Blog

ผลงานศิลปะที่เป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังหนัง The Square

ผลงานศิลปะที่เป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังหนัง The Square

15 มีนาคม 2562

“จัตุรัสแห่งนี้คือสถานที่อันศักสิทธิ์แห่งความเชื่อมั่นและความห่วงใย ภายในพื้นที่นี้ เราทุกคนแบ่งปันความเท่าเทียมกันในสิทธิและหน้าที่”

เป็นประโยคบนแผ่นป้ายจารึก ที่ติดอยู่หน้าผลงานศิลปะที่มีชื่อว่า The Square หรือ จัตุรัส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับชาวสวีดิช รูเบน ออสต์ลุนด์ (Ruben Östlund) อย่าง The Square (2017) หนังตลกร้ายจิกกัดเสียดสีวงการศิลปะร่วมสมัยได้อย่างเจ็บแสบ จนคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 70 ในปี 2017 มาได้

หนังว่าด้วยเรื่องราวของ คริสเตียน (คเลยส์ แบงก์) ภัณฑารักษ์งานศิลปะร่วมสมัยดวงตก ที่จัดแสดงผลงานศิลปะในรูปแบบของจัตุรัสเรืองแสง ที่เมื่อทุกคนก้าวเข้าไปอยู่ภายในนั้น พวกเขาจะต้องปฏิบัติต่อกันและกันอย่างเท่าเทียม แต่โลกภายนอกจะเป็นอย่างไรนั้น…มันก็เป็นอีกเรื่องนึง

ผลงานชิ้นนี้ในหนัง ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดของ นิโกลาส์ บูริโยด์ (Nicolas Bourriaud) ภัณฑารักษ์และนักวิจารณ์ศิลปะชาวฝรั่งเศส ที่เรียกว่า Relational Aesthetics หรือ สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง* ซึ่งจะว่าไป ผลงานชิ้นนี้ก็ดูมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับศิลปินผู้หนึ่งที่ทำงานศิลปะในแนวทางนี้อยู่เหมือนกัน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า แอร์วิน วูร์ม (Erwin Wurm)

แอร์วิน วูร์ม: ประติมากรรมหนึ่งนาที ภาพจาก หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ศิลปินร่วมสมัยชาวออสเตรียผู้ทำงานศิลปะในสื่ออันหลากหลาย ด้วยการมองความจริงเชิงวิพากษ์เพื่อแสดงออกถึงวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน วูร์มมักนำเสนอองค์ประกอบทางศิลปะที่ดูขบขัน เหลวไหลจนดูเหมือนไร้สาระ ผ่านกิจกรรมทางศิลปะที่ผสมผสานทั้งงานประติมากรรม, จิตรกรรม, การแสดงสด, วิดีโอ และภาพถ่าย การมีส่วนร่วมของผู้ชมในกระบวนการแสดงงานศิลปะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในผลงานศิลปะของเขา อันเป็นลักษณะอันโดดเด่นของสุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่องนั่นเอง

ในช่วงปี 1980 วูร์มพัฒนาแนวคิดทางศิลปะของตัวเองที่เรียกว่า “ประติมากรรมหนึ่งนาที” (One Minute Sculptures) ขึ้นมา ซึ่งเป็นการที่ตัวเขาเองหรือนายแบบและนางแบบ หรือแม้แต่ผู้ชมที่ถูกเชิญชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศิลปะ ด้วยการที่วูร์มจะเขียนคำสั่งด้วยลายมือหวัดๆ และภาพลายเส้นคล้ายการ์ตูนบนพื้นที่แสดงงาน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการหรือผู้ชมที่เป็นอาสาสมัครทำการกลายร่างเป็นงานประติมากรรม ด้วยการโพสท่าร่วมกับวัสดุข้าวของเครื่องใช้ใกล้ๆ มือในชีวิตประจำวันที่เขาเลือกมา อาทิเช่น โต๊ะ เก้าอี้ ดินสอ ปากกา สมุด หนังสือ ถังน้ำ ไม้ถูพื้น หรือภาชนะอย่างจานชามรามไห หม้อ ขวด ฯลฯ และคงท่านั่นไว้นานหนึ่งนาที (หรือตามแต่เวลาที่ศิลปินเขียนบอกในคำสั่ง) และทำการบันทึกภาพเอาไว้ ซึ่งท่าทางเหล่านั้นส่วนใหญ่ ก็มักจะเป็นท่าทางที่น่าขันพิลึกพิลั่นและฝืนธรรมชาติ (อาทิเช่น การให้คนสองคนสวมเสื้อสเวตเตอร์ตัวเดียวกัน หรือสวมในท่าประหลาดๆ เช่นเอาขาออกทางแขนเสื้อ หรือเอาปากกาเสียบรูหู จมูก ปาก เอากลักฟิล์มครอบตา เอาเก้าอี้มาสวมเหมือนเสื้อ หรือนอนบนโต๊ะเอาคางหนีบปากกาไว้ไม่ให้หล่น) จนยากที่จะทำค้างไว้ได้นานๆ ดังนั้น แม้หนึ่งนาทีจะเป็นเวลาสั้นๆ แต่สำหรับคนที่กำลังวางท่าเป็นประติมากรรมอยู่นั้น มันก็อาจรู้สึกยาวนานราวกับเป็นนิรันดร์ก็เป็นได้

แนวคิดทางศิลปะของ แอร์วิน วูร์ม นอกจากจะส่งแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นหลังๆ และเปิดหนทางใหม่ให้กับอิสรภาพทางความคิดในการทำงานศิลปะอย่างมากมายแล้ว มันยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับการทำงานศิลปะในสื่ออื่นๆ อีกหลากหลายแขนง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็น่าจะรวมถึงผลงานศิลปะชิ้นสำคัญในหนัง The Square นั่นเอง

นอกจากนี้ ผลงานศิลปะชิ้นเอกในหนัง The Square ยังมีความคล้ายคลึงกับผลงานของศิลปินอีกคนที่ทำงานในแนวทางเดียวกัน ซึ่งศิลปินคนที่ว่านั้นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน หากแต่เป็นศิลปินไทยผู้มีชื่อว่า ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช (Rirkrit Tiravanija)

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช: ผัดไทย (Pad Thai), Untitled (Free) (1992/1995/2007/2011) ภาพจาก http://resonatorbox.com/clarkbuckner/42

ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช: (please do not turn off the radio if you want to live well in the next fifteen minutes), 2005, หอศิลป์ Serpentine Gallery, ลอนดอน ภาพจาก http://www.serpentinegalleries.org/exhibitions-events/rirkrit-tiravanija

ฤกษ์ฤทธิ์ โด่งดังมาจากผลงาน ผัดไทย (Pad Thai) หรือ Untitled (Free) (1992/1995/2007/2011) ที่เขายกครัวเข้าไปตั้งในหอศิลป์และทำผัดไทยเสิร์ฟให้ผู้ชมงานดูกินกันฟรีๆ ในแกลเลอรีที่นิวยอร์ก ซึ่งสร้างความงุนงงสงสัยให้กับคนดูที่หวังว่าจะได้ดูงานศิลปะ แต่กลับไม่มีอะไรให้ดู แต่ดันได้กินอาหารกันฟรีๆ แทน โดยหารู้ไม่ว่าไอ้ที่ตัวเองกำลังกลืนลงท้องเข้าไปนั่นแหละ งานศิลปะล่ะ!

นอกจากการทำอาหารแจกให้คนกินฟรีในหอศิลป์แล้ว ความพิเศษในงานศิลปะของฤกษ์ฤทธิ์คือการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างคนกับคนในสถานที่และบรรยากาศที่ศิลปินเป็นคนคิดและสร้างสรรค์ขึ้น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของอาหาร หากแต่เป็นการสร้างสถานการณ์ที่นำพาผู้คนเข้ามาอยู่ด้วยกันต่างหาก

อาทิเช่น เขาเซ็ตสตูดิโอบันทึกเสียงพร้อมเครื่องดนตรีขึ้นมาในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้ชมงานเข้ามาทำอัลบั้มเพลงของตัวเอง หรือจำลองห้องอพาร์ตเม้นต์ของตัวเองขึ้นในหอศิลป์ และประชาสัมพันธ์ผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อให้นักท่องเที่ยว นักศึกษา หรือใครที่ผ่านไปผ่านมาได้เข้ามาอยู่อาศัยใช้สอยในสถานที่ และมีกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันในนั้น หรือไม่ก็เปิดพื้นที่สังสรรค์สันทนาการ อย่างการตั้งโต๊ะปิงปองให้คนมาเล่นกันเป็นงานศิลปะเป็นอาทิ

ผลงานของฤกษ์ฤทธิ์ที่เป็นการสำรวจบทบาทของศิลปินเหล่านี้ มักจะถูกยกให้เป็นตัวอย่างอันชัดเจนของแนวคิดแบบสุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วฤกษ์ฤทธิ์ทำงานในลักษณะนี้ก่อนที่แนวคิดนี้จะถือกำเนิดขึ้นเสียด้วยซ้ำไป ซึ่งจะว่าไปผลงานของเขาก็มีส่วนคล้ายคลึงกับผลงานชิ้นเอกในหนัง The Square อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

*สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง (Relational Aesthetics) เป็นแนวคิดที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันของผู้คนที่อยู่ในบริบททางสังคม เมื่อมันถูกนำมาพัฒนาใช้กับงานศิลปะจึงมีชื่อเรียกว่า ศิลปะเกี่ยวเนื่อง (Relational Art) ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับผู้ชมงานศิลปะ และปัจจัยต่างๆ ที่อยู่รายรอบ เช่น เวลา สถานการณ์ สถานที่ บรรยากาศ และประสบการณ์ แนวคิดนี้เป็นการขยายขอบเขตการสร้างสรรค์และการชมงานศิลปะจากรูปแบบเดิมๆ รวมถึงเปิดโอกาส และกระตุ้นเร้าให้ผู้ชมเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ตอบโต้กับผลงานศิลปะ เพื่อเป็นการลดช่องว่างระหว่างศิลปะกับผู้ชม และเปลี่ยนสถานะผู้ชมให้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอันจะขาดเสียไม่ได้ในผลงานศิลปะโดยไม่รู้ตัว

นอกจากผลงานชิ้นเอกอย่าง The Square ผลงานศิลปะชิ้นโดดเด่นในหนังอีกชิ้นคือศิลปะจัดวางที่ประกอบด้วยกองก้อนกรวดหลายกองบนพื้นพิพิธภัณฑ์ และตัวหนังสือจากหลอดไฟนีออนของศิลปินชื่อดัง (ในหนัง) ซึ่งผลงานชิ้นนี้นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของศิลปินตัวจริงเสียงจริง ที่ชื่อของเขาถูกเอ่ยอ้างขึ้นมาในหนังด้วย ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า โรเบิร์ต สมิธสัน (Robert Smithson)

Chalk Mirror Displacement, 1969  Oxted chalkpit quarry, Surrey ภาพจาก http://www.tate.org.uk/context-comment/articles/nancy-holt-and-robert-smithson-england-1969

ศิลปินอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้บุกเบิกกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะแบบ แลนด์อาร์ต** ความสนใจของเขาครอบคลุมประเด็นกว้างขวางตั้งแต่ปรัชญา ศาสนา ไปจนถึงประเด็นเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างธรณีวิทยา และแร่วิทยา

ในช่วงแรกเขาทำผลงานจิตรกรรมในสไตล์แอบสแตรคเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ ก่อนที่จะหันมาทำงานประติมากรรมที่ใช้วัสดุอุตสาหกรรม และวัสดุธรรมชาติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เขาเริ่มขยายขอบเขตการทำงานศิลปะของเขาออกจากพื้นที่หอศิลป์สู่พื้นที่กลางแจ้ง และช่วงทศวรรษ 1970 เขาริเริ่มทำงานศิลปะบนผืนแผ่นดินโลก หรือที่เรียกกันในชื่อว่า แลนด์อาร์ต ขึ้นมา ด้วยการเสาะหาหนทางในการละทิ้งขนบธรรมเนียมของการทำงานประติมากรรมแบบเดิมๆ และมักจะสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมขึ้นจากเศษวัสดุเหลือใช้ หรือแม้แต่วัสดุเก็บตกจากธรรมชาติ ในพื้นที่ธรรมชาตินอกหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ ผลงานของเขากระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้ว ที่ทางของศิลปะควรจะอยู่ที่ไหนกันแน่?

ผลงานแลนด์อาร์ตที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักที่สุดของสมิธสันก็คือ Spiral Jetty (1970) ประติมากรรมจัดวางรูปขดก้นหอย ที่ทำขึ้นบนพื้นที่ธรรมชาติของทะเลสาบเกรตซอลต์ ในรัฐยูทาห์ ทางทิศเหนือของทะเลสาบ ที่ถูกปนเปื้อนจากการก่อสร้างทางรถไฟแปซิฟิกใต้ในปี 1959 จนทำให้น้ำกลายเป็นสีม่วงแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เกิดจากการปนเปื้อนไปกระตุ้นให้แบคทีเรียและสาหร่ายที่ทนต่อเกลือได้ดี เติบโตและขยายตัวเป็นจำนวนมากในพื้นที่บริเวณนี้ของทะเลสาบ

Spiral Jetty (1970) ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Spiral_Jetty

การติดตั้งงานประติมากรรมจัดวาง Spiral Jetty ลงไปบนพื้นที่ส่วนที่ปนเปื้อนของทะเลสาบ รวมถึงการใช้เพียงวัสดุธรรมชาติที่พบในพื้นที่ทะเลสาบเท่านั้น ในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ทำให้มันดึงดูดความสนใจของสาธารณชน ให้หันมามองปัญหาเกี่ยวกับการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก นอกจากนั้น ผลงานชิ้นนี้ของเขายังสื่อให้เห็นถึงความสำคัญของห้วงเวลา ในการกัดกร่อนและเปลี่ยนสภาพแวดล้อมบนโลกของเรา โครงสร้างรูปขดก้นหอยที่ดูคล้ายกับเครื่องหมายคำถามของงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปแบบการเติบโตของผลึกแก้วในธรรมชาติ นอกจากนั้นมันยังดูคล้ายกับสัญลักษณ์ในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งทำให้ภูมิทัศน์ในผลงานดูเก่าแก่โบราณ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูล้ำยุคล้ำสมัยไปพร้อมๆ กัน

แนวคิดในการสร้างงานบนพื้นที่นอกหอศิลป์ และทำการบันทึกภาพและเก็บข้อมูลเพื่อนำมาแสดงในหอศิลป์ในภายหลังของสมิธสัน เป็นแนวทางสำคัญที่กำหนดรูปแบบของการทำงานแลนด์อาร์ตในช่วงปี 1960 จนถึงปัจจุบัน

แต่น่าเศร้าที่ในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 1973 ขณะที่กำลังเดินทางสำรวจพื้นที่ทำงานศิลปะแห่งใหม่บนท้องฟ้าด้วยเครื่องบิน ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น นั่นก็คือเครื่องบินที่เขาโดยสารเกิดอุบัติเหตุตกลงที่เมืองอมาริลโล รัฐเท็กซัส เป็นเหตุให้สมิธสันเสียชีวิตลงในวัยเพียง 35 ปี เท่านั้น ถึงแม้จะมีอายุและช่วงเวลาการทำงานศิลปะที่แสนสั้น แต่ผลงานของเขาก็สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินรุ่นหลัง รวมถึงนักสร้างสรรค์ในสาขาอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผลงานศิลปะในหนัง The Square นั่นเอง

**Land Art คือขบวนการศิลปะท่ีเริ่มขึ้นในสหรัฐอเมริการาวปลายทศวรรษ 1960 ถึง 1970 โดยสร้างงานศิลปะในพื้นที่ธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่เป็นงานชั่วคราวหรือบางครั้งก็เป็นงานท่ีทําข้ึนถาวรแต่ปล่อยทิ้งไว้ให้เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ โดยบันทึกเป็นหลักฐานไว้แต่เพียงภาพถ่ายหรือวิดีโอเท่านั้น อนึ่ง ศิลปิน Land Art ไม่ได้ทํางานศิลปะวางอยู่ในภูมิทัศน์หรือธรรมชาติ หากแต่ใช้ภูมิทัศน์หรือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสําคัญที่ก่อให้เกิดงานศิลปะขึ้นมา

นอกจากผลงานศิลปะจัดวางจากกองก้อนกรวดจะได้แรงบันดาลใจจากผลงานของ โรเบิร์ต สมิธสัน มาแล้ว ตัวศิลปินชื่อดัง (ในหนัง) เจ้าของผลงานชิ้นดังกล่าว ผู้มีนามว่า จูเลียน (โดมินิค เวสต์) ในหนังนั้นก็ยังได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินตัวจริงเสียงจริงผู้โด่งดังในวงการศิลปะโลกอีกด้วย โดยหนังหยิบทั้งชื่อและบุคลิกการแต่งกายของศิลปินชาวอเมริกันชื่อดังผู้มีชื่อว่า จูเลียน ชนาเบล (Julian Schnabel) มาใช้นั่นเอง

จูเลียน ชนาเบล เป็นจิตรกรผู้มีความโดดเด่นอย่างสูงในช่วงศตวรรษที่ 20 ในฐานะหัวหอกของงานจิตรกรรมในแนว นีโอ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์*** เขาเป็นที่รู้จักในวงการศิลปะร่วมสมัยในฐานะจิตรกรนักทดลองผู้สร้างสรรค์ ที่ไม่ได้จำกัดการเขียนภาพอยู่แต่บนผืนผ้าใบ หากแต่เป็นวัสดุหลากหลาย ทั้ง โลหะ, ไม้, หนัง, ไวนีล, กำมะหยี่ ฯลฯ ประกอบกับการใช้เศษวัสดุเหลือใช้หลากหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เศษจาน เศษกระเบื้อง หรือเศษภาชนะแตก ๆ มาปะติดลงบนพื้นผิวของภาพและวาดทับลงไปอีกครั้งด้วยสีน้ำมันด้วยฝีแปรงหยาบกร้านทรงพลัง สีสันจัดจ้านรุนแรง จนกลายเป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวที่ยากจะหาใครมาลอกเลียนแบบได้

The Student of Prague (1983), จูเลียน ชนาเบล, สีน้ำมัน, เศษจาน, และเศษวัสดุบนแผ่นไม้, ภาพจาก https://www.guggenheim.org/artwork/20404

นอกจากการทำงานศิลปะแล้ว ความหลงใหลอันยาวนานอีกประการหนึ่งของชนาเบลก็คือ “ภาพยนตร์” เขารักหนังมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย และมันก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญอันหนึ่งในผลงานศิลปะของเขา เขาทั้งวาดภาพนักแสดงชื่อดังเพื่อนสนิทของเขาอย่าง เดนิส ฮอปเปอร์ รวมถึงทำงานศิลปะที่อุทิศให้กับนักแสดงระดับตำนานอย่าง มาร์ลอน แบรนโด เลยทีเดียว ซึ่งในที่สุดความหลงใหลอันยาวนานของเขาก็กลายมาเป็นความจริง ด้วยชื่อเสียงและเงินทองที่เขาสั่งสมมาในฐานะจิตรกรชั้นแนวหน้าที่อนุญาตให้เขาหันเหมาทำในสิ่งที่เขารักอย่างแท้จริงได้ ทุกวันนี้ในฐานะคนทำหนัง ชนาเบลคงไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก ด้วยรางวัลกรังปรีซ์ของเทศกาลภาพยนตร์เวนิส จากหนัง Before Night Falls (2000) และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์และการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง The Diving Bell and the Butterfly (2007) ที่เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

ที่สำคัญ เป็นที่รู้กันดีว่า จูเลียน ชนาเบล โปรดปรานการแต่งกายด้วยชุดนอนเอามากๆ นอกจากจะใส่ชุดนอนทำงานวาดภาพ หรือกำกับหนังแล้ว เขายังสวมชุดนอน (โดยทับเสื้อสูทและแจ็คเก็ต) ออกงานต่างๆ อย่างงานเปิดนิทรรศการศิลปะ หรือเดินบนพรมแดงในงานเทศกาลหนังต่างๆ อีกด้วย ซึ่งหนัง The Square ก็ได้หยิบเอาบุคลิกการแต่งกาย และชื่อของชนาเบลมาใช้กับตัวละคร จูเลียน ศิลปินชื่อดังในหนังนั่นแหละนะ

***นีโอ เอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ (Neo-expressionism) : เป็นสไตล์หนึ่งของงานศิลปะสมัยใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1970 และครอบครองตลาดศิลปะจนกระทั่งปี 1980 ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะแบบเอ็กซ์เพรสชั่นนิสม์ มันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อต่อต้านกระแสที่เชี่ยวกรากของงานศิลปะในแนวคอนเซ็ปช่วลและมินิมอลอาร์ตที่ละทิ้งอารมณ์และความรู้สึกโดยสิ้นเชิง โดยมักจะถ่ายทอดภาพและเรื่องราวที่คุ้นตา อย่างเช่นร่างกายของมนุษย์ ในอากัปกิริยาแปลกๆ ด้วยฝีแปรงหยาบกระด้าง สีสันที่ฉูดฉาดบาดตาและตัดกันอย่างรุนแรง และนำเสนอผลงานศิลปะที่ไม่มุ่งแสดงออกถึงความเป็นจริงอย่างเคร่งครัด หากแต่เน้นการแสดงออกอย่างฉับพลันจากอารมณ์ความรู้สึก จิตใต้สำนึกและสัญชาติญาณอย่างฉับพลัน

นอกจากนั้นศิลปินอีกคนที่น่าจะทำความรู้จักก่อนดูหนังก็คือ เทรซี เอมิน (Tracey Emin) ศิลปินร่วมสมัยชาวอังกฤษแห่งกลุ่ม YBAs**** ผู้โด่งดังจากการทำงานศิลปะในแนว Confessional Art***** ที่ตีแผ่ชีวิตและความสัมพันธ์ส่วนตัวของตัวเองต่อสาธารณชน เอมิน สร้างสรรค์ผลงานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาพวาด, ลายเส้น, ประติมากรรม, ภาพยนตร์ ภาพถ่าย ไปจนถึงงานเย็บปักและปะผ้า ในอดีตเธอเคยเป็นศิลปินตัวแสบของกลุ่ม YBAs และวงการศิลปะอังกฤษ ด้วยผลงานแสบสันต์อย่าง I Have Ever Slept With 1963–1995 (1995) ผลงานศิลปะในรูปเต็นท์ที่ปะผ้าเป็นชื่อของคนที่เธอเคยนอนร่วมเตียงด้วยทุกคน โดยแสดงในนิทรรศการ Sensation ในสถาบัน รอยัลอะคาเดมีออฟอาตส์ ลอนดอน ซึ่งแน่นอนว่ามันช็อกผู้ชมงานในยุคนั้นจนกระเจิดกระเจิง

ศิลปะจากหลอดไฟนีออนของ เทรซี เอมิน, ภาพจาก http://www.traceyeminstudio.com/exhibitions/2013/12/angel-without-you/

หรือ My Bed (1998) ผลงานศิลปะจัดวางแบบ readymade ที่ประกอบด้วยเตียงนอนสกปรกยับยู่ยี่ที่เธอใช้เวลาอยู่บนนั้นนานหลายอาทิตย์ ทั้งดื่มเหล้า, สูบบุหรี่, กินอาหาร, หลับนอน และมีเพศสัมพันธ์บนเตียงนี้ในระหว่างที่เธอกำลังมีประจำเดือนอยู่ (คงไม่ต้องบอกว่าผ้าปูที่นอนจะเปรอะเลอะเทอะอะไรบ้างนะ!) บนพื้นพรมและโต๊ะข้างเตียง นอกจากจะเกลื่อนไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างขวดเหล้า ซองบุหรี่ รองเท้าแตะแล้ว ยังมีหลอดเจลหล่อลื่น, ถุงยางใช้แล้ว และชุดชั้นในเปื้อนเลือดประจำเดือนวางทิ้งระเกะระกะอยู่อีกด้วย!

ศิลปะจากหลอดไฟนีออนของ เทรซี เอมิน, ภาพจาก http://www.traceyeminstudio.com/exhibitions/2013/12/angel-without-you/

เทรซี เอมิน ยังทำงานศิลปะจากหลอดนีออนที่เขียนเป็นตัวหนังสือ ถ้อยคำ และประโยคจากความในใจส่วนตัวของเธออย่าง “ Every Part of Me's Bleeding”, "I Can't Believe How Much You Loved Me”, “I Woke Up Wanting To Kiss You”, “It Was Just A Kiss” หรือ “Is Anal Sex Legal?” เป็นอาทิ

เอาเป็นว่าถ้าได้ดูหนังแล้ว ก็ลองเดาดูกันเอาเองก็แล้วกัน ว่างานศิลปะชิ้นไหนหรือเหตุการณ์อะไรในหนังที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานสุดแสบสันต์ของเธอกันบ้าง

****YBAs หรือ Young British Artists เป็นชื่อของกลุ่มศิลปินหน้าใหม่รุ่นเยาว์ของอังกฤษในช่วงปลายยุค 1980s ที่เกาะกลุ่มกันหลวมๆ เพื่อแสดงนิทรรศการศิลปะร่วมกันในลอนดอน โดยมีศิลปินอย่าง เดเมียน เฮิร์สต์ (Damien Hirst), เทรซี เอมิน, แกรี ฮิวม์ (Gary Hume), ซารา์ ลูคัส (Sarah Lucas) เป็นอาทิ กลุ่ม YBAs ส่งอิทธิพลอย่างสูงต่อความเคลื่อนไหวในวงการศิลปะร่วมสมัยของอังกฤษและของโลก ในช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ถึงต้นทศวรรษที่ 90 ศิลปินในกลุ่มต่างก็เป็นศิลปินผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงในวงการศิลปะในเวลาต่อมา

*****Confessional Art เป็นงานศิลปะที่เป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปินหญิงที่ใช้ผลงานศิลปะเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือในการถ่ายทอดภาพชีวิต คล้ายกับอนุสรณ์หรืออัตชีวประวัติ โดยนอกจาก เทรซี เอมิน แล้ว ศิลปินหญิงคนอื่นที่ทำงานในแนวนี้ก็มี หลุยส์ บรูชัวร์ (Louise Bourgeois), โมนา ฮาร์ธอม (Mona Hartoum) และ โยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) เป็นอาทิ

ส่วนผลงานอีกชิ้นที่ให้แรงบันดาลใจแก่งานประติมากรรมจัดวางสุดพิลึกพิลั่นในหนัง ซึ่งประกอบด้วยกองเก้าอี้วางซ้อนกันจนสูงท่วมหัว ที่สั่นสะเทือนและส่งเสียงดังรบกวนบทสนทนาของตัวละครเอกในหนังอยู่เป็นระยะๆ ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดของศิลปินชาวสวีเดน คาร์ล แฮมโมด์ (Carl Hammoud) ที่มีชื่อว่า Destroy Restore (2011)

Destroy Restore (2011), คาร์ล แฮมโมด์, สีน้ำมันบนผ้าใบ, ภาพจาก http://www.artnet.com/artists/carl-hammoud/destroy-restore-QdMujhyR-wfbYkSa-52Oaw2

ซึ่งเป็นภาพกองเก้าอี้หลากชนิดที่วางซ้อนกันจนมิดภาพ ด้วยฝีแปรงอันประณีตบรรจง และแสงอันละมุนละไม เขาวาดภาพข้าวของระเกะระกะอย่างกระดาษเปล่า หนังสือเก่า เก้าอี้และขวดเหล้าว่างเปล่า ที่วางกองอยู่ในห้องอันเงียบสงัดและรกร้างว่างเปล่า ราวกับจะเป็นการหาสมดุลย์ระหว่างความสับสนวุ่นวายและความเงียบสงบก็ปาน

Goldschmied & Chiari อย่าง Where shall we go dancing tonight? (1980s), ก่อน (ภาพบน) และหลังถูกทำความสะอาด (ภาพล่าง) ภาพจาก http://myartguides.com/posts/news/goldschmied-chiari-where-shall-we-go-dancing-tonight/

หรือเหตุการณ์ในหนัง ที่ผลงานศิลปะจัดวาง "กองกรวด" ของจูเลียน ที่ถูกพนักงานทำความสะอาดบังเอิญกวาดไปจนเหี้ยนนั้น ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริง ที่ผลงานศิลปะจัดวางของศิลปินคู่หู Goldschmied & Chiari อย่าง Where shall we go dancing tonight? (1980s) จำลองสภาพหลังปาร์ตี้เลิกขึ้นในห้องแสดงงาน ที่เต็มไปด้วยขวดแชมเปญเปล่า, ก้นบุหรี, กระดาษสีกระจัดกระจายเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นห้อง เพื่อเสียดสีความเป็นบริโภคนิยม, สุขนิยม, และปาร์ตี้อันไม่รู้จบของนักการเมืองสังคมนิยมอิตาเลียน แต่ผลงานชิ้นนี้กลับถูกพนักงานทำความสะอาดของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Museion (Museum of Modern and Contemporary Art of Bozen) เก็บกวาดทำความสะอาดเสียจนเกลี้ยงห้องซะอย่างงั้น!

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ในฉากสำคัญในหนังอีกฉากอย่างฉากงานกาลาดินเนอร์อันหรูหรา ที่ศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์ชายร่างกำยำผู้มีชื่อสั้นๆ ว่า “โอเล็ก” (แสดงโดย เทอร์รี โนตารี นักแสดงอเมริกันผู้มักจะแสดงเป็นสัตว์ในหนังอย่าง Planet of the Apes (2001, 2011, 2017), Avatar (2009) และ The Hobbit (2012 - 2014) เป็นอาทิ) ทำศิลปะการแสดงสด โดยสวมบทบาทเป็นลิง เข้ามาปั่นป่วนคุกคามเหล่าแขกผู้มีเกียรติและมีหน้ามีตาในวงการศิลปะร่วมสมัย จนวงแตกกระเจิดกระเจิงวายป่วงกันไปถ้วนหน้านั้น อันที่จริงมันได้แรงบันดาลใจมาจากงานศิลปะการแสดงสดของจริง และชื่อของศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์ในหนังก็ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปินเพอร์ฟอร์แมนซ์เจ้าของงานตัวจริงเสียงจริงชาวรัสเซีย ที่โด่งดังจากการสวมบทบาทเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่นเดียวกัน ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า โอเล็ก บอริโซวิช คูลิค (Oleg Borisovich Kulik) หรือ โอเล็ก คูลิค นั่นเอง

ศิลปินชาวรัสเซียเชื้อสายยูเครน ผู้ทำงานศิลปะแสดงสด, ประติมากรรม, ภาพถ่าย และภัณฑารักษ์ ผู้เป็นที่รู้จักจากศิลปะการแสดงสดในชุด Mad Dog ที่ศิลปินสวมบทบาทเป็นหมา ด้วยการแก้ผ้าล่อนจ้อน คลานสี่ขา สวมปลอกคอ โยงด้วยโซ่ล่่าม ให้คนจูงหรือผูกไว้กับที่ เห่าหอน แยกเขี้ยวขู่ บางครั้งถึงกับไล่กัดผู้ชมที่อยู่รายรอบ เขามักบันทึกการแสดงสดของเขาด้วยภาพถ่ายและวิดีโอ

I BITE AMERICA AND AMERICA BITES ME (1997) ภาพจาก https://mai.art/content/2014/6/23/i-bite-america-and-america-bites-me-1997

ผลงานศิลปะการแสดงสดของเขาเป็นการสำรวจกายภาพและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน รวมถึงกระตุ้นเตือนให้ผู้ชมรำลึกถึงความเชื่อมโยงอันเก่าแก่โบราณระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ ด้วยการสื่อสารผ่านความรุนแรงป่าเถื่อน และการใช้ภาษากายที่ไม่อาจคาดเดาได้แทนการสื่อสารด้วยคำพูด

โอเล็กหวังว่าผลงานชุดนี้จะทำให้เขาเข้าถึง “จิตสำนึกที่ร่วงหล่นจากขอบเขตของความเป็นมนุษย์” เขาต้องการใช้บทบาทของศิลปินในการเป็นผู้ก่อกวนทางวัฒนธรรม ที่นำพาแสงสว่างมาสู่ความมืดบอดของความคลั่งศาสนาและความอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรง ที่เขารู้สึกว่ากำลังครอบงำสังคมรัสเซียอยู่ ด้วยการคลานสี่ขา ใช้มือและเข่าเดินต่างเท้า และแสดงอากับกิริยาแบบหมา โอเล็กต้องการแสดงออกถึงวิกฤติของสังคมร่วมสมัย อันเป็นผลพวงมาจากการแบ่งแยกทางภาษาและวัฒนธรรมที่สร้างกำแพงกีดกั้นผู้คนออกจากกัน ดังนั้น เขาจึงลดกำแพงของความเป็นภาษาลง และแทนที่ด้วยการสื่อสารด้วยสัญชาตญาณพื้นฐานแบบเดียวกับสัตว์เดรัจฉานอย่าง “หมา”

ผลงานศิลปะแสดงสด “ศิลปินเล่นเป็นหมา” ครั้งที่อื้อฉาวที่สุดของโอเล็ก เกิดขึ้นในนิทรรศการแสดงศิลปะกลุ่มที่พิพิธภัณฑ์ Fargfabriken ที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เขาสวมบทบาทเป็นหมาที่ถูกล่ามโซ่เอาไว้ และมีป้ายเขียนเตือนว่า “อันตราย” ติดอยู่ใกล้ๆ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อผู้ชมงานไม่ได้ใส่ใจกับป้ายที่ว่า และเดินเข้าไปใกล้ๆ โดยไม่ระวัง เขาก็พุ่งเข้ากัดคนเหล่านั้นทันที (อั๊ยย่ะ!)

ว่ากันว่า เขากัดขาของลูกสาวหัวหน้าภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ด้วย หนำซ้ำเขายังทำลายผลงานศิลปะของศิลปินคนอื่นๆ ที่ร่วมแสดงงานในนิทรรศการนี้จนเสียหายหลายชิ้นอีกด้วย ซึ่งผลก็คือเขาถูกแจ้งความจับเข้าซังเตไปในที่สุด

โอเล็กอ้างว่าการกระทำของเขานั้นมีเหตุผล (แบบหมาๆ) และไม่ควรถือสาหาความ เพราะอันที่จริงเขาก็ติดป้ายเตือนให้ระวังเอาไว้แล้ว แต่คนก็เลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ใส่ใจกับมัน เขากล่าวว่า การที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการแสดงความโกรธของเขาที่มีต่อวิกฤติทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน ผ่านความโกรธอันรุนแรงของหมานั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านี้ก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับฉากงานเลี้ยงสุดวายป่วงในหนัง The Square นั่นเอง

The Square (2014) พิพิธภัณฑ์ดีไซน์ Vandolorum จัตุรัสกลางเมืองวาร์นาโม่, สวีเดน, ภาพถ่ายโดย John Nelander / Vandalorum ภาพจาก https://www.sydsvenskan.se/2017-08-27/ruben-tanker-innanfor-boxen

กลับมาที่ผลงานชิ้นเอกของหนังอย่าง จัตุรัสเรืองแสง The Square อีกที ก่อนหน้าที่มันจะมาปรากฏตัวอย่างในหนังเรื่องนี้ ผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นและจัดแสดงในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยความร่วมมือของ รูเบน ออสต์ลุนด์ และ คาลเล โบมาน (Kalle Boman) ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของหนัง ที่ทำขึ้นสำหรับพิพิธภัณฑ์ดีไซน์ Vandolorum ในเมืองวาร์นาโม่ ประเทศสวีเดน ในปี 2014

โดยมันถูกติดตั้งบนพื้นของจัตุรัสศูนย์กลางเมือง ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับงานที่ปรากฏในหนังแทบจะไม่ผิดเพี้ยน นัยว่าพวกเขาทำงานชิ้นนี้ขึ้นเพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับหนังเรื่องนี้ พวกเขากล่าวว่าผลงานชิ้นนี้มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และขับเน้นสัญญาประชาคมอันเป็นรากฐานของสังคม ในปัจจุบัน ผลงานศิลปะสาธารณะชิ้นนี้กลายเป็นจุดหมายสำหรับการประท้วง การแสดงดนตรี  และจัดพิธีแต่งงานของคนในเมือง และยังคงเป็นที่นิยมชมชอบมาจนถึงทุกวันนี้

“สิ่งที่ผมรักเกี่ยวกับโลกศิลปะก็คือ การที่มันสามารถโอบรับแนวคิดของผลงานชิ้นนี้ (The Square) ด้วยความที่มันเป็นเวทีที่เราสามารถถกเถียง ว่าสังคมแบบไหนกันแน่ ที่เราต้องการ เป็นที่ที่เราหันกลับมามองตัวเองด้วยท่าทีเสียดเย้ยและวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่” ออสต์ลุนด์กล่าวทิ้งท้ายถึงผลงานศิลปะทั้งในหนังและในโลกแห่งความเป็นจริงของเขา

เมื่อได้รู้ทำความรู้จักกับศิลปินและผลงานศิลปะเหล่านี้กันแล้ว ก็หวังว่าคงข้อมูลเหล่านี้คงจะมีส่วนช่วยทำให้ท่านผู้อ่านและท่านผู้ชมดูหนัง The Square ได้อย่างมีอรรถรสมากขึ้น ไม่มากก็น้อยนะครับ

ข้อมูลจาก https://news.artnet.com/art-world/ruben-ostlund-the-square-1135943

อนึ่ง บทความนี้รวมรวมและเพิ่มเติมจากบทความประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ The Square ที่ผู้เขียนเขียนให้กับเพจ HAL

เขียนโดย : ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

#WURKON #Art #movie #thesquare #ปาล์มทองคำ #ลูกโลกทองคำ #ออสการ์ #contemporaryart #modernart #reference arthistory #ตลกร้าย #จิกกัด #เสียดสี #ศิลปะร่วมสมัย #thesquare #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ #แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon



Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30