Blog

สนทนากับนักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสารและบำบัดจิตใจ ดุจดาว วัฒนปกรณ์

สนทนากับนักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสารและบำบัดจิตใจ ดุจดาว วัฒนปกรณ์

16 มีนาคม 2562

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในงานกิจกรรมเปิดบ้าน THE OPEN HOUSE ของเรา ได้มีการเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญงานสร้างสรรค์หลากสาขามาเป็นวิทยากรรับเชิญ เพื่อนำเสนอเรื่องราวความรู้ และความคิดสร้างสรรค์อันเปี่ยมแรงบันดาลใจให้เราในการบรรยายพิเศษ COOL WORKING Showcase

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือศิลปินผู้ทำงานในหลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็น บทบาทศิลปินศิลปะการแสดง และผู้กำกับการแสดงของกลุ่มละครร่วมสมัยบีฟลอร์ (B-floor Theatre) นักแสดงและผู้กำกับศิลปะการแสดงเชิงประสบการณ์ (Experiential Performance Art) กับผลงานการแสดง Blissfully Blind ที่หอศิลป์ Bangkok CityCity Gallery ในปี 2017 ที่ผ่านมา

เธอยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว (Dance Movement Psychotherapist) คนแรกของประเทศไทยที่จบการศึกษาทางด้านนี้มาโดยตรงจากสถาบัน Goldsmiths University of London ปัจจุบันเธอเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการจำกัดมหาชน (เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ)

นอกจากนั้น เธอยังเป็นศิลปินรับเชิญ ที่กำกับและร่วมแสดงศิลปะการเคลื่อนไหวในผลงานวิดีโอจัดวางที่เป็นส่วนหนึ่งของผลงานศิลปะชุด 246247596248914102516… And then there were none (2017) ของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง ที่แสดงในมหกรรมศิลปะ Documenta ครั้งที่ 14 ปี 2017 ที่เมืองคาสเซล ประเทศเยอรมนี

ล่าสุด เธอเป็นหนึ่งในศิลปินที่เข้าร่วมแสดงในเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 ที่กำลังจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้อีกด้วย

ในคราวนี้ เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนและพูดคุยเกี่ยวกับตัวตน ความคิด และแรงบันดาลใจในการทำงานของเธอถึงที่ทำงานกันเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาทำความรู้จักกับนักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการบำบัดจิตใจ อย่าง ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผ่านบทสัมภาษณ์นี้กันเถอะ

WURKON :

คุณดุจดาวสนใจในศาสตร์การแสดงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

ดุจดาว:

ถ้าเป็นการแสดงโดยทั่วไปก็ชอบตั้งแต่เด็ก ดาวก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่แบบชอบเต้น ชอบเต้นตอนงานปีใหม่ ตอนมัธยมก็ไปอยู่ชุมนุมการแสดง พอเข้ามหาวิทยาลัยก็อยู่ชุมนุมการแสดง คือชอบการแสดงเพราะว่าทำอย่างอื่นไม่เก่ง เรียนไม่เก่ง รู้สึกว่าตัวเองโง่มาก การไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนไม่มีอะไรที่เราจะเอนจอยได้ แต่ทุกครั้งที่ได้เต้น จะรู้สึกว่า โอ้โห ชีวิตมีค่า ได้รู้จักตัวเอง มันก็คงเป็นไปตามสัญชาติญาณง่ายๆ มั้งคะ ว่าเราทำอะไรแล้วเรารู้สึกว่าเราโอเค ก็เลยทำมาเรื่อยๆ

WURKON :

สภาพแวดล้อมในครอบครัวมีอะไรที่ทำให้คุณดุจดาวชอบการเต้นไหม

ดุจดาว:

ไม่แน่ใจเลยค่ะ เพราะว่าที่บ้านไม่มีใครเต้น รู้แต่ว่าพ่อเล่นกีต้าร์ เล่นเพื่อความสุข เป็นอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงที่บ้าน ที่บ้านเล่นดนตรีเป็นกิจกรรมโปรด ส่วนชอบเต้นนี่ชอบตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ว่าเพราะอะไร แม่ก็จะเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ เวลาไปเดินเซ็นทรัลลาดพร้าว จูงมืออยู่ พอเพลงขึ้นในห้าง เราก็จะหยุดแล้วเต้น (หัวเราะ) ก็คงเหมือนเด็กทั่วๆ ไปที่ฟังเพลงแล้วเอนจอย แต่ของดาวคงเยอะมากเป็นพิเศษมั้งคะ (หัวเราะ) เพลงมาก็จะเต้นเลย เป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆ

WURKON :

พ่อแม่ไม่ห้ามใช่ไหม

ดุจดาว:

เออ ใช่ๆๆ ไม่ห้าม (หัวเราะ) แล้วเขาชื่นชมไง ปลื้ม

WURKON :

พ่อแม่บางคนอาจจะอาย

ดุจดาว:

เออ บ้านดาวไม่อายเท่าไหร่ค่ะ เขายังพูดถึงทุกวันนี้เลยค่ะว่า เต้นมาตั้งแต่เด็กๆ เลย รู้ตัวหรือเปล่า (หัวเราะ) แล้วปีหม่งปีใหม่ เวลาอยู่โรงเรียน คนอื่นครูเขาก็จะเลือกไปเต้นหน้าห้อง เรานี่ขอครูเต้นค่ะ กล้ามะ! ครูคะ หนูขอเต้น (หัวเราะร่วน) เพราะรู้สึกว่าเราเต้นได้ดี แล้วอย่างที่บอกว่า ตอนเด็กๆ ทำอย่างอื่นมันไม่ค่อยเก่ง เฮ้อ (ถอนหายใจ) การนั่งในห้องเรียนหนึ่งวันนี่มันเป็นความทรมานมาก

WURKON :

เคยดูในหนัง STEP UP ที่เขาไปสัมภาษณ์นักเต้น เขาบอกเวลาเต้น เขารู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย หรืออย่างในหนัง Billy Eliot ตัวเอกบอกว่า เวลาเต้นแล้วเขารู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นอยู่ในตัว คุณรู้สึกอย่างนั้นไหม

ดุจดาว:

ไม่สามารถระบุได้ขนาดนั้น แต่รู้สึกว่า การที่ได้เต้นมันเป็นตัวเอง (ดีดนิ้ว) มันเป็นพื้นที่ที่บอกเราว่า นี่ ฉันอยู่ที่นี่นะ

WURKON :

พ่อแม่คุณดาวได้ส่งไปเรียนเต้นเป็นเรื่องเป็นราวไหม

ดุจดาว:

ไม่ได้ส่งค่ะ ต้องขอเอา ไม่ได้ก็ขอเอา (หัวเราะ) เพราะบางคนได้เรียนบัลเลต์ ทำไมเราไม่ได้เรียนนะ เพราะที่บ้านแม่ทำงานแบงค์ไงคะ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างต้องมีเหตุผลมากเลย แล้วสมัยนั้น ถ้าไม่รวยจริงก็จะไม่ได้ไปเรียนอะไรที่ไม่ได้จำเป็นหรอก ดาวขอเรียนได้ตอน ป.6 เพราะมีโรงเรียนของ สยามกลการ มาเปิดข้างๆ โรงเรียน บอกแม่ว่า ขอเหอะ

WURKON :

เรียนบัลเลต์เหรอครับ

ดุจดาว:

เรียนแจ๊สแดนซ์ค่ะ บัลเลต์มันดูไม่ใช่ดาว เพราะต้องควบคุม มันเป๊ะมาก มันต้องยืนท่าที่มันใช่ มันช้า ดาวขาดใจตายแน่นอน (หัวเราะ) ดาวชอบการแสดงออก แจ๊สแดนซ์ คือการทลายเส้นตรงของร่างกาย ฉีกซ้าย ฉีกขวา มันเป็นอิสระมากกว่า เราก็เลยขอแม่ไปเรียนแจ๊สแดนซ์หน่อยเถอะ มีเพื่อนไปเรียนด้วย คนนั้นคนนี้ แม่ก็เลยให้ไปเรียน รู้สึกดีใจมากที่ โห แม่ให้เรียนเต้นน่ะ!

WURKON :

พอไปเรียนแล้วเป็นไงบ้าง

ดุจดาว:

รู้สึกว่าตัวเองเก่งจังเลย โอ้โห ความรู้สึกนี่คือแบบ อุ๊ย ฉันทำได้ ทำได้เร็วกว่าคนอื่นด้วย มันเป็นจุดที่เราภาคภูมิใจได้บ้าง เพราะว่าอย่างที่บอก เด็กๆ ครูก็จะบอกว่า เออ เราได้คะแนนน้อยสุดในห้องเลยนะ ดุจดาวนี่ไม่เก่ง ทำการบ้านผิดตลอดเลย เราคิดว่า เฮ้ย ทำไมเราโง่จังวะ! แต่ว่าพอไปเรียนเต้น แล้วเรารู้สึกว่า อ๋อ ฉันเก่งอันนี้นี่เอง

WURKON :

น่าสนใจเหมือนกันนะ เพราะระบบการศึกษาบ้านเรา พอเด็กที่เรียนวิชาการไม่เก่ง ก็จะกลายเป็นเด็กโง่ไปเลย แต่เราไม่รู้ว่า จริงๆ เขาอาจจะแค่ไม่ชอบเรียน แล้วอาจจะมีความเก่งด้านอื่นแทนก็ได้

ดุจดาว:

ใช่ๆ พอเราค้นพบว่าตัวเองเต้นเก่ง เราก็แฮปปี้ที่จะเต้นต่อ ครูก็จะรู้ว่าเราชอบเต้น จังหวะว่าง ครูมาช้า มาสาย เขาก็จะบอกว่า เอ้า ดุจดาวออกมาเต้นหน้าห้องหน่อย ตลกมะ? แล้วดาวก็ดันออกไปเต้นน่ะ (หัวเราะ) คือดาวสามารถทำได้ขนาดนั้นน่ะ อะไรจะเบอร์นั้น (หัวเราะ) ดาวมาเต้นข้างหน้า เดี๋ยวเพื่อนร้องเพลงให้ ดาวก็เต้นได้

WURKON :

เต้นอะไรเหรอ

ดุจดาว:

เต้นอิสระ เต้นเลย ไม่รู้มาไงเหมือนกัน อาจเพราะเราก็เต้นปีใหม่ทุกปีน่ะค่ะ มันน่าจะมีทักษะตรงนั้นติดตัวมาด้วย ตอน ป. 4 นี่ก็เต้นลีลาศ เต้นชะชะช่าเป็นแล้วนะตอนนั้น คุณครูสอนในห้อง วิชาดนตรี แล้วก็มาผสมท่าคิดท่าเอง ป. 5 วิชาดนตรี ก็ต้องสอบเต้น ต้องคิดท่าเอง ก็เลยสบายมาก

WURKON :

โชคดีเหมือนกันนะครับ ที่คุณดาวรู้ตัวเอง ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าชอบอะไร เด็กบางคนเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่รู้เลย

ดุจดาว:

ใช่ๆ ขอบคุณมากที่มีวิชาดนตรี แล้วก็มีเต้นปีใหม่ ให้เรารู้สึกว่า อ๋อ เราทำแบบนี้เป็น ทำได้ดี ไม่งั้นชีวิตก็คงพินาศ (หัวเราะ)

WURKON :

หลังจากได้เรียนเต้นแล้วเป็นยังไงต่อครับ

ดุจดาว:

พอเข้ามหาวิทยาลัย เราก็ได้ไปอยู่ชุมนุมการแสดง แต่พออยู่ชุมนุมที่มหาวิทยาลัย มันเริ่มจริงจังแล้ว เขาเริ่มมีสอนทำละครเวที ฝึกทำโปรดักชั่น ฝึกทำตำแหน่งอื่นๆ ที่ได้เรียนรู้มากกว่าแค่การฝึกตัวเองให้เป็นนักแสดงที่ดี ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม จนออกมาเป็นโปรดักชั่น ก็เลยทำให้รู้สึกว่า มันน่าหลงใหลจัง แล้วเราก็เจอศักยภาพตัวเองไปเรื่อยๆ คือจากแค่แสดงแล้วรู้สึกดี ตอนเด็กๆ พอกลายเป็นวัยรุ่น ได้แสดงแล้วมีคนยอมรับ มีคนปรบมือให้ แล้วเราก็รู้สึกเต็มอิ่มขึ้นมา

WURKON :

การแสดงที่ว่านี่คือกิจกรรมนอกห้องเรียนใช่ไหมครับ

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ มันเป็นแบบชุมนุม ที่เลือกก็ได้ ไม่เลือกก็ได้ค่ะ

WURKON :

แล้วทำไมไม่เลือกเรียนการแสดงไปเลยล่ะครับ

ดุจดาว:

เลือกค่ะ ตอนนั้น การสอบเอ็นทรานซ์แบบเป็นระบบเก่าที่มันต้องเลือกที่เรียนเรียงตามคะแนนค่ะ เราเลือกการแสดงเป็นอันดับสาม แต่เราเอ็นท์ติดอันดับสอง คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แทน แต่ก็ยังดีที่มีชุมุนมการแสดง เราก็เข้าชุมนุมเอาก็ได้

WURKON :

จะว่าไปธรรมศาสตร์เองก็มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแสดงละครเวทีมาอย่างยาวนานและเข้มแข็งมาก

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ ชุมนุมการแสดงเนี่ยแหละค่ะ

WURKON :

พอเข้าไป สภาพแวดล้อมในนั้นส่งผลอะไรกับคุณบ้างไหม

ดุจดาว:

คิดว่าส่งผลมากนะคะ ตอนแรกไม่รู้อะไร เข้าไปเพราะว่ามันมีการแสดง เขาเปิดออดิชั่น เราก็ไป พอเข้าไป มันก็จะมีพวกอัลบั้มรูปเก่าๆ ว่าเขาทำอะไรมาบ้าง เริ่มรู้จักธรรมศาสตร์มากขึ้น เริ่มรู้จักบทบาทของชุมนุม ก็จะมีเรื่องเล่า โอ้โห เริ่มรู้สึกว่า ที่นี่เจ๋งอ่ะ พอมันมีประวัติศาสตร์ พอเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน มันทำให้เราตั้งใจขึ้น แล้วเราก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่มันเป็นการทำเพื่อชุมนุม เพื่อการมีอยู่ของมัน ในหลายๆ อย่าง เราอยู่ชุมนุมเพื่อทำงานเพื่อชุมนุม เพื่อสังคม เพื่อคนอื่น ไม่ใช่มาเพราะให้คนเห็นว่าเราเก่งพอหรือยัง มีคนมองฉันเท่าไรแล้ว เรามองภาพรวมมากขึ้น

WURKON :

มันเปลี่ยนจากการที่เรามีความสุขกับการเต้นไปเป็นอย่างอื่นด้วย

ดุจดาว:

ใช่ๆ ความสุขก็อาจจะยังมีอยู่ด้วย แต่ว่ามันก็จะมีอีกมิติหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆ การแสดงเราไม่ได้ทำเพื่อแค่ตัวเองจริงๆ ถ้าเราคิดดีๆ เลือกงานดีๆ มีประเด็นที่ดี อาจจะดีจริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มีประเด็นว่า เราสามารถใช้สิ่งนี้เป็นเหมือนการสื่อสารกับสังคม พูดคุยกับคนอื่นได้ มันมีควานเป็นประวัติศาสตร์ ในรุ่นต่อรุ่น ให้สืบสาน ให้สานต่อเจตนารมณ์ มันมีอะไรแบบนี้ มันมีอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเรา แต่มันก็ไม่ได้สังคมจ๋าเหมือนในสมัยโน้นนะคะ แต่มันก็จะมีอะไรที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับสังคมเยอะ

WURKON :

แล้วพอจบมาแล้วทำอะไรครับ

ดุจดาว:

ไม่เลย ดาวทำงานก็เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ ทำตั้งแต่ตอนเรียนปีสี่เลย พอเรียนใกล้จบ เราไปเจอกลุ่มละครบีฟลอร์ (B-floor Theatre) เขาเปิดออดิชั่น เพราะว่าปีนั้นเขาเป็นศิลปินในพำนัก (Artist in Residence) ของสมาคมฝรั่งเศส (Alliance Francais) เขาก็เขียนประกาศรับสมัครนักแสดงในพันทิปว่า รับสมัครผู้ที่สนใจการแสดง ชอบใช้การเคลื่อนไหวของร่างกาย และไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะจะต้องซ้อมเป็นเวลา 6 เดือน

WURKON :

พูดง่ายๆ คืออยู่ได้โดยไม่ต้องได้ค่าจ้างใช่ไหม

ดุจดาว:

ถูก! (หัวเราะ)

WURKON :

เป็นพิธีกรโทรทัศน์รายได้น่าจะมั่นคงกว่าไม่ใช่เหรอครับ ทำไมไปเลือกทางนั้น

ดุจดาว:

ก็ไม่ได้เลิกทำนี่ค่ะ เพราะงานออกกองถ่ายนี่มันทำงานแค่แป๊บเดียว เดือนหนึ่งทำ ไม่ถึงสัปดาห์ อันนี้ 2 วัน อันนี้ 3 วัน เราก็จัดสรรเวลาได้ ตอนนั้นเป็นฟรีแลนซ์ จ้างอะไรก็ทำหมด เป็นพิธีกร เป็นอะไร ที่เป็นเพราะไม่ได้อยากดัง แต่เราเรียนวิทยุ โทรทัศน์มา มันเป็นทักษะที่เราเรียนมาโดยตรง เราก็เลยไปทำค่ะ

WURKON :

แล้วพอเข้าไปสมัครที่บีฟลอร์ แล้วเป็นยังไงบ้าง

ดุจดาว:

เข้าไปก็ยัง งง ๆ เพราะเข้าใจว่า เวลาไปออดิชั่นสมัยนั้น คือการเข้าไปทดสอบบทเพื่อเข้าไปเล่นละครเวที แต่นี่พอเข้าไปแล้วก็ซ้อมเลย แล้วบีฟลอร์นี่เป็น Physica Theatre คือถนัดการใช้ร่างกาย วันแรกเขาก็ให้ม้วนหน้า ม้วนหลัง ตีลังกา ยกตัวกัน ทำ body contact กัน ทำเสร็จเราก็รอ ว่าเมื่อไหร่ จะมีคนมากบอกว่าผ่าน หรือ ไม่ผ่าน แต่เขาก็บอกเจอกันพรุ่งนี้ วันรุ่งขึ้นก็มาอีก ก็ซ้อมอีก คือซ้อมไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเพิ่งมารู้ทีหลังว่า เขารอดูว่าเมื่อไร ถ้าเธอไม่มาซ้อม หรือเธอไม่ไหวแล้ว ก็แปลว่า เธอไม่ผ่าน เพราะว่ามันซ้อมหนักมาก มันซ้อมวันหนึ่ง 5 - 6 ชั่วโมง ยกกัน, ปีนกัน, ตีลังกา ฯลฯ จนเหงื่อซ่กทุกวัน หนักมาก แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมาได้

WURKON :

ฟังดูเหมือนเป็นกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติเลยนะครับ

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ เป็นกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติเลย แพ้พ่ายก็ออกไป เราก็ไปกันสองคนเองค่ะ ก็ได้อยู่เล่นด้วยกันทั้งคู่ หลังจากนั้นก็เลยทำงานกับบีฟลอร์มาอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่นี่มาโดยตลอด

WURKON :

อะไรทำให้คุณไม่เลิกไปก่อน

ดุจดาว:

เพราะกระบวนการและคนที่อยู่ในบีฟลอร์ คือบีฟลอร์จะไม่ได้เหมือนละครเวทีบางคณะ ที่แบบมาถึง มีบท ไปท่องบทมา เล่น กำกับ จบ แต่นี้คือ เขาจะมีประเด็นเป็นตัวตั้ง แล้วทุกวันของการซ้อมจะมี เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ชั่วโมงแรก วอร์ม ให้รู้จักร่างกายตัวเอง ชั่วโมงที่สองถึงสองครึ่ง จะเป็นแลป ก็คือ นักแสดงมาปุ๊บ โยนโจทย์ ลองทำอันนี้ดูสิ ว่าทำแล้วจะเจออะไร เป็นเหมือนสมมุติฐาน หรืองานวิจัย ว่าในเชิงร่างกาย เราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง แล้วภาพมันออกมาเป็นยังไง หรืออยากได้ภาพแบบนี้ ทำอะไรได้บ้าง มันเลยเป็นเหมือนการทำแลปแล้วคิดร่วมกัน แล้วจุดที่เราได้รับอนุญาติให้คิดร่วมกัน มันทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้เเป็นแค่เด็กใหม่ เป็นเบบี๋ที่เพิ่งเข้ามา แต่เรามีส่วนร่วมในการสร้างมันขึ้นมา แล้วบางเนื้อหา ผู้กำกับเขาหยิบการทดลองของเรา มาตัดแปะ มาตัดต่อ มันทำให้เรารู้สึกว่า โหย มันประชาธิปไตยมากเลย เขาอนุญาติให้เราแบบส่งเสียง และค้นหามันจากร่างกายของเรา กับทีมนักแสดงคนอื่นๆ กระบวนการนี้น่าจะเป็นแบบวิธีการหลักของบีฟลอร์ ตั้งแต่วันนั้นจนทุกวันนี้ แล้วในเชิงของประเด็นด้วย คือตอนนั้นเราก็ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านสังคมอะไรมาก แต่พอเขาทำการแสดงเรื่องต่างๆ ที่อ้างอิงถึงประเด็นนั้นประเด็นนี้ เราก็ไปตามอ่าน ตามค้นคว้า ที่ผ่านมาเราคงอยู่โดยไม่แคร์สิ่งรอบตัวมานาน พออยู่ที่นี่ เรารู้สึกว่าเหมือนเราเป็นพลเมืองที่มีคุณค่า ทำให้เราตระหนักรู้ เรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม มีการเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ทางสังคมวิทยา, มนุษยวิยา, การเมือง, การปกครอง บางทีเราก็ทำงานที่วิพากษ์วิจารณ์ ครุ่นคิด หรือตั้งคำถามกับประเด็นเหล่านี้ แล้วก็มาถ่ายทอดออกมาเป็นงาน มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เราโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ตระหนักรู้ ก็ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดหรอกนะคะ แต่เรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในสังคม ไม่ได้โฟกัสแค่เรื่องการแสดงอย่างเดียว พอหลังจากนั้นมา เราก็เลยรู้สึกว่า มันเป็นหนึ่งในหน้าที่ของเรา ในการทำงานศิลปะแขนงนี้ที่ดึงประเด็นทางสังคมมาตั้งคำถามด้วย แล้วระหว่างนั้นเราก็เริ่มพัฒนาทักษะ ด้านการมอง การคิด หรือแม้กระทั่งทักษะด้านการแสดง การใช้ร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกในเวลาที่เราเคลื่อนไหวแล้วเรารู้สึกแฮปปี้ก็ยังอยู่ มันเลยได้หลายมิติจากการอยู่กับบีฟลอร์ มันเติมเต็มแล้วและต่อยอดไปไกลกว่าที่คาดไว้ เราก็เลยอยู่ที่นี่มาเรื่อยๆ

WURKON :

เอาจริงๆ การแสดงก็มักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการขับเคลื่อนทางสังคม คุณดุจดาวคิดว่าเป็นเพราะอะไรหรือครับ

ดุจดาว:

ละครเป็นเครื่องมือทางศิลปะ ที่ทำงานกับประสาทสัมผัสของมนุษย์หลายจุดมาก คือตาก็เห็น หูก็ได้ยิน สามารถรับรู้ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดได้ มันเป็นสื่อที่พูดคุยได้รับรู้ได้หลายระดับ มันคุยกับคนได้หลายจุด อาจเพราะมันเป็นละครที่แสดงสด มันคงแชร์พื้นที่่ทางความรู้สึกจากคนที่ทำการแสดงได้โดยตรง เลยดูทรงพลังมั้งคะ มันน่าจะมีความเชื่อมโยงบางอย่างจากมนุษย์คนหนึ่ง ที่ส่งสารกับมนุษย์คนอื่นที่รับสาร แล้วมันก็ไหลเวียนกลับไปกลับมา มันก็น่าจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ที่อาจจะต่างจากการนั่งดูหนัง ดูโทรทัศน์ หรือการทำงานผ่านสื่ออื่นๆ

WURKON :

เป็นการสื่อสารโดยตรงกับคนดู

ดุจดาว:

ค่อนข้างตรงมาก บางทีมันเป็นการสื่อสารสองทางด้วยซ้ำ คือมีการโต้ตอบระหว่างคนดูกับคนแสดง อาจจะไม่ได้โต้ตอบด้วยภาษาพูดออกมาทันที แต่เราอาจจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของคนดู รับมันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน แล้วก็ส่งกลับไป มันเหมือนกับว่าเราได้คุยกับคนดูตลอดเวลา

WURKON :

อย่างเช่นการหัวเราะ ปรบมือ หรือว่าการส่งเสียงโห่ร้อง

ดุจดาว:

ใช่ๆ คนที่ดู ก็รู้สึกว่าได้รับการรับฟัง ถูกมองเห็น ถูกรับรู้ไปด้วย คนที่ส่งสาร ก็รู้สึกว่า สิ่งที่พูดไปมันสร้างผลกระทบแบบไหนไปด้วย

WURKON :

แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน สมมติว่าเราทำหนังหรือละครโทรทัศน์ คนดูไม่ชอบ หรือด่า เราก็ไม่รู้ ไม่เห็น ไมได้ยินทันทีเหมือนละครเวที

ดุจดาว:

เออ ถ้าไม่อยากรับ ก็ไม่ต้องสนใจได้ แต่ละครเวทีนี่คือรับรู้เลย โห่เลย เราเล่นอยู่ ก็รับมือไป ก็จริงดีนะ (ยิ้ม)

WURKON :

เวลาเล่นละครเวทีต่อหน้าคนมากๆ นี่มีความรู้สึกตื่นเต้น หรือเขิน ต่อหน้าคนดูบ้างไหม หรือว่าเพราะชอบอยู่แล้วเลยสบายมาก

ดุจดาว:

โอ้ย มีสิคะ มีๆ (หัวเราะ) ทุกวันนี้เวลาเล่นละคร ก่อนที่จะออกไปหน้าเวที ก็จะตื่นเต้น เหมือนที่ทุกคนตื่นเต้น เพียงแต่ว่าการจัดการสภาวะของตัวเอง ก็เป็นทักษะหนึ่งที่จะต้องฝึกฝนจนเป็นอาชีพน่ะค่ะ คือถ้าเรามีอาชีพเป็นนักแสดง หรือจะลงไปในบทบาทของการเป็นนักแสดง การฝึกการจัดการอารมณ์ตัวเอง นี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ คืออาจจะเล่นดีในห้องซ้อม แต่แบบพอขึ้นเวทีวันจริง อ้าว ตกใจมาก เล่นไม่ได้ แล้ววิ่งกลับบ้าน ทั้งโปรดักชั่นที่เขาซ้อมกันมาสามเดือนก็พัง มันก็ไม่แฟร์ เพราะฉะนั้นมันต้องฝึกจริงจัง มันต้องมีแลป มันเลยกลายเป็นที่มาว่า การทำศิลปะการแสดงหรือละครเวทีมันต้องซ้อมนาน มันใช้หลายทักษะ หรือว่าวันนี้เล่นได้ อ้าว พรุ่งนี้มา เล่นไม่ได้ ไม่มีความคงที่ อันนี้มันก็เป็นอีกทักษะหนึ่ง ที่เราต้องหาความคงที่ มันอาจจะไม่เหมือนเดิมเป๊ะๆ แต่ก็ต้องมีความสม่ำเสมอ ไม่ใช่มาแบบเดาอะไรไม่ได้เลย ผู้กำกับก็อาจจะไม่โอเค หรือว่าผู้กำกับบางคนก็อาจจะโอเคก็ได้ ใครจะไปรู้ เดี๋ยวนี้ทุกอย่างอมันถูกสลายกรอบและกฎเกณฑ์ไปหมดแล้วน่ะค่ะ

WURKON :

อย่างการแสดงละครเวทีก็มักจะมีหลายรอบใช่ไหม บางครั้งมี 7-8 รอบ เราก็ต้องเล่นเหมือนๆ กันทุกครั้งเลยใช่ไหมครับ

ดุจดาว:

ใช่ๆ เราต้องเล่นให้ได้เหมือนเดิม แล้วให้มันสดใหม่ทุกรอบ มันจะไม่เหมือนเดิม100% หรอก แต่ว่าอย่างน้อยองค์ประกอบที่เรากำหนดเอาไว้แล้ว ที่ผู้กำกับกำหนดไว้ เราก็ต้องไปให้ถึงจุดนั้น

WURKON :

อย่างเวลาเล่นครั้งแรก กับครั้งสุดท้าย ความรู้สึกมันก็ต่างกันแล้ว

ดุจดาว:

ใช่ๆๆ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องฝึกตัวเองให้ไม่เบื่อ ต้องฝึกวิธีที่จะปรับโหมดตัวเองให้ไปอยู่ในจุดที่เรากำลังจะเริ่มเล่น รู้ว่าเราทำอะไร มีสติขนาดไหน เราจะผ่านมันไปได้ยังไง เราจะทำยังไงให้มันสดใหม่ทุกวัน

WURKON :

ในการทำงานกับบีฟลอร์ นอกจากการแสดง คุณดุจดาวยังทำหน้าที่กำกับการแสดงด้วยใช่ไหมครับ


Blissfully Blind (2017), Bangkok CityCity Gallery

Secret Keeper Theatre (2015), Bangkok Art and Culture Center

Secret Keeper Outdoor (2014), Wonderfruit Festival

Secret Keeper in an Abandoned Building (2012), The Other Room Project

(In) sensitivity (2011), B-floor Theatre

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ ตอนแรกเป็นนักแสดงอย่างเดียว หลังจากนั้น พออายุ 26 ดาวก็ไปเรียน Dance/Movement Therapy ที่อังกฤษ ไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด

WURKON :

เป็นนักแสดงอยู่ดีๆ ทำไมถึงไปเรียนเป็นนักจิตบำบัด?

ดุจดาว:

เออ อันนี้ตลกมากค่ะ จริงๆ ไม่ได้อยากเป็นนักบำบัดตั้งแต่แรก แต่ตอนซ้อมอยู่กับ บีฟลอร์ ตอนที่เคลื่อนไหว ดาวรู้สึกว่าภาวะข้างในมันเปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนแบบนักแสดงนะ แต่ว่าตัวเราเจออะไรบางอย่าง บางวันมาเป็นภาพ แฟลชแบ็ค เป็นความทรงจำที่ลืมไปแล้วชาติหนึ่งว่า โห เด็กๆ เคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น หรือ มีสภาวะบางอย่างเกิดขึ้นในตัว แล้วเราก็จะตั้งคำถามว่า มายังไง? เพราะเมื้อกี้แค่ซ้อมทำการแสดงเองน่ะ แต่ว่าระหว่างซ้อม เราจะทำการอิมโพรไวซ์กันค่อนข้างเยอะ ในระหว่างที่เราทำแลปกัน แล้วมันมีบางอย่างในตัวที่เปลี่ยนแปลง ดาวเป็นคนสนใจเรื่องจิตวิทยาอยู่แล้ว ตอนเรียนปริญญาตรี ดาวเรียนเอกวิทยุ-โทรทัศน์ ดาวเลือกจิตวิทยาเป็นวิชาโท แล้วก็อยู่ชมรมการละคร ดาวรู้สึกว่า สามอย่างนี้มันเป็นสามเหลี่ยมที่ทำให้ดาวเข้าใจคนจากข้างใน เข้าใจวิธีสื่อสารกับคนข้างนอก เป็นสื่อสารมวลชน แล้วก็รู้จักทักษะละคร พอมันเกิดสถานการณ์กับตัวเองแล้วเริ่มรู้สึกว่า การเคลื่อนไหวมันทำงานกับใจเราแน่นนอน แต่อธิบายไม่ได้ เพราะเราไม่มีหลักการ ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นยังไง ก็เลยอยากไปหาคำตอบ มันเหมือนกับเป็นนักแสดงคนหนึ่งที่อยากจะเข้าใจว่า กระบวนการที่มันเกิดขึ้นคืออะไร อยากอธิบายได้ ก็เลยไปหาว่า มันมีอะไรที่มันจะตอบคำถามนี้เราได้บ้าง ก็เลยได้เจอคอร์สนี้ เพราะอ่านรายละเอียดว่ามันสอนอะไรบ้าง มันมีวิชาหนึ่งที่บอกว่า การเคลื่อนไหวบางอย่างมันเชื่อมโยงกับจิตใจ แล้วทำงานกับจิตใจผ่านร่างกายยังไง มันมีศาสตร์อันนี้อยู่ ก็เลยไปเรียนเพื่อหาคำตอบ เหมือนไปทำวิจัยให้ตัวเองว่า สิ่งนี้คืออะไร ไปค้นคว้าวิจัย พอเรียนจบมาก็ได้เป็นนักจิตบำบัค เพราะมันเป็นคอร์สให้คนเป็นนักจิตบำบัดจากการเคลื่อนไหว

WURKON :

เรียนมาสายนี้โดยตรง

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ แต่ตอนเรียน มันเป็นความยากนิดนึง เพราะมันไม่ได้แตะศิลปะ ไม่ได้ยืนอยู่บนฐานของศิลปะเป็นส่วนใหญ่ แต่ศิลปะถูกใช้เป็นเครื่องมือทำงานบนทฤษฏี โพสต์โมเดิร์น ที่เขาปูไว้ เราเรียนที่ Goldsmiths ทุกอย่างต้องอยู่บนทฤษฏี โพสต์โมเดิร์น มีการทำจิตบำบัดตั้งอยู่ แล้วก็ดึงศิลปะเข้ามาใช้ เพราะฉะนั้น จะเป็นสองปีที่ไม่ได้ทำการแสดงเลย แล้วก็ไม่ได้คิดแบบนักแสดง ก็เปลี่ยนวิธีคิดว่า โอ้โห การเป็นนักจิตบำบัดนั้นทำงานกับจิตใจคนจริงๆ จะมาทำสะเปะสะปะไม่ได้ เขาสอนจริงจัง ต้องมีใบอนุญาติมีอะไร เราเปลี่ยนวิธีคิดจากการเอาศูนย์กลางที่ตัวเองอย่างเดียวตอนเป็นนักแสดง มาอยู่ที่คนไข้ คนจริงๆ เขาคือใคร? อยู่กับเขาแบบที่เอาตัวเองออกไปเลย ลดอีโก้ แล้วก็ใช้แค่ทักษะ เอาเขาเป็นศูนย์กลาง ทุกๆ การตัดสินใจ ต้องสืบเนื่องมาจากเขา มันเป็นการบำบัด เป็นการเยียวยารักษาจริงๆ โอ้โห! แล้วมันพาไปเจอคำตอบ ไม่ใช่ได้แค่คอนเซ็ปต์ไม่ได้แค่ทฤษฎี แต่เข้าใจในเชิงของทั้ง Mentality ว่ามันทำงานยังไง ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน แล้วการเต้นที่เคยเป็นเหมือนแค่การแสดงออก กลายเป็นการมองการเต้นแบบย้อนกลับว่า การเต้นบางอย่างที่มันออกมา เราสามารถบอกต้นตอได้ว่ามันออกมาจากอะไร เชื่อมโยงสู่อะไรภายใน เพื่อความเข้าใจตัวเอง แล้วก็ไปปรับกับแพทเทิร์นในเรื่องของจิตใจ โดยผ่านการเคลื่อนไหวยังไง มันพาเข้าไปเบอร์นั้น ก็มหัศจรรย์อยู่เหมือนกันนะ

WURKON :

จะว่าไปก็ฟังดูคล้ายกับการขุดค้นทางโบราณคดีเลยนะครับ

ดุจดาว:

เปรียบเทียบการทำงานก่อนหน้านี้ของเราว่าเป็นเหมือนอุโมงค์อะไรบางอย่างที่ส่งน้ำออกไปอย่างเดียว แล้วเราไปเจอกระบวนการที่เขาถลกไอ้ท่อนั้นเปิดให้ดูว่าอีกฝั่งหนึ่ง มันย้อนกลับเข้ามายังไง แล้วมองกลับย้อนกลับมาที่ฝั่งต้นน้ำบ้าง

WURKON :

พอไปเรียนแล้วรู้คำตอบไหมครับ ว่าสิ่งที่คุณหลงใหล เกิดขึ้นเพราะอะไร มีที่มาที่ไปยังไง

ดุจดาว:

คือมันคล้ายๆ อย่างที่บอกว่า พอตอนวัยเด็ก เรารู้สึกว่าเราไม่มี Self-esteem คือไม่มีความมั่นใจ ไม่มีความเคารพในตัวเอง รู็สึกว่าดีไม่พอ รู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่ได้ดี แล้วการเต้นมันทำให้เราเจอจุดนั้น อย่างน้อยเราเจอจุดที่เรามี Self-esteem อย่างน้อย Self-esteem เราถูกตั้งขึ้นมา พัฒนาการช่วงประถม เรากำลังจะเรียนรู้เรื่องอัตลักษณ์ของตัวเอง ตอนอายุประมาณ 11-12 พอมันได้เจอสิ่งนี้ เจอความเป็นตัวเอง มันก็สร้างความมีคุณค่ากับตัวเองแล้วก็โลกใบนี้ เรารู้ว่าเราก็เชื่อมโยงกับโลกใบนี้ยังไง เราไม่ได้ Lost in space เราเข้าใจเลยว่า เออ ทำไมถึงชอบมันมาก ทำไมการเต้นถึงมีค่ากับดาวมาก เพราะว่าเราเคยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รู้สึกไม่มีค่า พอมีอะไรให้เราจับเอาไว้อันหนึ่ง เรารู้สึกขอบคุณมากที่ทำให้เราไม่ปลิวอยู่ในเครื่องซักผ้า (หัวเราะ)

WURKON :

ถ้าใครมีลูกนี่ วิธีการเอามาใช้เลี้ยงลูกได้เลยนะครับเนี่ย เหมือนเวลาเราเลี้ยงลูก เราก็จะพยายามจะค้นหาว่าเขามี Self-esteem อะไร เขามีความไม่มั่นใจตรงไหน เขามีปมอะไร หรือว่ามีความภูมิใจอะไร การทำให้เขารู้สึกเป็นที่ชื่นชมนี่เป็นอะไรที่สำคัญมากๆ

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ สำคัญมาก ดาวคิดว่าข้อดีคือ ที่บ้านดาว คุณพ่อคุณแม่จะชมว่า ดาวเก่ง ดาวเต้นเก่ง ดาวเก่งด้านนี้ แล้วแค่เรื่องเดียวน่ะ ทำให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาการเรียนหนังสือ 12 ปีมาได้ คือมันก็แข็งแรงพอ เพราะว่าครูที่โรงเรียนก็ไม่ได้มาสายชมอยู่แล้ว ครูสมัยก่อนน่ะ ซัดแหลกเลย เราก็แย่แล้วแย่อีก

WURKON :

ถ้าเราจะเปรียบเทียบการสอนสองแบบ ยกตัวอย่างการสอนแบบในหนัง Whiplash (2014) กับ Dead Poets Society (1989) การสอนในหนัง Whiplash คุณจะเก่งได้ คุณต้องผ่านการเคี่ยวกรำ กดดัน ย่ำยี เพื่อให้ดิ้นรนไปถึงความเป็นสุดยอดในศักยภาพตัวเอง ในขณะเดียวกัน การสอนในหนัง Dead Poets Society ก็เป็นการชื่นชม สนับสนุน ให้กำลังใจ ให้แรงบันดาลใจ การสอนสองแบบนี้ คุณดาวคิดว่าเปรียบเทียบกันแล้วเป็นยังไง

ดุจดาว:

ดาวคิดว่าของบางอย่างก็เวิร์คกับบางคน แต่บางอย่างก็ไม่เวิร์คกับบางคน เราไม่สามารถใช้วิธีเดียวที่เราใช้แล้วมันเวิร์คกับคนนี้ แล้วเราก็จะเอาวิธีนี้ไปใช้กับคนอื่นได้ มนุษย์ทุกคนต่างกัน ก็ต้องดูเป็นคนๆ ไป ว่าคนแบบไหน พื้นเพแบบไหน ถึงจะเวิร์คกับการที่แนบความรุนแรงลงไปในการสอน การเฆี่ยน ตี ด่า แน่นอน เป็นวิธีที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอยู่แล้ว แต่ถ้าคนคนนั้นเขามีความแข็งแกร่งในอีโก้ มีความแข็งแกร่งในเชิง EQ เข้าใจเจตจำนง ยอมรับกับสิ่งนั้น โอเค ก็ดีไป แต่ถ้าประเมินแล้ว สมมติว่าเราเริ่มด่าคนข้างหน้า แล้วเขาเริ่มไม่โอเค เริ่มรู้สึกว่าถูกทำร้าย แล้วถ้าเราจะยืนยันว่า นี่คือวิธีที่ดีที่ใช้กับทุกคนได้ ดาวว่าอันนี้ก็คิดน้อยไปหน่อย เพราะฉะนั้น ดาวก็จะใช้อีกวิธีหนึ่ง ดาวจะมาสายที่ใช้วิธีชื่นชม พุ่งไปที่จุดแข็ง เพราะว่าดาวโตมาแบบนี้มั้งคะ ดาวรู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีวิธีเดียวที่จะทำให้คนประสบความสำเร็จ แล้วเราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องทำร้ายกันเพื่อให้คนหนึ่งแข็งแกร่งก็ได้ การสอนมีหลายวิธี

WURKON :

ไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำทำร้ายกัน

ดุจดาว:

ใช่ ไม่ต้องทำให้เขาเจ็บก็ได้ แต่ในบางสถานการณ์ก็เข้าใจได้นะ ถ้าเรามาสายแข่งขัน เพื่อให้ได้ชัยชนะ มันก็ต้องมีแรงเสียดทาน มีการทับถม เป็นเกมที่ถูกสร้างให้มีโครงสร้างแบบนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าจะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ความรุนแรงมันเกิดแน่นอน อย่างนักกีฬาที่จะไปแข่งขัน เขารู้อยู่แล้วว่าต้องเจออะไรแบบนี้ เพราะฉะนั้น การสอนแบบมีแรงเสียดทานอาจจะเป็นการฝึกจิตใจให้ทนทานกับอะไรแบบนี้ก็ได้ แต่ถ้าเรายังยืนยันว่าเราไม่ได้พยายามจะเลี้ยงลูกให้ไปเป็นนักแข่งอะไรในโลกใบนี้ เราปล่อยให้เขาเป็นเขา ใครจะแข่งก็แข่งไป พ่อแม่ภูมิใจในตัวลูกมากๆ ก็แล้วกัน ก็ไม่จำเป็นจะต้องสอนเขาด้วยวิธีแบบนั้นเลยก็ได้

WURKON :

หลักจากเรียนจบกลับมาแล้วใช้ความรู้ที่เรียนมายังไงบ้างครับ

ดุจดาว:

ดาวกลับมา ก็เป็นนักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว ที่คลีนิคจิตเวชสำหรับเด็กและวัยรุ่น ก็ทำงานกับเด็กและวัยรุ่น แล้วก็ผู้ใหญ่ด้วย ทำบ้านพักฉุกเฉินด้วย ก็คือทำงานกับคนที่ถูกกระทำ คนที่มี ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Violence) เด็กๆ ที่เกิดในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง แล้วที่บ้านเลี้ยงไม่ไหวแล้ว ก็เอามาไว้ในบ้านพักฉุกเฉิน ก็คือทำงานกับคนไข้จริงๆ อันนั้นได้ใช้ตรงตัวอยู่แล้ว เแต่สิ่งที่ได้ใช้เพิ่มอีกสองที่ก็คือ ดาวกลับมาเป็นอาจารย์พิเศษที่ ABAC สอนการเคลื่อนไหวเพื่อการแสดง เราก็เลือกวิธีการสอน ว่าวิธีไหนที่จะทำให้เขาสามารถกล้าใช้ศักยภาพมากที่สุด เราเป็น นักบำบัด เราก็จะหยิบยืมวิธีพูด หรือการออกแบบกระบวนการให้เขาได้เห็นว่า พื้นที่ในห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย นั้นทำยังไง เราก็เอามาใช้ในกระบวนการสอน ส่วนการกลับมาทำงานกับบีฟลอร์ มันก็ต่างกันเยอะมากเลย เราได้เจอจุดเปลี่ยน เพราะตอนที่เรียนเป็นนักจิตบำบัด มันมีกระบวนการเรียนหลายอย่างมาก มันมีวิชาที่ดาวเรียนชื่อว่า Experiential learning คือเป็นวิธีการสอนที่ไม่ได้มานั่งบอกทุกอย่าง แต่ทำให้คุณมีประสบการณ์กับสิ่งนั้น แล้วเดี๋ยวคุณจะเข้าใจมันผ่านประสบการณ์ เช่น คุณครูที่ปกติจะมาสอนเป็นคอนเซ็ปต์ เป็นวิชาการ เขาจะเข้ามา และสวมบทบาทของนักจิตบำบัด ซึ่งเขาก็เป็นอยู่แล้ว แล้วนักเรียนในห้อง 13 คนเนี่ย ก็เป็นเหมือนคนไข้ แต่เราก็ไม่ต้องแอคติ้งเป็นคนไข้ คือเรามาเพื่อบำบัด ไม่ได้แปลว่าต้องป่วยอะไร เขาก็จะชวนคุย คือเขาทำกระบวนการบำบัดเลย 2 ชั่วโมงนั้น เราก็จะนั่งที่นั่งคนไข้ แต่ก็จะเห็นว่าวิธีการที่ครูพูดเปิด session ทำยังไง เชื่อมโยงหัวข้อของคนนั้นกับคนนี้เขาทำยังไง พาคนเคลื่อนไหวยังไง พาคนหยุดยังไง แล้วสุดท้าย คุยปิดยังไง แล้วเขาก็เดินออกไป คือเราเรียนผ่านทั้งการเห็น และประสบการณ์ แล้วมันเข้าใจ ก็เลยตัดสินใจว่า ชอบแบบนี้ ในการที่เป็นผู้รับสารจากประสบการณ์ พอกลับมาทำงานกับบีฟลอร์ ก็เลยตัดสินใจว่าการแสดงไม่ใช่บทสรุปสมบูรณ์แบบของทุกอย่างที่เราทำงาน ที่คำตอบ เนื้อหา คอนเซ็ปต์ ตั้งอยู่แค่ในตัวงาน แต่งานของเราคือการสร้างประสบการณ์ให้เขา สารที่เราจะสื่อมันจะไปอยู่ในรูปของประสบการณ์ของผู้ชม เราออกแบบสิ่งแวดล้อมทุกอย่างเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับเขา แล้วถ้าเขามีประสบการณ์นั้นได้ นั่นคือความสำเร็จของการสื่อสารของเรา ด้วยความที่เรามาสายจิตวิทยา เราก็มองสังคมในแง่จิตวิทยา คนอื่นๆ อาจมองสังคม วิพากษ์การเมือง การปกครอง สิ่งต่างๆ ที่คนทำต่อกันในแง่ของโครงสร้างทางการเมือง บางคนมาสายมานุษยวิทยา ก็มองในแง่ของมานุษยวิทยา แต่ดาวไม่ได้มาสายนั้น ดาวเลือกมองในแง่จิตวิทยา แล้วพอมันเป็นเรื่องจิตวิทยา มันเลยเป็นนามธรรม เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงนะ แต่อธิบายลำบาก พูดง่ายๆ คือ การทำ Experiential Performance (การแสดงเชิงประสบการณ์) คนดูจะได้สัมผัสกับประสบการณ์นั้นโดยตรงเลย และนั่นแหละคือสารที่อยากให้คนได้รับ

WURKON :

การไปเรียนศาสตร์เหล่านี้มา มันทำให้การแสดงเราเหมือนมีกระดูก ไม่กลวง อะไรแบบนี้หรือเปล่าครับ

ดุจดาว:

มันก็ไม่ได้แปลว่าก่อนหน้านี้มันกลวงนะคะ แล้วมันก็ไม่ใช่มีกระดูก แต่ว่ามันมีวิธีการเป็นของตัวเอง มันค่อนข้างชัดเจนว่า สิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับเขา ไม่ใช่แค่สิ่งที่เขาสามารถมองเห็นได้ เราทำงานกับ ตา, หู, สัมผัสเขา ส่วนรสชาตินี่... ยังไม่ถึงขนาดนั้น (หัวเราะ) ทั้งก็จะเกิดมาเป็นประสบการณ์ รูปแบบงานก็อาจจะต่างจากการแสดงทั่วไป แต่ก่อนเราสามารถบอกได้ว่า อ๋อ ฉันเล่นละครเวที แต่พอการแสดงเรามันเป็น Experiential Performance บางคนก็จะไม่แน่ใจว่า นี่เป็นละครเวทีหรือเปล่า? ซึ่งเราก็ไม่ต้องแคร์ด้วยซ้ำ ว่ามันเป็นละครไหม เพราะเราตั้งใจว่าจะสื่อสารด้วยวิธีการแบบนี้มันก็ต่างออกไปในเชิงรูปแบบน่ะค่ะ

WURKON :

ยกตัวอย่างกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะในประวัติศาสตร์อย่าง เซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ก็หยิบเอาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ ซิกมุนด์ ฟรอยด์ มาใช้เป็นพื้นฐาน เป็นไบเบิ้ลในการทำงาน เพื่อค้นหาหนทางในการแสดงออกใหม่ๆ เพราะเขาคิดว่าศิลปะและสังคมยุคนั้นมันถึงทางตัน เขาเลยหยิบเอากระบวนทางจิตวิเคราะห์เกี่ยวกับจิตไร้สำนึก (Unconscious mind) ของฟรอยด์มาใช้ในการแสดงออกทางศิลปะ โดยไม่ยึดกับเหตุผลหรือหลักการใดๆ อันนี้มันคล้ายกับการนำศาสตร์ที่คุณดาวเรียนมาใช้ในการทำงานศิลปะไหมครับ

ดุจดาว:

คิดว่าไม่ซะทีเดียวค่ะ เพราะว่าสิ่งที่ดาวทำ ดาวยังโฟกัสกับประเด็นในสังคม ณ ปัจจุบัน เพราะดาวคิดว่ามันเป็นมุมมองที่มันแหว่ง คือเราพยายามจะเข้าใจการเมืองการปกครอง โดยที่ไม่ดูคนที่ออกแบบการเมืองการปกครอง ดาวว่ามันประหลาด หรือว่าเราพยายามจะวิพากษ์ระบบการศึกษา หรือการอยู่ร่วมกัน แต่เราดูแต่โครงสร้าง เราไม่ได้ดูว่าคนออกแบบโครงสร้างคิดอะไร ดาวว่าจุดที่เรามองปัจเจกมันหายไป ก็เลยโฟกัสตรงนี้ แล้วการที่เรามีมุมมองทางจิตวิทยา มันทำให้เราเห็นสิ่งนั้น สิ่งที่เราทำคือ เราไม่ได้ทำเพื่อปลดปล่อยตัวเอง แต่เราเอาสิ่งนี้ไปมองสังคม แล้วดึงออกมาตั้งคำถาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยืมมาน่าจะเป็นกระบวนการ และแว่นตาที่เรามองสังคม ณ ปัจจุบัน ดาวไม่ได้ทำเพื่อการปลดปล่อย แต่ทำเพื่อการพูดคุย คือชวนกันคุยให้เห็นว่า สิ่งนี้มัน มันเล็กละเอียด แต่มันอาจจะเป็นที่มาของสิ่งที่เรากำลังตั้งคำถามใหญ่ๆ กันอยู่ก็ได้ และก็ไม่ใช่แค่จิตวิเคราะห์ของฟรอยที่มีส่วนเข้ามาด้วย แต่หลังๆ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์มันก็มีการพัฒนา และมีคนมาวิพากษ์ฟรอยด์ ซ้อนทับมาเป็น 1 2 3 4 5 มันมีหลายอย่างมาก จนบางอันมันก็ขัดแย้งกันเองด้วย

WURKON :

ที่คุณดาวไปทำการแสดงในผลงานของคุณอริญชย์ รุ่งแจ้ง ที่แสดงในมหกรรมศิลปะ Documenta 14 นี่มีที่มายังไงครับ

ศิลปะการเคลื่อนไหวในผลงานวิดีโอจัดวางที่เป็นส่วนหนึ่งในผลงาน 246247596248914102516… And then there were none (2017) ในมหกรรมศิลปะ Documenta 14 ของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง

ดุจดาว:

พี่ใหม่ (อริญชย์) ติดต่อมาค่ะ โอเค เขาเห็นดาวใช้ร่างกายเคลื่อนไหว ทำงาน Contemporary Dance เขาก็บอกว่ามีงานส่วนนึง ที่อยากจะให้มันถูกถ่ายทอดออกมาเป็นการเคลื่อนไหว, การเต้น ก็ติดต่อคุยกัน หานักแสดงที่มาเต้นคู่กัน (พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข) แล้วพี่ใหม่ก็เอาหนังสือเล่มนึง เป็นหนังสืองานศพของ นางประศาสน์พิทยายุทธ (เนาว์ ชูถิ่น) ชื่อ “225 วันในคุกรัสเซีย” ที่เขียนโดย พลตรี พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน ชูถิ่น) สามี ผู้เป็นเจ้าของลายเซ็นสุดท้ายที่ลงชื่อในสมุดเยี่ยมของฮิตเลอร์ ให้มาอ่าน เขาก็บอกว่าเขาสนใจเรื่องราวในนี้ ให้ดาวอ่านก่อน ว่าดาวเห็นอะไร คือเขาอยากเล่าเรื่องเป็นภาพซ้อนทับอยู่บนพื้นที่ในประวัติศาสตร์ เขาก็อนุญาติให้ดาวถอดเรื่องราวเรื่องเล่าในหนังสือออกมาเป็นการเต้น แล้วก็ไปแสดงและถ่ายทำกันในสถานที่จริง มันก็จะมีส่วนที่เป็นหนัง และส่วนที่เป็นการเต้น ก็เลยออกมาเป็นหนังกึ่งการแสดง ที่ไปอยู่ภายในงานของพี่ใหม่ ซึ่งมีส่วนประกอบอื่นๆ ด้วย ตอนนั้นดาวรู้ว่าพี่ใหม่เขากำลังหล่อฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทองเหลืองอยู่ แต่ก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก เพราะเราเป็นแค่วัตถุดิบหนึ่งของพี่ใหม่ เราไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการออกแบบโครงสร้างงานโดยรวม เพราะนั่นเป็นงานของพี่ใหม่เขา แต่เราก็ได้รับอนุญาติให้มีอิสระในการออกแบบท่าทางการเต้นทั้งหมดที่อยู่ในงาน

WURKON :

คือทำหน้าที่กำกับในส่วนของการแสดงในหนังเรื่องนี้

ดุจดาว:

ใช่ กำกับและออกแบบท่าค่ะ

WURKON :

ท่าทางการเต้นเหล่านี้คุณดุจดาวออกแบบมาจากอะไร

ดุจดาว:

ก็ตีความมาจากหนังสือ ถอดมันออกมา ยกตัวอย่างคือ การแสดงนี้จะเริ่มต้นด้วยการที่ผู้หญิงคนนี้ยืนข้างหลังผู้ชาย ถ้าเห็นผู้ชายก่อนก็จะไม่เห็นผู้หญิง แต่ว่าคนที่เคลื่อนไหวจริงๆ คือผู้หญิง ที่เป็นคนกำหนดการเคลื่อนไหวให้ผู้ชาย นั่นเป็นสิ่งที่ดาวสัมผัสได้จากในหนังสือ ว่าผู้ชายคนนี้มีผู้หญิงอยู่เบื้องหลัง เป็นคนที่คอยช่วยเหลือ คอยจัดการทุกอย่างให้ แต่เราแทบจะไม่เห็นผู้หญิงคนนี้เลย แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสืองานศพของผู้หญิงคนนี้ แต่สิ่งที่เราอ่านเจอก็จะเป็นเรื่องของผู้ชาย แล้วก็จะพูดถึงความรัก ความผูกพัน ดาวก็ตีความออกมาเป็นท่าในมุมมองเราที่คิดว่าตรงตัว เช่น ฉันอยู่กับเธอ เราก็ทำท่าทางใกล้ชิดกัน หรือมีบางอย่างรวดร้าว เราก็จะทำท่าทางรวดร้าว ถอยห่าง แยกออกจากกัน คือเราค่อนข้างจะรักษารายละเอียดของเรื่องราวในหนังสือออกมาให้เป็นท่าทางที่ใกล้เคียงที่สุด

WURKON :

ได้ยินว่าสถานที่ที่ไปแสดง เป็นสถานที่ในประวัติศาสตร์ที่มันเข้มข้นมาก ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คือเป็น Hitler's bunker (Führerbunker) หรือฐานที่มั่นสุดท้ายของฮิตเลอร์ก่อนที่จะแพ้สงครามและเสียชีวิตในนั้น การได้ไปแสดงในที่จริงมีผลอะไรกับการแสดงของคุณไหม

ดุจดาว:

มีผลมากค่ะ เพราะอย่างที่บอกว่ามันเป็น Hitler's bunker มาก่อน ซึ่งตอนที่ไปถ่ายทำ เป็นลานจอดรถไปแล้ว แค่ดูภาพ ว่าสิ่งที่เคยอยู่ในเรื่องกลายเป็นลานจอดรถ แค่นี้ก็สะเทือนแล้วน่ะ คือทุกอย่างมันถูกกวาดลบไปด้วยวิถีธรรมดาสามัญ กลบทับจนถ้าไม่เห็นป้าย ก็จะไม่รู้ว่ามันผ่านเหตุการณ์อะไรมา พอเราไปแสดงที่นั่น ก็มีการพยายามเล็งกันว่าอะไรอยู่ตรงไหน ประตูอยู่ตรงไหน ทางเข้าอยู่ทิศทางไหน อะไรแบบนี้ มันก็ทำงานกับร่างกายค่อนข้างมากอยู่แล้ว ทั้งเรื่องฮิตเลอร์เอย เรื่องอะไรเอย เราเคยรู้จักความรุนแรงของมันมาแล้ว แต่เรารู้จักในระยะอ่านหนังสือ ดูหนัง ถึงจะมีอารมณ์ร่วมด้วยก็เถอะ แต่พอไปยืนอยู่ที่นั่น รู้ว่าสถานที่จริงอยู่ข้างล่าง ใกล้มาก ลึกๆ ก็จะสั่นๆ นี่เราไปยืนอยู่บนพื้นที่ที่วันนึงถูกระเบิดถล่ม ซึ่งโซนนั้นของเบอร์ลินมันก็มีมวลความรู้สึกแบบนี้อยู่แล้ว

WURKON :

มวลประวัติศาสตร์?

ดุจดาว:

ใช่ มวลประวัติศาสตร์ มันก็ปฏิเสธยาก เพราะใกล้ๆ ที่แสดง มันมีอนุสรณ์สถาน ที่คนมาดูชมกัน

WURKON :

เป็นฐานที่มั่นของอาชญากรสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ดุจดาว:

ใช่ มันสตรองมาก ตัวเลือกของพี่ใหม่มันสตรองมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สตรองกว่าคืออากาศ (หัวเราะ)

WURKON :

อากาศเป็นยังไง

ดุจดาว:

หนาว!

WURKON :

แต่ดูในหนังก็ไม่ได้สวมเสื้อผ้าหนาเลยนะ

ดุจดาว:

ใช่ แต่มันหนาวมาก หนาวเกิน แต่ความหนาวมันก็ช่วยให้เรารู้ว่าสถานการณ์ในหนังสือมันไม่ง่าย เราก็ปากม่วง มือสั่นอยู่ตรงนั้น ก็ให้มันโชว์ในร่างกายไปเลย หนาวก็สั่น นี่คือความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ต้องปิดบัง

WURKON :

พอคุณตีความหนังสือออกมาเป็นการเต้นแบบนี้ทางศิลปินมีผลตอบรับยังไงบ้าง

ดุจดาว:

อย่างพี่ใหม่เองเนี่ย ตอนแรกที่ดาวทำท่าทางให้ดู ก่อนที่จะเซ็ตกล้องถ่าย ว่าเราจะเคลื่อนไหวแบบนี้นะ ตอนแรกเขาก็ถามว่ามันยาวไปหรือสั้นไปไหม ตัดออกได้ไหม แต่ระหว่างที่ดาวทำท่าเต้นไป ดาวก็อธิบายไปด้วย ว่าท่านี้ การเคลื่อนไหวแบบนี้ หมายถึง “วันนั้นเราเจอกัน”, “แล้วเราก็พลัดพราก”, “แล้วเราก็กลับมา”, “เรามองหาเขา”, “เราไม่เจอ” พี่ใหม่ก็ตกใจว่า โอ แม่เจ้า! ทุกความเคลื่อนไหวของเรามาจากเรื่องราวจริงๆ

WURKON :

มาจากเรื่องราวในหนังสือ

ดุจดาว:

ใช่ การที่เราเหวี่ยงแขนขึ้นมา ไม่ใช่เป็นแค่การทำให้ท่าสวย ไม่ใช่เลย ไม่มีความเคลื่อนไหวไหนที่ทำขึ้นมาเพียงเพื่อแค่ว่า จังหวะนี้สวยดี ใส่ลงไปดีกว่า ไม่มีเลย เลือกแล้ว ทุกท่าที่เราออกแบบไว้ มีสารที่เราเลือกมาแล้ว ทุกการเคลื่อนไหวมีภาษาทั้งหมด พี่ใหม่เขาก็เลยบอกว่า โอเค งั้นก็ไม่ต้องตัด เอาเแบบที่เราคิดมาทั้งหมดเลย คือบางทีเวลาเราทำงานข้ามสายกัน แล้วมีการได้อธิบายเกี่ยวกับที่มาของการทำงาน มันก็เป็นการให้ความรู้ซึ่งกันและกัน นี่ไม่ได้หมายความว่าดาวให้ความรู้พี่ใหม่นะ ดาวก็ตกใจกับวิธีการทำงานของพี่ใหม่เหมือนกัน ว่า โอ้โห ทั้งการเสาะหาค้นคว้า การเอาสิ่งนี้ไปวางในพื้นที่ประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงสิ่งนั้นกับสิ่งนี้ ดาวก็เรียนรู้จากเขามากเหมือนกัน ดาวเป็นเหมือนวัตถุดิบหนึ่งที่เขาใช้ แต่บังเอิญวัตถุดิบหนึ่งนั้นเป็นคน แล้วมันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยลงมา แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ต้องยกความดีงาม ความมหัศจรรย์ของงานชุดนี้ให้กับพี่ใหม่ เพราะว่าพอเราไปดูตัวเองจริงๆ ในงาน งานมันก็พาเราไปไกลกว่าสิ่งที่เราทำมากๆ

WURKON :

ภาษาของการเคลื่อนไหวที่ว่านี่คุณดาวคิดขึ้นมาเอง หรือว่าเป็นภาษาสากลของการเต้นอยู่แล้ว

ดุจดาว:

คิดเอง ออกแบบเองค่ะ ดาวไม่แน่ใจ คำว่าภาษาสากลเหมือนกันนะ อย่างการที่เราจับมือกันแล้วรูดออกจากกันอย่างเนี่ย มันก็จะมีความรู้สึกบางอย่างที่เราสัมผัส อ๋อ หมายถึงการแยกจากกัน แต่มันก็แล้วแต่ว่าใครจะตีความออกมายังไง

WURKON :

มันมีภาษาสากลของการเต้นไหมครับ ว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้มันเป็นสัญลักษณ์ของอะไร หรือหมายถึงอะไร

ดุจดาว:

ถ้ามันเป็น Traditional Dance (การเต้นแบบประเพณี) อย่างรำ, โขน หรือบัลเล่ย์ มันอาจจะมี ว่าทำท่านี้ แปลว่าอย่างนี้เท่านั้น แต่พอมันเป็น Contemporary Dance (การเต้นแบบร่วมสมัย) มันเริ่มมีสิ่งที่เราให้ความหมายเอง และมีพื้นที่ว่างให้คนดูตีความหมายของภาษากายจากประสบการณ์ของตัวเองได้ด้วย

WURKON :

รู้มาว่าคุณดุจดาวเองก็เป็นหนึ่งในศิลปินที่เข้าร่วมในเทศกาลศิลปะ Bangkok Art Biennale ด้วย ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ ว่าเป็นงานแบบไหน

ดุจดาว:

ใช่ค่ะ สิ่งที่ดาวทำในเทศกาลศิลปะนี้ แน่นอนร่างกายของเราจะเป็นวัตถุดิบหนึ่งในงาน และสิ่งนี้จะถูกใช้เป็นวิธีหนึ่งในการสื่อสารของงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ออกมา ก็เรียกว่าเป็นการเคลื่อนไหวดีกว่า เพราะให้ดาวไปทำอย่างอื่น ก็ทำไม่ค่อยเป็น (หัวเราะ) ต้องมาทางนี้ คือใช้ร่างกายสื่อสารกับการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่อยู่กับพื้นที่ หลักๆ มันจะอยู่กับร่างกยเลยค่ะ

WURKON :

ตอนนี้มีกำหนดการหรือยังครับ ว่าแสดงที่ไหน เมื่อไหร่

ดุจดาว:

จะมีในช่วงของเดือนตุลาคม กับ พฤศจิกายน ส่วนสถานที่ต้องรออีกหน่อยถึงจะบอกได้ค่ะ

WURKON :

นี่ไม่ครั้งแรกใช่ไหมครับที่ คุณดุจดาวเอาการแสดง ข้ามสายมาผสมกับงานศิลปะร่วมสมัย

ดุจดาว:

ไม่ใช่ครั้งแรกค่ะ ก่อนหน้านี้ก็จะมีโปรเจ็กต์เล็กๆ แบบไม่เป็นทางการ หรือสเกลไม่ได้ใหญ่ขนาดงานพี่ใหม่ หรือ Bangkok Art Biennale อย่างเมื่อปีที่แล้ว ดาวก็มีงานแสดงชื่อ Bllissly Blind ที่หอศิลป์ Bangkok City City เป็นงานแบบ Experimental performance (การแสดงเชิงประสบการณ์) ที่ข้างในจะมี Light Installation (ศิลปะจัดวางแสง) แล้วก็มีการเคลื่อนไหว เหมือนเป็นการทำงานข้ามพื้นที่ข้ามสาย ซึ่งอะไรแบบนี้ จริงๆ บีฟลอร์ก็ทำมานานแล้ว ในการข้ามพื้นที่ไปเล่น หรือไปทำงานกับศิลปินศาสตร์อื่น เพราะว่าถ้าไม่ทำแบบนี้บ้าง ละครเวทีก็จะเล่นกันอยู่แต่ในกล่องสีดำมานานมากแล้ว เราก็ออกข้างนอกไปเจอคนอื่น เพื่อเรียนรู้, เพื่อทำงานร่วมกัน สนุกกัน, คุยกัน แล้วก็เจอภาษาใหม่ๆ เป็นภาษาที่ข้ามไปซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ก็สนุกดี

WURKON :

จะว่าไปห้องทำงานคุณดาวนี่ก็ดูเหมือนเป็นโรงละครเหมือนกันนะ

ดุจดาว:

ห้องนี้ใช่ไหมคะ (หัวเราะ) เราเลือกตกแต่งให้เรารู้สึกว่าเราอยู่ในที่ที่คุ้นเคยน่ะค่ะ (ยิ้ม)

WURKON:

สุดท้าย การแสดงให้อะไรกับคุณดุจดาวบ้าง

ดุจดาว:

โอ้โห การแสดงให้อะไรกับชีวิตดาวบ้าง? ที่ดาวเป็นตัวเป็นตนในวันนี้ ที่รู้สึกรักตัวเองแบบนี้ เพราะว่าทำการแสดง และก็เลือกศาสตร์การแสดงมาตั้งแต่แรก ถ้าจะใช้คำว่า การแสดง มันเหมือนเราหยิบเอาคำสุดท้ายมาแล้ว แต่ว่าจริงๆ กระบวนการก่อนที่จะมาถึงการแสดงได้หนึ่งชิ้นต่างหาก ที่ทำให้เราเข้าใจโลกใบนี้, เข้าใจตัวเอง, เข้าใจคนรอบข้าง, เข้าใจสังคม อาจจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราก็พยายามเข้าใจไปเรื่อยๆ หรือทักษะที่ใช้ทำมาหากินทุกวันนี้ ก็มาจากการฝึกซ้อมการแสดง การทำงานการแสดง มันก็ให้หลายอย่างน่ะ ให้มุมมองของความเป็นไปได้ในโลกใบนี้ และก็ไม่ได้ยึดว่ามุมมองตัวเองเป็นสรณะหรือว่าเป็นที่ตั้ง ทำให้รู้ว่าคนเราต่างกัน กฏเกณฑ์เดียวกัน เอามาใช้กับทุกคนไม่ได้ แต่การเคารพกฏเกณฑ์ร่วมกัน มันก็สำคัญ แล้วมันจะใช้ในบางวาระ อย่างไร มันทำให้รู้จักคน ความเป็นคน และทำให้เราอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ง่ายขึ้นน่ะค่ะ.

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ขอบคุณภาพจากคุณดุจดาว วัฒนปกรณ์

#WURKON #dujdaovadhanapakorn #art #performingart #performance #contemporarydance #bfloor #theatre #experientialperformance #blissfullyblind #dancemovementpsychotherapist #goldsmithsuniversity #london #andthentherewerenone #arinrungjang #documenta14 #bab2018 #bangkokartbiennale #bkkartbiennale #ศิลปะการแสดง #ศิลปะการเคลื่อนไหว #การสื่อสาร #การบำบัดจิต #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30