Blog

รชพร ชูช่วย แห่ง all(zone) กับการสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพอันสนุกสนานเปี่ยมสีสันในโลกสถาปัตยกรรม

รชพร ชูช่วย แห่ง all(zone) กับการสร้างสภาพแวดล้อมทางกายภาพอันสนุกสนานเปี่ยมสีสันในโลกสถาปัตยกรรม

26 กันยายน 2559

all(zone) สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมสัญชาติไทย ซึ่งผลิตผลงานออกแบบอาคารและผลงานสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นเปี่ยมเอกลักษณ์ และแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM Contemporary Art Museum) ซึ่งเป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปะของไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นหมุดหมายทางศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทยและเอเชีย หรืองานออกแบบศาลารับแขกที่ดัดแปลงจากไม้เก่าจากบ้านเก่าอายุ 70 ปี อันเปี่ยมเสน่ห์ของศิลปินเซรามิกส์สาวชาวกรุงเทพฯ รวมถึงงานออกแบบนิทรรศการและงานออกแบบจัดวางพื้นที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ฯลฯ

ในคราวนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ ผศ.ดร.รชพร ชูช่วย หรือ คุณอ้อน สถาปนิกหญิงเก่ง ผู้นอกจากจะเป็นผู้ก่อตั้งและหัวเรือใหญ่ของสตูดิโอออกแบบ all(zone) แห่งนี้แล้ว เธอยังเป็นอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกด้วย เรามาร่วมกันรับฟังเรื่องความเป็นมาของสตูดิโอออกแบบแห่งนี้ รวมถึงแนวคิดในการออกแบบอันสนุกสนานเปี่ยมเสน่ห์ และแปลกใหม่ไม่เหมือนใครของเธอ ว่ามันจะตอบโจทย์วิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ของเราได้แค่ไหนกันเถอะ

WURKON:

สังเกตดงานของสตูดิโอ All(zone) ส่วนใหญ่จะค่อนข้างเป็นงานที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม อันนี้เป็นความตั้งใจไหมครับ

รชพร:

คือไม่ได้เป็นความตั้งใจที่จะจำกัดตัวเองอยู่ที่งานศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่ต้นหรอก จริงๆ มันเริ่มจากการทำงานสนุกๆ ทำนิทรรศการแบบเป็นฟรีแลนซ์กันไปเรื่อยๆ แล้วมันก็เริ่มจริงจังขึ้นเรื่อยๆ มันก็ต้องเป็นออฟฟิศ เพราะไม่งั้นก็ไม่มีคนช่วยทำ พอเริ่มเป็นออฟฟิศเนี่ย เราไม่ได้เริ่มจากความคิดที่ว่า เราอยากจะทำตึก แต่จริงๆ เราอยากทำของสนุก ที่มันเป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เพราะฉะนั้นงานแรกๆ มันจะเป็นนิทรรศการเกือบหมดเลย เราอยากทดลองวัสดุ ทดลองอะไรแบบนี้ พอมันเริ่มอย่างนั้นเราก็ไม่ได้ลิมิตตัวเองอยู่ที่ความเป็นตึกไง พอมีคนวิ่งมาหาเรา เขาก็จะไม่ได้มองว่าเราทำแต่ตึก ตึก ตึก เวลาใครถามเราว่าเราทำอะไร เราก็จะตอบว่าเราชอบทำงานออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่สนุกๆ น่ะ หรือเวลาใครถามว่าเราทำงานสไตล์ไหน เราบอกไม่ถูกนะ แต่เราอยากทำงานที่โจทย์มันน่าสนใจ อย่างงานซ่อมบ้าน รีโนเวตบ้าน รีโนเวตตึกอะไรเราก็ทำอยู่แล้ว แต่งานสร้างใหม่อันแรกที่เราทำคือ งานทำตลาด เพราะจริงๆ เขาหาคนทำไม่ได้ เขาอยากได้ตลาดที่มันดูหน้าตาดีหน่อย ไม่ใช่ตลาดที่มันเยินๆ เชยๆ แล้วมันไม่มีใครยอมทำให้เขา เราก็บอก เฮ้ย! ตลาดเหรอ? หนุกดี อยากทำ ลักษณะมันก็เป็นอย่างงี้ ทีนี้ไอ้เรื่องงานวัฒนธรรมที่คุณถามเนี่ย พอเราเริ่มมาแบบนี้ พวกงานคอมเมอร์เชียลมากๆ ที่สถาปนิกส่วนใหญ่ทำกัน เช่น งานคอนโด งานอาคารสำนักงาน งานพวกนี้มันจะผูกพันกับการลงทุนที่สูงมาก เพราะฉะนั้นเนี่ย มันต้องเร็ว มันทดลองมากไม่ได้ สนุกมากไม่ได้ เราก็เลยจะไม่ได้ก้าวเข้าไปตรงนั้นซะทีเดียว คือมันยาก เราไม่ถนัด พอเราเริ่มจากการที่อยากทำของสนุก อยากคิดรูปแบบทางสถาปัตยกรรมใหม่ๆ มันทำงานแบบนั้นไม่ได้ อย่างสมมติคุณทำคอนโดเนี่ย นับจากวันแรกที่คุณจ่ายเงินซื้อที่ ภายในสี่ห้าเดือนคุณต้องเริ่มปล่อยโครงการแล้ว ไม่งั้นคุณขาดทุน เพราะดอกเบี้ยมันวิ่งเร็วมาก คุณต้องเปิดโปรเจ็กต์แล้ว แปลว่าภายในสี่เดือนแบบคุณต้องเสร็จ พร้อมให้คนจองแล้ว มันจะเร็วมาก เราไม่ได้ถนัดงานอย่างงั้น แต่จริงๆ เราก็เคยทำงานให้ Developper (ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์) แต่ทำในส่วนของ reserch มากกว่า คือ Developper จำนวนมากตอนนี้จะใช้วิธีสต็อกของ ยังไม่มีโครงการจริงๆ คุณไปทำมาเลย คิดว่าอะไรที่เป็นปัญหา เป็นประเด็น แล้วเก็บสะสมเป็นแคตตาล็อกไว้ แล้วถ้ามีโครงการไหนที่มันเหมาะสมจะเสียบได้ก็เสียบไป เพราะจริงๆ ค่าออกแบบให้ตายยังไงมันน้อยมากถ้าเทียบกับมูลค่าของโครงการทั้งหมดที่เขาขายได้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะพัฒนารูปแบบบางอย่างของโครงการเก็บไว้ ซึ่งแบบนี้เราก็ทำให้หลายเจ้าเหมือนกัน แบบนี้เราโอเค มันไม่ได้เร่งมาก เขาอาจจะให้เวลาพัฒนาต้นแบบของโครงการหกเดือน แต่ถ้าเป็นโครงการจริงๆ เขามีให้คุณสองเดือนเท่านั้นแหละ สั้นมาก เสร็จแล้วต้องเตรียมขายแล้ว หลังจากนั้นก็ต้องสร้างแล้ว เราไม่ได้อยู่ในวงจรของการทำงานแบบนั้น โครงการที่เราทำมันก็จะอยู่ในขอบเขตของการทำบ้าน ทำของที่มีโจทย์น่าสนใจ อย่างนิทรรศการ เราทำมาตลอด เราชอบงานที่มีคอนเทนต์เยอะ อยากทำความเข้าใจคอนเทนต์ ก็เลยจะได้ทำงานที่มันเป็นนิทรรศการ เป็นพิพิธภัณฑ์ เพราะมันมีคอนเทนต์  ก็เลยค่อยๆ ทำงานประเภทนี้มาเรื่อยๆ แต่จริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นมันไม่ได้เป็นความตั้งใจว่าเราจะจำกัดตัวเองอยู่ที่งานประเภทนี้ งานคอมเมอร์เชียลก็อยากทำ แต่มันต้องดูเงื่อนไขไง ว่าถ้าเราไปทำแล้วทำให้เขาเจ๊ง เราก็ไม่อยากทำนะ เราอาจจะไม่เหมาะกับเงื่อนไขนั้นๆ แต่ถ้ามีคนอยากทำโครงการคอมเมอร์เชียล แต่ไม่ได้เน้นกำไรสูงสุด อยากทดลองอะไรใหม่ๆ เป็นโครงการนำร่อง อันนี้เราอาจจะทำได้นะ แต่ถ้ามาแบบ จะเอาภายในสามเดือนเนี่ย เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ทำได้ดีที่สุด มันคงมีคนที่ทำได้ดีกว่าเราเยอะอีกหลายคน ถ้ามาแบบนี้ปกติเราก็จะบอกว่า ไปทำกับคนนี้เลย คนนี้เก่ง คนนี้ทำอันนี้ได้ดีกว่าเรา เราก็พอรู้อยู่

SZL market  Bangkok, Thailand / 2008-2012 

WURKON:

ธรรมชาติของสตูดิโอ All(zone) ก็คือความสนุก?

รชพร:

ใช่ จริงๆ เบอร์หนึ่งคือมันต้องสนุก ถ้าไม่สนุกไม่ทำ สนุกเนี่ย คือโจทย์สนุก หรือ ลูกค้าสนุก บางทีโจทย์อาจจะเฉยๆ แต่ลูกค้าน่าสนใจ ก็จะอยากทำงานด้วย แต่ถ้าไม่สนุกนี่ไม่ทำเลย ถ้างานนี้เราคิดว่ามันน่าเบื่อปุ๊บ นี่จะไม่ไหวเลยนะ เพราะจริงๆ เราจะทำให้ออฟฟิศเล็กเข้าไว้ ออฟฟิศจะไม่ใหญ่ ก็จะทำให้เราเลือกงานได้ในระดับนึง

WURKON:

ไม่จำเป็นต้องหางานเยอะๆ มาเลี้ยงออฟฟิศ?

รชพร:

ก็ต้องหางานบ้าง แต่ไม่ถึงกับต้องแบบ งานนี้เกลียดมาก ไม่อยากรับ แต่ต้องรับ เพราะไม่งั้นไม่มีกิน ไม่มีเงินมาจ่ายลูกน้อง เราพยายามจะไม่ให้มันเกิดขึ้น เราอยากให้ตัวเองพอจะเลือกงานได้ในระดับนึง ส่วนมากจะเป็นลักษณะที่ว่า งานมันน่าสนใจหมดเลย ทำยังไงดี? ทำไม่ไหว (หัวเราะร่วน) ปฏิเสธไม่ลง ก็ต้องรับ แต่ก็พยายามหาวิธีจัดการเอา ตอนนี้ปัญหาหลักคือทำไม่ทันมากกว่า ไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่งนะ แต่เป็นคนทำงานช้า เนื่องจากเราอยากลองของบางอย่าง บางทีมันไม่เร็วขนาดนั้นไง มันต้องมีการค้นคว้า มีการทดลอง มีการลองผิดลองถูก บางทีทำแล้วไม่ชอบ รื้อใหม่ อะไรอย่างงี้ ทุกคนก็จะบอกว่า เราทำอย่างงี้แล้วมันจะคุ้มไหม? มันไม่คุ้มหรอก แต่ถึงจุดนึงแล้วถ้าทำแล้วเหมือนทำไปส่งๆ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม อาชีพนี้ยังไงมันก็ไม่ได้สตางค์เยอะอยู่ดี เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นในเวลาเท่าๆ กัน ค่าตัวสถาปนิกต่อหนึ่งหน่วยเวลานี่น้อยมาก เพราะเราใช้เวลาทำงานเยอะ

WURKON:

จริงเหรอครับ เห็นคนส่วนใหญ่มักจะมองว่าสถาปนิกออกจะเป็นเป็นอาชีพที่ทำเงินดีไม่ใช่เหรอ

รชพร:

คือเมื่อเทียบกับหนึ่งหน่วยเวลาที่ใช้เนี่ย มันไม่เยอะ คือมันทำเงินได้ ไม่ได้จน แต่สมมติว่าคุณเป็นสถาปนิก แล้วใช้เวลา 12 - 15 ชั่วโมงต่อวันเนี่ย เทียบกับเงินที่ได้ ให้ตายยังไงคุณก็ทำเงินได้น้อยกว่าอีกหลายอาชีพ น้อยกว่าหมอ น้อยกว่าทนาย น้อยกว่านักบัญชี น้อยกว่าคนที่เป็นมืออาชีพในการขายบริการวิชาชีพเหมือนกัน ถ้าเขาขายเป็นหนึ่งหน่วยเวลา เราถูกกว่าเยอะอยู่แล้ว เมื่อเทียบแล้ว มันไม่ใช่อาชีพที่จะรวยมากอยู่แล้ว ยกเว้นว่าคุณจะเป็นหนึ่งในคนที่มีอยู่ไม่กี่คนในโลกที่เก่งมากจนกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงมากอย่าง Norman Foster ที่ออฟฟิศทำอะไรที่ยากมากๆ ได้ อันนั้นเป็นสเกลที่ถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมยานยนต์มันคือทำเครื่องบิน ทำยานอวกาศน่ะ ในขณะที่สถาปนิกไทยเราทำรถตุ๊กๆ อยู่ Norman Foster ก็เทียบได้กับการทำเครื่องบินโบอิ้งหรือยานอวกาศ มันอยู่อีกระดับนึง นั่นน่ะ ยังไงก็ได้ตังเยอะ สเกลของที่เขาทำมันแพงกว่าอยู่แล้ว ยังไงอาชีพนี้ก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่รวยที่สุดอยู่แล้ว แต่ถามว่าจนไหม ไม่จนหรอก เพราะยังไงก็ตามมันมีการขายอัตถประโยชน์บางอย่างอยู่ คุณต้องทำให้บ้านมันอยู่ได้ ไม่พัง มันเหมือนเราไปหาหมอน่ะ ถ้าเขาจ่ายยาให้เราผิดเราก็ตายน่ะ มันอยู่ได้ ไม่ถึงกับจน ถ้าจนแปลว่าคุณไม่เก่ง (หัวเราะ) อันนี้เราพูดกับนักเรียนตลอดว่า อาชีพนี้มันมีกรณีเดียวที่คุณจะจน คือคุณไม่เก่ง แต่ว่าจริงๆ ถ้าคุณไม่เก่ง อาชีพอะไรคุณก็จนน่ะ (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้เด็กก็คิดมากเหมือนกันไง ก็มีมาถามว่าทำอาชีพนี้แล้วจะรวยไหม เราไม่รู้! คุณเก่งป่ะล่ะ? (หัวเราะ) ถ้าคุณเก่งก็มีสิทธิ ถ้าคุณไม่เก่งก็ลืมไปเลย เด็กมันจะกังวลไง ว่าทำอาชีพนี้แล้วจะรวยไหม ก็แล้วแต่คุณ ขึ้นอยู่กับคุณ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา (หัวเราะ)

WURKON:

อย่างงานนิทรรศการเนี่ย ส่วนใหญ่เราจะไม่ค่อยรู้กันว่าสถาปนิกมาทำงานออกแบบตรงนี้ด้วย

รชพร:

คือ เราอาจจะประหลาด จริงๆ เรามองว่างานสถาปัตยกรรมงานทำตึกเนี่ยมันช้า สามปีห้าปีกว่าจะเสร็จ เรามองว่านิทรรศการมันเป็นที่ที่เราได้ทดลองอะไรเร็วๆ ได้ ทดลองวัสดุได้ ทดลองพื้นที่ ทดลองของบางอย่างที่อาจจะยังไม่ต้องอยู่ถาวรขนาดนั้นได้ เพราะตึกเนี่ยมันต้องขึ้นอยู่กับหลายสิ่งหลายอย่างมาก เช่น ขึ้นกับกฏหมาย ขึ้นกับความปลอดภัย ขึ้นกับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ การดูแลรักษา คือมันมีของที่เจ๊งไม่ได้อยู่เยอะ มันต้องทนทาน ในขณะที่นิทรรศการมันสั้น เพราะฉะนั้นเราสามารถทดลองได้มากกว่า ในด้านต่างๆ ของบางอย่างอาจจะอยากใช้ทำตึก แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันทำได้หรือเปล่า งั้นลองกับนิทรรศการก่อนไหม เราใช้ตรงนี้เป็นที่ทดลองมาตลอด จริงๆ เรามองว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นสภาพแวดล้อมทางกายภาพบางอย่าง แต่พอมันเป็นนิทรรศการมันใช้เวลาสั้น มันทดลองได้ อาจจะทดลองแค่สี ทดลองคุณภาพของพื้นที่บางอย่าง เราทดลองกับนิทรรศการได้เลย เพราะมันเร็วมาก เดี๋ยวก็จบแล้ว สามเดือนถึงห้าเดือนมากสุด ก็สนุก แล้วพอเป็นนิทรรศการมันมีอีกอย่างที่สนุก อย่างที่บอกตอนต้นว่ามันมีเรื่องคอนเทนต์ คือมันต้องทำงานร่วมกันคนเยอะ แล้วนิทรรศการจริงๆ มันคือการสื่อสารคอนเทนต์บางอย่าง เราจะเข้าไปใช้สภาพแวดล้อมทางกายภาพช่วยสื่อสารคอนเทนต์ยังไง เราต้องทำงานกับคนเยอะ ทำงานร่วมกับคิวเรเตอร์ ทำงานร่วมกับกราฟฟิกดีไซเนอร์ ทำงานร่วมกับศิลปิน ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบนึง นิทรรศการมันมีหลายประเภทใช่ป่ะ ถ้าเป็นนิทรรศการที่ไม่ใช่งานศิลปะก็มีงานดีไซน์ นิทรรศการโชว์ของ หรือนิทรรศการที่ต้องการสื่อสารคอนเทนต์บางเรื่อง อย่างที่ TCDC ชอบทำ ก็มีเยอะแยะ ซึ่งมันก็สนุกไปอีกแบบนึง มันกลายเป็นว่าจริงๆ นิทรรศการศิลปะง่ายสุด เพราะมันมีของเจ๋งๆ อยู่แล้ว เรามีหน้าที่ทำให้สเปซมันช่วยให้เรื่องมันชัดขึ้น แล้วก็ดูเรื่องทางเทคนิค ว่าไฟเป็นยังไง พื้นเป็นยังไง ผนังเป็นยังไง ฝ้าเป็นยังไง สภาพแวดล้อมโอเคไหม กันความร้อน กันเสียง กันความชื้น กันขโมยได้ไหม คนยืนดูงานชิ้นนึงแล้วไม่บังอีกคนนึงไหม เราก็จะไปดูเรื่องพวกนี้มากกว่า งานมันเจ๋งอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ทำให้งานมันอลังการมากขึ้น

HJS Ubon Rachathani, Thailand / July, 2010

Thai-Yo Bangkok Art and Culture Center, Thailand / March, 2010

WURKON:

เป็นฉากหลัง?

รชพร:

ใช่ เราเป็นฉากเลย เป็นที่ที่ให้เขาใส่งานแล้วสวย นิทรรศการศิลปะมันไม่ได้ยากที่วิธีเล่าเรื่อง เพราะจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องเล่าอะไรเยอะ เพราะตัวงานมันก็เล่าอยู่แล้ว คิวเรเตอร์ (ภัณฑารักษ์) เขาก็มีภาพอยู่แล้ว เราก็ช่วยแนะนำเรื่องตำแหน่ง เรื่องแสง เรื่องไฟ ช่วยดูเรื่องจุกจิกให้มากกว่า เพราะงานศิลปะมันโอเคอยู่แล้วในตัวมัน เขาเลือกมาแล้วมันต้องโอเคอยู่แล้วแหละ ประมาณนั้น

MAIIAM Contemporary Art Museum Chiang Mai, 2016

WURKON:

แล้วงานนิทรรศการดีไซน์ โชว์ของ หรือนิทรรศการคอนเทนต์ล่ะครับ ทำงานต่างกันไหมครับ

รชพร:

โห ทำงานมากกว่าเยอะค่ะ เพราะเหมือนคิวเรเตอร์เขาจะมาด้วยของที่เป็นนามธรรมนิดนึง เราก็ต้องมาช่วยคิดว่าจะวางของยังไง อันนี้ควรจะเห็นเล็กเห็นใหญ่ เห็นอันนี้ก่อนหรือหลัง บางทีมันไม่มีของอะไรโชว์เราก็ต้องหาวิธีเล่าเรื่องว่าจะเล่ายังไง เดินจากมืดแล้วค่อยไปสว่างข้างใน อย่างเราเคยทำนิทรรศการอันนึงที่โครงการมันหยุดไป ไม่ได้สร้าง เป็นของโรงงานน้ำตาล เล่าเรื่องว่าการทำน้ำตาลมันมีกระบวนการยังไงบ้าง ซึ่งมันเข้าไปดูจริงๆ ไม่ได้ เข้าไปดูไร่อ้อยจริงๆ ไม่ได้ มันก็ต้องมานั่งคิดว่าจะโชว์ยังไงให้พื้นที่มันเล่าเรื่องแบบนี้ได้ ให้เห็นภาพจริง ก็เป็นอีกประเภทนึง อันนั้นยากกว่าเยอะ ตรงที่ของมันไม่มีอะไรตื่นเต้น แต่เราต้องเสกสเปซให้มันตื่นเต้นขึ้นมาไง แต่อย่างงานศิลปะมันตรงกันข้าม เราต้องทำให้สเปซมันนิ่ง หาย แล้วงานโดดเด่น ในความเห็นเรา ถ้าสเปซมันดันเด่นขึ้นมาในงานศิลปะ เราก็ผิดละ เราจะรู้สึกว่าเราผิด อย่าง MAIIAM ก็มีคนคอมเมนต์นะ ว่าสเปซแรง ซึ่งจริงๆ ไม่ได้เป็นความตั้งใจ อย่างห้องโถงตรงกลางสเปซมันแรงมาก จริงๆ เราไม่ได้อยากให้มันแรงขนาดนั้น เราอยากให้โชว์งานแล้วงานมันเด่น แต่ก็มีคนพูดอยู่เหมือนกันว่างานที่จะไปอยู่ตรงนั้นถ้าไม่เจ๋งจริงมันอยู่ไม่ได้

WURKON:

เพราะมันปะทะกับคนดู?

รชพร:

ใช่ แล้วด้วยสเกลด้วยอะไรหลายๆ อย่าง คือตรงนั้นจริงๆ จะให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ คืออยากให้เป็นพื้นที่แสดงงานที่มันเละได้น่ะ จะแสดงเพอร์ฟอร์มานซ์ก้อได้ จะปลูกต้นไม้ไหม จะเอาดินเข้ามากองไหม จะละเลงสีไหม จะเปิดประตูออกไปให้ข้างในมันต่อกับข้างนอกเลยไหม ให้คนมองเพอร์ฟอร์มานซ์มาจากข้างบนได้ เพราะมันมีระเบียงอยู่สามด้าน จริงๆ มีภาพประมาณนั้น แต่พอออกมาแล้วมันค่อนข้างสตรอง กลายเป็นว่ามันสูงปุ๊บมันโหดเลยไง สเปซมันแรง ถ้าศิลปินไม่เก็ตเรื่องสเกลของสเปซ มันจะยากเหมือนกัน มันจะสู้ไม่ได้ มันจะตาย (หัวเราะ) เพราะอย่างเจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เขาเก่งไง ภาพถ่าย (Ghost Teen) ของเขาภาพนี้ จะเป็นภาพที่คนจะจำไปชั่วชีวิต เชื่อดิ ภาพมันมีพลังมาก ไม่มีใครลืมภาพนี้ได้แน่นอน เจ้ยเขาตั้งมาตรฐานไว้สูงมาก ทั้งภาพใหญ่ภาพนี้และตัวนิทรรศการข้างใน บอกเลยว่าคนที่มาแสดงต่อจากนี้ในอนาคตจะเหนื่อยมากน่ะ คนที่จะทำให้ได้ในระดับที่มันเอาคนอยู่ขนาดนี้ มันไม่ง่าย เขาตั้งมาตรฐานเอาไว้สูงมาก ก็มีคนคอมเมนต์ให้เรา ว่าฟังเปรียบเทียบกับ Turbine Hall ที่พิพิธภัณฑ์ Tate Modern เอาเข้าจริงๆ เราก็จำงานในนั้นไม่ค่อยได้ ทั้งๆ  ที่มันเปิดมาเป็นสิบปีแล้ว มีแค่สองสามชิ้นเองที่จำได้

WURKON:

งานเมล็ดทานตะวันของ อ้าย เหว่ยเหว่ย? (Sunflower Seeds 2010 / Ai Weiwei)

รชพร:

ใช่ แล้วก็งานที่เป็นพระอาทิตย์ของ โอลาฟัวร์ (The Weather Project, 2003 / Olafur Eliasson) มันก็จำได้ไม่กี่อันน่ะ จริงๆ มันก็ใช้อยู่ตลอด แต่ทำไมเราจำอะไรไม่ได้เลย เพราะมันไม่มีใครเอาสเปซอยู่น่ะ สเปซมันยาก เปรียบเทียบกับสเปซของใหม่เอี่ยมเราก็ว่าเออ จะว่าไปก็จริงนะ

WURKON:

แต่ในอีกแง่นึงมันก็ท้าทายศิลปินเหมือนกัน

รชพร:

ใช่ วันเปิดเราก็พูดว่าเราทำสเปซให้มันหลากหลาย เรารอดูอยู่นะ ว่าอยากเห็นศิลปินใช้สเปซยังไง จะตีความมันยังไง เราก็ตื่นเต้นนะ ที่จะเห็นสเปซ ที่ไม่ใช่แค่ในแกลเลอรี่ แต่ในทุกส่วนของพิพิธภัณฑ์ที่มันถูกปรับเปลี่ยนไป อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะเล่นอะไรกับมันได้บ้าง

WURKON:

แล้วการออกแบบนิทรรศการศิลปะที่ต้องทำงานร่วมกับศิลปินล่ะครับ เป็นยังไงบ้าง

รชพร:

เรื่องคอนเซ็ปช่วล สวยงาม จับใจ เขาคิดได้มากกว่าเราน่ะ คือสถาปนิกก็มีข้อจำกัดของเราอยู่ระดับนึง เพราะเราจะแคร์เรื่องความสะดวกสบายปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย เล่าให้ฟังให้เห็นภาพละกันว่าเราทำงานต่างกันยังไง คืออย่างนิทรรศการเจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) เขาก็ออกแบบของเขา สิ่งที่เราดูคือแบบ ทางเดินต้องให้ได้ 1 เมตร 50 หมดนะ ห้ามมีของมากีดขวาง ไม่งั้นผิดกฎหมาย คือมันหนีไฟไม่ได้ หรือมันต้องมีป้ายบอกทางหนีไฟให้เห็นทุกห้องนะ ไม่งั้นมันผิดกฎหมาย  อันนี้คือสิ่งที่เราช่วยเขาเยอะสุดน่ะ คือห้ามเอาอะไรมาปิดป้ายบอกทางหนีไฟทิ้งนะ ต่อให้มันเป็นสีเขียวที่ไม่สวยยังไงก็ทำอะไรไม่ได้นะ เพราะมันผิดกฎหมาย

WURKON:

แล้วเขาขัดใจไหม

รชพร:

เขาก็ขัดใจแหละ ซึ่งเราก็เข้าใจ ถ้าเป็นเราเราก็คงขัดใจเหมือนกัน แถมอาจจะวีนกว่าด้วย (หัวเราะ) คือในที่สุดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์อุบัติภัยมันมี 0.01% แต่มันก็เหมือนเครื่องบินน่ะ มันต้องเป็น 0% น่ะ มันเกิดความเสี่ยงนี้ไม่ได้เลย เพราะถ้ามันเกิดเนี่ย คนซวยมันคือเจ้าของไง เราก็ไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เราก็แบบ ขอนะเจ้ย อันนี้มันต้องมีนะ เราก็ไปคิดให้เขาว่า ป้ายบอกทางหนีไฟไม่ต้องเขียนว่า FIRE EXIT แต่เราใช้เป็นแค่สัญลักษณ์ไหม เป็นรูปคนวิ่ง แล้วเป็นแบบพรายน้ำ เฉพาะตรงที่มืดถึงจะเห็น จะไม่ไปกวนตรงที่เขาไม่อยากให้เห็น ก็พยายามช่วยกัน เขาก็ร่วมมือนะ แต่เขาก็จะแบบ เออ ขอเป็นตรงนี้ได้ไหม มันจะได้ไม่กวนงาน เราก็จะเป็นคนประมาณ มุมกระจกลบหน่อยไหม เกิดคนวิ่งไปชน ก็จะอันตราย ก็จะแบบเป็นป้านิดนึงน่ะ (หัวเราะ) ซึ่งจริงๆ ครึ่งนึงของงานสถาปัตย์มันคืออะไรแบบนี้น่ะค่ะ พาร์ตสนุกมันก็มีน่ะ แต่อีกเกินครึ่งมันเป็นเรื่องชีวิตคนน่ะ มันอาจจะไม่ได้ทันทีเหมือนหมอ อย่างถ้าเราทำราวกันตกตรงบันไดเตี้ย แล้วมีคนตกไปตาย เราก็จะซวยเลยนะ เราก็จะเสียใจไปชั่วชีวิต ซึ่งเดี๋ยวนี้คนคิดเรื่องนี้กันน้อยนะ เลยทำให้ตึกในจำนวนมากในประเทศไทยใหม่ๆ จะเป็นตึกที่อันตรายน่ะ ซึ่งเราจะหงุดหงิดมาก คุณไม่กลัวเหรอ? ถ้ามีคนตายหรือคนบาดเจ็บขึ้นมาคนนึง ถ้าเป็นที่อเมริกาคุณเตรียมตัวเลิกประกอบอาชีพนี้ได้เลย แต่บ้านเรากฎหมายการตรวจสอบตึกมันยังไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น

WURKON:

ซึ่งจริงๆ ธรรมชาติของงานสถาปัตยกรรมมันก็เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว

รชพร:

ใช่ๆๆ แล้วจริงๆ มันถูกครอบด้วยกฎหมายด้วย เรามีความรับผิดชอบ เพราะเราต้องเซ็นแบบที่เราออกแบบเพื่อขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งมันอยู่ภายใต้กฎหมาย แล้ว 90% ของกฎหมายมันเป็นเรื่องความปลอดภัยล้วนๆ เป็นเรื่องของสวัสดิภาพของผู้ใช้งาน ทางหนีไฟ การระบายอากาศ แสง การเปลี่ยนระดับ ทั้งหมดคือเรื่องพวกนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นครึ่งนึงเราก็ต้องรู้เรื่องนี้ แต่พอไปปะทะกับศิลปิน มันก็กลายเป็นว่าเราจุกจิกไง (หัวเราะ) คือเรื่องสวยเราไม่จำเป็นต้องบอกอะไรเขาเลยไง เขาทำสวยอยู่แล้ว เขาเจ๋งกว่าเราแน่นอน อันนี้เราไม่สงสัยเลย สวยชัวร์ เราแค่แบบ เออ มันต้องหนีไฟได้ค่ะ มันต้องไม่อันตราย คนชนกระจกแล้วต้องไม่ตาย อะไรแบบนี้

WURKON:

แต่ถ้าเป็นงานออกแบบของเราเองล่ะครับ เราจะบาลานซ์ตรงนี้ยังไง

รชพร:

มันก็ต้องทำทั้งสองอย่างเสมออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพอเป็นนิทรรศการศิลปะเราก็ไม่ต้องดูเรื่องความสวย ใช่ไหม เพราะศิลปินดูอยู่แล้ว เราไม่กังวลเลย แต่ถ้าเป็นอาคารที่เราออกแบบไปเลยทั้งหมด ที่ไม่ใช่แค่ตัวนิทรรศการ อย่างตึกพิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยม จริง ๆ เราก็ต้องดูว่าตึกสวยไหม สเปซมันโอเคไหม แสงสวยไหม วัสดุเป็นยังไง สัดส่วนเป็นยังไง หรือเราอยากได้หน้าต่างแบบนี้ คนเปิดออกไปแล้วจะตกไหม มันก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องดูอยู่แล้ว

WURKON:

อย่างเช่นพื้นผิวติดกระจกด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ที่ทำเป็นหน้าตัดซิกแซ็ก?

รชพร:

ใช่ ถ้าสะท้อนแสงมากมันจะแยงตา คนขับรถผ่านแล้วมันจะอันตรายไหม เราก็ต้องหาวิธี ทำให้มันโค้งนิดนึง แล้วพอเป็นซิกแซ็กมันก็ข่วยให้มันไม่รวมแสง แต่กระจายแสงออกไปแทน ก็เป็นเรื่องที่จริงๆ ต้องคิดอยู่แล้ว โดยครึ่งนึงของงานมันคือสิ่งเหล่านี้

WURKON:

แต่ถ้าคนภายนอกอย่างเรามองเผินๆ ก็จะเห็นแค่ว่า มันสวย มันเก๋ดี แค่นั้น

รชพร:

ใช่ แต่จริงๆ เบื้องหลังมันมีเรื่องที่คิดในเชิงความปลอดภัยอยู่ค่อนข้างสูง แต่สถาปนิกจะรู้สึกว่าไม่ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะมันก็เหมือนเวลาคุณไปหาหมอ หมอเขาก็คงไม่ได้บอกคุณหรอกว่า ผมรักษาอย่างปลอดภัยและทำตามกฎหมายนะ เพราะเราก็น่าจะรู้ว่าหมอต้องรักษาอย่างปลอดภัยและทำตามกฎหมายแน่ๆ อยู่แล้ว จริงๆ มันก็คงคล้ายกัน เราไปหาหมอเราก็หายป่วย คุณมาหาสถาปนิกคุณก็ได้ตึกสวยๆ ที่ปลอดภัย

WURKON:

แล้วงานในลักษณะที่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงศิลปวัฒนธรรมมันเข้ามาหาคุณอ้อนตั้งแต่แรกได้ยังไงครับ

รชพร:

จริงๆ อย่างงานนิทรรศการอื่นๆ ตั้งแต่ก่อนที่เป็นนิทรรศการศิลปะ เราก็ทำงานกับ TCDC มานานมาก ทำนิทรรศการเล็กๆ ที่ได้ทดลองเยอะ ให้เขา ทำงานกับ Material Connexion มานาน จำไม่ได้ว่าไปทำได้ยังไง แต่ก็เริ่มทำอันนั้นมาก่อนตั้งแต่แรกๆ ก็เลยเริ่มมีคนมาให้ช่วยทำนิทรรศการโน่นนี่นั่นให้เรื่อยๆ อย่างฝั่งที่เป็นศิลปะเนี่ย จริงๆ เราก็รู้จักคนเหล่านี้มาตั้งนานแล้ว พี่เหมียว (เกล้ามาศ ยิบอินซอย) โจ (จิตติ เกษมกิจวัฒนา) ทำ about studio/about cafe พี่ฤกษ์ฤทธิ์ (ตีระวนิช) ทำ Gallery VER  พี่เจี๊ยบ (กฤติยา กาวีวงศ์) ทำ Project 304 เมื่อ 20 ปีที่แล้ว แวดวงของคนเหล่านี้ก็คือแวดวงของคนที่ทำอะไรสนุกๆ ใช่ป่ะ

WURKON:

แต่ 20 กว่าปีที่แล้วกำแพงระหว่างวิชาชีพมันออกจะสูงกว่าปัจจุบันนี้ไหมครับ วงการสถาปนิกก็สถาปนิก วงการศิลปะก็ศิลปะ จะไม่ค่อยข้องแวะกัน

รชพร:

ใช่ๆๆๆ ก็ไม่ค่อยคุยกัน เราอาจจะหลุดเข้ามาด้วยความไม่ตั้งใจ จำไม่ได้แล้วว่าด้วยสาเหตุอะไรและความบังเอิญอย่างไรที่ทำให้เรามาทำงานและคลุกคลีกับคนเหล่านี้ ก็เริ่มกับ about cafe ก่อนมั้ง โจจัดทอล์กที่ About แล้วเราก็ไปฟัง แล้วโจก็เชิญเราไปมาทอล์ก แล้วเราก็ไปเรียนต่อ แต่ระหว่างนั้นก็กลับมาทำโน่นนี่นั่นอยู่เรื่อยๆ ก็ได้เจอคนเหล่านี้ ก็ยังรู้จักกันจนทุกวันนี้ ตอนหลังพี่เจี๊ยบมาทำที่ Jim Thompson Art Center แล้วเราไปช่วยทำงาน La Fête ให้สถานทูตฝรั่งเศส แล้วเขามีเวิร์คช็อปที่ใช้สถานที่และได้สปอนเซอร์จาก Jim Thompson ก็เลยกลับมาติดต่อกับพี่เจี๊ยบใหม่ พอเขาจัดทอล์ก จัดนิทรรศการเราก็ไปดูอยู่เรื่อยๆ พี่เจี๊ยบก็ชวนทำนั่นทำที่เรื่อยๆ ชวนทำ Art on Farm ชวนไปช่วยออกแบบนิทรรศการของ Jim Thompson บ้าง ตอนทำใหม่เอี่ยมเนี่ย พี่เจี๊ยบเขาก็ชวนไปคุยกับคุณฌอง มิเชล (เบอร์เดอเลย์) ว่าเราจะจูนกับเขารู้เรื่องไหม ปรากฏว่าคุยกันถูกคอในระดับนึง เขาก็บอก โอเค เอาทีมนี้แหละทำ ถามว่าตั้งใจไหม? ก็ไม่ได้ตั้งใจน่ะค่ะ เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ เราจะทำนิทรรศการศิลปะ เหมือนเราอาจจะเป็นของแปลกในแวดวงศิลปะมั้ง เพราะมันไม่ค่อยมีสถาปนิกเข้ามาคลุกคลีในแวดวงนี้ พอคนคิดเรื่องการทำสเปซ เขาก็เลยชวนเราไปทำ เราก็รู้จักคนเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยทำงานด้วยกันได้ ไม่ได้ยาก ก็สนุกดี ได้ไปคุยกับคนนอกวงการที่ไม่ได้คุยแต่เรื่องตึก

WURKON:

ตัวคุณอ้อนเองก็ชอบดูงานศิลปะอยู่แล้วด้วย?

รชพร:

ชอบๆๆ ปกติเวลาไปต่างประเทศก็ไปดูพิพิธภัณฑ์ คือ 70% ของการไปเที่ยวต่างประเทศคือไปดูพิพิธภัณฑ์ ไปถึงปุ๊บไปดูพิพิธภัณฑ์ๆ แทบจะไม่เคยไปช็อปปิ้ง เที่ยวทะเลอะไรเลย ไปคือมีสามอย่างคือไปดูพิพิธภัณฑ์ ไปดูตึก ซึ่งมันก็เป็นของที่มักจะอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว แล้วก็กิน จบ มีอยู่แค่นี้ (หัวเราะ) ไปเวนิสก็ดูนิทรรศการศิลปะ ดูตึกๆๆ อยู่แล้ว

WURKON:

อาจเป็นเพราะความหลงใหลในอะไรแบบนี้นี่เองที่นำพาให้คุณอ้อนมาอยู่ตรงจุดนี้

รชพร:

ก็คงส่วนนึง มันก็สนุกอยู่แล้ว ดูงานศิลปะ แต่อันนึงที่เปลี่ยนคือ พอต้องมาทำสเปซให้งานศิลปะจริงๆ มันกลายเป็นว่าเราดูแล้วเหนื่อยขึ้นมาก เฮ้ย ทำไงหว่าอันนี้ มันเอาไฟซ่อนไงหว่า งานระบบมันซ่อนยังไง แอร์อยู่ตรงไหน กลายเป็นว่าไปดูเชิงเทคนิค (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นก็ไปดูแค่ งานสวยจังเลย จัดสเปซดีจังเลย ไม่ได้ดูขนาดที่ว่า เขาซ่อนปลั๊กไว้ที่ไหน ซ่อนถังดับเพลิงไว้ที่ไหน บันไดหนีไฟอยู่ที่ไหน ใช่ป่ะ มันมีนะ ถ้าคุณไม่เห็นแสดงว่าเขาวางดี วางไว้เป็นที่เป็นทาง ไม่รบกวนงานศิลปะ พอช่วงหลังๆ กลายเป็นว่าซีเรียสขึ้น ดูเนื้อหาของงานสนุกน้อยลงนิดนึง

WURKON:

หลังจากนี้จะมีงานออกแบบที่เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์หรือสเปซทางศิลปะอีกไหมครับ

รชพร:

มันมีแต่เป็นสเกลแกลเลอรีน่ะค่ะ ยังไม่มีสเกลมิวเซียม ก็มีทำสเปซให้หอศิลป์บ้าง พิพิธภัณฑ์เมืองไทยจะสร้างกันบ่อยๆ เหรอ มันก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้นไง อย่างพิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยมนี่ ทุกคนแค่อยากทำเฉยๆ ก็คุยกันตลอดว่า ถ้าเกิดมีคนมาห้าคนต่อวันนี่ทำไงเนี่ย เหงานะเนี่ย ถ้าเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวอาจจะต้องปิด แต่พอเปิดขึ้นมาจริงๆ กลายเป็นว่าผลตอบรับค่อนข้างดีน่ะค่ะ เดือนแรกก็มีคนมา 3,300 คน ซึ่งอันนี้คือเหนือความคาดหมายในทุกๆ ทาง มันทำให้เห็นว่าคนไทยใจกว้างขึ้นมาก ในการลองอะไรใหม่

WURKON:

ทั้งๆ ที่ต้องเสียค่าเข้าชมด้วย

รชพร:

ใช่! เสียตังค์ด้วย! อาจจะเป็นเพราะว่า พอมันเป็นเชียงใหม่ คนเลยมีความตั้งใจอยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นกิจกรรมทางวัฒนะธรรมอยู่แล้ว พอเห็นคนเข้าไปถ่ายรูปกัน เออ ไปมั่งก็ได้ กลายเป็นจุดท่องเที่ยว ซึ่งเราชอบมากนะ ดีใจมาก ไม่ต้องศิลป๊ะศิลปะอะไรขนาดนั้น แค่คุณมากินข้าวก็ดีใจแล้ว คนนัดกันมากินข้าวในพิพิธภัณฑ์เนี่ย โอ้โห! นี่เปลี่ยนความรับรู้ใหม่ของคนไทยไปเลยน่ะ

WURKON:

โห เก๋อ่ะ!

รชพร:

โคตรเก๋น่ะ! ไม่มีนะบ้านเรา เราไม่เคยมีวัฒนธรรมแบบนี้มาก่อน ซึ่งตอนนี้มันเป็นแบบนั้นอยู่ อยากให้เป็นที่นัดมาเจอกัน นัดมากินกาแฟ เดี๋ยวไปที่อื่นต่อก็ได้ หรือ เอ๊ะ แวะเข้าไปดูหน่อยไหม หรือมาเซลฟีผนังกระจกพิพิธภัณฑ์หน่อยก็ได้ เป็นอะไรอย่างนั้น นี่มีคนมาขอถ่ายพรีเวดดิ้งแล้วนะ คุณเอริก (บุนนาค บู๊ทซ์) ก็บอกว่าอย่าเลย (หัวเราะ) มันจะเอิกเริกไปไหม แต่เราก็ห้ามเขาถ่ายรูปทั่วไปไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งเราก็แฮปปี้ ยิ่งคนถ่ายรูปเยอะ โพสต์ลงโซเชียลมีเดียเยอะ คนก็ยิ่งเห็นเยอะยังไงมันก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้มันทำให้เราเห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ที่อยู่ๆ คนก็แห่กันมา คนที่ไม่เกี่ยวอะไรกับศิลปะทั้งสิ้น ไม่เคยสนใจศิลปะ ไม่เคยดูงานศิลปะมาก่อน ก็มา ดูไม่รู้เรื่อง มาแค่ถ่ายรูปก็มา ซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันก็ดีนะ มันก็ทำให้เขาใกล้เข้ามากับศิลปะนิดนึง ไม่กลัวพิพิธภัณฑ์ ไม่รู้สึกว่ามันศักดิ์สิทธิ์น่ะ เราไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น เราอยากให้มันเป็นที่ที่คนสามารถไปได้แบบสบายๆ เหมือนไปโรงหนังไปเดินห้างน่ะ อืม วันนี้ไปไหนดี ไปห้างหรือไปพิพิธภัณฑ์ดี ซึ่งถ้าเป็นประเทศที่วัฒนธรรมมันเข้มแข็งแล้วเนี่ย สองอย่างนี้มันเท่ากันนะ การไปช็อปปิ้งกับไปพิพิธภัณฑ์เนี่ย มันเป็นที่เดทได้ ก็มีเด็กมาถามเรื่องคิดค่าเข้าชม คือถ้าคุณดูงานหมดทั้งพิพิธภัณฑ์จริง ใช้เวลาสี่ห้าชั่วโมง รวมกินข้าวด้วยอะไรด้วย เป็นสักหกชั่วโมง 150 บาท หารไปสิ ก็ตกชั่วโมงละยี่สิบกว่าบาทน่ะ จ่ายไปเถอะ ไปดูหนังแพงกว่าอีก

WURKON:

หนังก็มีให้ดูด้วยนี่ (หมายถึงในนิทรรศการ “คนกินแสง” ของอภิชาติพงศ์)

รชพร:

ใช่ ได้ดูหลายเรื่องด้วย พอเป็นอย่างงี้เราก็รู้สึกว่าคนเปิดกว้างมากขึ้น เป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึง เลย

WURKON:

มันเป็นการทดลองมากเลยนะครับ

รชพร:

ใช่ ทดลองทุกอย่าง ไม่มีกลยุทธ์ เมื่อวานยังคุยกับพี่เจี๊ยบอยู่เลย เขาบอกว่ามีคนเชิญเขาไปพูดเรื่องใหม่เอี่ยมว่ามีกลยุทธ์อะไรยังไง ไม่มี (หัวเราะ) ฉันจะพูดอย่างงี้แหละ เราไม่ได้มีกลยุทธ์อะไร เขาก็คงงงๆ นะ (หัวเราะ) เราแค่รู้ว่าเราอยากจะทำอะไรเฉยๆ อยากจะโชว์อะไร อยากให้มู๊ดมันเป็นประมาณไหน แต่ถามว่ามีวิจัยมีอะไรไหม ไม่มี๊ (เสียงสูง) คนอาจจะนึกว่ามีเรามีทีมงานล้านแปดอยู่เบื้องหลังคอยวิจัยกันอย่างเข้มข้น ไม่ใช่ คือทุกคนแค่อยากทำ ซึ่งเราเชื่อว่าเมืองไทย ถ้าทำอะไรที่มันเป็นทางการแบบนั้นมันไม่เกิดหรอก มันต้องเป็นแบบนี้แหละ

WURKON:

มันจะไม่เสร็จใช่ไหม

รชพร:

ใช่! มันต้องเป็นแบบนี้แหละ ทำ! เอาเลย อยากทำ ทำ! ไม่สมบูรณ์แบบเดี๋ยวแก้ ซึ่งก็ยังแก้อยู่จนบัดนี้ ก็ยังมีของที่เรายังคิดว่ามันไม่เวิร์ค เราก็คิดว่าเราจะแก้จนกว่ามันจะดี

WURKON:

ไม่จำเป็นต้องจบบนโต๊ะก่อน?

รชพร:

ไม่ คือทั้งหมดไม่มีใครรู้ไง ว่าทำแล้วมันจะเวิร์คหรือเปล่า ก็ลองทำดู ถ้าไม่เวิร์คก็เปลี่ยน ถ้ามาด้วยทัศนคติแบบนี้มันจบไง ไม่ใช่ว่าวางแผนปุ๊บว่าทำแล้วมันต้องออกมาสมบูรณ์แบบ เดี๋ยวจะโกรธกันไง ว่าทำไมมันไม่สมบูรณ์แบบวะ? แต่ทุกคนทำกันเต็มที่แล้วคิดว่าแบบนี้แหละ น่าจะดี แล้วคนที่เหลือเห็นด้วย ก็ทำ มันก็เคลียร์ประมาณนึง ถ้ามันไม่เวิร์คเราก็แก้ จบ ประมาณนั้น

WURKON:

ในวงการสถาปัตยกรรมช่วงน้ีมันเหมือนคนเริ่มกลับมารีโนเวทอาคารเก่าๆ ขึ้นมาใหม่กันมาก มันเป็นเทรนด์ที่เพิ่งมาตอนนี้หรือเปล่าครับ

รชพร:

โหย เราทำรีโนเวทตลอด! เราชอบ ตึกนี้ก็รีโนเวท (ชี้ที่ตึกออฟฟิศตัวเอง) เรามีอีกหลายตึก ไม่ใช่เทรนด์ที่เพิ่งมาหรอก มันเป็นจังหวะของช่วงเวลาของตึกด้วยแหละค่ะ คือตึกมันมีวงจรของมัน พออายุประมาณสัก 20 - 30 ปี เนี่ย จริงๆ ของมันไปหมดละ งานระบบ ท่อน้ำ สายไฟ มันอยู่ได้แบบฟังก์ชันเละๆ นิดนึง เราถึงเห็นว่าช่วงนี้มีการรีโนเวทกันมาก เพราะเราสร้างตึกกันเยอะในช่วงยุค 80s แล้วมันก็เริ่มพังน่ะ มันก็ถึงจังหวะเวลา เป็นวงจรของมันในระดับนึง ซึ่งก็มีอยู่สองประเภทคือ ถ้าไม่ทุบทิ้งไปเลย ก็รีโนเวท ทุบทิ้งไปเลยก็เห็นเยอะ สร้างใหม่เป็นตึกสูงหมด แต่บางอันมันก็ทุบไม่ได้ เช่นถ้ามันเป็นตึกแถว ขายเป็นห้องๆ อย่างงี้ ถ้าคุณเก่งคุณอาจจะไปตามซื้อได้สามสิบห้อง นั่นก็อีกเรื่องนึง อย่างใหม่เอี่ยมเองก็เป็นโกดังเก่าอายุประมาณ 30 ปี เช่นกัน ต่อให้ไม่เป็นพิพิธภัณฑ์ก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนหลังคา เปลี่ยนอะไร มันก็ต้องทำในระดับนึงแล้วล่ะ เป็นวงจรของมันมากกว่า

All(zone) Headquarters  Sukhumvit 49, Bangkok / 2009

Pim Guesthouse  Bangkok / May, 2008

WURKON:

ไม่ใช่ว่าเป็นเทรนด์รักษ์โลกแบบ อีโคดีไซน์ หรือรียูส รีไซเคิล ที่กำลังมาช่วงนี้เหรอครับ

รชพร:

ส่วนนึงก็อาจจะเป็นอย่างงั้นด้วย แต่ถ้าให้เราพูดจากข้อเท็จจริง เราก็จะบอกว่า ก็ตึกมันสามสิบกว่าปีแล้ว ยังไงมันก็ทรุดโทรมน่ะ ก่อนหน้านี้มันยังไม่มี เพราะตึกมันยังไม่เก่าไง ตอนนี้เริ่มมีตึกเก่าเยอะ มีอีกประเด็นนึงก็คือว่า ฟังก์ชันมันเปลี่ยน อย่างบางตึกเป็นโครงการที่เคยทำไว้เป็นโรงแรม ปัจจุบันอาจจะไม่เวิร์คแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไหม อย่างตึกออฟฟิศนี่ก็เป็นตึกแถวธรรมดา เราก็เอาเปลี่ยนแปลงให้เป็นสำนักงานอย่างที่เห็น มันก็มีของตั้งเยอะตั้งแยะที่ตอนแรกเป็นฟังก์ชันอื่น แล้วตอนหลังก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นฟังก์ชั่นใหม่ จากตึกแถวกลายเป็นโรงแรม โรงแรมไม่เวิร์คแล้ว เป็นอย่างอื่น ก็มีเยอะแยะ เหมือนไลฟ์สไตล์คนมันเปลี่ยนน่ะ สเปซที่ทำไว้มันก็อาจจะไม่เวิร์คแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆ ปัจจุบันโรงหนัง (สแตนด์อโลน) มันอาจจะไม่เวิร์คแล้ว เพราะคนไม่ดูหนังโรงทีเป็นพันคนแล้ว ทำไงดี โรงหนังอาจจะแก้ยาก ต้องทุบทิ้ง แต่ถ้าไม่ใช่โรงหนังเป็นฟังก์ชันอื่นจะแก้ยังไง ประมาณนั้นน่ะค่ะ คือจริงๆ มันมีเรื่องคุณภาพของตึกแล้วก็เรื่องไลฟ์สไตล์คนที่เปลี่ยน ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้นแล้ว

WURKON:

สถาปนิกบ้านเราก็เลยจะได้ทำงานแบบนี้เยอะขึ้น

รชพร:

ใช่ ก็จะมีงานที่ต้องเป็นการปรับเปลี่ยนทั้งในเชิงโครงการและสิ่งอำนวยความสะดวกของตึก คือสมมติง่ายๆ ตึกเก่าเคยติดแอร์อยู่ 20-30 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ควรใช้แล้วล่ะ มันคงกินไฟมากน่ะ ควรจะยกระบบทั้งหมดทิ้ง เพราะตอนนี้มันก็มีแอร์ระบบใหม่ที่ประหยัดไฟ หลอดไฟ ระบบไฟใหม่ที่มันน่าจะดีกว่าแล้ว

WURKON:

ระหว่างการสร้างใหม่กับการรีโนเวทอะไรยากกว่ากัน

รชพร:

โอย งานรีโนเวทยากกว่าเยอะ! ยากกว่าโคตร ยากมาก แต่เราชอบนะ สนุก คือเราสนุกกับการทำรีโนเวท แต่มันเหนื่อยชิบ เหนื่อยกว่าสร้างใหม่เยอะ เพราะมันมีข้อจำกัดเยอะน่ะ ฐานรากทำได้ไหม ติดคานนี้ คานนี้ตัดไม่ได้ เดินท่อยังไง ถ้าทำของใหม่เราสามารถสร้างมันจากศูนย์ได้เลยใช่ป่ะ แต่ของเก่ามันทุบไม่ได้ ทุบไปมันพัง มันก็ยากกว่าอยู่แล้ว อีกอันนึงคือการไปรีโนเวทตึกส่วนมากมันก็จะเป็นที่ที่มีคนอยู่แล้วเยอะๆ เราก็จะไปกวนเพื่อนบ้าน ทะเลาะกันอีก ก็จะมีเรื่องมากมาย รีโนเวทยากกว่าอยู่แล้ว

WURKON:

แล้วในแง่ของความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมันดีกว่าสร้างใหม่ไหมครับ

รชพร:

แล้วแต่โปรเจ็กต์เลยค่ะ คือบางทีถ้าเหมือนไปอยู่ในพื้นที่ที่มันหนาแน่นมาก ทำตึกสามชั้นอยู่ จริงๆ บางทีมันอาจจะไม่เวิร์คนะ ขึ้นตึกสูงไปเหอะ สมมติคุณอยู่ใจกลางเมือง มีรถไฟฟ้า มีของทุกอย่าง มันควรจะเป็นพื้นที่หนาแน่น ก็ให้มันหนาแน่นไป คือรัฐอุตส่าห์สร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นถนน เป็นรถไฟฟ้าราคาเป็นหมื่นล้านมารองรับตรงนี้ แล้วเราจะอยู่บ้านบริเวณกว้าง มีบ้านเล็กๆ อยู่ตรงกลางหลังเดียว จริงๆ มันก็เหมือนเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่านิดนึงเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

WURKON:

แสดงว่าคุณอ้อนก็ไม่ได้เป็นสถาปนิกที่เกลียดคอนโดมิเนียมใช่ไหม

รชพร:

ถ้ามันเวิร์คนะ คือเรายอมรับได้ว่าในที่สุดพอเราต้องอยู่เป็นเมืองใหญ่ มันก็อยู่ต้องหนาแน่น แต่ทำยังไงให้หนาแน่นแล้วมันเวิร์คเท่านั้นเอง ไม่ได้เกลียด รับได้ คือให้ตัวเองอยู่น่ะไม่ชอบ แต่ถามว่ามันสมเหตุสมผลไหม? มันก็สมเหตุสมผลในความเป็นเมืองใหญ่ที่มันหนาแน่น คุณจะให้ทุกคนต้องไปอยู่ไกลๆ แล้วเดินทางเข้าเมืองมาทำงานทุกวัน มันก็เปลืองทั้งเวลาทั้งทรัพยากร ก็ขึ้นข้างบนไป ข้างบนมันก็แย่หลายๆ อย่างแหละนะ แต่ที่เราไปไม่ถึงคือจะอยู่ข้างบนยังไงให้มันเป็นมนุษย์น่ะ ซึ่งจริงๆ จะว่าไปมันก็เป็นของยาก เพราะมันเป็นของใหม่ ใหม่ในที่นี้คือมันแค่ร้อยปีเอง เราอยู่ติดดินกันมาเป็นหมื่นๆ ปี น่ะคุณ แล้วร้อยกว่าปีที่แล้ว เราก็บอกว่าไม่ได้ละ เรามาอยู่ติดๆ กันเป็นกระจุกแล้วขึ้นสูงกันเถอะ มันยากที่ทำแล้วจะเวิร์ค เพราะมันใช้เวลา

WURKON:

เพราะมันไม่ใช่แค่การอยู่อาศัย แต่มันเป็นพฤติกรรมของมนุษย์

รชพร:

ใช่! แล้วแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกัน มันยาก คนต้องปรับตัวเยอะ ตึกก็ต้องหาทางจัดการกับพฤติกรรมมนุษย์อีกเยอะ

WURKON:

ยังดีที่ประเทศเราไม่ค่อยมีภัยพิบัติเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วสถาปนิกบ้านเราต้องคำนึงเรื่องนี้ไหมครับ

รชพร:

คิดอยู่แล้วค่ะ มันก็แล้วแต่โซน คืออย่างเชียงใหม่เนี่ย ต้องคิดเรื่องแผ่นดินไหว เขามีบังคับเลยว่าโครงสร้างต้องรับแผ่นดินไหวได้ในระดับไหน เพราะมันอยู่โซนแผ่นดินไหว เขาเรียก Disaster Prone, Earthquake Prone ต้องคำนวณโครงสร้างเพิ่มว่ารับแผ่นดินไหวได้เท่าไหร่ มันอาจจะไม่ถึงกับไม่พังเลย มันอาจจะพัง แต่พังแล้วไม่ล้มมาทับคนตาย คือมันมีวิธีพังหลายวิธีน่ะ คือพังแบบถล่ม หรือแค่เอียง หรือมันมีวิธีถึงขั้นว่า พังในส่วนที่ไม่ทำให้ใครเป็นอะไร เพราะถ้าจะทำให้มันแข็งแรงไม่พัง 100% เลย บางทีมันก็ทำไม่ได้เหมือนกัน หรือทำได้ก็จะแพงมาก มันก็ต้องหาวิธีที่พังแล้วเกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพราะถ้าจะให้ไม่พังเลย ตึกมันอาจจะมีมูลค่าสูงขึ้นสิบเท่า ซึ่งมันก็คงจะไม่มีใครสู้ไหว มันโหดไปนิดนึง

WURKON:

แล้วมีไหมครับ ตึกที่โดนแผ่นดินไหวแล้วไม่พังเลยเนี่ย

รชพร:

มันทนได้ถึงระดับไหนมากกว่า เราว่า คือส่วนมากคนก็จะตามกฎหมายน่ะ ว่ากฎหมายมันบังคับว่าให้ทนได้ถึงระดับไหน ถามว่าตึกในญี่ปุ่นเวลามีแผ่นดินไหว ท์สึนามี เขาก็คิดไว้ในระดับนึง แต่ถ้ามันเกิดหนักกว่านั้น มันก็อาจจะพังก็ได้นะ มันก็อาจจะไม่ไหวเหมือนกัน แต่ส่วนมากตึกสูงสมัยใหม่ไม่ค่อยพังหรอกค่ะ เพราะเขาคิดเรื่องนี้เยอะ จะเป็นตึกเก่าที่พังมากกว่า

LIGHTHOUSE: The Art of Living Lightly for Chicago Architecture Biennial in collaboration with Offscene Film 

video ผลงานวิดีโอถูกแสดงในคอลเล็คชั่นถาวรของ The Art Institute Chicago

WURKON:

มีโปรเจ็กต์นึงของสตูดิโอนี้ที่น่าสนใจมาก คือตอนเกิดวิกฤติฟองสบู่ ทำให้มีตึกร้างในบ้านเราเยอะมาก แล้ว All(zone) ทำที่อยู่อาศัยในตึกร้างขึ้นมา มันมีความเป็นมายังไงครับ

รชพร:

มันเป็นงานนิทรรศการอันนึงที่ชิคาโก ชื่อ Chicago Architecture Biennial (2015) ซึ่งเขาเพิ่งจัดปีที่แล้วเป็นปีแรก โดยเขาเชิญสถาปนิก 100 คนจากทั่วโลก แล้วส่วนมากจะเป็นสถาปนิกเด็กๆ หน่อย แล้วเขาบอกว่าให้ทำอะไรก็ได้ที่เราสนใจ ที่มันสะท้อนที่ที่เราอยู่ เราก็เสนอไป คือเราเห็นประเด็นนี่ว่า คนที่อยู่ในเมืองตอนนี้เขาไม่มีที่อยู่ หมายถึงคนที่เป็น Young Professional น่ะ การอยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มันแพงมาก ห้องเช่าเดือนนึงก็ 6,000 - 8,000 แล้วน่ะ แล้วสมติว่าคุณเป็นเด็กเพิ่งจบใหม่ เงินเดือน 18,000 จะอยู่ยังไง ค่ารถไฟฟ้า ค่าเช่าห้อง ก็แทบจะหมดละ

WURKON:

18,000 นี่ถือว่าเยอะแล้วนะครับ สำหรับบ้านเรา

รชพร:

เยอะใช่ไหม? สถาปนิกจะได้ประมาณนั้น สมมติอาชีพอื่นได้สัก 12,000 - 13,000 จะอยู่ยังไงล่ะ แต่ในขณะเดียวกันเรามีตึกร้างโคตรเยอะ มันไม่บาลานซ์เนอะ เราก็เลยเสนอไปว่าเราใช้ตึกร้างพวกนี้เป็นที่อยู่อาศัยกึ่งชั่วคราวได้ไหม เราไม่ได้คิดภาพว่าอันนี้คนจะอยู่สัก 20 ปีนะ สมมติว่าคุณเพิ่งเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยที่ยังมีเงินเดือนน้อยๆ อยู่ สมมติอยู่สักปีสองปีแบบนี้ มันจะอยู่ได้ไหม? น่าจะอยู่ได้นะ ก็เสนอเป็น Living Unit พื้นที่ประมาณ 2 เมตร 40 x 4 เมตร 80 ต่อหนึ่งคน เล็กกว่าที่จอดรถอีก แล้วก็ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย เบา มีความเป็นส่วนตัวในระดับนึง แล้วก็แชร์พวกห้องน้ำด้วยกัน เพราะจริงๆ พวกตึกร้างมันก็มีอยู่แล้ว เขาก็ชอบไอเดีย ตอนแรกจะทำยูนิตนี้ไปแสดงที่งานเลย ปรากฏว่ามันยากไป ขี้เกียจ! มันต้องส่งของต้องอะไรยุ่งยากเยอะ เราก็เลยทำเป็นหนังส่งไดีกว่า ก็เลยสร้างสถานการณ์จริงขึ้นมา มันจะมีโรงแรมนึงแถวรัชดาที่มันเลิกกิจการไป เราก็ไปขอเช่าที่จอดรถเขา เซ็ตอัพยูนิตนี้ขึ้นมา แล้วก็ให้คนในออฟฟิศเราไปอยู่แล้วก็ถ่ายหนัง

WURKON:

เข้าไปอยู่กันจริงๆ เลยเหรอคับ

รชพร:

ใช่ ก็สนุกดี แล้วก็เหมือนได้ทดลองวัสดุหลายๆ อย่าง เราใช้ตะแกรงเหล็กที่เขาเอาไว้แขวนของขายข้างถนนมาใช้เป็นโครงสร้าง หุ้มด้วยมุ้งลวดให้มันกันยุงได้ สเปซมันก็น่าสนใจดี

WURKON:

อันนี้ทำขึ้นสำหรับคนทั่วๆ ไปเลยใช่ไหมครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ไม่มีที่อยู่

รชพร:

ใช่ สำหรับคนทั่วไปเลย เราคิดภาพแบบ สมมติเช่าที่จอดรถ 3,000 ใช่ป่ะ อันนี้อาจจะให้เช่า 3,500 ร่วมค่าไฟ แล้วมันจะเป็นลักษณะของ Community Space (พื้นที่ชุมชน) นิดนึงด้วยไง มีความเป็นหมู่บ้านอยู่นิดนึง ถ้าคุณอยู่คอนโดมันไม่มีทางเลยไง แล้วก็ผลตอบรับค่อนข้างดีจากการไปแสดง งานที่ชิคาโกมันมีตั้งแต่เดือนตุลาถึงมกราที่ผ่านมา ตอนนี้งานนี้แสดงอยู่ที่ เมลเบิร์น ออสเตรเลีย เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ชื่อ Occupied พูดเรื่องสถาปนิกที่คิดเรื่องการอยู่อาศัยในมุมต่างๆ ก็สนุกดี ซึ่งถ้าจะบอกว่าที่นี่แปลก ก็แปลกแบบนี้แหละ เราทำของที่อาจจะไม่ใช่ตึกตรงๆ แต่ทำอะไรที่เป็นการทดลองระดับนึง

WURKON:

ดูเหมือนงานของสตูดิโอ All(zone) ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นการสร้างถาวรวัตถุอย่างอาค๊ารอาคาร แต่จะเป็นการทดลองทางกายภาพ เรื่องของชุมชน เรื่องของมนุษย์มากกว่า

รชพร:

ก็จริงๆ ในที่สุด สถาปัตยกรรมที่เป็นของที่จับต้องได้ มันคือสิ่งที่สะท้อนมาจากมนุษย์ พฤติกรรม ชุมชน สังคม คือถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้เราออกแบบอะไรไปคนเขาก็ไม่ใช้น่ะ เวลาสอนนักเรียนจะบอกตลอดเลยว่า ถ้าคุณเกลียดคน คุณเป็นสถาปนิกไม่ได้ เพราะจริงๆ มันคือการออกแบบของให้คนน่ะ ใช่ป่ะ ตั้งแต่นั่ง เดิน ยืน นอน เอาตั้งแต่บ้านเลยน่ะ คือถ้าคุณเกลียดเจ้าของบ้าน คุณก็ออกแบบให้เขาไม่ได้ละ คุณกินข้าวยังไง ไม่อยากรู้ เรื่องของคุณ! ใช่ป่ะ? หรือทำพิพิธภัณฑ์คุณไม่อยากรู้ว่าศิลปินคิดยังไง ภัณฑารักษ์คิดยังไง เจ้าของเขากังวลสนใจเรื่องอะไร ถ้าเราไม่เข้าใจว่ามนุษย์แต่ละคนก็มีความกังวลสนใจในเรื่องต่างๆ กัน เราก็ทำไม่ได้ สถาปัตยกรรมมันคือกายภาพที่สะท้อนคนทุกคนที่มีส่วนร่วมอยู่ข้างในนั้นแหละ คนที่มาชมงานมีเด็กไหม ถ้ามีคุณห้ามทำราวกันตกโปร่ง เด็กตกแน่ ประมาณนั้นน่ะค่ะ

WURKON:

แสดงว่าถ้าเราจะทำงานสถาปัตยกรรมให้ใครเราต้องรักเขาก่อนเหรอครับ

รชพร:

อาจจะไม่ต้องถึงกับรักเขาก็ได้ (หัวเราะ) แต่เราต้องอยากเข้าใจคนน่ะ ในความเห็นเรานะ เราต้องอยากเข้าใจว่าคนที่อยู่ข้างในนั้นเป็นใคร ทำอะไร อยากได้อะไร มีความฝันอะไร เกลียดอะไร อะไรแบบนี้ อย่างเราจะโกรธมากเวลาไปตึกหรูๆ บางที่ มันไม่มีที่นั่งกินข้าวให้แม่บ้านน่ะ เราไปเห็นแม่บ้านกินข้าวอยู่ในห้องเก็บของ ห้องเก็บไม้กวาดข้างๆ ห้องน้ำ แล้วต้องเปิดประตูทิ้งไว้เพราะมันร้อน เห็นแล้วโกร๊ดโกรธ! คือแบบคุณมีห้องกินข้าวพนักงานเล็กๆ หน่อยได้ไหม เห็นแล้วมันเศร้า! เขาก็เป็นมนุษย์นะคุณ คุณไม่ได้ให้ค่าความเป็นคนเขาเท่าๆ กับคนอื่น งานที่เขาทำมันก็เหนื่อยยากอยู่แล้ว เราควรจะซาบซึ้งที่มีคนมาทำงานแบบนี้ให้เรา ถ้าไม่มีคนมาทำให้ เราจะแย่นะ คุณช่วยปฏิบัติกับเขาดีหน่อยได้ไหม? ไม่ต้องดีมาก เอาแค่ตามมาตรฐานก็ได้น่ะ ขอแค่ที่กินข้าวแม่บ้านแค่เนี้ย เรารู้สึกว่าของเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มันทำให้คนมีศักดิ์ศรีและไม่มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะ คนมันเกลียดกันเพราะอย่างงี้แหละ เราเคยเขียนในเฟซบุ๊กมานานมากแล้วว่า จริงๆ สถาปัตยกรรมแบบ Universal Design มันคืออะไร? มันไม่ใช่สำหรับคนพิการอย่างเดียว จริงๆ เราใช้คำว่า Inclusive Design คุณจะรวมใครเข้ามาอยู่ในสังคมบ้างล่ะ คุณจะผลักใครออก จริงๆ พื้นที่เป็นตัวนิยามสิ่งเหล่านี้ชัดมาก คุณจะออกแบบพื้นที่ให้ทุกคนกลัวไม่กล้าเข้าไหม? เรายกตัวอย่างบ่อยๆ เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ เมื่อสิบปีที่แล้ว มีคนขับรถจากต่างจังหวัดเข้ามากันเป็นคันรถกะบะเลย มาปิคนิค ดูเครื่องบินขึ้น เดินเข้าไปดูตึก ตื่นเต้นกัน ตอนแรกเราสงสัยมาก ว่าเขามากันทำไม คุยไปคุยมา ปรากฏว่ามีคนพูดว่า มันเป็นตึกสาธารณะอันแรกที่หน้าตามันดูมีตัวตนนิดนึง มันสวยหรือเปล่าไม่รู้ แต่หน้าตามันจำง่าย แล้วคนเข้าไปได้โดยไม่กลัว มันไม่มีท่าเทียบรถแล้วคนคอยเปิดประตู มันไม่ใช่ที่หรู ไม่ใช่ห้าง ไม่ใช่โรงแรม ไม่ใช่สถานที่ราชการ เราก็เออ อย่างงี้มันแย่เหมือนกันเนอะ! ว่าประเทศไทยไม่มีที่สวยๆ ที่เป็นที่ของประชาชนแบบนี้ จริงๆ สถาปัตยกรรมมันเป็นการเมืองมาก เพราะมันคือการให้คนเข้าหรือไม่ให้คนเข้า ทำให้คนรู้สึกถูกกีดกันหรือต้อนรับ เราให้เกียรติหรือไม่ให้เกียรติเขา เรารวมเขาไว้หรือผลักเขาออกไป เราว่ามันเป็นการเมืองมากๆ ในหลายๆ ระดับน่ะ ก็อย่างแค่เรื่องแม่บ้านไม่มีที่กินข้าวมันก็โคตรการเมืองแล้วเลย

WURKON:

มันสะท้อนความไม่เท่าเทียม?

รชพร:

ใช่!

WURKON:

งานของ All(zone) อีกชิ้นนึงที่น่าสนใจมากๆ คือ Mixed Use Bangkok ดูเหมือนกับคุณอ้อนจะชอบความเละเทะของกรุงเทพฯ และมองมันเป็นความงาม

รชพร:

ชอบมาก! มันเละ แต่ว่ามันสนุกไง มันเป็นที่ที่เราสามารถเดินไปแล้วเห็นไอ้โน่นไอ้นี่ที่คาดไม่ถึงได้ตลอดเวลา เมืองมันไม่น่าเบื่อเลย เพียงแต่ว่าตอนนี้มันอันตรายด้วย คือมันไม่น่าเบื่อในระดับที่แบบอาจจะเดินไปแล้วเจอแก๊สระเบิดข้างถนน หรือสายไฟตกลงมาใส่หัวได้ จริงๆ เรามองว่ามันต้องการการจัดระเบียบให้ปลอดภัยนิดนึงพอละ มันควรจะมีกฎระเบียบอีกนิดนึง แต่ที่เหลือปล่อยไปเถอะ

WURKON:

แบบมีแผงลอยขายของข้างถนน ปล่อยให้มันเละไป?

รชพร:

ใช่ ปล่อยให้มันเละไปเถอะ เรารู้สึกว่ามันเป็นชีวิต มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีในเมือง เหมือนเราเพิ่งคุยกับพ่อค้าแผงลอยที่ไหนจำไม่ได้ เขาบอกว่า ก็ชัวร์ดิ เขาก็ต้องห้ามขาย เพราะถ้าไม่มีแผงลอยพวกนี้ ทุกคนก็ต้องไปซื้อของที่เซเว่น ซึ่งตอนนี้เซเว่นก็ลงมาแข่งกับตลาดระดับนี้หมดเลย คือของทุกอย่างที่แผงลอยมี เซเว่นก็มีทุกอย่าง คุณจะเอาอะไร มีหมด เพราะฉะนั้นมันแปลว่าอะไร? มันก็ไม่เหลือที่ทำมาหากินให้คนจำนวนมาก แล้วคนพวกนี้ไปไหน? ก็ต้องเข้าโรงงาน มันจะไม่เหลือความแข็งแรงทางเศรษฐกิจที่เป็นเอสเอ็มอี ไม่มีความหลากหลาย ไม่มีความแข็งแรงที่ไม่ต้องอิงกับระบบใหญ่ จริงๆ การที่มีระบบเล็กที่แข็งแรงอยู่เป็นเรื่องดีนะ

WURKON:

แต่บางคนมองว่ามันไม่มีระเบียบ

รชพร:

ก็ทำให้มันมีระเบียบขึ้นอีกนิดนึง สะอาดอีกนิดนึง มีกฎอีกนิดนึง ซึ่งมันทำได้ เราทำอันนี้เป็นโปรเจ็กต์เด็กตลอดเวลา สมมติเราชอบปากซอย 38 แต่เราจะทำให้มันเวิร์คได้ไหม? เช่นทำระบบแก๊สดีๆ ให้ทุกร้านใช้แก๊สจากที่เดียวกันได้ไหม? มีท่อเดินแก๊สจริงจัง ไม่ต้องแยกถังแก๊สกันคนละร้านให้มันเสี่ยงระเบิด มีที่ล้างจานรวมดีๆ ที่ไม่ต้องเทน้ำลงข้างถนนได้ไหม? หรือมีที่โหลดของลงดีๆ ที่หลบมุมไปนิดนึง ไม่ต้องมาจอดขวางถนนให้รถติดได้ไหม? เราว่ามันทำได้นะ จริงๆ มันมีอยู่ไม่กี่ปัญหาน่ะ แต่มู๊ดของการที่คุณเดินไปที่ไหนคุณก็ซื้อของกินได้มันเจ๋งที่สุดในโลกแล้ว แล้วมันเป็นของที่ทำให้เรามีเอกลักษณ์ แล้วขายของได้ ซึ่งมันต้องการการจัดการนิดนึง แต่มันไม่มีใครทำไง

WURKON:

เราชอบคิดกันสองแบบคือ มี หรือ ไม่มีเลย

รชพร:

ใช่! เราไม่คิดว่าจะมียังไงให้มันดีและปลอดภัย มันไม่มีโมเดลแบบนี้ แล้วคุณจะเอาชีวิตแผงลอยเหล่านี้ไปทิ้งที่ไหนหมด? แล้วคนจะกินข้าวกันที่ไหนล่ะ? ตอนนี้ที่คนพอจะอยู่กรุงเทพฯ ได้บ้างเนี่ย ที่อยู่อาศัยมันแพงแล้ว มันยังมีแผงลอยให้กินข้าวราคา 30 บาทได้อยู่น่ะ ถ้าอันนี้หมดไป ข้าวกล่องเซเว่นกล่องละ 30 คุณกินไม่อิ่ม คุณต้องกินสองกล่อง มันอยู่ไม่ได้นะ อย่าง Mixed used Bangkok ที่เราทำน่ะ เรามองว่ามันควรจะเป็นพื้นที่ที่เป็นแพลตฟอร์มเปิด สถาปนิกอาจจะดีไซน์ครึ่งนึง คนที่มาใช้พื้นที่ดีไซน์ครึ่งนึง เคยคุยเรื่องนี้กับนิสิต เปรียบเทียบกรุงเทพฯ กับสิงคโปร์ ที่สิงคโปร์ทุกอย่างมันเป็นระเบียบเรียบร้อยไปหมด แผงลอยเขาก็มีนะ แต่เขาถูกจัดระบบอย่างโคตรเป็นระเบียบ แต่มันออกจะน่าเบื่อไปหน่อย แต่กรุงเทพฯ มันเจ๋งเพราะทุกคนมันต้องเป็นดีไซเนอร์ เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรให้เลย ทุกคนต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอดกันหมด เพราะฉะนั้นมันคือ Collective Quality ของการออกแบบ คือทุกคนเป็นดีไซเนอร์! เจ๋งจะตาย แสดงว่าคนไทยมีธรรมชาติทางดีไซน์ แม้จะเป็นดีไซน์ที่มักง่ายก็เถอะ (หัวเราะ)

WURKON:

อาจจะเรียกอีกอย่างว่า สัญชาตญาณการเอาตัวรอด

รชพร:

นิดนึง (หัวเราะ) มันมีทางเลือกที่น่าสนใจจำนวนมาก เราพยายามจะผลักดันในหลายๆ ทาง พยายามจะปลูกฝังในโรงเรียน เวลามีใครมาขอความเห็น เราก็จะพูดเรื่องนี้ตลอด ทิศทางในการพัฒนาเมืองมันต้องสะอาดสะอ้านขนาดนั้นเลยเหรอ? มันต้องสวยขนาดนั้นเลยเหรอ? เอาสะดวกก่อนไหม? สะดวกสบายและเป็นวิถีชีวิตของเราก่อนดีไหม?

WURKON:

คำถามสุดท้าย ในฐานะที่เป็นอาจารย์ คุณอ้อนมองนักศึกษาสถาปัตยกรรมบ้านเราตอนนี้ยังไงบ้าง

รชพร:

เด็กเก่งขึ้นนะ ตอนนี้โลกมันกว้าง เด็กเก่งจะเก่งมาเลย เพราะเขามีศักยภาพ มีพื้นที่ในการหาความรู้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันความอดทนเขาจะต่ำลง เขาจะมีระยะเวลาที่อดทนรอการประสบความสำเร็จสั้นลง เพราะพอเขาเห็นของเจ๋งเยอะ เขาจะรู้สึกว่า เอ๊ะ! ทำไมเราทำแล้วมันไม่เจ๋งสักทีวะ? แต่บังเอิญอาชีพนี้มันใช้เวลาไง ก็จะมีความขัดแย้งอยู่ตรงนี้ แต่จริงๆ เด็กเก่งนะ เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น รู้เรื่องเยอะขึ้น เร็วขึ้น นึกภาพเราตอนอยู่ปี 4 ไม่มีทางรู้เรื่องที่พวกเขารู้หรอก แต่เขาจะมีความคาดหวังอีกแบบนึงที่ทำให้พวกเขาท้อง่าย แล้วก็หมดแรงเร็ว มันคงไม่ดีละ เลิกดีกว่า หรือยังไม่ทันจะทำอะไรได้ก็เครียด จิตตกไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งอันนี้อาจจะไม่ใช่แค่เด็กสถาปัตย์อย่างเดียว แต่รวมถึงทุกๆ สาขาวิชาชีพด้วย (ยิ้ม)

ชมผลงาน Mixed Use Bangkok ได้ที่นี่ https://goo.gl/0uY9Kt

อ่านเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยมได้ที่นี่ http://goo.gl/EIXUP6

อ่านเกี่ยวกับ All(zone) Headquarters ได้ที่นี่ https://goo.gl/wbgKCv

อ่านเกี่ยวกับ Pim Guesthouse ได้ที่นี่ https://goo.gl/NPZww2

ภาพถ่ายบุคคลโดย ศุภชัย เกศการุณกุล

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก www.allzonedesignall.com

#WURKON #art #architecture #maiiam #MaiiamMuseum #contemporaryart #ChiangMai #allzone #กระจกสี #สถาปัตยกรรมล้านนาโบราณ #สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ #โลกโบราณ #โลกสมัยใหม่ #apichatpong #theserenityofmadness #คนกินแสง #พิพิธภัณฑ์ศิลปะใหม่เอี่ยม #อภิชาติพงศ์ #กฤติยากาวีวงศ์ #นิทรรศการศิลปะ #สถาปนิก #การออกแบบอาคาร #ความปลอดภัย #สวัสดิภาพ #contemporaryart #ศิลปะร่วมสมัย  #renovate #oldbuilding #cycle #inclusivedesign #mixusedbangkok #แผงลอย #การพัฒนาเมือง #สภาพแวดล้อมทางกายภาพ #รชพรชูช่วย #แรงบันดาลใจจากงานศิลปะ #แรงบันดาลใจจากงานสถาปัตยกรรม

สัมผัสแรงบันดาลใจจากความคิดสร้างสรรค์แห่งการออกแบบวิถีชีวิตการทำงานยุคใหม่ได้ที่ WURKON ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่สำนักงานและพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ www.wurkon.com

สามารถติดตามข่าวสารทุกวันได้ที่ : www.facebook.com/WURKON

สอบถามข้อมูลได้ที่ Tel : 02-005-3550 Fax : 02-005-2557

Official Line : @wurkon (มี @ ด้วย) / Twitter : @wurkon

Follow Instagram : @wurkon

Related Stories

Our VR Showroom
Address

71/15 Soi Pattanavate 12, Sukhumvit 71 Road, Prakanong-Nua, Wattana, Bangkok 10110, Thailand

Call Us
  • (66) 02-005-3550
  • (66) 097-157-8435
  • (66) 097-161-8536
Fax

(66) 02-005-2557

Opening Hours

Mon - Fri: 08:30 - 17:30