Blog

สนทนากับนักสร้างสรรค์หลากนิยามผู้ทำงานในหลายมิติ ปราบดา หยุ่น

สนทนากับนักสร้างสรรค์หลากนิยามผู้ทำงานในหลายมิติ ปราบดา หยุ่น

16 มีนาคม 2562

ถ้าเอ่ยถึงชื่อ ปราบดา หยุ่น ในมิติของนักเขียนคงไม่ต้องสาธยายกันให้มากความ พิสูจน์ได้จากงานรวมเรื่องสั้นรสชาติแปลก แหวกขนบเดิมๆ ของวงการวรรณกรรม อย่าง เมืองมุมฉาก, อุทกภัยในดวงตา, ส่วนที่เคลื่อนไหว และ ความน่าจะเป็น ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปี พ.ศ. 2545 หรือนิยายอย่าง ชิทแตก!, ฝนตกตลอดเวลา, นอนใต้ละอองหนาว และล่าสุดที่เพิ่งออกมาไม่นานมานี้อย่าง เบสเมนต์ มูน รวมถึงงานเขียนคอลัมน์ บทความ และความเรียงอีกมากมายนับไม่ถ้วน

แต่นอกจากงานเขียนแล้ว เขายังมีบทบาทในอีกหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าของสำนักพิมพ์อิสระอย่าง สำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น, นักดนตรีและนักแต่งเพลงวงอินดี้อย่าง บัวหิมะ นักเขียนบทภาพยนตร์ผู้มีผลงานอย่าง เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล Last Life in the Universe (2003) และ คำพิพากษาของมหาสมุทร Invisible Waves (2006)

และบทบาทใหม่ของเขาอย่าง ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกอย่าง โรงแรมต่างดาว Motel Mist (2016) หนังไซไฟสัญชาติไทยที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่และท้าทาย จนได้รับคัดเลือกเข้าประกวดที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเทอร์ดาม ในปี 2016 แต่กลับมีปัญหาบางประการที่ทำให้ไม่อาจเข้าฉายในบ้านเราตามกำหนดการที่วางไว้ในตอนแรก

ล่าสุด เขาก็มีผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวลำดับที่สองอย่าง มา ณ ที่นี้ Someone from Nowhere (2017) ที่โดดเด่นจนถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสายประกวด (Asian Future) ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 30 ในปี 2017 ถึงแม้หนังจะไม่ได้รางวัลอะไรติดมือกลับมา แต่ก็ได้รับการจับตาและเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์นานาชาติเป็นอย่างดี ด้วยความที่หนังเล่นกับสถานการณ์อันตึงเครียด กดดัน และสร้างความรู้สึกอึดอัด ไม่น่าไว้วางใจ ด้วยบทสนทนาและเรื่องราวที่ดำเนินด้วยตัวละครหลักเพียงสองคน และตั้งคำถามถึงอัตลักษณ์ ความทรงจำ การครอบครองและเป็นเจ้าของพื้นที่ รวมถึงแฝงเร้นความรู้สึกเหนือจริงได้อย่างลุ่มลึกคมคาย ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นหนังไทยไม่กี่เรื่องที่ใช้งานศิลปะเป็นองค์ประกอบสำคัญในหนัง

นับเป็นจังหวะอันดีที่เรามีโอกาสได้สนทนากับนักสร้างสรรค์หนุ่มหลากนิยามผู้ทำงานในมิติผู้นี้ ก่อนที่หนังของเขาจะเข้าฉายในบ้านเราอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เรามาร่วมกันทำความรู้จักกับตัวตน ทัศคติ ความคิด และเรื่องราวอันหลากหลายในการทำงานของเขาไปพร้อมๆ กันเถอะ

WURKON:

บทหนังเรื่อง Someone from Nowhere นี่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ใช่ไหมครับ

ปราบดา:

ใช่ครับ จริงๆ มันก็แต่งมาจากไอเดียที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นไอเดียที่ไม่เคยเขียนเสร็จ พูดง่ายๆ ก็คือแต่งขึ้นมาใหม่นั่นแหละ เราก็แต่งเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ว่าเรามีเงินแค่นี้ เราก็ทำได้ประมาณนี้

WURKON:

ได้ยินใครสักคนบอกว่า Someone from Nowhere หนังเรื่องใหม่ของคุณ มีความคล้ายกับ เบสเมนต์ มูน นิยายเรื่องใหม่ของคุณ สองเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันไหม

ปราบดา:

เพิ่งได้ยินจากบี๋ (คัทลียา เผ่าศรีเจริญ - โปรดิวเซอร์ของหนัง) มาเหมือนกันว่ามีคนบอก แต่จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

WURKON:

พูดถึงเนื้อหาของหนัง ดูเหมือนมันจะมีการวนซ้ำเป็นวังวน ตรงนี้มีแฝงนัยยะเกี่ยวกับเรื่องวัฏสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิดในบ่วงกรรมไหม

ปราบดา:

ประเด็นในหนังไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่ถ้ามองเป็นมุมกว้างๆ มันก็ตีความไปได้ เรื่องนี้เป็นคล้ายๆ กับวงจรของการครอบครองอะไรบางอย่างมากกว่า เนื้อหาหนังมันเกี่ยวกับเรื่องการครอบครอง จะบอกว่า ประเด็นคือ ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงๆ มันก็ใช่ เพียงแต่ ณ ชั่วขณะหนึ่ง มันก็เคยมีคนเป็นเจ้าของสิ่งต่างๆ ด้วยเหมือนกัน หมายถึง ต่อให้เราบอกว่า พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สมมุติว่าเป็นประเทศไทย ไม่ได้เป็นของคนไทยจริงๆ แต่ว่า ณ ขณะที่มีคนมีอำนาจยึดใช้อยู่ มันก็มีสถานะเป็นของของคนที่มีอำนาจที่ยึดใช้อยู่  หนังเรื่องนี้เหมือนจะพูดถึงพื้นที่ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งยึดครองอยู่ แล้วมีคนที่เป็นเจ้าของจริงๆ คือผู้ชายคนหนึ่งมาทวงคืน แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นวังวนกลับไปกลับมา ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้มันอยู่ ณ ตอนนั้น

WURKON:

พอพูดแบบนี้นี่มันมีนัยทางการเมืองขึ้นมาเลย

ปราบดา:

เวลาคนไปดู ทุกคนก็จะคิดว่ามันเป็นหนังการเมืองกันหมด คนที่ญี่ปุ่นดูแล้วก็มาถามว่า จะกลับประเทศได้ไหม? มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น (หัวเราะ)

WURKON:

เพราะมันพูดถึงการยึดครองพื้นที่?

ปราบดา:

ใช่ แล้วมันก็มีเพลงชาติด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วทุกคนพูดถึงเพลงชาติกันเยอะมาก ในลักษณะที่กลัวว่ามันจะมีปัญหา แต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้มีอะไรเลย คือทุกครั้งที่ผมใช้เพลงชาติ มันเป็นโจ๊กสำหรับผมมากกว่า คือมันตลกที่พอเพลงขึ้นมา อยู่ๆ ทุกอย่างก็หยุด พอเพลงจบ แล้วทุกอย่างก็เริ่มใหม่ มันเป็นแค่ตรงนั้นเอง แต่คนดูก็ตีความไปได้ต่างๆ นานา แต่ละคนดูหนัง มันก็มีนัยกันไปคนละแบบ

WURKON:

หนังอินดี้หลายๆ เรื่องที่ทำในพื้นที่จำกัด มีตัวละครก็จำกัด ก็เป็นเพราะเขามีเงินน้อย อย่างเช่นหนังของ เควนติน ทารันติโน หรือ ทาเคชิ มิอิเกะ

ปราบดา:

ใช่ มันก็ต้องทำอย่างงั้นไง แต่เควนตินเนี่ย สำหรับผม เขามีเซนส์ในการเขียนอะไรที่เหมือนบทละครเวทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เขาก็จะอินอยู่กับเซ็ตติ้งน้อยๆ น่ะ แต่ว่าเรื่องนี้ ถามว่ามันง่ายไหม มันก็ไม่ง่ายสำหรับผม เพราะถึงแม้ว่าเราจะคิดจากความน้อย แต่เวลามันน้อยมากไปด้วย หมายถึง เราต้องรีบคิด รีบตัดสินใจ เวลาทำงาน เวลาหานักแสดงก็น้อย หาโลเคชั่นก็น้อย โลเคชั่นแพงมาก ทั้งๆ ที่มันควรจะถูก โดยหลักการแล้ว ถ้าเราจะทำหนังถูก ต้องหาโลเคชั่นราคาถูก (หัวเราะ)

WURKON:

อ้าว แล้วทำไมถึงใช้ที่นี่ล่ะ

ปราบดา:

มันลงตัวที่สุด จากที่ทีมงานไปหาๆ มา ซึ่งถ้ามีเวลามากกว่านั้น ก็อาจจะหาได้ถูกกว่านี้ แต่หลายๆ อย่างมันถูกบีบโดยเวลาด้วย

WURKON:

แปลว่าหนังถ่ายในสถานที่จริง ไม่ใช่ฉากที่เซ็ตขึ้นมา

ปราบดา:

ใช่ ถ่ายเกือบจะที่เดียวเลย สระว่ายน้ำก็คือสระว่ายน้ำของคอนโดนั้น มันก็สะดวกตรงนั้นน่ะ เราไม่ต้องย้ายไปไหนเลย อ้อ มีย้ายสองครั้ง ซีนที่อยู่ในสำนักงานกับทุ่งร้าง

WURKON:

บทสนทนาในหนังก็น่าสนใจ มันคล้ายบทละครที่มีการโต้ตอบกันระหว่างคนสองคน

ปราบดา:

ใช่ ก็ตั้งใจทำให้มันเหมือนเป็นบทละคร มีอีกอย่างหนึ่งที่ยาก แต่ว่าเป็นความตั้งใจและก็ไม่รู้ว่ามันสำเร็จหรือเปล่าก็คือ โดยตัวเนื้อหามันมีความเป็นทริลเลอร์ แต่วิธีการนำเสนอเราไม่ต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น คือเราไม่ต้องการทำให้ภาพเข้มๆ เรารู้สึกว่าอยากให้มันมีความเป็นธรรมชาติ

WURKON:

จังหวะของหนังเองก็มีการทิ้งระยะห่างให้ชวนอึดอัด ไม่ว่าจะเป็นการทอดระยะห่างของบทสนทนา การทิ้งช่องว่างของอากัปกิริยาของคนที่กำลังคุยกัน มีความอ้ำอึ้ง กระอักกระอ่วน ซึ่งถ้าเป็นหนังทั่วๆ ไป จังหวะเวลา หรือบทสนทนามันจะสั้น กระชับมากกว่านี้

ปราบดา:

จุดประสงค์ของผมไม่เคยอยากทำให้คนดูอึดอัด มันอาจจะเป็นความผิดของเราเอง ผมรู้สึกว่า แบบนี้คือเป็นจังหวะตามธรรมชาติ หมายถึง คนเราจะไม่โต้ตอบกันเร็วมาก ยิ่งถ้าไม่ได้รู้จักกันมาก่อน มันก็จะมีความไม่ไว้วางใจ ต้องคิดนิดนึง ว่าจะพูดอะไร สำหรับผม มันคือการพยายามจะเลียนแบบช่วงเวลาจริง ซึ่งเวลาทำหนัง เขาจะไม่คิดอย่างนี้กัน เขาจะไม่ใช้เวลาตามจริง ซึ่งเขาอาจจะทำถูกแล้ว (หัวเราะ) เพราะเวลาเราไปดูหนัง เราก็คาดหวังถึงความบันเทิงไง

WURKON:

แต่ถ้าเราไปดูหนังอาร์ต หนังนอกกระแส อย่างหนังของอภิชาติพงศ์ (วีระเศรษฐกุล) หรือ ไฉ้หมิ่งเลี่ยง ก็ดูเหมือนว่าหนังจะใช้เวลาจริงเหมือนกัน ทั้งจังหวะเวลาในการพูด การรอคอย หรือการทำอะไรบางอย่าง เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน มันจะเป็นเวลาจริง ไม่มีการตัดฉึบฉับ ซึ่งคนดูบางคนที่ไม่คุ้นเคยอาจจะรู้สึกว่า ทำไมมันนานจังวะ กว่าจะทำอะไรแต่ละอย่างเสร็จ

ปราบดา:

แต่อันนี้เข้าใจนะ สำหรับผมอาจจะมี Dilemma (สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก) ในตัวเอง คือเวลาเราไปดูคนตัดต่อหนังในห้องตัดต่อ จริงๆ เขาตัดเร็วกว่านี้นะ  แต่เราเป็นคนบอกเองว่ามันเร็วไป เราอยากจะทิ้งเวลาเอาไว้หน่อย ซึ่งจริงๆ การที่เขาตัดเร็วมันอาจจะเหมาะกับการฉายสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับเรามันเร็วเกินไป เราอาจจะเป็นคนชอบ “ภาพ” ก็ได้ อย่างเวลาเราไปดูหนัง เราชอบดูภาพ หนังบางเรื่องห่วยมากเรายังชอบได้ เพราะว่าเราคิดว่าภาพมันสวย เราก็เลยอยากดูภาพนานกว่าที่คนอื่นเขาอาจจะอยากดู ซึ่งมันก็อาจจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือบางทีการอาบน้ำมันอาจจะไม่ควรนานขนาดนั้น คนดูแป๊บนึงก็รู้แล้วว่ามันอาบน้ำอยู่ (หัวเราะ) แต่สำหรับเรา เวลาคนอาบน้ำมันมักจะคิดอะไรอยู่ด้วยไง เราก็อยากจะสะท้อนการคิดนั้นออกมา

WURKON:

เหมือนเวลาอ่านหนังสือของคุณคุ่น มันก็มีลักษณะคล้ายกับหนังเหมือนกันนะ ทั้งฉาก เหตุการณ์ ตัวละคร ในนิยายหรือเรื่องสั้นหลายเรื่อง

ปราบดา:

ก็น่าจะได้อิทธิพลจากการดูหนัง เพราะว่าเวลาคิดซีน คิดฉาก เราก็คิดเป็นภาพ เพราะเราคิด ว่าถ้าเราไม่เห็นภาพ เราจะเขียนไม่ได้ เพราะเราไม่ชอบอะไรที่ล่องลอย แบบตัวละครพูดลอยๆ แล้วเราไม่รู้ว่าฉากคืออะไร มันไม่ได้เลย แต่จริงๆ ก็ไม่ได้คิดเยอะขนาดนั้น เราแทบจะเป็นคนที่ไม่เคยบรรยายเลยว่าตัวละครหน้าตายังไง เพราะว่าไม่อยากชี้เฉพาะเจาะจง จะไม่มีบรรยายลักษณะหน้าตาแบบ หน้าผากสูง ไม่ค่อยเขียนอะไรแบบนั้น (หัวเราะ)

WURKON:

ส่วนใหญ่จะเป็นรายละเอียดของพื้นที่ ของสถาปัตยกรรมที่เป็นฉากหลังในหนังมากกว่า

ปราบดา:

เออ ใช่ๆ

WURKON:

เวลาเขียนหนังสือกับเวลาทำหนังนี่มันให้ความรู้สึกแบบเดียวกันไหม

ปราบดา:

ก็เป็นความรู้สึกแบบเดียวกัน แต่ว่าเหมือนอย่างที่บอกว่ามันเป็น Delimma นิดหน่อย ความที่เรามีความชอบในรายละเอียดที่ไม่เหมือนคนอื่น จากประสบการณ์การทำหนัง เราก็จะบอกกับตัวเองว่า ในครั้งต่อๆ ไปเราอาจจะต้องลดบางอย่าง หรือเพิ่มบางอย่าง ที่มันตอบโจทย์กับการเล่าเรื่องด้วยภาพมากกว่า อย่างเช่น เราเป็นคนชอบสถาปัตยกรรม เราสามารถนั่งดูมันนิ่งๆ ได้เป็นชั่วโมง แต่คนอื่นเขาไม่สนใจขนาดนั้นไง เขาไม่ได้คิดว่าเขาต้องนั่งดูบันไดว่ามีกี่ขั้น (หัวเราะ) ก็เข้าใจได้ เวลามีคนดูบอกว่า หนังของเราช้า หรือว่าน่าเบื่อตรงนั้นตรงนี้ เราก็เข้าใจนะ แต่บางทีเราก็ตัดใจไม่ได้ อยากทำตามใจตัวเอง แล้วก็อยากเห็นด้วย

WURKON:

พูดถึงสถาปัตยกรรม มันจะมีโครงสร้างของตึกร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จโผล่ออกมาบ่อยๆ ในหนัง มันเป็นสัญลักษณ์ของอะไรหรือเปล่า

ปราบดา:

มันเป็นสัญลักษณ์ของตัวกลางที่ทำให้เกิดวังวนขึ้นมา แต่ถ้าคนที่ดูแล้วรู้ว่า อ๋อ ไอ้ตึกนี้ที่มันอยู่ที่บางนานี่หว่า เขาก็จะคิดว่ามันมีนัยของเรื่องต้มยำกุ้ง อะไรแบบนี้ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วมีไหม?

ปราบดา:

มีก็ได้ เพราะว่ามันมีอีกซีนที่ตัวละครเดินไปในทุ่ง แล้วมีตึกร้าง อันนั้นก็ต้มยำกุ้ง เพราะตึกนั้นมันก็เลิกทำเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ คือจริงๆ มันก็เกี่ยวกับการเมืองแหละ โดยรวมๆ หนังมันก็มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง

WURKON:

ฟังดูแล้วหนังก็มีความเป็นไซไฟเหมือนกันนะ

ปราบดา:

เออ มันก็เหมือน “แท่งดำ” ในหนังของ (สแตนลีย์) คูบริก (2001: A Space Odyssey (1968)) มันก็มีความเป็นสัญลักษณ์แบบนั้น ในแง่ที่มันเป็นความลึกลับที่อาจจะไม่มีคำตอบที่เรารู้หรือตอบได้อย่างชัดเจนว่ามันคืออะไร เรารู้แหละว่าไอ้นี่คือตัวการ แต่มันเป็นตัวการยังไง มันก็อาจเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถจะตอบได้

WURKON:

องค์ประกอบที่น่าสนใจอีกอย่างในหนังเรื่องนี้ก็คือ ภาพวาดของศิลปินฝรั่งเศส อ็องรี รูโซ (Henri Rousseau) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเหมือนกุญแจสำคัญของเรื่อง

ภาพจากหนัง Someone from Nowhere (2017)

ปราบดา:

เป็นความชอบส่วนตัวครับ มันมีที่มาจากความทรงจำ คือบ้านที่ผมโตมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ มีภาพวาดที่คนไทยวาดเลียนแบบภาพของ อ็องรี รูโซ ติดอยู่ ซึ่งภาพนี้ก็ติดอยู่ในความทรงจำของเรามาตลอด คือสมัยเรียนศิลปะเราก็ไม่ได้ชอบเขาเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามีอิทธิพลกับพวก ดาดา (Dada) เซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) สมัยนั้นเราคิดว่าเขาเป็นคนวาดรูปไม่สวยด้วยซ้ำไป พูดง่ายๆ ว่าวาดเหมือนเด็กน่ะ แต่พอโตขึ้น เราสนใจอะไรมากขึ้น แล้วพอได้เรียนรู้ชีวิตเขาจริงๆ เราก็สนใจเขาขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความที่เขาไม่ใช่ศิลปินตามขนบแบบปกติ และการที่เขาใช้จินตนาการสร้างภูมิทัศน์หรือสัตว์ต่างๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนขึ้นมา ผมว่ามันมีความน่าสนใจ แล้วมันประจวบเหมาะกับช่วงที่เรากำลังจะทำหนังเรื่องนี้พอดี ด้วยความที่ในเรื่องมีภาพวาดเป็นตัวดำเนินเรื่องอยู่ในห้อง เราก็คิดว่าจะเอาภาพอะไรมาใช้ สุดท้ายก็มาจบที่ภาพ The Snake Charmer (1907) ของรูโซ เพราะมันมีประเด็นเรื่องที่เขาใช้จินตนาการสร้างพื้นที่ขึ้นมาโดยที่เขาไม่เคยไป แต่สิ่งที่เขาสร้าง เขาคิดว่ามันมีอยู่จริง เขาไม่ได้คิดว่าเขาสร้างพื้นที่แฟนตาซีขึ้นมา เขาคิดว่าเขาวาดภาพแอฟริกา หรือป่าแอมะซอน ในความคิดเขาจริง ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยไปต่างประเทศ หรือที่ที่เขาวาดภาพเลยด้วยซ้ำ และภาพที่เลือกมานี้มันก็มีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวในหนัง มันมีผู้หญิง มีดวงจันทร์ มีงู แต่ว่าตอนเลือกก็สองจิตสองใจนะ เพราะไม่อยากให้คนตีความไปไกล อย่างถ้าคนคริสต์มาดูก็อาจจะตีความว่าเกี่ยวกับไบเบิ้ล ซึ่งมันก็เยอะไป เราก็ไม่ได้ตั้งใจแบบนั้น

WURKON:

ที่เลือกมาก็เป็นเพราะความประทับใจส่วนตัวมากกว่า

The Snake Charmer (1907), สีน้ำมันบนผ้าใบ, พิพิธภัณฑ์ออร์แซ, ปารีส, ภาพจาก https://bit.ly/1SMqLAt)

ภาพวาด The Snake Charmer จำลอง ในฉากหนัง Someone from Nowhere (2017)

ปราบดา:

ใช่ครับ เขาเป็นคนแปลกดี เหมือนตอนที่เขาเป็นที่รู้จักของพวกศิลปินรุ่นใหม่ เขาก็แก่แล้ว เขาเกือบจะเป็นคนที่ถูกลืมไปแล้ว มีคนไปค้นเจองานเขา ศิลปินอย่างดูชองป์อะไรพวกนี้ก็พูดถึงเขา เขาก็เลยกลับขึ้นมามีชื่อเสียงใหม่ แล้วตอนที่เขาเจอกับปิกัสโซ่น่ะ เขาบอกว่า ปิกัสโซ่เป็นตัวแทนของศิลปินคลาสสิค แต่ตัวเขาเป็นตัวแทนของศิลปินโมเดิร์น (หัวเราะ) คนก็งง ยังไงวะ ไม่เข้าใจ (หัวเราะ) คือเขามีความคิดเพี้ยนๆ น่ะ งานของเขาก็แปลก ภาพวาดเขามันดูไม่เมคเซนส์เท่าไร (อ่านเกี่ยวกับภาพวาดนี้ได้ที่นี่ https://bit.ly/2nua2M1)

WURKON:

พูดถึงความไม่เมคเซนส์ ความลักลั่น หนังเรื่องนี้ก็มีอะไรแบบนี้เหมือนกัน

ปราบดา:

เออๆ อยู่ๆ ก็มีเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ตออกมา (หัวเราะ)

WURKON:

อยู่ดีๆ ก็มีคนใส่หน้ากากออกมา

ปราบดา:

ใช่ๆ (หัวเราะ)

WURKON:

ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีหนังไทยเรื่องไหนที่หยิบเอางานศิลปะมาใช้เป็นองค์ประกอบหรือกุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องราวและสร้างบทสนทนาในหนังแบบนี้เท่าไร

ปราบดา:

ก็ในเรื่องนี้มันก็เป็นส่วนหนึ่งของหนัง แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนดูจะไปค้นคว้าเกี่ยวกับมัน แค่เอามาใช้เป็นบทสนทนาเท่านั้นเอง

WURKON:

แต่ในหนังก็พูดถึงเยอะเหมือนกันนะ เล่าประวัติศิลปินซะละเอียดเลย

ปราบดา:

เออ ใช่ๆ (หัวเราะ)

WURKON:

ปกตินอกจากจะเขียนเรื่องสั้นและนิยายแล้ว คุณยังเขียนเกี่ยวกับเรื่องศิลปะ อย่างในเรื่อง กระทบไหล่เขา

ปราบดา:

ใช่ เรื่องตบตา (ชื่อหนังสือ) ด้วย ก็มีเขียนบ้าง

WURKON:

มีความสนใจอยู่แล้ว?

ปราบดา:

ก็สนใจโดยธรรมชาติแหละ เพราะว่าเรียนมาด้วย สนใจเองด้วย แต่ก็มีบางช่วงของชีวิตที่ไม่ได้คลุกคลีเท่าไร ขาดช่วงจากการไปดูงานตามแกลลอรี่ มันก็มีช่วงเซ็งๆ แต่บางช่วงพอมีเรื่องน่าสนใจ เราก็กลับมาสนใจอีก แต่ถ้าเป็นคนใหม่มากๆ เราก็จะไม่รู้จัก เพราะไม่ได้ตามวงการขนาดนั้น แต่เวลาเดินทางไปไหนก็จะไปดูมิวเซียม ดูอะไรตลอด

WURKON:

ตอนแรกที่คุณจบมาใหม่ๆ คุณอยากทำอะไร อยากเขียนหนังสือเลยไหม

ปราบดา:

จะบอกว่าไงดีล่ะ เรียนจบใหม่ๆ น่ะ อยากเป็นศิลปิน ก็คืออยากทำงานศิลปะ อยากเป็นศิลปิน กับอยากทำสวน สองอย่าง แต่ว่าชีวิตมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราต้องกลับมาเป็นทหาร เราก็หยุดที่จะคาดเดาว่าอนาคตจะเป็นอะไรไว้ก่อน ก็กะว่าเป็นทหารให้เสร็จก่อนค่อยคิด ทีนี้ระหว่างที่ยังไม่เสร็จจากการเป็นทหาร ก็เริ่มเขียนหนังสือด้วยความเบื่อ ชอบเขียนหนังสืออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเริ่มจากเขียนวิจารณ์หนัง เขียนลง เนชั่น วีคเอ็นด์ อาทิตย์ละครั้ง ก็เริ่มมีคนอ่าน มีคนส่งอีเมลมา มีคนติดต่อมาจากนิตยสารว่าอยากจะสัมภาษณ์ มันก็เริ่มจากตรงนั้น แล้วก็เริ่มเขียนเรื่องสั้นภาษาไทยไปลงแพรวสุดสัปดาห์ เขียนเรื่อง เมืองมุมฉาก ไปลง Lips ตอนนั้นเป็นช่วงที่วงการนิตยสารมีการตื่นตัวเยอะ มันมี a day มี Summer เกิดขึ้นมา พอเราเขียนหนังสือ มีหนังสือออกมา ได้ซีไรต์  ทุกอย่างรวมๆ กัน ก็เลยกลายเป็นว่า ทำงานเขียนเป็นหลัก เพราะมันก็เป็นหลักจริงๆ ตอนนั้นมีคอลัมน์ห้าคอลัมน์ต่อเดือน แล้วทุกอย่างที่คนในสังคมเขาพูดถึงเรา มันก็จะเกี่ยวกับหนังสือหมด มันก็เลยมาแบบนั้นไง แต่ว่า ณ ตอนนั้นก็ยังคิดอยู่นะว่า เราจะทำอาชีพอะไรดี (หัวเราะ) ก็ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักเขียนอาชีพ

WURKON:

ทั้งๆ ที่ได้ซีไรต์แล้วเนี่ยนะ?

ปราบดา:

เราก็ไม่ได้คิดว่ารางวัลมันจะทำให้เราอยู่ไปได้ตลอดรอดฝั่งน่ะนะ

WURKON:

ออกหนังสือมาหลายเล่มแล้วก็ยังอยู่ไม่ได้อีกเหรอ

ปราบดา:

ในช่วงนั้นเหมือนจะได้ เพราะว่ามันมีงานถี่ไง แต่ในความเป็นจริงในระยะยาวมันก็คงไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเป็นงานประจำ ตอนนั้นก็เป็นเหตุผลที่ไปทำ Open เป็นงานประจำกับพี่โย (ภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา) กับพี่หนึ่ง (วรพจน์ พันธุ์พงศ์) ด้วย คืออยากมีอาชีพประจำ มันก็จับพลัดจับผลูมาตลอด จริงๆ แล้วก็อยากเป็นศิลปิน

WURKON:

ตอนนี้ยังอยากเป็นศิลปินอยู่หรือเปล่า?

ปราบดา:

อยากเป็น แต่เหมือนมันไม่เชื่อมต่อแล้วน่ะ สำหรับเรานะ เรารู้สึกว่าเราชอบทำงานศิลปะ แต่ในแง่ของการจะเติบโตในวงการ เราคิดว่าเราช้าไปแล้ว หมายถึงมันไม่เชื่อมต่อกับยุคสมัย

WURKON:

รูโซก็ทำงานตอนแก่นี่

ปราบดา:

งั้นเดี๋ยวรอให้แก่ก่อนแล้วกัน (หัวเราะร่วน)

WURKON:

แล้วหนังล่ะ มาทำได้ยังไง

ปราบดา:

หนังก็ไม่ตั้งใจเหมือนกันว่าจะทำเป็นอาชีพ เพราะว่าเราเป็นคนกลัวตัวเลขเยอะๆ หนังมันต้องใช้ทุนเยอะ เรามีพื้นฐานจากการเรียนศิลปะ ไปซื้อสีมันก็ไม่กี่บาทเอง แต่พอต้องทำหนัง มันต้องใช้เงินเป็นล้านๆ เราไม่เคยคิดเลย ว่าจะต้องทำหนังที่ไปขอทุนเป็นล้านๆ

WURKON:

ตอนแรกเริ่มจากการไปเขียนบทก่อนใช่ไหม

ปราบดา:

ใช่ พี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) ชวนเขียน ก็เลยเขียน ก็แค่นั้น เพราะว่าไม่ได้รู้จักคนในวงการ

WURKON:

เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล?

ปราบดา:

ใช่ คือในใจก็มีความอยากจะทำหนัง เพราะว่าตอนเด็กก็ชอบดูหนังมาก แล้วก็เคยคิดจะเรียนหนัง ก่อนที่จะไปเรียนศิลปะ เคยคิดจะเรียนหนังก่อน แต่ตอนนั้นเรียนหนังมันยังต้องล้างฟิล์ม ต้องเข้าห้องแล็บอยู่ เราไม่ชอบการใช้เคมี (หัวเราะ) เราก็แบบ จะดีเหรอ? ทำไม่ค่อยเป็น ก็เลยไม่ได้เรียน

WURKON:

อ้าว แล้วไปเรียนศิลปะไม่เจอเหรอ อย่างเวลาทำภาพพิมพ์อะไรอย่างงี้

ปราบดา:

ถ้ามันเกี่ยวกับอะไรแบบนั้นเราจะไม่ค่อยชำนาญ เราก็เรียนเป็นคอนเซ็ปชวลอาร์ติสต์ ช่วงนั้นเขาฮิตแล้ว (หัวเราะ) คือเราเริ่มมาจากคอมเมอร์เชียลมากๆ เลย เรียนที่ Parsons School of Art and Design เป็นโรงเรียนที่คอมเมอร์เชียลอาร์ตมาก แล้วเราก็ออกไปเรียน The Cooper Union ที่นี่เป็นขั้วตรงกันข้าม เป็นคอนเซ็ปชวลเลย โดยเฉพาะพวกสถาปนิก ที่ Cooper จะดังเรื่องความเพี้ยน ทำบ้านบนเมฆ อะไรอย่างนี้ เราก็เลยได้อิทธิพลจากการเรียนที่ Cooper เยอะ ตอนนั้นงานก็เลยจะเป็นคอนเซ็ปชวลหมด เป็น Sculpture (ประติมากรรม) เป็น Installation (ศิลปะจัดวาง)

WURKON:

การทำงานแบบคอนเซ็ปชวลอาร์ตมันส่งผลมาสู่งานเขียนด้วยไหม เพราะยุคแรกที่คุณเขียน เมืองมุมฉาก มันก็มีลักษณะของความหลุดออกจากกรอบและขนบเดิมๆ ของงานเขียนอยู่เยอะเหมือนกัน

ปราบดา:

มีอิทธิพลโดยตรงเลย เพราะว่าตั้งแต่สมัยทำงาน Installation เราก็ทำงานเขียนด้วย อย่างเราสร้าง Scupture ขึ้นมาอันหนึ่ง แล้วเราก็แจกเรื่องให้อ่าน คู่กับ Sculpture มันก็เริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็ตอนที่เขียนเรื่องสั้นใหม่ๆ เวลาเราเขียน ในหัวเราก็คิดเป็นงานศิลปะ ไม่ได้คิดเป็นวรรณกรรม คือเราจะคิดว่าเรื่องนี้มันมีภาพยังไง วิธีเขียนเราจะคิดประมาณว่า ตัวละครตัวนี้อยู่ในบรรทัดแรก ถ้าเราขีดเส้นโยงมาตรงนี้มันจะเป็นรูปอะไร คือเราจะคิดแบบนั้น เราไม่ได้คิดในแง่ของความสวยงามแบบวรรณกรรม

WURKON:

อย่างนิยายเรื่องแรกที่คุณเขียน (เมืองมุมฉาก) มันก็มีลักษณะของใช้ภาพกราฟฟิกมาช่วย

ปราบดา:

อ๋อ ใช่ๆ อันนั้นตั้งใจเลยว่าจะทำหนังสือที่เป็นงานศิลปะ

WURKON:

อย่างงานพวก ดาด้า หรือพวกเซอร์เรียลลิสม์ ก็จะใช้ตัวหนังสือ หรือบทกวี มาทำเป็นงาน Visual art (ทัศนศิลป์)

ปราบดา:

ใช่ๆ เราก็ได้รับอิทธิพลแบบนั้นมา โดยเฉพาะในช่วงสมัยเรียน จริงๆ แล้วแนวทางศิลปะที่เราได้รับอิทธิพลมากที่สุดคือ Fluxus โดยเฉพาะการสร้างกล่อง เล่นเกม  สมัยนั้นเราก็จะอินกับการทำกล่อง  ทำ Performance art มันเริ่มมาจากตัวตนเราตอนนั้นคิดอะไรแบบนี้ ไม่ได้คิดว่าจะเขียนงานวรรณกรรม

WURKON:

คือเริ่มคิดเป็นภาพก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนภาพให้กลายเป็นภาษาอีกทีนึง?

ปราบดา:

ใช่ๆ คือความสนใจในภาษามันมีอยู่ แต่พื้นฐานของเรามันไม่ใช่วรรณกรรมที่ซีเรียสมาก มันเป็นการเล่นคำ คือตอนเด็กๆ เราจะชอบกลอน ชอบเพลง ชอบเรื่องตลกๆ เรื่องการเล่นคำมากกว่า ตอนได้ซีไรต์ เราก็ยังทำตัวไม่ถูก เพราะว่าเรารู้สึกว่าซีไรต์มันเป็นงานวรรณกรรมซีเรียสๆ เราก็ถามตัวเองว่าเป็นไปได้เหรอ ที่กูได้ซีไรต์ (หัวเราะ)

WURKON:

แต่หลังๆ งานของคุณก็เริ่มคลี่คลายมาเป็นงานเขียนแบบวรรณกรรมมากขึ้นนี่

ปราบดา:

ใช่ พอเราอินกับวรรณกรรมมันก็เลยกลายเป็นวรรณกรรมไป แล้วก็ไม่อยากทำอะไรซ้ำๆ แบบเดิม

WURKON:

ย้อนกลับมาที่การทำหนัง หลังจากที่เขียนบทแล้ว อะไรทำให้คุณหันมาทำหนังของตัวเองเลย

ปราบดา:

Motel Mist มันเป็นความลงตัวของหลายๆ ปัจจัย หนึ่งคือ เพราะว่าเรามีบท เรามีไอเดียอยู่ ตอนนั้นเขียนไอเดียนี้ให้คนอื่น ซึ่งเขาไม่เอา เราก็เสียดาย เพราะว่าเราชอบ สองคือ จ๊ะเอ๋ ชนานันท์ (โชติรุ่งโรจน์) ซึ่งเป็นตากล้องให้เรา เขากลับมาเมืองไทย หลังจากที่เขาไปเรียนที่อเมริกา เรากับจ๊ะเอ๋สนิทกัน เราก็คุยกันมาตลอดว่าอยากทำหนังด้วยกัน จ๊ะเอ๋ก็พอจะรู้จักคนในวงการหนังอินดี้ไทย จนได้มาเจอทองดี (โสฬส สุขุม) กับ บี๋ และก็ลงตัวตรงที่ทองดีกับบี๋ก็คิดว่ามันน่าจะเวิร์คกับการไปเสนอทรูวิชั่นส์ แล้วพอไปคุยเขาก็ให้ทุน มันก็เลยเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ มันไม่ใช่ว่าเราตั้งใจว่าจะต้องปลุกปั้นหนังขึ้นมาให้ได้ ไม่ได้ทำอะไรขนาดนั้น

WURKON:

เป็นความประจวบเหมาะ?

ปราบดา:

ใช่ จริงๆ แล้วไอเดียนี้เคยคุยกับคนอื่นด้วย แต่ก็ผ่านไป มันก็เป็นอะไรที่อาจจะคาใจ (หัวเราะ) คือเราจะคิดถึงการกำกับหนังเองได้ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าเรามีทีมที่เราไว้ใจว่าทำงานด้วยกันได้ เพราะว่าเรานึกไม่ออกว่าถ้าเราอยากจะกำกับหนังแล้วอยู่ดีๆ เราจะโผล่ไปหาใคร ขอทุนที่ไหน เราไม่มีความรู้แบบนี้เลย

WURKON:

แต่ตอนนั้นคุณก็เขียนบทให้คุณต้อมแล้วนี่

ปราบดา:

ก็ใช่ แต่ว่าเราไม่ได้เข้าไปทำงานเบื้องหลังอะไร ไม่ได้ถึงขนาดนั้น ตอนเขียนบท เขาแบ่งหน้าที่ชัดเจน คือสมัยทำงานพี่ต้อมเวลาไปกองถ่าย เราไปเท่ๆ ไง (หัวเราะ) อ๋อ คุ่นมา! แบบว่าเพื่อนมาก็ต้อนรับ

WURKON:

เขียนบทเสร็จก็จบหน้าที่?

ปราบดา:

ใช่

WURKON:

หลังจากเขียนบทแล้ว พอมาเป็นผู้กำกับเอง การทำงานมันแตกต่างยากง่ายยังไงบ้าง

ปราบดา:

คือหนึ่ง เราโชคดีตรงที่เป็นทีมบี๋กับทองดีด้วย เพราะว่าบรรยากาศมันค่อนข้างจะเป็นอะไรที่เราคุ้นเคย คล้ายๆ กับสมัยเรียน ทำงานกับเพื่อน คือมันมีบรรยากาศแบบนั้น มันไม่ได้เป็นบรรยากาศแบบสตูดิโอ ที่จะทำให้เราเครียดมากๆในแง่การทำงาน มันก็เลยค่อนข้างจะราบรื่น แล้วจ๊ะเอ๋ก็เป็นเพื่อนเราอยู่แล้ว มันก็อาจจะช่วยด้วยซ้ำที่นักแสดงทุกคนเกือบจะหน้าใหม่หมด มันไม่มีความกดดันว่าเราจะต้องมากำกับนักแสดงอาชีพ มันก็เลยโอเค เป็นประสบการณ์ที่ดี

WURKON:

Motel Mist จะได้เข้าฉายบ้านเราอีกไหม

ปราบดา:

อาจจะได้เข้าฉายอีก เรายังคิดเลยนะ สมัยนี้คนก็ไม่ได้แคร์มาก ว่าหนังจะเก่าหรือใหม่ เข้ามันทุกเดือนเลย เดือนละรอบ (หัวเราะ)

WURKON:

ตอนเขียนบทหนังครั้งแรกเนี่ย คุณต้องไปศึกษาอะไรเพิ่มเติมไหม

ปราบดา:

ก็ศึกษาเยอะอยู่นะ มันมีหนังอีกเรื่องหนึ่งด้วยที่ไม่เคยได้ทำ แต่ว่าเขียนบทนานเป็นปีเลย ต้องไปอยู่ที่ญี่ปุ่น 3 เดือน มันเป็นเรื่องที่โปรดิวเซอร์อเมริกันเขาอยากให้พี่ต้อมทำ เรื่องเกิดที่ญี่ปุ่น เรื่องเยอะมาก ต้องไปสัมภาษณ์พระญี่ปุ่น ประสบการณ์เยอะมากตอนนั้น เขียนบทจนจบด้วย ได้เงินแล้วด้วย แต่หนังก็ไม่ได้ทำออกมา เราเลยได้เงินอยู่คนเดียว (หัวเราะ)

WURKON:

ฟังแบบนี้แล้วนึกถึงนิยายเรื่อง นอนใต้ละอองหนาว ของคุณ ที่มีฉากที่ญี่ปุ่น มีพระญี่ปุ่นด้วย อันนี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไหม

ปราบดา:

เออ เรื่องนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการไปอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่แหละ

WURKON:

แล้วบทที่เขียนนี่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนิยายเรื่องนี้ไหม

ปราบดา:

ไม่เกี่ยวกัน เรื่องที่เขียนมันเป็นแนวรอมคอม พระญี่ปุ่นกับผู้หญิงอเมริกัน

WURKON:

โห น่าดูนะ! เออ อย่างเรื่อง นอนใต้ละอองหนาว นี่ ได้ข่าวว่า ทางโก๋ฟิล์มเขาเอาไปทำเป็นหนังด้วยใช่ไหม

ปราบดา:

ใช่ จะเสร็จอยู่แล้วนี่

WURKON:

คุณคุ่นได้มีส่วนไปเกี่ยวข้องไหม

ปราบดา:

ไม่เลย เท่าที่เราเข้าใจ เขาเอาเรื่อง นอนใต้ละอองหนาว ไปผสมกับเรื่อง สนไซเปรส ของ จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ แล้วก็จิรัฐเป็นคนเขียนบทหนังด้วย

WURKON:

แล้วอย่าง Motel Mist นี่ได้ไอเดียมาจากไหน

ปราบดา:

ทั้ง Motel Mist กับ Someone from nowhere เป็นไอเดียที่มีอยู่นานแล้ว มันคล้ายๆ กับคาใจ อย่าง Motel Mist เคยคุยไอเดียกับพี่ต้อม แล้วพี่ต้อมก็เคยสนใจด้วย เพราะมันเริ่มมาจากแค่ไอเดียว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงแรมม่านรูด มีห้องติดกันสามห้อง แล้วมันก็จะเป็นเรื่องฆาตกรรมน่ะ เอาศพมาทิ้ง อีกห้องหนึ่งก็มาเจอ แต่ว่าความสนใจเราก็เปลี่ยนไป เรามีความสนใจเรื่องมิติเพิ่มขึ้นมา มันก็เลยกลายเป็น Motel Mist อย่าง Someone ก็เป็นไอเดียว่า มีคนแปลกหน้ามานอนอยู่หน้าห้องคนๆ  นึง คนคนนี้เข้ามาในห้อง แล้วทั้งคู่ก็ต้องใช้เวลาอยู่ด้วยกัน มันเริ่มมาจากไอเดียแบบนี้

WURKON:

หนังทั้งสองเรื่องมันก็มีความเซอร์เรียล (เหนือจริง) อยู่มากเหมือนกัน

ปราบดา:

มันคงติดค้างมาจาก ยุค Fluxus น่ะ เพราะเรายังมีความต้องการทำอะไรแบบนี้อยู่ ยังอยากทำหนังที่ สมมุติว่า ถ่ายคนนี้กับคนนั้น แล้วตัดภาพไปที่คนโน้น พอตัดมาอีกที คนนี้หายไปอยู่ตรงโน้นได้ยังไงก็ไม่รู้ ยังคิดไอเดียเรื่องของความไม่ต่อเนื่องแบบนี้อยู่

WURKON:

ความแอบเสิร์ด (Absurd / ไร้เหตุผล)?

ปราบดา:

เออ ใช่ๆ ความแอบเสิร์ด

WURKON:

เขียนนิยาย เขียนหนังสือมาก็หลายเรื่อง เคยคิดอยากจะเอานิยายตัวเองมาทำเป็นหนังไหม

ปราบดา:

ไม่เคยครับ

WURKON:

ทำไมล่ะ?

ปราบดา:

เพราะว่าตอนคิดจะเขียน เราตั้งใจคิดเป็นหนังสือ มันอาจจะมาด้วยเหตุผลนั้น ไม่ได้เห็นเป็นหนัง คือถ้าจะทำเป็นหนังก็จะทำอีกแบบ อาจจะเอาเรื่องเดิม แต่จะต้องเปลี่ยน ไม่ให้มันตรงกับหนังสือมากเกินไป เพราะว่ามันมีสิ่งที่ภาษาทำได้ แล้วภาพทำไม่ได้ ในขณะเดียวกันมันก็มีสิ่งที่ภาพทำได้ แล้วภาษาทำไม่ได้ เวลาที่เราคิดถึงหนัง เราจะคิดเป็นภาพก่อน

WURKON:

บางอย่างจินตนาการมันไปได้ไกลกว่าภาพที่เห็น?

ปราบดา:

ใช่ หรือบางทีตัวหนังสือมันไม่ต้องมีความชัดเจนทุกเม็ด สมมติว่า เราอาจจะชัดเจนว่าฉากมันเกิดขึ้นที่ไหนก็พอแล้ว แต่ภาพมันจะยังไม่ครบถ้วน มันยังไม่สมบูรณ์ คนอ่านก็ต้องเติมลงไปเอง

WURKON:

จินตนาการต่อ? แต่หนังของคุณก็ไม่ใช่ว่าจะสมบูรณ์นี่ ก็ยังทิ้งช่องว่างให้คิดต่อเหมือนกัน

ปราบดา:

ใช่ แต่หนัง สมมุติว่าเราชอบโลเคชั่น เราก็จะคิดจากโลเคชั่นไง

WURKON:

หนังสองเรื่องที่ทำก็คิดจากโลเคชั่นด้วยเหมือนกัน

ปราบดา:

ก็มีบางส่วนที่คิดจากโลเคชั่น เพราะเราเป็นคนชอบสถานที่ บางทีก็ได้ไอเดียจากมัน

WURKON:

ฟังแล้วเหมือนงานแบบ Readymades เลยเนอะ แบบไปเจออะไรก็หยิบเอามาใช้

ปราบดา:

ใช่ อย่างเรื่อง Someone ตอนแรกตึกร้างก็ไม่ได้อยู่ในบท แต่พอไปเห็นแล้วก็อยากให้อยู่ในเรื่อง สิ่งที่เรารู้สึกว่าการทำหนังมันสนุกต่างจากการเขียนหนังสือก็คือเรื่องระหว่างทางที่เราคาดเดาไม่ได้ อย่างโลเคชั่น เราอาจจะเขียนว่าเราอยากได้แบบนี้ แต่เวลาไปหามาจริงๆ มันก็ไม่ได้แบบที่เราเขียนหรอก เราก็ต้องประยุกต์ ต้องเปลี่ยน ซึ่งมันก็สนุกดี มันท้าทาย อย่าง Motel Mist ก็ไม่คิดว่าจะได้โรงแรมนั้น ซึ่งการที่ได้โรงแรมนั้นมันก็ดีมากๆ เลย

WURKON:

การเขียนหนังสือมันต่างกับการทำหนังตรงที่คุณสามารถควบคุมโลกของคุณได้ร้อยเปอร์เซ็น แบบนี้มันให้เราเป็นเผด็จการได้มากกว่าไหม

ปราบดา:

เออ มันเป็นเผด็จการได้มากกว่า แต่มันก็ทำให้เรานิสัยเสียมากกว่า แบบ บางอย่าง แค่นี้ก็พอแล้ว คือมันไม่มีคนมาท้าทายเราว่า แน่ใจเหรอ ว่าประโยคนี้พอแล้ว หรือว่าฉากนี้โอเคแล้ว มันไม่มีคนมาคัดค้านเรา

WURKON:

ในขณะเดียวกัน เวลาทำหนังคุณต้องประนีประนอมคนอื่น อย่างเวลาตัดต่อเนี่ย ก็จะมีคนที่ทำหน้าที่นี้ต่างหากเลย คุณมีวิธีการต่อรองกับเขายังไง

ปราบดา:

ก็คุยกัน ส่วนใหญ่เขาก็จะทำให้ดูครั้งหนึ่ง แล้วเราก็ค่อยคุยกันว่า ส่วนนี้เราโอเค ส่วนนี้เราจะเปลี่ยน ก็สนุกอีกแบบ จริงๆ แล้ว ขั้นตอนการตัดต่อมันเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ นะ เราก็สงสัยเหมือนกันว่าถ้าเราตัดต่อเอง กับให้คนอื่นตัดต่อให้ มันจะต่างกันยังไง

WURKON:

คือเวลาคนพูดถึงผู้กำกับเนี่ย ในสามัญสำนึกของคนทั่วไปจะหมายถึงผู้กำกับการแสดง ที่ต้องร้องว่า แอ็คชั่น คุณทำแบบนั้นไหมเวลาอยู่ในกองถ่าย

ปราบดา:

ไม่ค่อยเท่าไร ก็ทำบ้าง เพราะบางทีเราก็ต้องทำให้เขาดู ว่าเราต้องการยังไง เพราะถ้าไม่พูดเลยมันจะไม่เก็ต อีกปัจจัยหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะว่า หนังสองเรื่องที่เราทำงานมา มีนักแสดงหน้าใหม่เยอะ เขามีประสบการณ์น้อย เราก็มีประสบการณ์ในการกำกับน้อย ก็มีประสบการณ์น้อยไปด้วยกัน มันก็เหมือนกับว่ายังต้องช่วยๆ กันอยู่ แต่เราว่า มันแล้วแต่คน เรารู้สึกว่าบางคนเขาชอบ เขาอินกับการแสดง เขาก็จะชอบกำกับการแสดงจริงๆ ซึ่งมันก็ดี อย่างเราสนใจภาพ เพราะฉะนั้นเราจะชอบดูภาพตลอด

WURKON:

แบบนี้เวลากำกับหนังคุณดูองค์ประกอบของแต่ละฉากไหม

ปราบดา:

ใช่ๆ เพราะเราสนใจองค์ประกอบ แต่มันก็เป็นการทำงานร่วมกันอีกแหละ เพราะว่าเราก็ต้องทำงานร่วมกับช่างภาพ ส่วนใหญ่เขาก็จะมีไอเดียของเขาอยู่ จะไปว่ามากก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะแต่ละคนก็มีอีโก้ของตัวเองอยู่ (หัวเราะ)

WURKON:

แล้วตัวคุณเองล่ะ มีอีโก้ขนาดไหน

ปราบดา:

ไม่รู้น่ะ ยังบอกไม่ได้ คือในแง่คนทำหนัง เรายังคิดว่าตัวเราเองยังใหม่มากๆ คือจะเรียกว่าเป็นคนทำหนังยังไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะว่า หนึ่ง ไม่ได้ทำเป็นอาชีพจริงๆ สอง เราก็ยังไม่ได้มีประสบการณ์มากขนาดนั้น ที่จะพูดได้

WURKON:

อย่างเมื่อกี้ที่บอกว่า ขนาดออกหนังสือมาหลายเล่ม แถมได้รางวัลซีไรต์มาแล้ว แต่ยังไม่คิดว่าตัวเองเป็นนักเขียน แล้วตอนนี้ล่ะ คิดว่าตัวเองเป็นนักเขียนหรือยัง

ปราบดา:

ก็ไม่แน่ใจอีกละ มันมีช่วงที่แน่ใจอยู่ ช่วงนี้ก็เริ่มแบบ หรือว่ามันไม่ใช่วะ (หัวเราะ)

WURKON:

ถึงขนาดตั้งสำนักพิมพ์เองแล้วเนี่ยนะ

ปราบดา:

คือในแง่ตัวเองเนี่ย เรารู้ตัวว่าเป็นนักเขียน แต่ในแง่ของการเขียนเพื่อสื่อสารกับสังคม เพื่อสื่อสารกับคนอ่านรอบข้าง บางทีก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะสมมติว่าคนอ่านบอกว่างานเราส่วนใหญ่อ่านไม่รู้เรื่อง เราต้องฟังเขาไหมวะ หรือว่าเราควรพิจารณาตัวเองว่ากูควรหยุดเขียนแล้ววะ เพราะมันอ่านไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ)

WURKON:

แต่งานคุณก็มีหลายแนวนี่ ทั้งแนวสารคดี แนวบันเทิง แนวอีโรติก มันไม่ใช่แนวทดลองไปซะหมด

ปราบดา:

เออๆ ก็ใช่

WURKON:

อยากฝากอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ถึงคนดูบ้างไหม

ปราบดา:

จะฝากอะไรดีล่ะ? (หัวเราะ) ก็เข้าโรงวันที่ 23 สิงหา แล้วก็สำหรับคนที่เคยดู Motel Mist ก็อาจจะน่าสนใจในแง่ที่ว่ามันค่อนข้างต่างกัน คือมันอาจจะมีอะไรเชื่อมโยงกันในแง่เนื้อหา แต่ว่า โดยภาพ โดยวิธีเล่า โดยเรื่อง มันต่างกันโดยสิ้นเชิง แล้วก็อยากจะให้ดูการแสดงด้วย เพราะเรารู้สึกว่านักแสดงเขาทุ่มเทมาก

WURKON:

หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายที่ไหนบ้าง

ปราบดา:

เท่าที่เข้าใจก็มีฉายที่โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ, เอสเอฟเวิลด์ ซีเนม่าเซ็นทรัลเวิลด์ และสมาคมฝรั่งเศส (อาคารใหม่) และเห็นว่าจะไปฉายต่างจังหวัด แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะไปฉายที่ไหนบ้าง ก็น่าจะมีเชียงใหม่กับอุบลราชธานีน่ะ

WURKON:

สุดท้าย ในอนาคต คุณคิดจะทำหนังต่อไปไหม

ปราบดา:

ถ้าถามว่าอยากไหม ก็อยาก แต่จากประสบการณ์ เราก็อยากให้มีความพร้อม มันยากนะ ทำหนัง โดยเฉพาะหนังอิสระในบ้านเรา เราอยากให้ทุกคนแฮปปี้ ทั้งทีมงาน คนทำงาน คนที่เหนื่อยๆ พอหนังมันเล็กแล้วทุกคนจะเหนื่อยมาก เรารู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินไป เราก็อยากให้มันพร้อมก่อน มันไม่ควรมาจากแค่เราพร้อม เราคิดว่า อยากทำแล้วโว้ย! ทุกๆ ปัจจัยมันควรจะมีความพร้อมไปด้วยกัน.

ขอบคุณภาพจากคุณปราบดา หยุ่น, True vision / 185 Films

ถ่ายภาพบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

#WURKON #art #movie #writing #novel #screenplay #prabdayoon #motelmist #someonefromnowhere #paintings #จิตรกรรม #henrirousseau #inspiration #แรงบันดาลจากภาพยนตร์ #แรงบันดาลใจจากวรรณกรรม #แรงบันดาลใจจากศิลปะ

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัย www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon


Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30