครโฟนนี่อยู่ดีๆ ไปซื้อไม่ได้นะ มันเป็นของเฉพาะทางมาก เราคิดว่า อู๊ย ถ่ายหนัง ไปซื้อไมโครโฟนยี่ห้อหรู ตัวละหกหมื่นมาใช้ในห้องเรา กลายเป็นถ้ำเลย เสียงก้องหมด เพราะมันใช้ในห้องไม่ได้ไง ต้องไปใช้เอาท์ดอร์ คนไม่รู้ไง คนคิดว่าแพงก็ต้องดีไง มันเฉพาะทางมาก ไมค์ติดเสื้อ ไมค์ติดกล้อง ไม่เหมือนกันเลย แล้วมันไม่มีใครบอกเรา ตอนนี้เราใช้เราก็มาบอกเล่าสู่กันฟัง ก็ดีเหมือนกัน (ยิ้ม)


ภาพถ่ายบุคคลโดย วรกร ฤทัยวาณิชกุล

ขอบคุณภาพจากพี่หาว

#WURKON #พี่หาว #ต่อวงศ์ซาลวาลา #2how #Live #wirecast #technology #newmedia #revolution #โปรกแกรมมิ่ง #แรงบันดาลใจจากโซเชียลมีเดีย #แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยี

สัมผัสนวัตกรรมอันล้ำสมัยและแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30